ผู้เขียน หัวข้อ: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 2 ผลงานเจ๊หวี<<<  (อ่าน 59 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 250
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 2 ผลงานเจ๊หวี



   ปวินท์ ปรานต์ปราณนต์ หนุ่มหล่อเนื้อหอมที่สุดในจังหวัดเดินตรงไปยังบริเวณที่เจ้าภาพงจัดแบล็กดร็อปประดับประดาดอกไม้อู้ฟู่หรูหราราวกับยกมาทั้งสวนเพื่อใช้เป็นฉากหลังสำหรับถ่ายภาพกับแขกที่มาร่วมในงานฉลองมงคลสมรสคืนนี้

   ปกติแล้วเขาไม่ค่อยชอบการออกงานสังคมสักเท่าไร ยิ่งในจังหวัดเล็กๆ ยิ่งถูกจับตามอง แต่เพราะนี่เป็นงานแต่งงานของเพื่อนสนิทในกลุ่มคนแรก แก๊งหนุ่มโสดจึงต้องมารวมตัวกันเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเพื่อนมีเมียแล้วนะจ๊ะ

   “เสี่ยไปป์ทางนี้”

   ชายหนุ่มมองต้นเสียงก็เห็นเจ้าบ่าวโบกมือเรียก คนที่มักจะถูกเรียกว่าเสี่ยมองหน้าเพื่อนรักที่ยิ้มไม่ยอมหุบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวันนี้เจ้าบ่าวมีความสุขขนาดไหน

   จนถึงตอนนี้ปวินท์ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้ตัวกะล่อนอย่างศาสวัตจะเป็นคนแรกในกลุ่มที่สละโสด แต่ภาพเจ้าบ่าวหล่อเหลาในสูทสีขาวดูเรียบร้อยที่สุดก็ยืนยันการันตีว่านี่คือเรื่องจริง ข้างกายไอ้ศาสของเพื่อนๆ มีสิรดาเจ้าสาวคนสวยยืนเคียงข้างไม่ห่าง

   เจ้าบ่าวคอยเทคแคร์ดูแลเจ้าสาวอย่างใกล้ชิด เดี๋ยวช่วยจัดกระโปรงให้ถ่ายรูปออกมาสวยงาม เดี๋ยวคอยช่วยซับเหงื่อที่ซึมออกมาข้างขมับ เกี่ยวก้อยกันหวานชื่นน่าอิจฉา หรือแม้กระทั่งสายตาที่เต็มไปด้วยความรักเปี่ยมล้นที่เจ้าบ่าวแอบมองเจ้าสาว

   ไอ้ศาสดูอ่อนโยนเป็นคนละคนกับไอ้เสือศาสที่ปวินท์เคยรู้จักเลย เหลือเชื่อชะมัด อานุภาพความรักมันช่างรุนแรงเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงเพียงนี้

   “สวัสดีค่ะพี่ไปป์” สิรดาไหว้เพื่อนสามีอย่างงดงาม ครูสาวคนนี้ดูเป็นกุลสตรีทุกกระเบียดนิ้ว

   “ฝากดูแลไอ้ศาสด้วยนะครูสิ ถ้ามันดื้อนักก็หวดให้หนักๆ ไปเลย”

   ปวินท์รับไหว้เจ้าสาวพร้อมอวยพร ใครจะคิดละว่าเสือร้ายจะยอมถอดเขี้ยวเล็บลงเอยกับครูสาวที่แม่สื่อจับคู่ให้ ตอนแรกไอ้ศาสปากดีเชียวเที่ยวพูดบ่ายเบี่ยงติติงสาวเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายก็ไปไหนไม่รอดกลายเป็นเสือสิ้นลาย

   อันที่จริงด้วยแนวทางการใช้ชีวิตที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ปวินท์จึงค่อนข้างรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อคู่กันแล้วต่อให้ต่างกันอย่างไรมันก็ต้องมีจุดเชื่อมโยงที่ทำให้มาประสบพบเจอกันอยู่ดี

   ศาสวัตเป็นวิศวกรเจ้าของร้านวัสดุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในสุพรรณ ส่วนสิรดานั้นเป็นคุณครูอนุบาลของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ทั้งคู่โคจรมาเจอกันด้วยวิธีสุดคลาสสิก มันเริ่มต้นจากการที่แม่ไอ้ศาสอยากเห็นลูกชายเป็นฝั่งเป็นฝา หลังจากปล่อยให้มันออกล่าหาเหยื่อมานาน แล้วแม่ของเพื่อนรักก็หันหน้าไปพึ่งพาแม่สื่อมือทองที่ว่ากันว่าฝีมือการจับคู่เป๊ะปังยิ่งกว่าทินเดอร์

   ปวินท์พอรู้จักแม่สื่อคนดังอยู่บ้างเพราะเคยไปส่งคุณนายปรารถนาทำผมที่ร้านกัญญาบาร์เบอร์ซึ่งเป็นร้านเสริมสวยของคุณกัญญาหรือเจ๊หวีสื่อรักแม่นเวอร์นั่นเอง คุณนายปรารถนาแม่ของเขาสนิทสนมกับเจ๊หวีประดุจญาติมิตรคนหนึ่ง ทั้งคู่ผูกพันกันมาตั้งแต่วัยสาว ไม่เพียงคู่ของศาสวัตกับสิรดาจะเป็นผลงานการจับคู่อันลือลั่นของเจ๊หวี ถ้าหากจะนับกันจริงๆ งานแรกที่ทำให้เจ๊หวีได้แจ้งเกิดในฐานะแม่สื่อก็คือการจับคู่ให้พ่อกับแม่ของปวินท์นั่นเอง

