ผู้เขียน หัวข้อ: *บทนำ* ทริปหรรษา หัวใจทะเลทราย  (อ่าน 433 ครั้ง)

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
*บทนำ* ทริปหรรษา หัวใจทะเลทราย
« เมื่อ: มีนาคม 04, 2014, 09:47:29 PM »
บทนำ

              อันน์มองออกไปนอกหน้าต่างรถทัวร์ที่กำลังวิ่งอยู่  เห็นอาคารบ้านเรือนแปลกตาสองข้างทาง 
รูปร่างเหมือนกล่องคล้าย ๆ กันหมดทำจากดินหรือปูนอะไรสักอย่าง  บางหลังก็สูง  บางหลังก็เหมือนบ้านชั้นเดียว 

ถ้ามองเผิน ๆ ก็อาจจะคล้ายตึกแถวที่ปลูกจากการก่ออิฐที่เธอเห็นจนชินตาในเมืองใหญ่ ๆ 
แต่ต่างกันที่หน้าต่างของบ้านแต่ละหลังดูจะทำไว้เพื่อระบายอากาศมากกว่า
จะให้คนมานั่งเท้าคางมองพระจันทร์เต็มดวงได้สบายตา  เหมือนที่เธอเคยทำตอนอยู่ที่บ้าน 

เสียงไกด์พูดผ่านไมค์เรื่อยเจื้อยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว  ไม่ได้หยุดมาสักครึ่งชั่วโมงแล้วมั้ง   
เธอก้มมองสมุดบันทึกที่เปิดค้างไว้อยู่บนตัก  เธอกำลังนึกว่าจะเขียนถึงเรื่องอะไรอยู่นะ 

ระยะเวลาเดินทางที่ยาวนาน  ทำให้เธอล่องลอยไปกับความคิดของตัวเองเรื่องแล้วเรื่องเล่า
เหมือนมันไม่มีวันจบสิ้น  พอ ๆ กับแสงแดดที่นอกตัวรถที่เหมือนจะตั้งใจแผดเผานักท่องเที่ยว
ให้เหี่ยวเฉาเหมือนผักกิมจิของเกาหลี     

              ถ้าตอนอยู่ที่บ้านมีใครสักคนมาถามว่า  ‘อยากไปเที่ยวทะเลทรายหรือเปล่า ?’ 
คำตอบนะเหรอ  “ไม่  แล้วก็ ไม่ ๆ”  ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอมาเยือนทะเลทรายอยู่แล้วและได้รู้ว่ามันร้อนสุด ๆ แค่ไหน 
แต่เป็นเพราะเธอชอบท่องไปในโลกนิยายมากกว่า  ไม่ต้องผจญกับรถติดหล่มทราย 
แล้วต้องลงไปช่วยกันเข็น  แบบที่เธอเจอมาเมื่อสักชั่วโมงที่แล้ว 

หรือการขับรถแบบบ้าระห่ำของคนขับที่ไม่สนว่าจะฝ่าสัญญาณไฟจราจรหรือเปล่า  เพราะมันไม่มีนะสิ 
การจอดรถรอให้แพะข้ามถนน   อ่านป้ายไม่ออกหรือไง  ไปใช้ทางข้ามกับม้าลายสิไป 
นี่มันถนนและมนุษย์เป็นใหญ่ที่สุดในถนน  เข้าใจไว้ด้วย   

คงจะสงสัยกันแล้วสิ   เธอจะมานั่งบ่นแล้วก็อารมณ์บูดไกลถึงทะลทรายทำไม 
ในเมื่อแค่ปัญหารถติดในเมืองก็ทำได้ดีเยี่ยมโดยไม่ต้องลำบากมาถึงนี้เลย 
เหตุผลนะเหรอ  คำเดียวสั้น ๆ  ‘ของฟรี’   จบข่าว   

และของฟรีมักจากตามมาด้วยสิ่งพิเศษ ๆ  เสมอไม่ว่าจะด้านดีด้านร้าย  ใช่ว่าเธอจะเรื่องมากอะไรหรอกนะ 
แต่ให้ตายสิ   นี่มันทริปหรรษาจริงหรือเปล่า  อย่างที่คุณไกด์สาวใหญ่และอวบสวยพูดกรอกหูเธอ
มาตั้งแต่อยู่ในโรงแรม  จนบัดนี้เธอยังไม่ได้สัมผัสคำว่า  หรรษาเลยจริง ๆ   

