ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 1 แม่ตัวดีที่รัก  (อ่าน 256 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 1 แม่ตัวดีที่รัก
« เมื่อ: กันยายน 03, 2020, 03:35:44 AM »
บทที่ ๑

ทางเดินซีเมนต์ยกสูงกว้างราวสองสามเมตรมีผู้คนสัญจรไปมาไม่หนาแน่นแม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ลำคลองฝั่งซ้ายมือมีน้ำไหลเอื่อยมองดูใสสะอาดตา แสดงให้เห็นว่าผู้คนในชุมชนตลาดบุญจำเริญช่วยกันดูแลลำน้ำของพวกเขาเป็นอย่างดี

ตลอดฝั่งขวามือที่ ‘วาริท’ เดินผ่านมานั้นเป็นห้องแถวไม้สองชั้นเก่าครึตามอายุของตลาดโบราณแห่งนี้ หลายห้องเมื่อมองเข้าไปจะเห็นเพียงข้าวของวางเกะกะเหมือนห้องเก็บของเสียมากกว่าที่พักอาศัย บางห้องปิดเงียบ แต่ก็ยังมีอีกหลายห้องที่มีผู้เฒ่าผู้สืบทอดกิจการของครอบครัวนั่งเฝ้าประจำร้าน ทั้งร้านขายยา แว่นตา เสื้อผ้า ของชำ รวมถึงขนมและอาหารท้องถิ่น พอให้เห็นบรรยากาศของตลาดอยู่บ้าง  สิ่งที่ตลาดเก่าแห่งนี้ดูจะขาดแคลนไปซักหน่อยก็คงจะเป็น...ลูกค้า ที่ช่างดูบางตาเสียเหลือเกิน

วาริทจึงต้องหยุดทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อและผู้บริโภคไปตลอดทางที่เดินเข้ามา รู้สึกเพลิดเพลินดีเหมือนกันที่ได้มาเดินเที่ยวตลาดยามเช้าเช่นนี้ ข้าวของและขนมบางอย่างเขารู้สึกคุ้นตาเพราะเคยเห็นเมื่อตอนยังเด็ก หากออกไปจากเมืองโบราณแห่งนี้แล้วคงหาซื้อที่ไหนไม่ได้แน่

“เฮียเมฆ! เดินเร็วๆ หน่อยได้ไหม เราไม่ได้มาชิลล์ช้อปชิมกันนะ” คนที่เร่งเดินเลยไปล่วงหน้าต้องย้อนกลับมาฉุดแขนเขาให้ละจากร้านขายของเล่นเด็กที่เขากำลังสนใจสอบถามราคา

ชายหนุ่มยอมเดินตามแรงฉุดไปโดยดี “จะรีบไปไหนนัก บ้านเขาคงไม่ดำน้ำหนีเราไปได้หรอก” เสียงจิ๊จ๊ะของคนที่เดินจ้ำอ้าวๆ นำหน้านั้น ทำให้เขาอมยิ้ม
‘ชนิสรา’ ลูกผู้น้องของเขาเป็นลูกสาวคนเดียวของอาแปะหรือพี่ชายของพ่อ เจ้าสัวสมพงษ์มีร้านขายทองหลายร้อยสาขาทั่วประเทศ เขาและเธอเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ เขาเป็นลูกคนเดียว ส่วนพี่ชายสามคนของชนิสราล้วนแล้วแต่อายุห่างจากเธอมากกว่าสิบปี ทำให้วาริทกับชนิสราสนิทสนมกันเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน จะห่างหายกันไปบ้างก็ตอนที่เขาสอบติดมหาวิทยาลัยที่ภาคเหนือและต้องไปเรียนไกลบ้าน

ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวร้านทอง ทุกคนต่างโอ๋เอาใจตั้งแต่เธอยังอยู่ในท้องแม่ ชนิสราจึงเกิดและเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่ออกจะเอาแต่ใจอยู่ไม่น้อย และชอบมีความคิดแผลงๆ เป็นประจำ บางทีน่ารำคาญ แต่บางครั้งก็น่าสนุกดี เช่นคราวนี้ เธอโทรไปปลุกเขาตั้งแต่ไก่โห่

