ผู้เขียน หัวข้อ: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 3 แผนฮุบสมบัติ<<<  (อ่าน 51 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 250
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 3 แผนฮุบสมบัติ




   ปวินท์รีบร้อนออกจากงานแต่งของศาสวัต ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวการเกิดอุบัติเหตุของแม่และน้องสาว ทั้งหมดถูกส่งตัวเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล

   “ทุกคนจะต้องปลอดภัย” ทัชพลคอยปลอบเพื่อน แต่สีหน้าของเขาก็เครียดขรึมไม่ต่างจากปวินท์ ในหัวของเขามีแต่คำถาม

   “มันเกิดขึ้นได้ยังไง ตรัยไม่ใช่คนที่ขับรถเร็วจนถึงขนาดพารถไปคว่ำได้” ปวินท์เองก็สงสัย

   “นั่นเป็นเรื่องที่เราจะต้องหาคำตอบหลังจากทุกคนปลอดภัย”

   ขาดคำของทัชพลพยาบาลในห้องฉุกเฉินก็ผลักประตูออกมาเรียก

   “ญาติคุณตรัยค่ะ”

   “ผมครับ ผมเป็นพี่ชายแฟนเขา” ปวินท์รีบเข้าไปหา “สามคนนั้นอาการเป็นไงบ้าง”

   “คุณปรารถนากับคุณประภามนท์หมอสั่งย้ายไปห้องไอซียูนะคะ แต่คุณตรัย...” พยาบาลสีหน้าของพยาบาลไม่ดีนัก และนั่นคือสิ่งที่ปวินท์นึกกังวลใจ

   “อาการตรัยเป็นอย่างไรบ้างครับ”

   “แรงกระแทกทำให้อวัยวะภายในของคุณตรัยบอบช้ำและเสียหายมากค่ะ หมอกลัวว่าเขาจะทนอยู่ได้อีกไม่นาน รบกวนติดต่อญาติให้มาด่วนเลยได้ไหมคะ”

   ตรัยไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว พอตกลงคบหากับประภามนท์ ตรัยก็ย้ายตามคนรักมาเปิดสตูดิโอรับถ่ายรูปตามงานต่างๆ ทั่วจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งประภามนท์กับตรัยมีโครงการจะแต่งงานกันในอีกสามปีข้างหน้า และเรือนหอของทั้งสองคนก็กำลังสร้างอยู่

   ปวินท์ชาไปทั้งร่าง เขามึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ผลจากอุบัติเหตุครั้งนี้ร้ายแรงเกินคาดคิด เขารักตรัยเหมือนน้องชายแท้ๆ ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาสูญเสียเร็วเช่นนี้

   “ไม่มีวิธีรักษาเลยหรือครับ” คำพูดของทัชพลแว่วผ่านหูเข้ามา ทว่าปวินท์ยังค้นหาคำพูดตัวเองไม่เจอ

   “หมอพยายามเต็มที่แล้วค่ะ แต่คุณตรัยเรียกหาคนชื่อไปป์อยู่นะคะ ถ้าไม่มีญาติคนอื่น ก็เชิญคุณสองคนเข้าไปหาเขาเถอะค่ะ”

   ปวินท์กับทัชพลเข้ามายืนข้างเตียงของตรัย สภาพคนเจ็บทำให้สองหนุ่มใจหาย ใบหน้าและร่างกายของตรัยเต็มไปด้วยบาดแผล พอมองเห็นคนที่ต้องการเจอเป็นครั้งสุดท้ายตรัยก็พยายามข่มความเจ็บปวดฝืนยิ้มออกมา

   “ตรัย” ปวินท์เสียงสั่น คว้ามือเย็นเฉียบของคนเจ็บกุมเอาไว้ นัยน์ตาแดงก่ำ “เป็นไงบ้าง เจ็บมากไหม”

   “ผมคงอยู่ช่วยพี่ไปป์ดูแลแม่กับปาล์มต่อไม่ได้แล้ว” คนเจ็บฝากฝังอย่างรู้อาการตัวเองดี ตรัยค่อยๆ เลื่อนสายตาไปที่ทัชพล “ผมฝากปาล์มด้วยนะครับพี่ทัช ดูแลเขาให้ดีๆ”

   “ไม่ต้องห่วงนะ” ทัชพลสัญญา สัมผัสถึงความโล่งอกและขอบคุณในสายตาที่อ่อนล้าของคนเจ็บ