ก็ได้ ๆ  วันนี้แค่วันที่สองของการท่องเที่ยว  เธอก็ควรจะให้โอกาสทริปนี้และตัวเองสักหน่อย   
การพบความยากลำบากเสียบ้าง  ก็คือ  ชีวิตของคนที่จะประสบความสำเร็จและยิ่งใหญ่ในอนาคต 

เฮ้อ  แล้วเธอต้องการทั้งหมดนั่นเมื่อไหร่กันล่ะ    นี่รถจอดทำไมอีกนะ  เธอหันมองคนอื่นกำลังทยอยลงจากรถ 
ไม่นะ  อย่าบอกนะว่ารถยางแตก  ทริปนรกชัด ๆ  อะไรกันนักหนา

“คุณอันน์ค่ะ  ๆ ไม่ลงไปซื้อของที่ระลึกแล้วก็ยืดเส้นยืดสายสักหน่อยล่ะคะ  คนอื่นเขาช้อปกันไปถึงไหนแล้วค่ะ”   

เธอหันมาเจอผู้ช่วยไกด์หนุ่มหัวใจสีม่วง ยืนเกาะเบาะรถแล้วลอยหน้าลอยตา
พูดเกี่ยวกับสินค้าพื้นเมืองอะไรสักอย่างที่เธอไม่คุ้นหู  เพื่อเป็นการกำจัดเสียงรบกวนโดยเร็วที่สุด 
ก่อนจะทำให้เธอคว้าปากกามาจิ้มปากแม่ลำโพงแปดหลอดนี่  ไม่ใช่สิ   สรรพนามผิด  แต่ช่างเถอะ 
เธอควรจะลงไปเปิดหูเปิดตาให้คุ้มกับคำว่า  ของฟรีที่ได้มา
 
และหวังว่าอีกห้าวันที่เหลือจะไม่ทำให้เธออาการแย่ไปกว่านี้นะ   
เสียงหนึ่งในหัวตอบว่า   ‘เดี๋ยวก็ชินไปเอง’  ชินไปเองเหรอ  นี่ยังไม่ได้รวมถึงความพิเศษของแต่ละคนในคณะทัวร์อีก   
เธอคิดว่าการเดินทางของโฟรโดในลอร์ดออฟเดอะริงส์ยังเป็นเรื่องง่ายกว่าการมาทัวร์ครั้งนี้เลย







ตัสนีม  (น้ำพุแห่งสวรรค์)

         ผมว่าศิลปะก็เปรียบได้กับผู้หญิง  ทั้งเปิดเผยและลึกลับน่าค้นหาไปพร้อม ๆ กัน 
บางคราวเธอดุดันแข็งกร้าวและกลับอ่อนหวานได้ภายในเวลาต่อมา  จนโลกทั้งใบต้องสยบแทบเท้าของเธอ
ผมสนุกและหลงใหลสาว ๆ พวกนั้นเหลือเกิน
 
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงผมรับมือกับพวกผู้หญิงได้ค่อนข้างยาก  ผมแค่หวังว่าใครสักคนจะก้าวเข้ามาในชีวิต 
และผมจะได้ดูแลเธอได้อย่างเต็มที่  ไม่ใช่มาทีละสองสามคนอย่างในอดีตที่ผ่าน 
ลำพังแค่งานเกี่ยวกับศิลปะที่ผมกำลังทำอยู่ก็ดึงเวลาส่วนตัวของผมไปค่อนข้างมาก 
 
บางครั้งผมต้องเดินทางเพื่อออกไปหาแรงบันดาลใจในที่ต่าง ๆ
และไม่อยากพาใครไปด้วยเวลาที่ผมอยากคิดอะไรเงียบ ๆ คนเดียวบ้าง  ในระยะสามเดือนที่ผ่านมา 
ผมสามารถทุ่มเทร่างกายตลอดจนจิตวิญญาณให้งานศิลปะได้เต็มที่ 

และรู้สึกเป็นอิสระจากคนมาคอยกวนใจจนผมจะเริ่มเสพติดมัน  มีสถานที่อีกหลายแห่งที่
ผมตั้งใจจะไปเก็บรายละเอียดของความงดงาม  เพื่อให้มันซึบซาบเข้าสู่หัวใจ 
จนผมสามารถกลั่นมันออกมาเป็นผลงานอันเลอค่าให้ทุกคนได้ประจักษ์