   คุณปองพลพ่อของปวินท์เป็นนายช่างรับเหมาก่อสร้าง ส่วนคุณนายปรารถนาหรือเจ๊ปิ๋มของลูกหนี้เกือบครึ่งจังหวัดเป็นพนักงานบัญชี เจ๊หวีชักนำให้พ่อกับแม่เขารู้จักกัน รักกัน ก่อนแต่งงานอยู่กินสร้างฐานะมั่นคง น่าเสียดายที่พ่อของปวินท์เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ปวินท์จึงต้องรับช่วงดูแลบริษัทปองพลคอนสตัคชันของครอบครัวต่อ

   ปวินท์มีน้องสาวชื่อประภามนท์ น้องของเขาไม่ได้ช่วยงานบริษัทเพราะเปิดร้านให้เช่าชุดแต่งงาน ในขณะที่แม่ของเขาเกษียณตัวเองมาปล่อยเงินกู้ให้กับคนที่เดือดร้อน โดยส่วนตัวเขาไม่ชอบงานของแม่ แม้จะรู้ว่าแม่อยากช่วยทุกคนที่ลำบากยากไร้ แต่เรื่องเงินทองมันเป็นของบาดใจ นอกจากเสี่ยงถูกโกงแล้วก็ไม่แน่ว่าพวกลูกหนี้ตัวแสบของแม่จะสร้างความวุ่นวายอะไรอีก ตอนเดือดร้อนมาขอยืมเงินน่ะก็อ่อนน้อมดีหรอก แต่พอตอนไปตามทวงต้นทวงดอกฝั่งเจ้าหนี้กลับต้องเกือบเป็นฝ่ายที่ก้มลงกราบกราน

   “ไม่เสี้ยมกันสิครับเสี่ย แหม...เมียฉันออกจะใจดี จะมายุให้ตีฉันตั้งแต่วันแต่งได้ไง” เสียงเจ้าบ่าวดังขึ้นช่วยดึงความคิดของปวินท์ให้กลับมา ศาสวัตมองหาเพื่อนอีกคน “แล้วไหนไอ้ทัชล่ะ”

   “กำลังมา เดี๋ยวก็ถึง” ปวินท์พูดยังไม่ทันขาดคำทัชพลก็เดินเข้ามาในงาน ชายหนุ่มพยักพเยิดไปตรงทางเข้า “นั่นไง ตายยากชะมัด”

   “เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวภาษาอะไรวะ แต่งตัวกันนานฉิบ แล้วโผล่มากันแต่ละที สาวๆ ในงานสะกิดแขนกันแทบถลอก ขโมยซีนกันเห็นๆ นี่งานฉันนะโว้ย”

   “วันนี้ไม่มีใครหล่อเกินไปกว่าพี่ศาสหรอกค่ะ” สิรดาบอกเจ้าบ่าวของตัวเองอย่างอ่อนหวาน

   “ครูสิไปพูดงั้นเดี๋ยวมันก็ลอยหรอก” ปวินท์เย้า ก่อนเบนสายตามาที่เพื่อน “ส่วนแก...มีเมียแล้วจะหล่อให้ใครมองอีก ฉันสองคนยังโสดก็ต้องรีบกอบโกยเรตติงสิวะ เพราะก่อนนี้แกก็นำฉันไปตั้งไกล”

   “เสี่ย...ไม่เอาสิ นี่งานเพื่อนเอง ไม่แกล้งเพื่อนนะ เบาได้เบาก่อน เพื่อนอยากชิมน้ำผึ้งพระจันทร์ ไม่อยากหยอดน้ำข้าวต้มในคืนส่งตัว” เจ้าบ่าวที่เคยเขี้ยวเล็บแพรวพราวและมีอดีตรักกับสาวงามเกือบครบทุกอำเภอรีบเบรกเพื่อน ก่อนหันไปอ้อนเจ้าสาว

   “สิอย่าไปฟังมันนะ เสี่ยมันแกล้งพี่ ดีๆ แบบพี่ไม่มีอีกแล้ว ไอ้ทัชเป็นพยานได้”

   “นินทาอะไรฉันไอ้เจ้าบ่าว” ทัชพลเดินเข้ามาตบต้นแขนหยอกล้อเจ้าบ่าว แล้วส่งยิ้มทักทายเจ้าสาว “ครูสิสวยมากเลยครับ”

   “ฝีมือเจ๊หวีทั้งหน้า ทั้งผมเลยค่ะ”

   “โห...งานนี้เจ๊หวีกินเรียบตั้งแต่ต้นยันจบ” ทัชพลสรุปยิ้มๆ

   “ดีนะคะที่ยังมีพี่ปาล์มกับพี่ตรัยมาแบ่งรายได้ในส่วนของชุดแต่งงานกับช่างภาพ” เจ้าสาวบอก

   “ว่าไปถ้าคิดจะแต่งนี่ก็ไม่ยากเลยนะ เจ๊หวีมีครบ ทั้งหาคู่ แต่งหน้าทำผม ชุดบ่าวสาวก็ให้ไอ้ปาล์มจัดการพร้อมช่างภาพ เนี่ยครบครันขนาดนี้คุณเพื่อนทั้งสองไม่สนเหรอครับ ละทิ้งชีวิตโสดพร้อมโลดแล่นสู่วงการพ่อบ้านใจกล้าอย่างฉัน ปรึกษาเจ๊หวีในงานได้เลยนะ ไม่ต้องเสียเวลานั่งปัดทินเดอร์ เจ๊แกดูแลตั้งแต่วันแรกยันวันแต่งเลย”

