ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ 1/1  (อ่าน 342 ครั้ง)

มะยม

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ 1/1
« เมื่อ: กันยายน 03, 2020, 12:47:59 PM »


“เฮ้ย! ไอ้หัวขโมย”

เจ้าของร้านข้าวมันไก่ร่างยักษ์ตะโกนโหวกเหวก เมื่อเด็กชายเนื้อตัวมอมแมมวิ่งมาคว้าไก่ต้มที่วางโชว์หน้าร้านไปหน้าตาเฉย

“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้เด็กเวร”

ชายคนเดิมร้องด่าเสียงดังพร้อมฉวยมีดอีโต้วิ่งไล่ตามไปในระยะกระชั้นชิด เสียงฝีเท้าไล่หลังทำให้เด็กชายต้องเร่งฝีเท้า เพราะหากถูกจับ มันจะไม่ใช่แค่ตนเองที่ลำบาก

นัทวิ่งหนีออกมาทิ้งระยะห่างสมควรก็รีบหาที่ซ่อนตัว อุ้มไก่ที่ขโมยมาไว้แนบอกสายตาเฝ้ามองทางที่เพิ่งผ่าน เห็นชายเจ้าของร้านหยุดหอบหายใจอยู่ระหว่างทาง นัทก็ถอนใจโล่งอก

“ไอ้เด็กเวรเอ้ย...อย่าให้ได้เจอนะมึง จะสับให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว!”

คนวิ่งตามไม่ทันตะเบ็งเสียงด่าพร้อมชูมีดในมือขึ้นหรา จากนั้นก็หันหลังเดินตจากไป เมื่อคู่กรณียอมถอยนัทก็ออกจากที่ซ่อนแล้วเดินเข้าไปในตรอกแคบที่สกปรกจนไม่มีผู้คนอยากผ่าน ร่างผอมแกร็นเร่งเท้าก้าวไปพลางหายใจระบายความเหน็ดเหนื่อย เด็กชายกระโดดข้ามถังขยะที่ตั้งขวางระเกะระกะด้วยความชำนาญ ครู่หนึ่งก็โผล่มาอีกทาง ซึ่งเป็นทางที่ตัดเข้าถนนหลักโดยไม่ต้องออกจากหน้าตลาดสด

ใกล้ถึงจุดหมายแล้วนัทก็ชะลอฝีเท้าลง หันมองหลังอีกครั้งอย่างระแวงระวัง ก่อนเลี้ยวเข้าไปในตรอกหนึ่ง เพื่อตรงไปยังอาคารพาณิชย์ที่ถูกทิ้งร้าง ตรงนั้นมีเด็กหญิงวัยแปดขวบนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ

“อะ” นัทยื่นไก่ในมือให้อีกฝ่าย

“ไก่อีกแล้วเหรอ”

“ใช่! " เด็กชายตะเบ็งเสียงใส่เพราะหงุดหงิด ก่อนกระแทกตัวลงนั่งบนฟุตบาธ

“กินแต่ไก่ จนหน้าจะเป็นไก่แล้วเนี่ย”

“ถ้าไม่กินก็เอามานี่!” เขาลุกขึ้นมาจะแย่งคืนแต่เด็กหญิงเบี่ยงตัวหลบ

“เอาสิเอา แหม...พูดแค่นี้ทำเป็นโกรธ” คนบ่นกอดไก่ไว้เแน่น “ขี้งอนจริง ๆ เลยนะไอ้พี่นัท”

นัทล้มตัวลงนั่งตามเดิม สายตาขุ่นเคืองเหลือบมองใบหน้ามอมแมมของคนที่กำลังทรุดตัวตามลงมา เด็กหญิงนั่งเรียบร้อยก็ดึงถุงพลาสติกที่เหน็บไว้ข้างเอาออกมา จับไก่ใส่ถุงเก้ ๆ กัง ๆ จนนัทต้องฉวยไปจัดการเองแล้วยื่นกลับตามเดิม

“เหนื่อยเหรอ หน้าแดงเชียว”

คนถามพลางชะโงกมอง ดวงกลมใสของสาวน้อยที่กระพริบถี่ ทำให้นัทต้องยกมือปัดเลี่ยงหลบแววตาที่กำลังจ้องจับผิด

“ยุ่งน่า”

“เอ๊า ถามแค่นี้ก็ไม่ได้”

“เหนื่อย ขี้เกียจพูด ขี้เกียจตอบ” เด็กชายว่าไปส่ง ๆ อย่างไม่ใส่ใจอารมณ์เอื้ออาทรของคนข้างกาย

“ว่าแต่...เราขโมยของเขาแบบนี้ ถ้าสักวันโดนจับจะทำยังไงกัน”

“นี่! ” สีหน้าของนัทเครียดขึ้นมาทันที “คิดว่าอยากทำนักหรือไงเล่า”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ แค่กลัวเฉย ๆ เผื่อเขาจับได้เราจะ...”