เอาล่ะ ผมไม่อยากจะโฆษณาหรอกนะครับ  แต่ถ้าพวกคุณสนใจงานศิลปะ 
และอยากพูดคุยเรื่องจินตนาการอันไร้ขอบเขต 
ได้โปรดแวะมาที่แกลอรี่ของผม   ชื่อของผมคือ  ‘ตัสนีม’   แต่ผมจะไม่บอกว่าแกลอรี่  ของผมตั้งอยู่ที่ไหน   
ขอเพียงแค่คุณปล่อยวางทุกอย่าง   แล้วคุณจะรู้ว่ากำลังมองหาอะไรอยู่   ผมจะรอคุณ




------
บทนำ เมื่อ สามปีที่แล้ว  :P

------
กำลังปั่น นักข่าว อย่าเพิ่งทำนะคะ  ฮ่าๆ
บทที่ ๑  ออกเดินทาง
หนึ่งในความฝันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของฉัน แน่นอนว่าสักครั้ง ฉันอยากมาเที่ยวประเทศแถบทะเลทราย แต่ไม่ใช่ประเทศนี้ ซึ่งชื่อประเทศก็คงอยู่บนแผนที่โดยที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน ด้วยความดีทั้งหมดที่ฉันมี ฉันไม่ได้อยากมาเป็นกรุ๊บทัวร์ที่แสนจะเอะอะโวยวายขนาดนี้ด้วย แต่ในเมื่อมันเป็นการเดินทางที่อาจเรียกได้ว่าฟรีเกือบทุกรายการยกเว้นเงินชอปปิ้งส่วนตัว ฉันก็คงจะบ่นอะไรไม่ได้มากนักหรอก บนรถบัสที่ฉันโดยสารอยู่มีคณะลูกทัวร์ประมาณสิบกว่าคน กำลังมุ่งหน้าไปสู่สุสานกษัตริย์ ไม่รู้ว่าใครจัดโปรแกรมทัวร์ หลังจากลงจากเครื่องบินก็ให้กระโดดขึ้นรถบัสเพื่อไปดูสุสานคนตาย ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ
เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวในทัวร์นี้มีจำนวนไม่มากนัก พื้นที่บนรถบัสจึงเหลือเฟือ แต่ละคนก็จับจองพื้นที่กันคนละสองที่นั่งทีเดียว วางข้าวของได้อย่างระเกะระกะ มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวในกรุ๊บของฉัน เขาชื่อประณตแต่งตัวสุภาพเสื้อเชิ้ตทับในกางเกง แวะเวียนมาพูดคุยกับฉันบ่อยๆ และน่าเสียดายนิดๆ ที่ไม่มีแม้สัญญาณของความสนใจในด้านหนุ่มสาว ฉันอุตส่าห์หวังเรื่องโรแมนติกสักหน่อย เผื่อบรรยากาศต่างแดนจะเป็นใจให้ใครสักคนมาตกหลุมรักฉันบ้าง เขาบอกว่ามีน้องสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน เลยอดนึกถึงไม่ได้ พี่ชายที่แสนดี เชอะ ใครอยากได้กันล่ะ
“ไม่ให้เวลาเสียเปล่าเลยนะ”  เสียงประชดประชันมาจากยายคนที่นั่งด้านหลังของฉันเอง ฉันเลือกไม่ตอบโต้เพราะจะเป็นการเปลืองพลังงานอย่างไร้ประโยชน์ จากเอกสารนำเที่ยวบอกว่า หลังจากจอดรถบัสแล้ว ต้องเดินเท้าเพื่อไปให้ถึงบริเวณสุสานอีกครึ่งกิโลเมตร รวมๆ แล้วฉันคาดว่าต้องใช้เรี่ยวแรงเดินไม่ต่ำกว่าสองถึงสามกิโลเมตรแน่ ฉันปล่อยให้เพื่อนสมัยเรียนหนังสือตอนเด็กของฉัน แต่ตอนนี้เราไม่สนิทกันพูดพล่ามไปคนเดียว ฉันจะไม่ยกทฤษฎีโลกกลมมาใช้หรอก เพราะมันเป็นความจงใจของยายประสาทคนหนึ่งที่คิดจะตามมาราวีฉันในการท่องเที่ยว พอไปถึงที่นั้นคงจะนึกเสียใจที่ไม่ได้อ่านโปรแกรมเที่ยวให้ดีก่อนจะซื้อตั๋วมาในทริปนี้ สมน้ำหน้าแล้วล่ะที่คิดจะทำตัวแบบเด็กๆ มาแกล้งฉัน