   “นี่เจ๊หวีแบ่งค่าคอมมิชชันให้ด้วยหรือไง ชวนไม่หยุดเลยวุ้ย” ปวินท์แกล้งว่า

   “อะไรดี ศาสก็ว่าดี ไอ้ทัชแกสนใจไหมล่ะ” ศาสวัตยักคิ้วถาม

   “ผ่านฉันไปก่อน อย่าว่าแต่ปัดทินเดอร์ เวลากินข้าวยังหาไม่ค่อยเจอเลย เสี่ยไปป์โยนงานมาให้เหมือนไม่อยากให้ฉันคลาดสายตา”

   “อย่าบ่นน่า” คนโยนงานว่ายิ้มๆ

   ปวินท์กับทัชพลทำงานด้วยกันที่ปองพลคอนสตัคชัน บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ทรงอิทธิพลที่สุดในจังหวัด เนื่องจากงานบริหารดึงเวลาส่วนใหญ่ไปจนเกือบหมด ปวินท์จึงต้องมอบหมายให้ทัชพลคอยช่วยดูแลตรวจงานหน้าไซต์ คนภายนอกมักเข้าใจว่าทัชพลเป็นแค่ลูกจ้าง แต่แท้จริงแล้วชายหนุ่มผู้นี้มีหุ้นอยู่ในปองพลคอนสตัคชันเช่นกัน

   “ไม่ได้บ่น แค่บอกไอ้ศาสเฉยๆ ว่าฉันยังไม่พร้อมเข้าสมาคมพ่อบ้านใจกล้ากับมัน” ทัชพลแจกแจงแล้วแกล้งเอียงหน้ามากระซิบดังๆ กับศาสวัต “ทำไมแกไม่ลองกล่อมเสี่ยดีๆ ล่ะ เผื่อมีลุ้น”

   “พูดจนคอแห้งแล้ว สงสัยจะยังตัดใจจากรักเก่าไม่ได้ ก็นะรักแรกมันแยกยาก”

   เรื่องนี้ทำให้ปวินท์ถึงกับถอนใจเสียงดัง “อย่าพูดไป เดี๋ยวใครได้ยินเข้า หลินจะเสียหาย”

   “โอ๊ยยยยย ไม่มีใครกล้านินทาว่าที่ลูกสะใภ้นายก อบจ. หรอก ฉันได้ข่าวว่าแกเพิ่งประมูลงานที่โรงเรียนของพ่อครูหลินได้ไม่ใช่เหรอ ถามจริงเถอะยังมองหน้ากันติดอีกเหรอวะ” ศาสวัตสงสัย

   “ฉันแยกงานกับเรื่องส่วนตัวออกหรอกน่า เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว” ปวินท์ตัดบท แล้วกวักมือเรียกคนรักของน้องสาวให้มาช่วยบันทึกภาพ “ถ่ายรูปกันดีกว่า ตรัยมาถ่ายรูปให้พี่หน่อย”

   ปวินท์ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ทุกคนเชื่อว่าเขากับคนรักเก่าจากกันด้วยดี บางทีอาจเป็นเพราะท่าทางการแสดงออกของเขาด้วยกระมังที่ยังทำให้ทุกคนเข้าใจผิด คิดว่าเขายังเซื่องซึมเพราะถูกนลินสะบั้นรัก ความจริงเขาไม่เหลือเยื่อใยอาลัยอาวรณ์กับคนรักเก่าแล้ว แต่เขากับนลินรู้จักผูกพันกันมานาน ถึงความรักในแบบหนุ่มสาวจะปิดฉากลง ทว่าความเป็นเพื่อนยังคงมีอยู่

   ที่เขาไม่อยากเอ่ยถึงนลินไม่ใช่เพราะยังลืมไม่ลง แต่เขารู้สึกเกรงใจเจ้าสาวของเพื่อนมากกว่า อย่างไรเสียสิรดากับนลินก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน จะพาให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียเปล่าๆ

   ปวินท์เข้าใจว่าทุกคนห่วงใยและคอยเอาใจช่วย เรื่องของเขากับนลินเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง เพราะรักกันมาหลายปี ควงคู่ออกงานสำคัญระดับจังหวัดก็หลายหน ทุกคนทราบข่าวการเลิกราและพากันงุนงง เมื่อจู่ๆ เขาก็ถูกลูกชายนายกฉกชิงคนรักไป มันแน่นอนอยู่แล้วที่บรรดาทีมเสี่ยไปป์จะเจ็บแค้นขุ่นเคือง ปวินท์เองก็เสียใจที่รักษาคนรักเอาไว้ไม่ได้ แต่ในเมื่อนลินเลือกแล้ว เขาก็ต้องยอมรับการตัดสินใจนั้น

   คนเราโตๆ กันแล้ว เมื่อตัดสินใจทำอะไรก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้น นลินมีความจำเป็น แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่มีทางเลือก เขาพร้อมช่วยเหลือคนรักเสมอ แต่เป็นเธอที่เลือกทางอื่น ปวินท์จึงไม่คิดเหนี่ยวรั้งหรือนึกเสียดายอะไร ที่เขายังเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขายังทำใจไม่ได้ เขาก็แค่ขี้เกียจชี้แจงให้เรื่องมันยืดยาว ยังไงนี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาซึ่งทุกคนไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้

   แขกเริ่มทยอยเข้างาน ปวินท์กับทัชพลช่วยเจ้าภาพต้อนรับ ซึ่งแขกส่วนใหญ่ก็เป็นคนรู้จักและมีชื่อเสียงในจังหวัด ศาสวัตและสิรดาเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี ใครๆ ก็อยากมาร่วมยินดีด้วยกับทั้งคู่ ห้องจัดงานใหญ่ที่สุดจึงดูเล็กลงทันตา

   “ไหนไอ้ศาสมันบอกว่าเชิญแต่คนกันเอง” ทัชพลบ่นพึมพำ หยิบแก้วเครื่องดื่มส่งให้ปวินท์ สองหนุ่มหลบมายืนกันที่โต๊ะเครื่องดื่มและของทานเล่น