   “เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ พวกพี่ต้องระวังตัวนะครับ” เสียงของตรัยเริ่มเบาลง คนเจ็บสำลักลมหายใจและไอออกมาเป็นเลือด “ระวังพวกนายกครองวิทย์ด้วย ยะ...อย่า...ไว้ใจคนบ้านนั้น”

   “อะไรนะ” ปวินท์ขมวดคิ้ว โน้มตัว เอียงหูฟังใกล้ๆ

   ตรัยรวบรวมลมหายใจเฮือก “ระวังครอง...วิทย์”

   ร่างของตรัยเกิดอาการสำลักอย่างรุนแรงอีกครั้ง ปวินท์ตะโกนเรียกหมอ เสียงสัญญาณชีพดังลากยาวบาดเข้าไปในหัวใจคนฟัง ปวินท์กับทัชพลถูกกันออกมานอกห้องระหว่างที่หมอกับพยาบาลช่วยปั้มหัวใจให้ตรัยเป็นครั้งสุดท้ายทั้งที่รู้ว่าไร้ผล

   ปวินท์ยืนทำใจรอรับรับการสูญเสียไม่นาน พยาบาลก็เดินหน้าเศร้าออกมา เขารู้ทันทีว่าตรัยจากโลกนี้ไปแล้ว น้ำตาหยดแรกกลิ้งหล่นลงมา ตรัยเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง เขาไม่ควรต้องมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเฮงซวยนี่ ตรัยกำลังจะมีอนาคตที่ดี มีครอบครัวที่มีความสุข แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่คิด

   “คุณเสียแล้วค่ะ”

   “ไปป์” ทัชพลขยับเข้ามาจับแขนเพื่อน เมื่อปวินท์ทำท่าเหมือนจะยืนไม่อยู่ “ไม่เป็นไรนะ”

   “ฉันไม่เป็นไร” ปวินท์ข่มความเสียใจถามนางพยาบาล “แล้ว...ผมต้องทำอะไรบ้างครับ”

   “เราพบบัตรผู้บริจาคอวัยวะและร่างกายของคุณตรัยค่ะ ถ้าญาติยินยอมทำตามความตั้งใจของคุณตรัย เราก็จะนำอวัยวะส่วนที่ใช้ได้ปลูกถ่ายกับผู้ป่วยที่รอรับอยู่ค่ะ”

   ปวินท์พยักหน้าอย่างเชื่องช้า ปวดร้าวไปทั้งใจ “ให้เป็นไปตามที่เขาตั้งใจไว้เถอะครับ”

   “งั้นเชิญเซ็นเอกสารด้านนี้เลยค่ะ”




   ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาปวินท์และทัชพลช่วยกันจัดงานศพของตรัยจนกระทั่งถึงวันฌาปนกิจ ประภามนท์ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อมาร่วมงานศพของคนรักเป็นครั้งสุดท้าย หญิงสาวเหมือนคนหัวใจสลาย นั่งร้องไห้อยู่บนรถเข็นโดยมีพี่ชายคอยยืนดูแลอยู่ไม่ห่าง ปวินท์สงสารทั้งตรัยที่จากไปและประภามนท์ที่ยังมีชีวิตอยู่ สายตาห่วงใยระคนสงสารทอดมองใบหน้าที่ไม่เคยแห้งจากหยาดน้ำตา

   ประภามนท์นั่งมองกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกจากปลายปล่องเมรุอย่างเลื่อนลอย หญิงสาวที่เคยสดใสกลับกลายเป็นคนอ่อนแอเอาแต่ร่ำไห้ปล่อยน้ำตารินไหลราวกับไม่มีวันสิ้นสุด เธอดูเปราะบางจนน่ากังวล แม้เพียงสายลมพัดผ่านไหววูบก็อาจทำให้ประภามนท์ปลิดปลิวไปไกลแสนไกล

   “ปาล์มกลับไปโรงพยาบาลก่อนไหม เสร็จธุระทางนี้พี่จะรีบตามไป” ปวินท์ลูบผมน้องสาวอย่างแผ่วเบา

   “หนูขอนั่งส่งตรัยตรงนี้อีกสักพักได้ไหมคะ พี่ไปป์ไปส่งแขกเถอะ ไม่ต้องห่วง”