ผ่านมาสองชั่วโมงหลังต้องนั่งบนรถบัสอยู่นาน ก็จะได้ลงมายึดเส้นยึดสายเสียที เสียงหัวหน้ากรุ๊บทัวร์เจื้อยแจ้วอยู่ทางด้านหน้ารถ แนะนำให้สวมหมวก รวมถึงการแต่งกายที่เหมาะสมกับสภาพการเดินบนพื้นทราย ใจจริงฉันก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ลงไปเหยียบผืนทะเลทรายของแท้เสียดี ได้แต่มองผ่านจากรูปภาพ ฉันเหลือบมองเพื่อนไม่สนิทแว่บหนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างไปยังสุสานกษัตริย์ ฉันไม่แน่ใจว่าท่านนับถือศาสนาอะไร เพราะยังเดาไม่ได้เพียงแค่เห็นรั้วและป้อมด้านหน้าที่น่าจะทำมาจากก้อนหิน ทำให้นึกไปถึงยุคกลางที่มีอัศวินโต๊ะกลม มีปราสาทหลังโตสูงตระหง่านริมหน้าผา เบื่องหน้ามีพื้นหญ้าเขียวขจี ผิดกับที่นี้มองเห็นแต่พื้นทรายร้อนระอุ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะมีรถของนักท่องเที่ยวจอดเรียงรายอยู่หลายคันทีเดียว ไม่ว่าจะมาจากทัวร์ของประเทศอื่นๆ หรือมาโดยรถยนต์ส่วนตัว ฉันคิดว่าพอจะเข้าใจแล้วว่าถึงได้ทำที่จอดรถห่างจากสุสานมากนัก เพราะเดี๋ยวจะเป็นการรบกวนสถานที่อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ และคงเพื่อเป็นการเคารพท่านทางหนึ่งที่ไม่ให้เกิดเสียงดังในบริเวณนั้น คิดดูว่ากว่าทุกคนจะเดินไปถึงที่นั้น ก็แทบไม่อยากเจรจากับใครแล้ว
รีบเดินให้ทั่วและคงอยากกระโดดกลับขึ้นรถบัสที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำรออยู่
ฉันสำรวจความเรียบร้อยเครื่องแต่งกายของตัวเอง สำหรับการท่องเที่ยวหนนี้ฉันเป็นสาวโบฮีเมียน ผมดัดหยิกอ่อนปล่อยยาวสยายเต็มหลัง สวมกระโปรงผ้าเกือบกรอมเท้า รองเท้าหนังหุ้มข้อ เสื้อลูกไม้แขนยาวมีเชือกเส้นคาดที่หน้าผาก มีหมวกปีกกว้างใบใหญ่สำหรับกันแดด สะพายกระเป๋าผ้าทอมือ สวมกำไรเต็มสองแขน แม้ในความรู้สึกของฉันเองจะรู้สึกว่าเยอะ แต่ในเมื่อไม่ได้อยู่ในบ้านเกิดเมืองนอน ไม่ต้องห่วงว่าจะเจอกับคนรู้จัก ความบ้าก็เติบกล้ามากทีเดียว ฉันก้าวลงจากรถบัสด้วยความมั่นใจ ไม่แคร์ว่าจะเป็นจุดสนใจกับใคร โอกาสแต่งตัวเต็มยศแบบนี้หาได้ง่ายที่ไหนกัน และฉันไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีรูปถ่ายของตัวเอง ในเมื่อยัยประสาทเพื้ยนจ้องจะถ่ายรูปฉันเอาไปแชร์ให้ทั่วโลกรับรู้ แต่ฉันคิดว่าในเมื่อมันเป็นการท่องเที่ยวต่างประเทศแดนไกล การแต่งตัวหลุดโลกก็ดูราวกับสมเหตุสมผลขึ้นมา เหมือนไปงานแฟนซีจะแต่งชุดธรรมดาได้ไงกัน