   “กันเองของมันก็เกือบทั้งจังหวัดนั่นแหละ”

   “งานแกฉันขอแนะนำให้ไปจัดที่สนามกีฬานะ กว้างดีจะได้ไม่อึดอัด”

   “ทำไมถึงคิดว่าฉันจะมีงาน ไอ้ปาล์มยังมีความใกล้เคียงมากกว่า” ปวินท์ตอบพร้อมจับตามองเพื่อนรักที่ชะงักมือไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มตามปกติ เขาแอบนึกสงสัยความรู้สึกของเพื่อนที่มีต่อน้องสาวมาสักพักแล้ว แต่ทัชพลก็ไม่เคยทำพิรุธอะไรให้จับได้ อย่างตอนนี้แม้กระทั่งน้ำเสียงก็ยังถูกควบคุมให้ราบเรียบ

   “ปาล์มจะแต่งงานแล้วเหรอ”

   “เปล่า ฉันพูดถึงความน่าจะเป็นเฉยๆ เพราะถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ปาล์มมีโอกาสได้แต่งมากกว่าฉัน” ปวินท์ยักไหล่บอกง่ายๆ

   เป็นเวลาเดียวกับที่สายตาของทัชพลมองฝ่าผู้คนไปตรึงอยู่กับรอยยิ้มสดใสของประภามนท์ หญิงสาวกำลังยืนคุยกับกลุ่มเพื่อน วันนี้เธอดูสวยจนเขาไม่อาจถอนสายตาได้รวดเร็วเช่นทุกครั้ง หากปวินท์ไม่ยิงคำถามต่อ ทัชพลก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองเผลอเผยความลับอะไรออกไปบ้าง

   “วันนี้น้องสาวฉันสวยนะ แกว่าไหมทัช”

   “อืม” สวยมาก...แต่ทัชพลไม่มีสิทธิ์ เต็มที่ก็ทำได้แค่มองแล้วเก็บมาชื่นชมอยู่ในใจเงียบๆ

   “พวกแกแอบมายืนส่องสาวอะไรกันตรงนี้ ไปช่วยฉันรับหน้าท่านนายกก่อน” เจ้าบ่าวปลีกตัวเดินมาตามด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน แต่ก็ช่วยให้ใครบางคนผ่านพ้นวิกฤต คำขอร้องของศาสวัตเหมือนระฆังดังช่วยชีวิตทัชพลที่กำลังถูกปวินท์ต้อนเข้ามุมเตรียมปล่อยหมัดน็อก

   ทั้งสามหนุ่มพากันไปยืนรอต้อนรับแขกคนสำคัญ กลุ่มของนายกครองวิทย์ ประกอบด้วยธนชิตลูกชายควงคู่มากับนลินว่าที่ลูกสะใภ้ ณิชมนลูกสาวคนเล็กที่มาเดี่ยวแต่ก็สวยเฉี่ยวสะกดสายตาคนทั้งงาน และเหล่าบริวารผู้ติดตามอีกนับสิบ บ่าวสาวพร้อมผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติ

   ตรัยกดบันทึกภาพแขกคนสำคัญ ก่อนที่ท่านนายกจะกล่าวทักทายอวยพรกับทางเจ้าภาพ ณิชมนที่หมายตาปวินท์ตั้งแต่แรกเห็นเปิดยิ้มหวานเดินปราดเข้ามาควงแขนขอถ่ายรูปคู่กับชายหนุ่มอย่างสนิทสนม แม้ว่าฝ่ายชายจะคอยระวังกิริยาไม่ให้ดูใกล้ชิดจนเกินไปนัก

   ศาสวัตเห็นแล้วก็อดหันมายิ้มกับทัชพลไม่ได้

   “ฉันว่านายกครองต้องวางแผนจะฮุบกิจการเสี่ยแน่ว่ะ ไอ้ทัชแกต้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเองให้ดีนะ ลูกสาวนายกนี่ท่าทางจะเป็นสายรุกที่แท้ทรู”

   “แกนี่นินทาระยะเผาขนเลยนะ” แม้จะค่อนข้างเห็นด้วยแต่ทัชพลก็ไม่อยากเอออวยให้ศาสวัตได้ใจ “แต่ควงกันมาเย้ยถึงที่ ครูหลินนี่ก็ไม่ธรรมดาจริงๆ”

   “เดี๋ยวฉันสั่งเด็กตัดสายเบรกรถมันเลยดีไหม” ศาสวัตเสนอ

   “แกจะเข้าหอหรือเข้าคุกล่ะ” ทัชพลย้อนถาม

   “เรื่องแค่นี้แกยังต้องถาม เลือกง่ายจะตายไป ยังไงฉันก็ขอนอนกอดเมียอยู่แล้ว”

   “งั้นรีบเชิญแขกเข้าโต๊ะเลย ยิ่งอยู่นาน ฉันยิ่งเหม็นขี้หน้าลูกชายนายก”

   “เออ เดี๋ยวจัดให้” ศาสวัตพยักหน้าสั่งเด็กนำทางแขกคนสำคัญไปที่โต๊ะ “เชิญท่านนายกตามสบายนะครับ ทางเราจัดเตรียมโต๊ะไว้ให้แล้ว เชิญครับ”

   “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” นายกครองวิทย์ยิ้มผ่านหน้าปวินท์ไป ตามติดด้วยธนชิตกับนลิน ปวินท์ยิ้มตามมารยาท ก็ไม่คิดว่าคู่กรณีจะมาหยุดอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มยิ้มเฉยไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรกับการเผชิญหน้าคนรักเก่า แล้วก็เป็นธนชิตที่เอ่ยขึ้นก่อน