   “อยู่คนเดียวได้เหรอ” ปวินท์ย่อตัวนั่งลงให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับน้อง ใช้นิ้วโป้งช่วยเกลี่ยน้ำตาให้ “อยากส่งตรัยก็อย่าร้องไห้จนเขาเป็นห่วง”

   “หนูห้ามน้ำตาไม่ได้ค่ะ มันไหลของมันเอง คิดว่าตรัยน่าจะเข้าใจ” ประภามนท์ยิ้มทั้งน้ำตา พยายามที่จะเข้มแข็ง แต่มันยากเหลือเกิน “ขอหนูอยู่กับตรัยเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ หลังจากวันนี้หนูจะไม่มีเขาอีกแล้ว”

   “ปาล์มยังมีพี่” ปวินท์ดึงร่างน้องสาวเข้ามากอด ประภามนท์สะอื้นจนตัวโยนน่าเวทนานัก

   “พี่ไปป์ ตรัยเขาไม่อยู่กับหนูแล้ว เขาไม่อยู่แล้ว...”

   คนเป็นพี่ไม่มีคำใดจะเอ่ยปลอบ บางครั้งการรับฟังเงียบๆ อาจดีกว่าคำพูด วันนี้ประภามนท์อาจเสียใจ แต่เขาเชื่อว่าสักวันเธอจะดีขึ้น เวลาจะช่วยเยียวยาความเจ็บปวดและทำให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

   “พี่ไปป์ไปส่งแขกเถอะค่ะ หนูไม่เป็นไรแล้ว” หลังจากร้องไห้จนพอใจหญิงสาวก็ผละออกจากอกพี่ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา ก่อนจะฝืนยิ้มให้อีกฝ่าย

   “แล้วพี่จะรีบกลับมานะ” ปวินท์จุมพิตหน้าผากน้องสาว ก่อนปลีกตัวไปส่งแขกผู้ใหญ่

   ประภามนท์ยังคงนั่งเหม่อมองกลุ่มควันที่ค่อยๆ จางลง รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มีเงาของใครคนหนึ่งมายืนทาบทับก่อนที่เขาจะย่อตัวนั่งลงบนส้นเท้า จับมือเธอขึ้นมาบีบเบาๆ รอยยิ้มอ่อนโยนของเขา ทำให้เธอต้องยิ้มทั้งน้ำตา

   “ส่งแขกกลับหมดแล้วเหรอคะ”

   “เหลือกลุ่มสุดท้ายที่ยืนคุยกับไปป์นั่น” ทัชพลพยักหน้าไปทางศาลา “ปาล์มเป็นไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า”

   ประภามนท์กระดูกขาขวาร้าวและหัวแตกจากการกระแทก เธอเป็นคนที่เจ็บน้อยที่สุด ในขณะที่คุณปรารถนาขาหักต้องผ่าตัดจัดเรียงกระดูกใหม่ ทัชพลตามไปดูที่เกิดเหตุแล้วอดใจหายไม่ได้ โชคดีเท่าไรที่ประภามนท์ยังรอดมานั่งอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนรถจะพลิกคว่ำลงนาได้หมุนไปชนกับต้นไม้ข้างทางจนขาดเป็นสองท่อน ฝั่งที่ชนเป็นฝั่งคนขับจึงทำให้ตรัยเจ็บหนักกว่าใครและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

   “ยังมีเจ็บๆ บ้างค่ะ แต่ไม่มาก นั่งเฉยๆ บนรถเข็นก็พอได้อยู่”

   “เดี๋ยวพี่ไปส่งที่โรงพยาบาลนะ”

   ประภามนท์มองรอยคล้ำใต้ตาของทัชพลแล้วส่ายหน้า เขาควรจะต้องหยุดทำอะไรได้แล้ว “พี่ทัชพักบ้างเถอะค่ะ รู้ไหมว่าสภาพพี่สองคนแทบดูไม่ได้เลย”

   “เวลาพักยังมีอีกเยอะแยะ แขกกลับแล้วเราไปหาไปป์กันเถอะ” ทัชพลลุกขึ้นเดินอ้อมไปด้านหลังรถเข็น ประภามนท์เงยหน้ามองกลุ่มควันสีจางเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย ชายหนุ่มที่เข็นรถด้านหลังก็ทำเช่นเดียวกัน เขาสัญญาต่อหน้าดวงวิญญาณของตรัยว่าจะดูแลผู้หญิงคนนี้ให้ดีที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทัชพลจะปกป้องประภามนท์ด้วยชีวิต