และโดยส่วนตัวฉันก็มีกล้องถ่ายรูป ไม่ใช่เรื่องยากหรอกที่จะให้ใครถ่ายรูปให้ หัวหน้ากรุ๊บทัวร์และผู้ช่วยพาพวกเราเดินย่ำไปบนผืนทราย พร้อมกับเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ไปในตัว ฉันล้วงเอากล้องออกมาถ่ายรูปขณะที่ทุกคนกำลังเดินมุ่งหน้าไปที่สุสาน ฉันกะคร่าวๆว่าการมาเที่ยวหนนี้ คงจะถ่ายรูปไม่ต่ำกว่าสองพันรูปแน่ๆ ถ่ายดะไปก่อนรูปไหนไม่ชัดค่อยไปคัดออก เมื่อไปถึงด้านหน้าของทางเข้าไปยังสุสาน มีกฎข้อห้ามอยู่พอสมควร ตรงบริเวณที่เป็นแท่นศพหรืออะไรสักอย่าง เจ้าหน้าที่เขาขอความกรุณาห้ามถ่ายรูป ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามสัมผัสหรือหยิบสิ่งต่างๆ และอีกสารพัดข้อห้ามที่ฉันจำแทบไม่หมด เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรหรือมีหุบเขาวงกต หัวหน้ากรุ๊บทัวร์เลยให้อิสระในการเดินสำรวจ ถ่ายรูปเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงโดยประมาณ ดูเหมือนจะไม่ค่อยคุ้มค่านักกับระยะการเดินทางไปกลับ แต่พอท้ายๆ คำพูดของหัวหน้ากรุ๊บทัวร์บอกว่าจะให้ไปแวะชอปปิ้งซื้อของที่ระลึกที่อยู่ห่างจากที่นี้สองกิโลเมตร แหล่งดูดเงินนักท่องเที่ยวอยู่อีกที่หนึ่งนี่เอง
ดูเหมือนว่าสุสานจะอยู่ลึกลงไปในพื้นทราย เพราะต้องเดินลงไปทางเดินแคบแต่พอให้คนเดินสวนกันได้ ฉันรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในปิรามิดของฟาโรห์ที่ไหนสักที่แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่าง ด้านล่างเป็นห้องโถงสูงใหญ่ทีเดียว มีเสาค้ำยันต้นใหญ่หลายต้น ที่เพดานเหมือนมีภาพวาดศิลปะรูปใหญ่ต่อๆ กัน แต่ฉันยังไม่เห็นแท่นหินที่เก็บพระศพของกษัตริย์เลย ดูเหมือนว่าจะมีทางเดินแยกไปสองทางซ้ายขวาของห้องโถง ก่อนจะถึงทางเดินแยก มีตู้กระจกใส่ของใช้มากมายหลายอย่าง
แจกัน อาวุธ เครื่องประดับ แม้แต่เสื้อผ้าแปลกตาที่มองไม่ออกว่าใส่อย่างไร  มีเจ้าหน้าที่คอยยืนเฝ้าเป็นระยะเช่นกัน มีคำบรรยายเป็นภาษาต่างๆ ที่ตู้โชว์แต่ละตู้ แต่ฉันไม่สนใจจะอ่านหรอกกลัวว่าจะเดินไม่ทั่วถึง เลยอาศัยวิธีถ่ายรูปเอาไว้ก่อน โชคดีที่บริเวณนี้เขายังให้ถ่ายรูปได้ ราวกับว่าฉันอยู่ชมรมคนรักกล้องถ่ายภาพ เพราะเน้นถ่ายหลายมุมทีเดียว ทั้งปรับโฟกัสความคมชัดหลายๆ แบบ จริงๆ แล้ว น่าจะเลือกได้ว่าบ้าเห่อกล้องถ่ายรูปมากกว่า มันเป็นกล้องถ่ายรูปอันแรกที่ฉันคิดว่าสามารถประดับให้เกิดบารมีได้ทีเดียว แม้ตัวเครื่องจะเล็กน้ำหนักเบาแต่คุณสมบัติเหลือหลาย พอคิดว่าถ่ายครบแล้วฉันถึงได้เงยหน้ามองผู้คนนักท่องเที่ยวจากที่อื่นบ้าง ฉันเห็นครอบครัวพ่อแม่ลูกที่มากรุ๊บทัวร์เดียวกับฉัน ยืนวิพากษ์วิจารณ์ของอยู่ตู้หนึ่ง ตัวลูกสาววัยรุ่นดูหงุดหงิดทีเดียว เหมือนจะอยากเดินไปที่อื่นแต่คนเป็นแม่คอยแต่จะรั้งเอาไว้