   “เห็นหลินบอกว่าเสี่ยไปป์ชนะประมูลสร้างโรงอาหารที่โรงเรียนของคุณพ่อเขา ผมยินดีด้วยนะครับ คราวนี้ผมจะได้เลิกกังวลเสียที”

   “มีเรื่องอะไรต้องกังวลเหรอครับ” ปวินท์อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน

   “ก็ถ้าเสี่ยไม่ได้งานนี้ ผมคงจะกลายเป็นต้นเหตุ ทำให้เสี่ยชวดทั้งงาน ชวดทั้งหลิน”

   ทุกคนที่ได้ยินธนชิตพูดต่างชะงักและรอดูปฏิกิริยาของปวินท์ ใครๆ ก็ดูออกว่าลูกชายนายกตั้งใจพูดเยาะเย้ย แต่เสี่ยไปป์ของเพื่อนๆ ยิ้มบางตอบกลับอย่างสุภาพ

   “อย่าคิดอย่างนั้นเลยครับ ผมทำงานตรงไปตรงมา ถ้าได้ก็คือได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็แค่หางานใหม่” ปวินท์พยายามรักษาบรรยากาศ แต่ดูเหมือนเพื่อนรักทั้งสองของเขาจะไม่ให้ความร่วมมือ ศาสวัตและทัชพลขยับตัวแทบพร้อมกัน

   “ถ้าจำไม่ผิดผมเข้าใจมาตลอดว่าทางปองพลคอนสตัคชันประมูลสร้างโรงอาหารนะครับ ไม่ได้ประมูลชิงตัวลูกสาว ผอ.” ทัชพลเลิกคิ้วเบนสายตาคมกริบไปที่นลินแล้วถามยิ้มๆ “ใช่ไหมครับครูหลิน”

   “คุณชิตแค่พูดเล่นน่ะค่ะพี่ทัช ขอโทษนะคะพี่ไปป์”

   “หลินกับคุณชิตไปนั่งที่โต๊ะเถอะ ยืนตรงนี้คงไม่สะดวกนัก” ปวินท์ปลดมือของณิชมนที่คล้องแขนเขาออก “คุณนิดก็ไปนั่งเถอะครับ ผมยังต้องช่วยเจ้าภาพรับแขกอยู่ แล้วค่อยคุยกัน”

   “นิดช่วยพี่ไปป์รับแขกได้นะคะ”

   “อย่าเลยครับ พวกแขกผู้ใหญ่คุยไม่สนุกหรอก เชิญครับ” ปวินท์ชิงจังหวะที่เหลือบเห็นคนรู้จักเข้ามาพอดีจึงรีบผละไปต้อนรับ ณิชมนจึงจำใจเดินตามพี่ชายไปนั่งที่โต๊ะ

   “ศาสไอ้คนที่แกจะใช้ให้ไปตัดสายเบรกรถยังอยู่ไหม” ทัชพลถามอย่างโมโห

   “เป็นฟืนเป็นไฟเลยนะไอ้ทัช แกดูเสี่ยสิยังชิลล์อยู่เลย”

   “ฉันเกลียดหน้ายิ้มๆ ของลูกชายนายกครองจริงๆ มันไม่รู้หรือว่าพ่อมันยังต้องอาศัยฐานคะแนนจากทางเราอยู่” น้ำเสียงของทัชพลเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

   “พวกแกจะให้ฉันทำยังไงล่ะ หรือจะต้องหาคนไปช่วยตัดสายเบรกรถเพิ่ม” ปวินท์ถามเพื่อนทั้งสองและบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาได้ยินแผนร้ายที่ทั้งคู่สมคบคิดกันก่อนหน้านี้ “ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ พวกแกก็อย่าอินกันนักเลย”

   “เฮ้อ...” ศาสวัตและทัชพลถอนหายใจราวกับนัดกันไว้ ในเมื่อเจ้าทุกข์ยังไม่เดือดร้อน พวกเขาก็ไม่ควรอินอย่างที่ปวินท์ว่านั่นแหละ

   “พี่ศาส”

   เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ทั้งสามหนุ่มขยับตัว นายพิธีเดินเข้ามาซักซ้อมคิวกับบ่าวสาวเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นศาสวัตกับสิรดาก็แยกไปเตรียมตัวขึ้นเวทีเข้าสู่ช่วงพิธีการ

   ปวินท์กับทัชพลเดินไปนั่งโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ซึ่งต้องนั่งร่วมโต๊ะกับนายกครองวิทย์ ตอนปวินท์ไปถึงแม่ของเขากำลังคุยกับท่านนายกอย่างออกรส โดยมีเจ๊หวีนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มยกมือไหว้เจ๊หวี

   “สวัสดีครับเจ๊หวี”

   “สวัสดีจ้ะเสี่ย คุณทัช วันนี้เพื่อนเจ้าบ่าวสองคนหล่อจนสาวๆ ในงานเลือกไม่ถูกเลย”

   “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ พวกผมต้องยอมถอยให้เจ้าบ่าวก่อน” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ พลางนั่งลงข้างน้องสาว “ตรัยล่ะ”

   “รอถ่ายรูปบนเวทีค่ะ แล้วเพื่อนเจ้าบ่าวไม่ต้องขึ้นไปเหรอ”

   “ไม่ต้องหรอก นั่น...ดูคุยกันถูกคอนะ” ปวินท์คว้าแก้วน้ำขึ้นดื่ม

   “คุณนายปรารถนากำลังดีลลูกสาวนายกให้พี่แน่ะ”

   ชายหนุ่มเกิดอาการสำลักน้ำในปากอย่างกะทันหัน ประภามนท์ฉีกยิ้มหวานพร้อมกับยื่นกระดาษเช็ดปากให้พี่