   หลังจากเสร็จงานศพของตรัยแล้ว ปวินท์ก็พบว่าตัวเองมีงานเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว แม่และน้องสาวของเขายังพักอยู่ที่โรงพยาบาล ปวินท์ต้องรับผิดชอบงานทั้งของน้องและของแม่ ชายหนุ่มสั่งปิดร้านเช่าชุดแต่งงานของประภามนท์ชั่วคราว ส่วนคนที่จองชุดเอาไว้ก่อนหน้านี้ประภามนท์ขอให้เจ๊หวีช่วยดูแลเป็นธุระให้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้ชุดจากร้านเธอก็มักจะจ้างเจ๊หวีให้แต่งหน้าทำผมด้วย

   ในเรื่องของคดีความเขาก็ยังติดตามใกล้ชิด ตำรวจสอบปากคำแม่กับน้องเขาแล้ว และเช้าวันนี้สารวัตรวรวิชก็เรียกให้เขาเข้าไปรับทราบความคืบหน้า

   เมื่อปวินท์กับทัชพลไปถึงโรงพักสารวัตรหนุ่มก็เชิญเข้าห้องปิดประตูคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปรบกวนโดยเด็ดขาด

   “ผมอ่านรายงานการสอบปากคำของแม่พี่กับปาล์มแล้วนะครับ จากหลักฐานการตรวจสอบตัวรถ เรื่องนี้ไม่สามารถสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุได้”

   “สารวัตรกำลังจะบอกว่า...”

   “มีคนจงใจทำให้มันเกิดขึ้นครับ”

   สารวัตรวรวิชเป็นนักเรียนดีเด่นที่เคยได้รับทุนการศึกษาจากคุณปรารถนาสมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม เขาจึงให้ความเคารพสมาชิกทุกคนในบ้านปรานต์ปราณนต์ เกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้จึงต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ หากเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาที่ตรวจสอบไม่พบเงื่อนงำอะไรก็สรุปสำนวนปิดคดีได้ ทว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติอยู่หลายจุด

   “แม่พี่กับปาล์มพูดตรงกันว่ามีคนขับรถมอเตอร์ไซค์ตามและกำลังจะลงมือยิง แต่เพราะแม่พี่เป็นฝ่ายยิงคนร้ายก่อน กระสุนของคนร้ายจึงพลาดไปโดนล้อรถและทำให้มันเสียหลักพลิกคว่ำ”

   “มีอะไรที่มากกว่านี้อีกไหม”

   “มีครับ และมันก็ช่วยยืนยันด้วยว่าคดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ” สารวัตรหนุ่มประสานสายตากับปวินท์ ก่อนเฉลย “เราตรวจพบว่ารถถูกตัดสายเบรกครับ”

   ปวินท์กำมือแน่น

   “เพราะอย่างนี้นี่เองฉันถึงไม่เห็นรอยเบรกรถ” ทัชพลหมดข้อกังขา

   “คราวนี้เราต้องมาดูกันว่าอะไรคือแรงจูงใจและเป้าหมาย คนร้ายคือใครกันแน่ ทางตำรวจตั้งไว้หลายประเด็นนะครับ คนร้ายอาจเป็นหนึ่งในลูกหนี้ของแม่พี่ หรือคนที่มีความขัดแย้งกัน ถ้ามันตั้งใจฆ่าแม่พี่จริง ตอนนี้ผมก็ต้องขอเตือนว่าแม่พี่ไม่ปลอดภัย แต่การตัดสายเบรกรถก็ทำให้คิดแยกได้ไปอีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือคนร้ายอาจจะไม่ต้องการแค่ชีวิตแม่พี่คนเดียว”

   “แต่ปาล์มกับตรัยไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน ทำไมถึงอยากทำร้ายสองคนนี้”

   “คำสารภาพจากปากคนร้ายเท่านั้นครับที่จะตอบทุกคำถามของเรา”

   “ภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่มีเบาะแสอะไรบ้างเลยเหรอ เส้นทางของมอเตอร์ไซค์คันนั้นล่ะ” ปวินท์ถาม

   “ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์เป็นของปลอม คนร้ายก็ใส่หมวกปิดหน้ามิดชิด สืบตามเส้นทางของรถก็ไม่พบอะไรเพิ่ม พวกมันหายไปอย่างกับล่องหน”