‘เฮีย ตื่นรึยัง’ เสียงถามสดใสแสดงว่าเจ้าตัวตื่นเต็มตาแล้ว

เขาสิงัวเงียตื่นเพราะเสียงเรียกเข้าที่พยายามโทรหาจนเขานึกว่าเป็นเรื่องด่วน ‘ฮื่อ ไม่ตื่นยังไงไหว มีอะไร’

‘ตื่นแล้วใช่ไหม ดีเลย เดี๋ยวไปรับนะ’

‘ฮ้า เดี๋ยวๆๆ จะมารับไปไหน’ เขากระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตา หาวปากกว้าง ก็เขาเพิ่งจะนอนไปได้แค่สองสามชั่วโมงเท่านั้นเอง

‘นครนายก’

‘ไปทำอะ...” ยังถามไม่จบประโยค แม่คุณก็วางสายไปเสียแล้ว

อีกไม่ถึงชั่วโมง รถสปอร์ตรุ่นล่าสุดก็มาจอดหน้าบ้านเขา ชนิสราแต่งตัวพร้อมแล้วตอนที่โทรมาปลุกพี่ชาย แต่วาริทยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟันเลยด้วยซ้ำ เพราะพอวางสาย ก็เผลอเอนตัวลง...หลับต่อ

‘เฮียเมฆ!!! ไหนว่าตื่นแล้ว’ ชนิสรากระโดดขึ้นเตียง กระชากผ้าห่มออก ฉุดแขนล่ำของพี่ชาย โหวกเหวกโวยวายลั่น ‘ตื่นๆๆๆ สายแล้ว’

เขาจำยอมลุกขึ้นตามแรง ‘สายที่ไหน นี่มันเพิ่งหกโมงเองนะ’

‘เมื่อคืนดึกอีกล่ะสิ บอกแล้วไงว่าจะไปต่างจังหวัดวันนี้’

‘บอกตอนไหนวะ’ เขาพยายามนึก

‘ไปเร็วๆ เลย ไปล้างหน้าอาบน้ำ ให้เสร็จในครึ่งชั่วโมงนะ ไม่งั้นโดนดีแน่’ เธอคาดโทษ ก่อนจะกระโดดลงจากเตียง เดินหน้างอจากไป

ก่อนที่จะโดนกระโดดทับรอบสอง วาริทรีบลุกขึ้นจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยตาม ‘คำสั่ง’ ของน้องสาวตัวดี พอเขาพร้อม เธอก็รีบร้อนลากตัวเขาขึ้นรถทันที ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตว่าน้องสาวของเขาวันนี้กลายเป็น...น้องชาย

‘เฮ้ย นี่นึกอะไรขึ้นมา ทำไมแต่งตัวแบบนี้’ เขาหัวเราะลั่นเมื่อหนุ่มน้อยค้อนให้ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าพับแขนขึ้นถึงข้อศอก สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำ กางเกงยีนสีกาแฟตัวโคร่งยาวกรอมรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาล ที่ดูเป็น ‘แมน’ มากที่สุดคงเป็นหมวกแก๊ปที่รวบเก็บผมยาวไว้ข้างในและรอยเมคอัฟเป็นไรหนวดและเครา ทำให้หน้าหวานดูเข้มขึ้น

‘อย่ามัวแต่หัวเราะ รีบไปเร็ว’ ว่าพลางลากแขนพี่ชายเดินดุ่มๆ ไปขึ้นรถ

วาริทยังอดขำไม่ได้ทุกครั้งที่เหลือบไปมองน้องสาวที่พยายามแต่งแมนขับรถหน้าตาเคร่งเครียด ‘พ่อหนุ่มหน้าใส ตกลงจะบอกได้หรือยังจ๊ะว่านึกพิสดารอะไรขึ้นมา’

‘มันจำเป็น’ เธอตอบเสียงเครียด

‘นี่อย่าบอกนะว่า...แต่งเอาใจแฟน ไม่ยักรู้ว่า ไอ้ทัดมันเปลี่ยนไปอยู่ชมรมป่าไม้สัมพันธ์แล้ว’ วาริทแซวแล้วหัวเราะขำเองคนเดียว