   “หนูล้อเล่นน่า คุณนิดไม่แนวพี่ไปป์หรอก ขนาดแม่สื่ออย่างเจ๊หวียังแบ่งรับแบ่งสู้เลย” หญิงสาวมองเลยไปที่ทัชพล “เอ่อ...พี่ทัชคะ พอดีว่าเพื่อนหนูเขาจะตรวจรับบ้าน พี่ทัชว่างไหม”

   “เมื่อไรเหรอ”

   “สิ้นเดือนนี้ค่ะ พี่ทัชสะดวกไหมคะ”

   “เดี๋ยวพี่โทรบอกปาล์มอีกทีดีกว่า ขอกลับไปดูตารางงานก่อน” ถึงไม่ว่างทัชพลก็จะพยายามเคลียร์ตัวเองเพื่อประภามนท์

   “ขอบคุณค่ะ หนูขี้เกียจถามพี่ไปป์ เสี่ยงานยุ่งไม่ไหวเลย น้องขอความช่วยเหลือแต่ละทีก็รอไปเถอะ”

   “ไอ้ทัชมันก็ยุ่งพอๆ กับฉันนั่นแหละ เป็นแกหรอกมันถึงได้ทำเหมือนว่างให้” ปวินท์พูดจี้ใจดำเพื่อนรัก ขณะที่ประภามนท์แกล้งยักไหล่

   “หนูจะมีเส้นสายไว้ทำไมล่ะ ถ้าถึงเวลาจำเป็นแล้วพึ่งพาไม่ได้อ่ะ พี่ทัชไม่ใจดำกับน้องเหมือนพี่ไปป์หรอก”

   “คุยอะไรกันเสียงดัง ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่จะมาคุยแข่งได้ไง เสียมารยาทจริงๆ ไอ้พวกนี้”

   “แม่มีธุระของแม่ หนูก็ต้องมีธุระของหนูบ้างสิคะ” ประภามนท์ย้อนยิ้มๆ รู้ว่าแม่ไม่ถือสา

   “หนูปาล์มเมื่อไรจะมีข่าวดีล่ะ” ครองวิทย์เอ่ยถาม

   “คงอีกนานค่ะนายก ขอเก็บเงินสร้างตัวก่อน ช่วงนี้เริ่มมีงานเข้ามาก็ดีขึ้นหน่อยค่ะ ไม่งั้นหนูกับเจ๊หวีคงนั่งตบยุงอยู่บ้านกันอีกนาน” ประภามนท์กับเจ๊หวีมักจะรับงานร่วมกันเสมอ

   “พอเริ่มผ่อนปรนให้จัดงานได้ก็ค่อยยังชั่วนะ ธุรกิจหลายอย่างมันไปต่อได้ อย่างพวกงานบวช งานแต่ง คงได้จัดกันตามความเหมาะสม”

   “ใช่ค่ะ แต่คู่หนูคงต้องพักไว้ก่อน หนูยังไม่รีบค่ะ”

   “แล้วคู่คุณชิตกับครูหลินล่ะ ใกล้จะมีข่าวดีหรือยัง” คุณปรารถนาถาม สายตาพุ่งไปยังหญิงสาวที่เกือบได้มาเป็นลูกสะใภ้

   “เรายังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ค่ะ” นลินตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยผิดกับคนรัก

   “คงไม่นานหรอกครับ” ธนชิตสบสายตาท้าทายกับปวินท์

   “ยินดีด้วยนะครับ” นอกจากคำพูดนี้ปวินท์ก็ไม่รู้จะเอ่ยคำไหน ท่าทางธนชิตจะตามจองเวรเขาทั้งคืนแน่

   “แล้วเสี่ยไปป์ไม่คิดจะหาแฟนใหม่เหรอครับ เจ๊หวีก็อยู่นี่แล้ว ทำไมไม่ลองให้ไปทาบทามสาวใหม่สักคน น้องสาวผมก็ยังว่างนะ”

   “พี่ชิตก็...” ณิชมนทำท่าเอียงอาย แต่ก็ส่งสายตาหวานเยิ้มให้ปวินท์อย่างไม่หยุดหย่อน

   ปวินท์ยังคงรักษาสีหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม “อย่าเลยครับ ช่วงนี้ผมงานยุ่งจริงๆ จะทำให้เจ๊หวีกับคุณนิดเสียเวลาซะเปล่าๆ แค่นี้ทัชก็บ่นจนผมหูชาแล้ว”

   “แต่ถ้าเสี่ยไปป์ว่าง เจ๊ยินดีช่วยนะคะ” แม่สื่อยิ้มเจื่อนรีบเสนอตัวเพื่อหวังจะไถ่บาป เจ๊หวีไม่กล้าสู้หน้าปวินท์นัก เพราะรู้ว่าตัวเองมีส่วนทำให้ความรักระหว่างปวินท์กับนลินต้องพังลง และคนที่แนะนำนลินให้คบหากับธนชิตก็เป็นเจ๊หวีคนนี้นี่แหละ จากประสบการณ์แล้วเจ๊หวีเชื่อมั่นในสัญชาตญาณการเป็นแม่สื่อของตัวเอง ปวินท์กับนลินไม่ใช่คู่กัน แม้องค์ประกอบรอบข้างจะเหมาะสม แต่มองยังไงก็ไม่ใช่คู่อุปถัมภ์กัน

   “พิธีการเริ่มแล้วครับ” ทัชพลดึงความสนใจไปที่เวที ยุติบทสนทนาชวนอึดอัดไว้เพียงเท่านั้น

   พิธีการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แขกผู้ใหญ่ที่บ่าวสาวให้ความนับถือขึ้นเวทีกล่าวอวยพร ปิดท้ายด้วยการโยนดอกไม้ของเจ้าสาว ณิชมนชวนนลินและประภามนท์ไปแย่งช่อดอกไม้ แต่ฝ่ายหลังปฏิเสธ