   “ระยำ!” ปวินท์ตบโต๊ะอย่างโกรธจัด ทุกอย่างมืดแปดด้านไปหมด ถ้าคนร้ายเจาะจงแค่แม่มันจะสืบง่ายกว่า แต่ถ้ามันต้องการชีวิตคนในครอบครัวเขาทั้งหมด มันทำไปเพื่ออะไร เขาอยากรู้นักว่ามันเป็นใคร “พี่จะต้องทำยังไงถึงจะได้ตัวคนร้ายอย่างไวที่สุด”

   “ก็ถ้ามันมุ่งเป้าหมายไปที่คนในครอบครัวพี่ ทางที่เร็วที่สุดคือเราต้องใช้เหยื่อล่อ”

   “เหยื่อล่องั้นเหรอ” ปวินท์ส่ายหน้าเพราะเขาไม่อยากเอาชีวิตใครมาเสี่ยงอีก “พี่เพิ่งจะเสียตรัยไป ส่วนแม่กับปาล์มก็ยังต้องนอนอยู่โรงพยาบาลอีกนาน เหยื่อที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คงเป็นตัวพี่เองนี่แหละ”

   “พี่ไม่สังเกตหรอกเหรอว่าเรื่องนี้พี่ไม่ใช่เป้าหมายของคนร้าย มันจงใจตัดสายเบรกรถคุณตรัยที่มีผู้โดยสารเป็นปาล์มกับแม่ของพี่ เรื่องนี้มันตั้งใจเล่นงานคนในครอบครัวพี่มากกว่าตัวพี่ แต่ผมก็อยากให้พี่ระวังตัวหน่อยนะครับ”

   “ครอบครัวพี่ก็มีกันอยู่แค่นี้แหละ ถ้าเอาตัวเองล่อคนร้ายไม่ได้ พี่ก็ไม่รู้จะไปหาใครแล้ว”

   เสียงโทรศัพท์ของปวินท์ดังขัดจังหวะ ชายหมุ่นเห็นเป็นชื่อศาสวัตจึงรับสาย เจ้าบ่าวหมาดๆ สอบถามความคืบหน้า แผนกำหนดการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของศาสวัตกับสิรดาต้องเลื่อนออกไปเพราะศาสวัตอยากอยู่ช่วยปวินท์มากกว่าทิ้งเพื่อนไปมีความสุข

   “เออ ฉันกำลังนั่งคุยกับสารวัตรอยู่ เสร็จแล้วจะแวะเข้าไปคุยด้วยที่ร้าน” ปวินท์บอกก่อนจะวางสาย ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ ถอนใจยาวแล้วเอนหลังทิ้งร่างพิงเก้าอี้

   “พี่ไปป์สงสัยใครบ้างไหมครับ” สารวัตรถาม

   “จะว่ามีก็มี แต่พี่ไม่อยากกล่าวหาใครลอยๆ ขอแน่ใจกว่านี้อีกหน่อยแล้วจะบอกนะสารวัตร”

   “ถ้าพี่ยังไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็จะสืบต่อตามหลักฐานที่เรามีอยู่”

   “ขอบใจนะที่ช่วยตามเรื่องคดีให้”

   “แม่พี่มีบุญคุณกับผมมาก ผมสัญญาว่าจะตามหาตัวคนร้ายให้ได้ครับ”

   ปวินท์ซาบซึ้งในน้ำใจของสารวัตรวรวิช แล้วเขาก็อดคิดถึงแม่ขึ้นมาไม่ได้ คุณนายปรารถนาอาจจะใจบุญมากเกินไป แต่อย่างน้อยผลแห่งความมีน้ำใจของแม่ก็ย้อนกลับมาตอบแทนแล้ว สารวัตรวรวิชจะไม่ยอมปล่อยมือจากคดีนี้เด็ดขาด ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวคนร้ายมาลงโทษ และปวินท์เองก็จะไม่หยุดเช่นกัน

   “อย่าให้ฉันรู้ว่ามันเป็นใคร ไอ้พวกไม่มีเงาหัว รู้จักเสี่ยไปป์น้อยไปซะแล้ว”