‘อย่ามาว่าพี่ทัดของเค้านะ เฮียน่ะสิ พวกชอบไม้ป่าเดียวกัน ป่านนี้ถึงยังไม่มีเมีย’

‘รู้ได้ยังไงว่าไม่มี แอบนอนใต้เตียงฉันหรือไง’ ตอบเสียงเย้าปนขัน

‘ทะลึ่ง ขืนนอนอยู่ใต้เตียงเฮีย ก็ไม่ต้องหลับต้องนอนทั้งคืนนั่นแหละ’

‘หนอยแน่ ใครกันแน่วะที่ทะลึ่ง’ เขาแกล้งชี้นิ้วแหย่ใกล้หน้านวล ‘ระวังให้ดี จะไปซ่อนใต้เตียงเราในคืนเข้าหอ’

มือน้อยละจากพวงมาลัยมาปัดนิ้วที่ชี้อยู่ใกล้ตา แถมฟาดเข้าให้ที่ต้นแขน ‘ลามกที่สุด หลับไปเลย ง่วงไม่ใช่เหรอ ถึงแล้วจะเรียก’

วาริทคร้านจะตอแย อยากพาไปไหนก็ไป เขาไม่ได้มีธุระอะไรอยู่แล้ววันนี้ ปรับเอนพนักเบาะหลับไปอย่างง่ายดาย มาตื่นอีกทีตอนที่สารถีสาวในคราบหนุ่มปลุกเรียก
‘ไป ลงไปกันเร็ว’ ว่าพลางรีบรุดลงไปยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ทาง

‘ตกลงเราพาเฮียมาทำอะไรที่นี่เนี่ย’ เขาเข้ามายืนข้างน้องสาว มองดูป้ายเก่าเอียงกะเท่เร่ ‘ตลาดบุญจำเริญ’

‘มาจับแมว!’

วาริทรีบคว้าแขนน้องสาวเอาไว้ก่อนเธอจะออกเดิน ‘เดี๋ยวๆ คุยกันให้รู้เรื่องก่อนได้ไหม เริ่มงงจริงๆ แล้วนะ’

ชนิสราหันขวับมามอง สายตากังวลแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ทำให้เขาหวั่นใจไม่น้อย

‘นิด เป็นอะไร’ เขาถามเสียงอาทร

‘เฮีย พี่ทัดเค้า...’ เธอพูดเพียงเท่านั้น น้ำตาหยดน้อยก็รินไหล คราวนี้วาริทตกใจจริงๆ

‘ใจเย็นๆ นิด เฮ้ย อย่าร้องไห้นะ เดี๋ยวขี้มูกโป่งหนวดที่เขียนไว้ก็หายหรอก’ เขาปลอบ

คนกำลังเศร้ารีบปาดน้ำตา กลั้นสะอื้น ส่งค้อนให้พี่ชาย ‘ห่วงแต่หนวดเนี่ยนะ เฮียบ้า’

‘มีเรื่องอะไร ไหนเล่าให้ฟังซิ’ เขาถามเสียงอ่อนโยน

ปริศนาจึงเริ่มคลี่คลาย ชนิสราได้ข่าวมาว่าทัศนัยแฟนหนุ่มคนล่าสุดกับเพื่อนสาวที่เป็นหุ้นส่วนบริษัทออกแบบตกแต่งภายในของเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน และทั้งสองแอบมาพลอดรักกันที่บ้านของผู้หญิงคนนั้น ที่เปิดเป็นโฮมสเตย์อยู่ที่นี่ เธอจึงต้องการมาจับให้ได้คาหนังคาเขา

‘นิดถึงต้องปลอมตัวมาแบบนี้ไง เขาจะได้จำไม่ได้’

พี่ชายส่ายหน้า ‘แล้วไม่คิดว่าเขาจะจำฉันได้เหรอ’