   “หนูขอตัวไปช่วยตรัยก่อนนะคะ” ประภามนท์บอกกับคุณปรารถนา

   “หาอะไรให้ตรัยกินรองท้องบ้างนะ แม่เห็นเดินทั่วงานคงน่าจะหิว”

   “วิถีช่างภาพไงแม่ หนูไปนะคะ เดี๋ยวเสร็จงานแล้วกลับบ้านพร้อมกันนะ”

   “อืม...ไปเถอะ” คุณปรารถนาพยักหน้ารับรู้



   ตรัยลดกล้องในมือลงแล้วนิ่วหน้ามองหญิงสาวที่แทรกตัวเข้ามาบังเต็มหน้ากล้อง ประภามนท์ฉีกยิ้มจนตาหยีพร้อมกับยื่นจานขนมให้คนรักอย่างเอาใจ

   “แม่กลัวว่าที่ลูกเขยเป็นลมค่ะ เลยให้ปาล์มหาอะไรมาให้พี่ตรัยรองท้อง”

   “ไม่หิวหรอกจ้ะ ปวดฉี่มากกว่า”

   “อ้าว แล้วก็ทนอยู่ได้ ไปห้องน้ำสิคะ เอากล้องมา เดี๋ยวปาล์มถ่ายรูปต่อให้” หญิงสาวอาสา แบมือรอ นึกอยากจะดุตรัยสักที ไม่ใช่ว่าไม่มีเขาแล้วจะไม่มีคนถ่ายรูปเสียเมื่อไร ตรัยยังมีทีมงานของเขาอีกสองคนที่คอยถ่ายรูปเก็บตกอยู่

   “งั้นเดี๋ยวพี่มานะ ฝากหน่อย” ตรัยปลดสายกล้องที่คล้องคอออกแล้วส่งต่อไปให้หญิงสาว

   “เชื่อมือเถอะน่า กดถ่ายเป็นร้อยรูป ใช้ได้รูปเดียว”

   “เสียชื่อมีแฟนเป็นช่างภาพหมด”

   “ทำไงได้ล่ะ ถนัดเป็นนางแบบ ไม่ได้ถนัดถ่ายรูปนี่น่า”

   ตรัยหัวเราะ ขยี้ผมคนรักอย่างมันเขี้ยว ก่อนหลบฉากออกไป ช่างภาพหนุ่มเข้าห้องน้ำไปได้ครู่เดียว ก็มีเสียงเดินเข้ามาพร้อมคุยโวเสียงดัง เพราะเข้าใจว่าไม่มีคนอยู่

   ตอนแรกตรัยก็ไม่ได้ตั้งแอบใจฟังหรอก แต่พอมีชื่อของปวินท์ขึ้นมา เขาก็เลือกที่จะนั่งเงียบๆ ฟังคนข้างนอกคุยกันต่อ เขาก็อยากรู้ว่าลับหลังแล้วคนภายนอกจะนินทาสมาชิกบ้านปรานต์ปราณนต์ว่ายังไงบ้าง

   “แกเห็นหน้าไอ้เสี่ยไปป์ไหม ฉันสะใจชะมัด คอยดูเถอะถ้าน้องสาวฉันทำให้เจ๊ปิ๋มยอมยกขันหมากมาสู่ขอได้ ทุกอย่างก็เข้าล็อก”

   “แต่มันก็ยังมีน้องสาวอีกคนนะครับคุณชิต”

   “เฮ้ย ลูกสาวไม่เหมือนลูกชายหรอก น้องมันก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรกับบริษัทด้วย กำจัดง่ายนิดเดียว ถ้าปัญหามากนักฉันก็แค่เอามาทำเมียอีกคน คราวนี้สมบัติบ้านนั้นจะไปไหน ผลประโยชน์อีกมากมายที่จะตามมา”

   “แบบนั้นครูหลินจะยอมหรือครับ”

   “หลินไม่ยอม แต่พ่อเขายอม พ่อหลินยังต้องพึ่งพาครอบครัวฉัน ไม่งั้นเขาจะทิ้งไอ้ไปป์มาหาฉันเหรอ ถ้ากินรวบทั้งสองทางอนาคตการเมืองของพ่อฉันก็สดใส”

   “แล้วคุณชิตก็จะได้เป็นนายก อบจ.ที่หนุ่มที่สุด”

   “ส่วนพ่อฉันก็จะได้เป็นท่าน ส.ส.”

   สองคนประสานเสียงหัวเราะกันอย่างชอบใจ ตรัยนั่งกำหมัดแน่น จากคำพูดเขาพอจะเดาได้ว่าใครเป็นใคร ไม่คิดเลยว่าลูกชายนายกครองวิทย์จะมีแผนการสกปรกเช่นนี้ ส่วนตัวแล้วตรัยเคยเจอธนชิตและรู้สึกไม่ชอบสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองประภามนท์

   เขาคงต้องคุยกับปวินท์ เรื่องสำคัญอย่างนี้ยิ่งรู้เร็วเท่าใดก็ยิ่งหาวิธีป้องกันแก้ไขได้เร็วขึ้นเท่านั้น แม้สองตระกูลจะมีผลประโยชน์ร่วมกันแต่อย่างน้อยตรัยก็ต้องเตือนให้ปวินท์รู้ว่าครอบครัวนายกครองวิทย์ไม่หวังดีอย่างที่แสดงออกมา




บทสองมาแล้ววววววว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 09, 2020, 01:57:32 PM โดย รัญชิดา »

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 250
    • ดูรายละเอียด
แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 2 ผลงานเจ๊หวี (ต่อ)<<<
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2020, 02:00:05 PM »