   ปวินท์แยกกับทัชพลที่หน้าโรงพัก ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งมีปัญหา ทัชพลจึงต้องไปดูด้วยตัวเอง แต่กระนั้นก็ยังขับรถมาส่งที่ร้านของศาสวัตและบอกว่าถ้าเสร็จแล้วจะรีบกลับมาคุยด้วย

   “แกคิดว่าฉันจะได้คุยกับมันไหมวันนี้” ศาสวัตกับปวินท์ยืนมองท้ายรถของทัชพลที่แล่นออกไป

   “งานหน้าไซต์เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก แกมีธุระอะไรกับมันหรือเปล่าล่ะ”

   “เปล่า แค่อยากคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตา”

   “ตั้งแต่มีเมียเนี่ย แกดูรักพวกฉันขึ้นเยอะเลยนะไอ้ศาส”

   “แหม...ฉันก็รักเสี่ยมาตั้งนานแล้ว ไปนั่งคุยกันในห้องเย็นๆ ดีกว่า สารวัตรวิชว่าไงบ้าง”

   แล้วเรื่องราวในห้องทำงานของสารวัตรก็ถูกถ่ายทอดให้ศาสวัตฟังอย่างละเอียด เจ้าของร้านวัสดุภัณฑ์นั่งเกาคางครุ่นคิด

   “ปัญหามันอยู่ตรงที่ตอนนี้ ฉันไม่มีคนในครอบครัวเหลือไปล่อเหยื่อคนร้ายแล้ว” ปวินท์ถอนใจเซ็งจัด

   “แล้วเป็นไปได้ไหม ถ้าแกเพิ่มคนในครอบครัวเข้าไปอีกสักคน”

   ปวินท์มองหน้าเพื่อนอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจนัก “คนในครอบครัวนะโว้ยไม่ใช่คนในบริษัท ฉันจะได้เพิ่มเข้าหรือเอาออกง่ายๆ แบบที่ว่า”

   “แหมเสี่ยก็อย่าใสซื่อให้มันมากนัก ฉันหมั่นไส้ ไอ้การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวเนี่ยง่ายนิดเดียว”

   “ยังไงวะ”

   “เสี่ยก็แค่หาสาวสวยมาร่วมใช้นามสกุลปรานต์ปราณนต์สักคนสิ แค่นี้แกก็จะมีญาติเพิ่มมาอีกคนหนึ่งแล้ว” ศาสวัตเสนอความคิดสุดบรรเจิด

   “หมายถึงแกจะให้ฉันมีเมีย”

   “เออ”

   “แล้วก็ต้องจดทะเบียนใช้นามสกุลฉันด้วย”

   “ก็เพื่อความสมจริงไง”

   “เฮ้อ...ฉันนึกว่าจะได้ความคิดอะไรที่ดีกว่านี้ แกนี่นะ เอะอะจะให้ฉันหาเมียตะพึด” ปวินท์กลอกตาไปมา ขณะที่ศาสวัตยู่หน้าไม่ชอบใจน้ำเสียงและท่าทางของเพื่อน

   “แล้วแกมีวิธีที่ดีกว่าฉันไหมล่ะ”

   คราวนี้ปวินท์นิ่งอึ้งบ้าง

   “เห็นมะ แกก็คิดไม่ออก ยิ่งไอ้ทัชนี่อย่าหวังเลย” ศาสวัตได้ทีขี่แพะไล่ “เชื่อพี่เดี๋ยวดีเอง”

   “แกคิดว่าการมีเมียเนี่ยมันง่ายหรือไงวะ”

   “เสี่ยกำลังถามใครอยู่ ดูหน้าด้วย แกเคยคิดไหมว่าฉันจะแต่งงานเป็นคนแรก” ศาสวัตเห็นเพื่อนส่ายหน้าก็ยิ้มกว้าง “นั่นไง ไม่เคยมีใครคิด แต่ฉันก็มีเมียแล้ว ไอ้ทฤษฎีปุบปับรับเมียเนี่ยมันจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้”

   “แล้วฉันจะไปหาเมียมาจากไหน วานท่านผู้รู้ช่วยชี้ทางสว่างหน่อย”

   “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เมียแกน่ะหาง่าย พอๆ กับร้านโอเลี้ยงหน้าปากซอย”

   “ง่ายไปมั้ง”

   “ง่าย ไม่ง่าย ฉันก็มีคนที่ช่วยหาเมียเหมาะๆ ให้แกได้แน่นอน”





   หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคดียังไม่มีอะไรคืบหน้า ปวินท์เลิกงานกลับมานั่งอ่านรายชื่อลูกหนี้ในสมุดบันทึกเงินกู้ของแม่ ชายหนุ่มนึกทึ่งในความสามารถจัดการบริหารเงินตราของแม่จริงๆ จักรวาลลูกหนี้ของเจ๊ปิ๋มช่างยิ่งใหญ่ยืดยาวราวกับมหากาพย์เรื่องหนึ่ง ใครจะคิดว่าลูกหนี้ของแม่จะมากมายหลายร้อยราย แม้แต่ชื่อที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นก็มีปรากฏอยู่ในบันทึกนั้น

   หากสารวัตรวรวิชยังมุ่งปมมาที่ลูกหนี้ของแม่ เขาก็แอบรู้สึกห่วงใยสารวัตรอยู่ไม่น้อยที่จะต้องเรียกผู้คนกว่าครึ่งค่อนจังหวัดมาพบเพื่อสอบปากคำ

   ทว่าหนึ่งในบรรดารายชื่อลูกหนี้ของเจ๊ปิ๋ม ชื่อนางกัญญา บุริมนาถ กลับดึงดูดความสนใจของปวินท์ได้มากที่สุด เขาไม่อาจละสายตามองข้ามไปได้ เจ๊หวียืมเงินแม่ไปทำอะไรตั้งสามแสน เงินไม่ใช่น้อยๆ แถมประวัติการส่งดอกก็ดูจะมีปัญหาอีกด้วย

   เห็นชื่อเจ๊หวีปวินท์ก็นึกไปถึงคำพูดของศาสวัตขึ้นมา จนป่านนี้เขายังหาวิธีที่ดีกว่าข้อเสนอของเพื่อนไม่ได้ แต่พอคิดว่าจะต้องมีเมียเขานึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าผู้หญิงสภาพไหนที่จะมาเป็นสะใภ้ของเจ๊ปิ๋ม ชั่วขณะหนึ่งปวินท์คิดไปถึงนลิน และนั่นคือผู้หญิงที่เข้าใกล้คำว่าสะใภ้เจ๊ปิ๋มมากที่สุด ครูหลินเรียบร้อย อ่อนหวาน เข้ากับแม่เขาได้ แม้ว่าช่วงหลังที่เลิกรากันไป แม่เขาจะไม่ค่อยอยากเอ่ยถึงอีกฝ่ายก็ตาม ไม่ใช่แค่เขาที่อกหักคนเดียว พอทราบถึงเหตุผลของนลินที่ตัดสินใจทิ้งเขาไป เจ๊ปิ๋มทำท่าจะอกหักหนักกว่าเขาเสียอีก

   เมื่อคนที่คิดอยากแต่งด้วยกลายเป็นของต้องห้าม ปวินท์ก็ต้องมองหาตัวเลือกใหม่ ชายหนุ่มเคยคิดจะวานให้เพื่อนสนิทมาช่วยเล่นละคร แต่เมื่อคิดถึงความปลอดภัย เขาคิดว่าเหยื่อควรจะเป็นคนอื่นมากกว่า ถึงความปลอดภัยจะต่ำแต่เขาจะมอบค่าตอบแทนให้อย่างงามสมกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

   ชายหนุ่มถอนใจ อับจนหนทาง ในเมื่อไม่มีทางอื่น เรื่องนี้ก็คงต้องพึ่งเจ๊หวีดูสักครั้ง ผู้หญิงที่ว่าง่าย ใจถึง กล้าเสี่ยง และจะต้องมีทักษะด้านการแสดงสักนิด เพื่อทุกคนจะได้เชื่อว่าเจ้าหล่อนคือผู้หญิงที่พรหมลิขิตส่งมาให้เขา

   ปวินท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์ของทัชพล ระหว่างรอสายเพื่อน ชายหนุ่มยังคงจ้องชื่อเจ๊หวีอย่างลังเลใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงตอบรับของทัชพล เขาก็รีบบอกออกไปราวกับกลัวตัวเองเปลี่ยนใจว่า

   “เย็นนี้ไปหาเจ๊หวีกัน”









เรื่องนี้ต้องถึงเจ๊หวี
คิดจะมีเมียเจ๊หวีช่วยได้5555555555

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ ความเละเทะไม่ต้องพูดถึง จบแล้วค่อยเกลากันใหม่