เด็กชายเขม้นตามองเด็กหญิง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนลุกพรวดพลาดเดินหนีไป

“อ้าว...ไอ้พี่นัท! เดินหนีอีกแล้ว รอด้วยสิ...รอด้วย!”

กรดาร้องเรียกพลางลุกตาม กึ่งวิ่งกึ่งเดินเร่งให้ทันจนไก่ที่ถือกวัดแกว่งไปมา

“ถามแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ เค้าถามเพราะเป็นห่วงนะ อยากรู้ว่าถ้าโดนจับได้...เราจะ”

“หยุดเซ้าซี้ได้แล้ว”

เด็กหญิงสะดุ้งกับเสียงตะคอกดังพร้อมแววตาขึงตึงที่มองมา อาการแบบนี้เด็กน้อยรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียอย่างหนัก แต่เธอกังวลกับสิ่งที่คิดจนไม่อาจนิ่งเฉย เพราะไม่มีเรื่องไหนน่ากลัวไปกว่าการไม่มีเขาอยู่ข้าง ๆ

“ไม่ได้เซ้าซี้ ก็แค่อยากรู้ว่า เราจะทำยังไงถ้า...”

“แล้วจะให้ทำยังไงหา!”

เสียงตะคอกดังขึ้นกว่าเดิม สายตาที่เขม้นมองมาก็ดูน่ากลัวจนคนตัวน้อยเริ่มขยาด ต้องเลื่อนสายตาหลบลงมามองพื้นดิน

“ก็ได้ ๆ ไม่ถามแล้วก็ได้”

นัทไม่สนใจความรู้สึกของคนที่พูดเสียงอ่อน เขาคว้าไก่ในมือเด็กหญิงมาถือแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามหลัง

“เฮ้! ไอ้พี่นัท! รอด้วย...รอด้วยสิไอ้พี่นัท!”

นัทไม่สนใจคนที่วิ่งตามหลัง เขาย่ำเท้าไปเรื่อย ๆ จนถึงปากทางเข้าชุมชนแออัด ที่เต็มไปด้วยห้องเช่าราคาถูก ปลูกเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว กั้นแยกเป็นห้อง ๆ ติดเป็นแถวยาว สภาพบ้านและบริเวณทรุดโทรมตกต่ำ ไม่ต่างจากรายรับของคนที่อาศัย

ก่อนเดินเข้าซอยนัทเหลียวไปหาคนที่วิ่งตามหลังแวบหนึ่ง เห็นว่าคนตัวน้อยไล่ตามไม่ทัน เด็กชายที่ยังมีใจห่วงใยก็ชะลอฝีเท้าลง จนกระทั่งเด็กหญิงวิ่งตามมาถึงนักก็พาเดินต่อจนเกือบที่พัก แต่แล้วเด็กทั้งสองก็ต้องหันมามองตากัน เมื่อหน้าห้องเช่าของตนมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนรุมล้อมจนแทบไม่เห็นประตูทางเข้า

“พวกเขามุงดูอะไรกัน” กรดาเงยหน้าถามเด็กชาย

“ไม่รู้สิ”

นัทตอบแบบขอไปที ก่อนนิ่วหน้ามองคนตัวเล็กที่เขย่งเท้าชะเง้อจนคอยาว นัทส่ายหน้าให้กรดาที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นทั้งที่ยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก จากนั้นร่างผอมโกรกที่หอบไก่ต้มตัวใหญ่ก็เดินเข้าในฝูงชน เพราะหากจะเข้าบ้านของตน เขาก็ต้องเดินผ่านจุดนี้ไป

นัทค่อย ๆ แทรกตัวเองเข้าไปจนถึงด้านใน เพื่อไปยังประตูบ้านของตน เด็กหญิงก็ก้าวตามติด ๆ แต่พอเข้าไปจนถึงที่ เด็กน้อยทั้งสองก็เบิกตากว้างกับภาพที่ปรากฏ และเข้าใจอย่างโจ่งแจ้งว่าผู้คนเข้ามามุงดูอะไรกัน