   ตรัยมองหาปวินท์ แต่พี่ชายของคนรักไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ ตรงนั้นมีเพียงคุณปรารถนาและครอบครัวของนายกครองวิทย์ นลินก็เพิ่งกลับเข้ามานั่งที่เดิมไม่รู้ว่าครูสาวเดินออกไปไหน พอนลินนั่งลงไม่นานตรัยก็เห็นท่านนายกไหว้ลาคุณปรารถนาและพากันออกไปจากงาน

   ช่างภาพหนุ่มเลื่อนสายตาไปยังเวที งานฉลองเข้าสู่ช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้แล้ว พวกแขกผู้ใหญ่คนสำคัญก็ต่างทยอยกลับ ที่เหลือส่วนมากก็เป็นพวกเพื่อนพ้องของบ่าวสาว ปวินท์กับทัชพลยืนคุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางสนิทสนมกันมาก อาจเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน

   ตรัยล้มเลิกความคิดจะบอกเรื่องที่เพิ่งแอบได้ยินมากับพี่ชายของคนรัก เขาหมุนกายเดินเข้าไปหาประภามนท์แทน เธอคงรอให้เขาไปส่งที่บ้าน ส่วนเรื่องนั้นเอาไว้เหมาะๆ ค่อยคุยกับปวินท์เมื่อมีโอกาส

   “ปาล์มกลับบ้านกันเถอะ”

   “ไปค่ะ เจ๊ปิ๋มนั่งหาวแล้วมั้ง” ประภามนท์เกี่ยวแขนคนรักพากันเดินกลับไปหาคุณปรารถนา

   ถนนในเมืองค่อนข้างโล่ง ไฟถนนส่องสว่างตรัยขับรถด้วยความเร็วไม่มากนักและเมื่อเบี่ยงรถออกจากทางหลักเขาก็พบความผิดปกติบางอย่าง ช่างภาพหนุ่มลองเหยียบเบรกรถซ้ำๆ แต่ความเร็วยังไม่ลดลง ชายหนุ่มหรี่ตาหลบแสงไฟจากรถมอเตอร์ไซค์คันหลังสะท้อนเข้ามาในกระจก ประภามนท์ขมวดคิ้วมองคนรักอย่างสงสัย

   “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

   “แม่กับปาล์มคาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้นะครับ ผมไม่รู้ว่ารถคันหลังตามเรามาหรือเปล่า แต่จากความเร็วถ้าจะแซงไปก็แซงได้”

   ประภามนท์เหลียวกลับไปสบตากับแม่และมองเลยไปยังรถต้องสงสัยคันดังกล่าว “พวกไหน ทำไมต้องตามเรา”

   “พี่ก็ไม่รู้ แต่ข้างทางพอมีบ้านคนมันคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”

   “ตรัยขับรถต่อไป ในกระเป๋าแม่มีปืน” คุณปรารถนาบอกพลางดึงปืนพกกระบอกเล็กออกมาจากกระเป๋า

   “แม่! นี่อย่าบอกนะว่าพกปืนมางานแต่งพี่ศาสน่ะ”

   “ฉันก็พกไปทุกงานนั่นแหละ เจ้าแม่เงินกู้อย่างฉันไม่มีใครกล้ารับประกันความปลอดภัยหรอก ใครจะรู้บรรดาลูกหนี้ที่รักอาจจะชวนกันลงขันจ้างวานฆ่าฉันก็ได้ ตรัยขับไปเลย ถ้ามันมาไม่ดีแม่จัดการเอง”

   “แม่ครับ” น้ำเสียงของตรัยไม่สู้ดีนัก

   “มีอะไรอีกหรือเปล่า”

   “รถเราเบรกไม่อยู่”

   “คาดเข็มขัดกันหมดแล้วใช่ไหม” เมื่อลูกสาวและว่าที่ลูกเขยพยักหน้า คุณปรารถนาก็สั่งการต่อ “ข้างหน้าอีกไม่ไกลจะมีทุ่งนาอยู่โล่งๆ อยู่ พอถึงตรงนั้นตรัยก็หักรถลงไปเลย”

   “มันตามเรามาแล้วครับ” ตรัยเหลือบตามองหลังพร้อมเร่งความเร็วหนี เมื่อมอเตอร์ไซค์คันนี้เร่งความเร็วขึ้นมาตีคู่

   “พี่ตรัยระวังนะคะ”

   “แม่กับปาล์มจับแน่นๆ นะครับ” ตรัยเหยียบคันเร่งพยามยามพารถหนีไปให้ถึงจุดที่คุณปรารถนาบอก หางตาของเขาเหลือบเห็นคนที่ซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์เล็งปืนเข้ามา หากแต่คุณปรารถนาลดกระจกลงแล้วเปิดฉากยิงก่อน กระสุนของคุณปรารถนาทำให้วิถีการเล็งปืนของคนร้ายเปลี่ยนไป กระสุนปืนของมันถูกล้อรถแทนที่จะเป็นตรัยหรือคุณปรารถนา

   รถแฉลบเพราะแล่นมาด้วยความเร็ว ตรัยพยายามบังคับทิศทางของรถแต่มันเป็นอย่างยากเย็นเนื่องจากความเร็วและแรงเหวี่ยง วินาทีนั้นรถของเขาก็หมุนคว้างก่อนพลิกคว่ำหลายตลบ

   เสียงกรีดร้อง เสียงอุทานอย่างเจ็บปวดเงียบลง เมื่อรถตกลงไปในทุ่งนาด้วยสภาพที่ล้อชี้ขึ้นฟ้าและผู้โดยสารทั้งสามหมดสติติดอยู่ภายในรถ


มีเรื่องแล้วววววววววววว