‘ก็ช่างปะไร จำได้ ก็คุยกับเขาสิ จะได้ช่วยนิดสืบด้วย’ ท่าทางกังวลเศร้าสร้อยถูกสะบัดทิ้ง ‘รีบไปเร็วเฮีย เดี๋ยวหนีกันไปก่อน’

วาริทจึงจำต้องเดินตามน้องสาวผ่านห้องแถวตลาดบุญจำเริญมาจนถึงบ้านไม้สักสองชั้นทาสีเหลืองอ่อนหลังนี้ ชานหน้าบ้านมีโต๊ะเก้าอี้หวายสานตั้งอยู่สองชุด ตกแต่งด้วยเบาะสีฟ้าอ่อน บนโต๊ะกระจกมีเมนูอาหารแผ่นเล็กตั้งเสียบอยู่ระหว่างตุ๊กตาเด็กชายหญิงที่วางหันก้นชนกันไว้ ริมหลังคากระเบื้องมีโมบายรูปปลาทองสานจากริบบิ้นสีสดใสห้อยเรียงประดับ กระดิ่งเล็กๆ ที่ผูกอยู่ส่งเสียงเบาๆ ยามลมโชย เหนือขึ้นไปบนระเบียงชั้นสอง ตลอดราวลูกกลึงสีไม้มีกระถางดอกไม้วางเรียงราย ดอกกล้วยไม้ในกระถางมีทั้งสีขาวสีม่วงอ่อนทำให้ตัวบ้านดูอ่อนโยนขึ้น 

เหนือประตูบ้าน ป้ายไม้สีขาวประดับตัวอักษรไม้ฉลุสีฟ้าว่า ‘บ้านรักธารา’

ภายในบ้านทาสีครีมวาดสีสันเป็นลายไม้ดอกชนิดต่างๆ ตามผนัง พัดลมเพดานหมุนเบาๆ ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่น ริมผนังด้านขวา มีหมอนสามเหลี่ยมสีครามวางบนเบาะสำหรับรองนั่งหรือรองนอนตามอัธยาศัยของแขกผู้มาเยือน

“ไม่เห็นมีใครเลย กลับเถอะ” วาริทบอก

ชนิสรามองหน้าพี่ชาย สายตาเธออ่านได้ชัดเจนว่า ‘อย่าปอดไปหน่อยเลยเฮีย’ ก่อนจะก้าวอาดๆ เข้าไปในบ้านอย่างถือวิสาสะ เธอเปิดผ้าม่านที่บังประตูทางซ้ายมือ เข้าไปสอดส่ายสายตามอง มันเป็นห้องนอนรวม มีฟูกคลุมผ้าลายทางสีรุ้งและหมอนหุ้มปลอกลายเดียวกันกับฟูกวางเรียงกันเกือบสิบชุด แต่ไม่มีใครกำลังใช้งานที่นอนเหล่านั้น

“ใจเย็นสินิด เดี๋ยวก็โดนจับข้อหาบุกรุกหรอก” พี่ชายรั้งแขนไว้ก่อนน้องสาวจะเดินเข้าห้องไปดูให้ชัดตา

“ใครหน้าไหนมันกล้า ก็ลองดูสิ”

แน่ะ พูดจาเป็นนักเลงเชียว เวลาลมหึงพัดมา ไม้ใหญ่ไม้เล็กก็ต้องราบเป็นหน้ากลอง วาริทนิ่วหน้าในความดื้อดึงของน้องสาว เธอก้าวเข้าห้องไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่มุมห้องสำรวจดู นึกว่าแฟนหนุ่มกับเพื่อนสาวจะไปหลบในนั้นหรือไร เดินไปชะโงกมองที่หน้าต่าง และแน่นอนว่าไม่เห็นอะไรนอกจากลำน้ำที่หน้าบ้าน

“นั่น พวกคุณทำอะไรกันน่ะ” เสียงเข้มจากด้านหลังทำเอาชายหนุ่มสะดุ้ง

“เอ่อ...” เขารีบกวักมือเรียกน้อง หันไปยิ้มหวานกับเจ้าของเสียง หญิงสูงวัยนุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อคอระบาย ผมสีดอกเลารวบเป็นมวยไว้ด้านหลัง “บ้านสวยดีนะครับป้า”