“ตามิ่ง!!! ”

นัทร้องเรียกเสียงหลง ไก่ในมือที่ประคบประหงมมาตลอดทางถูกโยนลงพื้นอย่างไม่นึกไยดี เด็กชายปรี่เข้าไปหาผู้เป็นตา จับร่างผอมแห้งที่นอนแน่นิ่งอยู่กลางห้องเช่าเขย่าแรง

“ตาเป็นอะไร มานอนตรงนี้ทำไม ตื่นมาก่อนสิตา นัทเอาไก่ต้มมาฝากนะ ลุกขึ้นมากินไก่ด้วยกัน ไก่...ไก่ล่ะ ไก่อยู่ไหน” เด็กชายร้องหาพร้อมกวาดสายตามองสิ่งที่ตนเพิ่งจะโยนทิ้ง “ดา หยิบไก่มาเร็ว ๆ พี่จะเอาไก่มาให้ตาหยิบมานี่เร็ว ๆ”

เด็กชายรับไก่จากเด็กหญิงได้ก็รีบเปิดปากถุงดึงไก่ต้มทั้งตัวออกมายื่นใส่หน้าผู้เป็นตา ปากก็พร่ำพูดอย่างไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง ที่มองด้วยความเวทนา

“ฮือ ๆ พี่ไอ้พี่นัท ทำไมตาจ๋าไม่ยอมตื่น”

กรดากอดร่างตามิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนนัทพะว้าพะวังอยู่กับอาการของตาจนตัวเองก็ทำอะไรไม่ถูก

“ตื่นสิตา ลุกมากินไก่ด้วยกัน นัทรู้ว่าตากำลังหิว ลุกมาสิ ฮือ ๆ ตามิ่ง ตื่นซีตื่น...”

ขณะที่นัทเขย่าร่างขอตามิ่ง เด็กหญิงก็ยังคงซบหน้าร่ำไห้ เสียงคร่ำครวญที่สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้ใหญ่ที่ยังรุมล้อม เด็กชายเรียกปลุก อีกทั้งยังจับร่างที่ไร้สติเขย่าจนสั่นคลอน ชาวบ้านที่ไม่อาจทนดูจึงรีบเข้ามาห้าม

“พอเถอะไอ้นัท... เขย่าเรียกยังไวตามิ่งของเอ็งก็ไม่ตื่นมาได้หรอก ตาของเอ็งน่ะตายไปแล้ว”

“ไม่จริง ฮือ ๆ ตาแค่เมาแล้วหลับ ตื่นซีตา ตื่นมาให้พวกเขาดูว่าตาแค่หลับไปเฉย ๆ ฮือ ๆ ตื่นซีตา...” นัทยังคงร่ำเรียกอย่างมีความหวัง

“พี่นัท ฮือ ๆ ตาจะไม่ตื่นมาคุยกับพวกเราอีกแล้วจริง ๆ เหรอ” คำถามที่มาพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น เรียกให้อีกฝ่ายต้องหันมากอดแล้วต่างร้องไห้ไปด้วยกัน

“ตามิ่งตายแล้วน้องดา ตามิ่งจากเราไปแล้วฮือ ๆ ตามิ่งตายแล้ว”





หลังจากงานศพของตามิ่งที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจช่วยจัดการให้จนผ่านพ้นด้วยดี ภายในห้องเช่าที่เคยมีเสียงหัวเราะ ในยามนี้ไร้แม้แต่รอยยิ้มหม่น ๆ ของตา

นัทเกลียดที่นี่ ตั้งแต่วินาทีที่ตามิ่งจากไป เขาเกลียดทั้ง ๆ ที่มันเป็นแห่งเดียวที่ใช้ซุกหัวนอน เด็กชายชันขาขึ้นมากอด แล้วก้มหน้ากดคางลงกับเข่า สายตากวาดมองรอบห้อง ก่อนหยุดที่ราวเชือกปอที่ยังพาดขึงอยู่บนผนังซึ่งผุจนเป็นรูโบ๋ ตรงนั้นมีเสื้อยืดตัวเก่งของตามิ่ง ส่วนด้านล่างราวเชือกมีเสื่อ ผ้าห่มและหมอนเก่า ๆ หนึ่งใบ ตามิ่งเคยพูดไว้ว่าบ้านของเรามีเครื่องนอนชุดเดียวก็พอ จะได้มานอนใกล้ ๆ กันตาบอกว่ากอดกันมันอบอุ่นดี อบอุ่นจริงอย่างตามิ่งว่า เพราะเขากับกรดาได้นอนหนุนแขนตาคนละข้างทุกวัน แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยรำคาญเด็กหญิงจนยอมแยกตัวออกไปนอนคนเดียวอีกมุมหนึ่ง แต่ความเหน็บหนาวก็ทำให้เด็กชายในวันนั้นต้องละทิฐิของตัวเองแล้วกลับมานอนกอดตามิ่งตามเดิม วันนั้นตามิ่งได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่า



“เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เบื่อหน่ายกันแค่ไหนก็ต้องกลับมาพบเจอ ได้มาพึ่งพากันอยู่ดี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครจริงใจกับเราเท่าคนในครอบครัวหรอก”

“แต่เพื่อนก็จริงใจได้นะตา”

เพื่อนจริงใจมันก็มีตาไม่เถียงเอ็งหรอกนัท แต่เมื่อไหร่จะหาเจอล่ะหะ”

“ก็แบบป้าชื้นไงตา คอยช่วยเหลือเราบ่อย ๆ” เด็กชายหมายถึงเพื่อนบ้านที่คอยจุลเจือช่วยเหลือกันมาตลอด

“เออ...ว่าแต่โตขึ้นเอ็งหาเงินหาทองได้ อย่าลืมบุญคุณของป้าชื้นซะล่ะ”

“นัทไม่ลืมหรอกตา” นัทเงยมองตามิ่งที่นอนเอี้ยวหน้ามามองสบสายตา “แล้วนัทจะทำให้ตากับป้าชื้นมีความสุขมาก ๆ เลยคอยดู๊”

ตามิ่งหัวเราะพลางพูด “แค่เอ็งกับน้องดาไม่ทะเลาะกันตาก็มีความสุขแล้วไอ้นัท” ว่าพลางก็ลูบศีรษะของเด็กทั้งสอง ซึ่งอีกคนหนึ่งนั้นหลับปุ๋ยไปก่อนแล้ว



เด็กชายยกมือปาดน้ำตาขณะนึกถึงคำพูด และเสียงหัวเราะของตามิ่ง เขาถอนหายใจอย่างนึกปลงก่อนละสายตาจากกองผ้าห่มมามองคนที่นั่งกอดเข่าอยู่อีกมุมหนึ่ง ตายล่ะสิ! เขามัวแต่เศร้าโศกจนลืมไปว่าตัวเองยังมีกรดาที่ต้องดูแล นัทสบสายตาแดงก่ำของเด็กหญิงอย่างรู้สึกผิด ขนตาของเด็กน้อยเปียกชื้น ใบหน้ายังเต็มไปด้วยน้ำตา ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนดูกระเซอะกระเซิง เธอนั่งกอดเข่ามองตอบเขานิ่ง จนเดาไม่ออกว่าเด็กหญิงร้องไห้เพราะเสียใจที่ตามิ่งจากไป หรือว่าหิวจนไส้กิ่วกันแน่

เพราะตั้งแต่ตามิ่งจากไป เขาก็แทบลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่าง ครั้งสุดท้ายที่มีอาหารตกถึงท้องมันเมื่อไหร่กันเขายังจำไม่ได้เลย

พอเริ่มนึกถึงขึ้นมา ท้องมันก็เหมือนจะร้องอย่างไม่อยากจะนิ่งเฉยอีก ความหิวน่ะหรือ เขาอดทนได้ แค่หิวไม่ทำให้ตายหรอก เคยอดยากหลายวันก็เคยและทนได้ แต่กรดานี่สิ เด็กน้อยอ่อนแอจะตายไป ป่านนี้ท้องไส้จะเป็นยังไงบ้างล่ะ

“หิวมั้ย”

กรดาก็เงยหน้ามามองนัท แล้วเอ่ยเบา ๆ ราวไม่แน่ใจในคำถามที่ได้ยิน

“พี่ถามว่าหิวไหม”

“เมื่อวานก็ถามแบบนี้”

คำพูดที่เหมือนประชด แต่ความจริงแล้วใจเพียงอยากจะบอกว่า ‘ก็ถามเหมือนเดิม’ และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะนัทถามแล้วก็เอาแต่นั่งเงียบ นิ่งงันจนไม่กล้ารบกวน ไม่กล้าทั้งที่เธอแสบท้องจนรู้สึกเหมือนมันกำลังจะไหม้อยู่ข้างใน