ฉันกวาดสายตาไปทางด้านอื่นมีนักท่องเที่ยวอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าแออัด ฉันเห็นคุณพี่ชายที่แสนดีประณตยืนรวมกลุ่มกับหัวหน้าและผู้ช่วยกรุ๊บทัวร์ ส่วนยายเพื่อนไม่สนิทฉันไม่ยักจะเห็น ไม่ใช่ว่าแอบไปนั่งดมยาดมอยู่ที่ไหนสักที่ล่ะ และฉันก็ไปสะดุดตากับผู้ชายคนหนึ่งกับท่ายืนล้วงกระเป๋าสองข้างและจ้องมองวัตถุอย่างหนึ่งด้วยตาเป็นประกาย บางทีเขาคงนึกถึงสมัยอดีตกาลและของที่ว่านั้นจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ผมตัดซอยเข้ารูปสะอาดสะอ้านอย่างนักธุรกิจ สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวทับกางเกง รองเท้าหนังน่าจะราคาแพง นี่คงจะเป็นหนุ่มสำอางเหมือนคุณพี่ชายแสนดีอีกคนล่ะสิ พอเห็นเขาขยับตัว ด้วยความระแวงว่าเขาจะรู้ว่าฉันแอบพิจารณาเขาอยู่เงียบๆ ก็เลยรีบหันหน้าไปทางอื่นแล้วตัดสินใจเดินไปทางแยกด้านขวา เดินไม่กี่เมตร ก็เจอกับเจ้าหน้าที่ พร้อมกับชี้ป้ายห้ามใช้กล้องถ่ายรูป ฉันทำตัวเป็นเด็กดีรีบเก็บกล้องถ่ายรูปใส่กระเป๋าแล้วส่งยิ้มให้เขานิดหนึ่ง ที่นี้คงจะใกล้ถึงที่เก็บพระศพของกษัตริย์แล้วสินะ ดูเหมือนห้องจะเป็นทรงกลมไม่ใหญ่มากมีแท่นหินสี่เหลี่ยมอยู่กลางห้องมีเจ้าที่ยืนเฝ้าอยู่อีกคนหนึ่ง รอบๆ กันนั้นมีรั้วเหล็กกั้นไม่ให้คนเดินเข้าไปใกล้ เรียกง่ายว่าโลงศพทำจากหินอ่อนมีสลักลวดลายต่างๆ ฉันค่อยเดินดูอย่างช้าๆ พอดีมีนักท่องเที่ยวอีกสองสามคนทยอยกันเข้ามา ฉันใช้โอกาสนั้นล้วงกล้องออกมาแล้วปรับเป็นโหมดถ่ายวีดีโอ เอากระเป๋าบังแล้วแอบถ่าย ก็เขาห้ามถ่ายรูป ฉันหาโอกาสเน้นถ่ายไปที่โลงศพอีกครั้งประจวบเหมาะกับผู้ชายคนนั้นที่ฉันเห็นอยู่ด้านนอกเดินเข้ามาและเขาคงสังเกตเห็นว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่แน่ๆ เขายิ้มที่มุมปากนิดๆ แล้วเดินไปอีกทาง ฉันรีบกดซูมอีกนิดแล้วเดินรอบๆ โลงศพจากนั้นฉันก็รีบออกมาเพราะดูเหมือนว่าฉันจะอ้อยอิ่งอยู่ในนั้นนานกว่าคนอื่นเกินไปแล้ว
Licht und Schatten トーキョーグール-

นิรีย์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 48
  • เขียนทุกวัน จบสักวันแน่ๆ
    • ดูรายละเอียด
Re: *บทนำ* ทริปหรรษา หัวใจทะเลทราย
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 12, 2014, 10:29:03 AM »

สุดยอดดดดด สุดยอดดดดดด สุดยอดดดดดด
เสร็จยังนี่ จะให้แม่มะนีย์ทำข่าวจากทะเลทรายได้ยังค่ะ
โอ้ อยากจะกู่ร้องบอกทั้วโลก ว่าน้องไอสุดยอดดดดดดดดดดดด

นักข่าวแม่มะนีย์

 ;D ;D ;D ;D ;D ;D


เที่ยวนี้ต้องจบนะ นิรีย์