เจ้าถิ่นมองอย่างสงสัย “ขอบใจ มีเรื่องอะไรให้ช่วยหรือเปล่า” มองเลยไปยังหนุ่มน้อยที่เดินเข้ามาสมทบ คงกำลังประเมินว่านี่มันผู้หญิงหรือผู้ชายหรือทอมหรือกระเทยกันแน่

“พี่ทัดอยู่ไหม” เจ้าหนุ่มหลากเพศถามพรวดขึ้น

วาริทรีบยกมือปิดปากคนใจร้อน “น้อง เอ่อ เพื่อนผมหมายถึงยังทันอยู่ไหม ห้องเต็มหรือยังครับป้า”

“อ๋อ จะมาพักเหรอ มีสิ ว่างทั้งห้องรวม ห้องเดี่ยวเลย”

“แขกไม่เยอะเหรอป้า” เขาถาม

“จ้า ไม่ค่อยมีแขกหรอกช่วงนี้ ไม่รู้ไปไหนกันหมด ตกลงจะอยู่ห้องไหน อยู่กี่คืนกันละพ่อ” ถามพลางเดินเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ เปิดฝากระติกน้ำแข็ง หยิบผ้าเย็นมายื่นให้คนละผืน แขกทั้งสองรับมาถือไว้เฉย

“จะขอดูห้องเดี่ยวหน่อยได้ไหมครับ” ชายหนุ่มถาม

คุณป้ามองทั้งสองหนุ่มสลับไปมา วาริทเดาว่าป้าคงกำลังคิดว่า พวกเขาเป็นคู่ขากันหรือเปล่า แต่ป้าก็ตอบรับ “เอาสิ” แล้วก็เดินนำขึ้นบันไดที่ด้านหลังผนังติดกับเคาน์เตอร์ พาสองแขกขึ้นมาบนชั้นสอง

ที่ชั้นสองมีห้องอยู่สามห้อง โถงกลางบ้านอยู่ติดกับประตูทางออกไประเบียง ลักษณะการตกแต่งดูเรียบง่ายด้วยสีโทนอ่อนคล้ายกับชั้นล่าง ป้าเจ้าของบ้านพาชมห้องนอนทั้งสาม ภายในห้องมีเพียงเตียงนอนจัดไว้เป็นระเบียบ มุ้งพับตลบขึ้น และโต๊ะวางทีวีขนาดเล็กอยู่ที่มุมห้อง ห้องริมระเบียงดูจะใหญ่กว่าห้องอื่น มีห้องน้ำในตัวและเป็นห้องเดียวที่มีตู้เสื้อผ้า

หลังจากที่พาแขกทัศนาจนทั่วก็พากลับลงมาที่ชั้นล่าง “มีแค่นี้แหละ ชอบห้องไหนล่ะ” ป้าถาม

ทั้งสองหนุ่มมองหน้ากัน ก่อนวาริทจะเป็นฝ่ายตอบ “เดี๋ยวขอปรึกษาเพื่อนก่อนนะครับ”

ป้าใจดีเริ่มหน้าตาไม่ดี เพราะคงรู้สึกว่าเจ้าหนุ่มทั้งสองนี่มันท่าทางพิลึกชอบกล แต่ก็พยักหน้าแกนๆ

วาริทดึงชนิสราออกไปที่หน้าบ้าน เอ่ยขึ้นเสียงเบา “เห็นไหมล่ะไม่อยู่”

“หนีกลับไปแล้วแน่เลย” หญิงสาวเข่นเขี้ยว “เฮียไปถามดูสิ ว่าแม่เจ้าของนั่นยังอยู่ไหม”

วาริทนิ่วหน้าถาม “เขาชื่ออะไรล่ะ”

“ง่าม”

“ผู้หญิงบ้าอะไรวะชื่อง่าม” เขาว่า

“ไม่งั้นก็ชื่อง้ำ” ชนิสราตอบ

“นี่ยิ่งเพี้ยนใหญ่ แน่ใจเหรอเราว่าเขาชื่อนี้” ชายหนุ่มกอดอก

“โอ๊ย ไม่รู้ ตอนที่ฟังอรดาเล่า นิดโกรธจนหูชา จำไม่ได้หรอกว่าชื่ออะไร”