“เราต้องออกไปหาของกิน” นัทพูดและลุกขึ้นยืน

“จะไปหาที่ไหน ไก่ร้านคงไม่ได้แล้ว” กรดายังนั่งกอดเข่าอยู่ท่าเดิม ใบหน้าน้อย ๆ เริ่มมีแววตากังวล

“ลุกมาเถอะน่า ออกไปก่อนเดี๋ยวก็คิดได้เอง ไปเถอะเร็ว ๆ ”

เด็กชายตอบส่ง ๆ เพราะยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปหาของกินได้ที่ไหน โดยเฉพาะแบบที่ไม่ต้องไปลักขโมย

นัทพาเด็กหญิงเข้ามาในตลาดสด สถานที่ที่เคยตะเวนของานจากพ่อค้าแม่ค้าหลายครั้งหลายหน แต่ไม่มีใครยอมรับและไว้ใจให้เขาทำงานด้วย ทุกสายตาที่มองมีแต่หยามเหยียด และยัดเยียดให้เขาอยู่ในกลุ่มของ ‘เด็กจรจัด’ ที่ไม่น่าไว้ใจ ตัดสินความเป็นคนของเขาตั้งแต่ยังไม่ได้ทำความรู้จัก ตั้งแต่นั้นมา

จรจัดแล้วยังไง ก็ชีวิตมันไม่มีทางเลือก เพราะความขุ่นเคืองที่มีจึงเริ่มหยิบฉวยข้าวของชาวบ้าน ทำอย่างไม่รู้สึกละอายใจ เมื่อไม่มีใครให้โอกาส และเขาที่จำเป็นต้องมีชีวิต จำต้องทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองผ่านพ้นไปวัน ๆ กระทั่งโดนกรดาท้วงติงบ่อย ๆ จนในใจเริ่มคิดติดขัดกับสิ่งที่ทำ แต่คิดได้ก็เท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่ปากท้องยังร้องว่าหิว เขาก็ยังต้องเป็นหัวขโมย ลำพังรายรับจากการขายของเก่าที่เก็บได้ในแต่ละวันของตามิ่ง ยื้อได้เพียงค่าที่ซุกหัวนอน นัทจึงต้องเป็นหัวขโมยต่อไปเพื่อให้ตัวเองและคนอื่น ๆ อยู่รอด

ขณะพาเด็กหญิงเดินวนหาของกิน ที่เหลือ ๆ จากการขายของแม่ค้า สายตาของนัทก็ต้องชะงักกับคนร่างยักษ์ที่กำลังเดินหาซื้อของ เขารีบดึงมือกรดาให้หันหลังกลับแล้วเดินออกจากตรงนั้น

“มีอะไร”

“รีบ ๆ เดินตามมาเถอะน่า”

“มีอะไรล่ะ ท่าทางแบบนี้ของพี่นัทำเค้ากลัวนะ”

“อย่าเพิ่งถาม”

นัทดุแล้วดึงมือกรดาเร่งให้ก้าวเท้าเดินตาม แต่แล้วเด็กทั้งสองก็หนีไม่พ้นจากสายตาของชายร่างใหญ่ที่เหลียวมามองพอดี และเหมือนจะจำได้เสียด้วยสิ

“เฮ้ย! ไอ้หัวขโมยนี่นา!” ไม่นานเสียงห้าวใหญ่ก็ร้องตะโกนดังลั่น “เฮ้! พวกเราช่วยกันจับไอ้เด็กนั่นส่งตำรวจเร็ว ไอ้หัวขโมยมันอยู่ตรงนั้น ปล่อยเอาไว้จะเป็นภัยกับชุมชนของพวกเรา”

“วิ่งดาวิ่ง! เร็ว ๆ วิ่งเร็ว!”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 25, 2020, 06:53:13 PM โดย มะยม »

ัyuilucky21

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 03, 2020, 02:17:43 PM »
เข้ามาเชียร์ค่ะ ;D ;D

มะยม

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 05, 2020, 09:58:27 AM »
ขอบคุณค่าาาาา  ;D ;D

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 05, 2020, 03:34:12 PM »
เศร้าแต่บนแรกเลย รออ่านต่อค่า สู้ๆ  ;)

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 129
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 15, 2020, 10:46:52 AM »
เศร้า :'(