เวรกรรม นี่ล่ะชนิสราตัวจริง เวลาลมขึ้นเป็นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม โทสะทำหูตึงไปชั่วขณะ ไม่ฟังอะไร ไม่ฟังใครทั้งนั้น “ขืนเข้าไปถามหาคนชื่อพิลึกๆ แบบนี้ ป้าแกเอาไม้กวาดไล่ตีออกมาแน่ๆ แกยิ่งมองพวกเราแปลกๆ อยู่ด้วย”

ชนิสรากอดอกบ้าง “แล้วจะเอายังไงดีล่ะ”

“กลับกันก่อนเถอะ” พี่ชายแนะนำ และโดยไม่ฟังคำค้าน เขารีบเดินไปบอกป้าที่ยืนรออยู่ว่าเปลี่ยนใจแล้ว จะไปค้างในเมืองแทน ได้รับเสียงแข็งๆ และสายตาตำหนิของป้าตอบกลับมา แต่เขาไม่มีเวลาสนใจ รีบดึงแขนน้องสาวออกห่างจากบ้านรักธารา

เมื่อพ้นระยะมาแล้วจึงเขกมะเหงกลงบนหัวน้องเบาๆ เป็นการเรียกสติ “เราเนี่ยนะ หูเบาอย่างนี้ทุกที ความจริงทัศนัยอาจไม่ได้มาที่นี่ก็ได้ ขี้หึงขนาดนี้ ระวังเขาจะทนไม่ไหว” ดูสิ ไปลากเขามาจากเตียงแต่เช้ามืดด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ

“นิดไม่ได้หึงขนาดนั้นสักหน่อย เรื่องมันมีมูลนะเฮีย” เธอไม่ยอมโดนดุฝ่ายเดียว

“มูลอะไร” เขาซัก แต่เธออึ้ง เขาเลยถือโอกาสสั่งสอนเสียเลย

“มูลมีอยู่ในหัวเราน่ะสิ มูลเลื่อยน่ะรู้จักไหม” จิ้มนิ้วดันขมับคนเอาแต่ใจแถมใจร้อนจนหัวคลอน “สมองขี้เลื่อย หลงกลยัยอรดานั่นแล้ว เพื่อนเราคนนี้ตัวเราเองก็รู้ดีว่านิสัยเขาเป็นยังไง ไม่ใช่แค่แมงเม้าท์นะ ยัยอรดาเพื่อนนิดน่ะเข้าขั้นนางพญาเม้าท์ จริงเท็จจับมาปั้นได้หมด นี่หวังจะเผาเรือนเราหรือเปล่าไม่รู้ เมื่อไหร่จะเลิกคบสักที”

“ก็...” หญิงสาวเสียงอ่อย เริ่มเห็นจริงอย่างที่วาริทว่าอยู่เหมือนกัน

“เราบอกว่าเขาเป็นคนที่ใช่ อยากแต่งงานกับเขาไม่ใช่เหรอ เฮียจะบอกให้นะ คนจะแต่งงานกัน มันก็ต้องไว้ใจกันสิ ถ้าไม่เชื่อใจ ไม่ไว้ใจกัน ต่อให้รักมากแค่ไหนก็ไปกันไม่รอด เชื่อเฮียสิ”

“ไม่เชื่อ”

“อ้าว ทำไมไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่อหรอก ไว้เฮียแต่งแล้วค่อยมาสอน” ชนิสราแลบลิ้นใส่ ก่อนจะเผ่นปรู๊ดไปโดยเร็วไม่รอรับมะเหงกของเฮียที่อาจจะลอยมาอีกลูก


๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑


บทที่ 1 เขียนไว้ตั้งแต่ปี 57 เคาะฝุ่นกระจายตลบอบอวลเชียว 555 จะจบไหม  ;D

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 129
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 1 แม่ตัวดีที่รัก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 15, 2020, 10:57:02 AM »
แค่ตอนแรกก็สนุกแล้ว