ผู้เขียน หัวข้อ: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 4 หาเมียให้ผม<<<  (อ่าน 101 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 250
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 4 หาเมียให้ผม




   ปวินท์เลือกที่จะไปหาเจ๊หวีที่บ้านมากกว่าคุยธุระสำคัญที่ร้านเสริมสวยของอีกฝ่าย ร้านเสริมสวยก็เหมือนศูนย์รวมความพลุกพล่าน เขาไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้มากนัก และอยากให้เจ๊หวีแสวงหาผู้หญิงที่ตรงตามความต้องการเขามากที่สุด

   และทันทีที่เห็นว่าใครมาหา เจ๊หวีก็ตกใจหน้าซีดเสียยิ่งกว่าเห็นผีรีบเชื้อเชิญชายหนุ่มทั้งสองเข้ามานั่งด้านใน ปวินท์เดินตามคำเชิญเจ้าของบ้าน ทัชพลเดินรั้งท้าย

   บ้านของเจ๊หวีไม่ใหญ่มาก เป็นบ้านสองชั้นข้างบนเป็นไม้ ชั้นล่างก่อปูน ภายนอกปลูกดอกไม้ต้นไม้ร่มรื่นมาก ปวินท์คิดว่าเจ๊หวีคนนี้คงจะชื่นชอบดอกยี่โถมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มักมีต้นยี่โถคอยปลูกแทรกคู่กับต้นไม้ชนิดอื่น

   “เสี่ยกับคุณทัช นะ...นั่งก่อนนะ เดี๋ยวเจ๊จะไปหาน้ำมาให้”

   ปวินท์ไม่ทันจะห้ามเจ๊หวีก็เดินตัวปลิวหายเข้าไปด้านในแล้ว ชายหนุ่มสบตากับทัชพล ฝ่ายนั้นกำลังนั่งมองเขาอยู่ยิ้มๆ

   “อะไร” ปวินท์ถาม

   “ฉันว่าเจ๊หวีต้องคิดว่าเรามาทวงหนี้แหง ถึงได้ลุกลี้ลุกลนอย่างนั้น”

   “คิดจะทวงอยู่เหมือนกัน เผื่อแกจะได้มีแรงกระตุ้นเร่งหาเมียให้ฉันไวๆ”

   “จะเอาอย่างนี้จริงๆ เหรอ” ทัชพลไม่มีทางอื่น แต่ก็ไม่คิดว่าการมีเมียแบบปุบปับของปวินท์จะเป็นทางออกที่ดี

   “อือ...มันไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วนี่”

   “ก็ใช่แหละ” ทัชพลแกล้งถอนใจ “แต่ฉันยังไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจต้อนรับเพื่อนสะใภ้คนใหม่เลย”

   “หน้าฉันบอกว่าพร้อมมากงั้นสิ แกแค่เตรียมใจเจอเพื่อนสะใภ้ ฉันนี่ต้องเตรียมใจมีเมีย คิดว่าฉันหรือแกที่ควรตื่นเต้นมากกว่ากัน” ปวินท์ไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เขาไม่เคยอับจนหนทางขนาดนี้ แต่เพื่อล่อคนร้ายออกมาต่อให้ต้องเอาตัวเข้าแลกเขาก็ยอม

   ทัชพลหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ก่อนจะเม้มปากปิดสนิท เมื่อปวินท์มองมาตาเขียวปัด “ขอโทษที ขำดังไปหน่อย”

   “ฉันไม่ตลกนะโว้ย ชีวิตแม่ฉัน น้องฉันจะเป็นยังไง ถ้าเรายังหาตัวคนร้ายไม่ได้”

   คำพูดนั้นทำให้หน้าเกลื่อนยิ้มของทัชพลขรึมลง ก็จริงอย่างที่ปวินท์พูด ตราบใดที่คนร้ายยังลอยนวลคุณปรารถนากับประภามนท์ก็ยังคงตกอยู่ในอันตราย เพราะฉะนั้นเขาควรสนับสนุนให้เจ๊หวีหาเมียให้ปวินท์ได้ไวๆ คราวนี้จะได้วางแผนล่อคนร้ายให้ออกมา

   “มาแล้วค่า...” เจ๊หวีเสียงหวานมาแต่ไกล น้ำแดงเย็นชื่นใจสองแก้ววางลงตรงหน้าหนุ่มๆ ทั้งสอง “มัวช้าเพราะเจ๊หาที่เปิดขวดโซดาไม่เจอ แก่แล้วก็หลงๆ ลืมๆ แบบนี้ เสี่ยกับคุณทัชลองชิมน้ำแดงโซดาฝีมือเจ๊ดูสิคะ”

   “อันที่จริงไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ” ทัชพลบอกอย่างเกรงใจ

   “ไม่จ้ะ ไม่ลำบากเลย”

   ปวินท์ดื่มน้ำแดงโซดาของเจ๊หวี แล้วก็บังเอิญเหลือบไปเห็นน้ำแดงแบบเดียวกันบนหิ้งแม่นางกวัก ชายหนุ่มสำลักน้ำที่กำลังดื่มทันที นี่เจ๊หวีเห็นเขากับทัชพลเป็นรักยมหรือไง

   “เสี่ยเป็นไงบ้างคะ เจ๊ชงหวานไปเหรอ เดี๋ยวๆ รอเดี๋ยว เจ๊ไปเอาน้ำเปล่าให้” ทัชพลตบหลังเพื่อนที่ไอโขลกไม่หยุด ขณะที่เจ๊หวีรีบผละไปหาน้ำ

   รอบนี้เจ๊หวีกลับมาไวเพราะไม่ต้องเสียเวลาชงเหมือนน้ำแดงโซดา ปวินท์ยกขวดน้ำดื่มอักๆ ขับไล่ความหวานแสบคอ ไม่นานก็เริ่มหายใจคล่องขึ้นแม้ว่าปลายจมูกกับดวงตายังคงแดงอยู่

   “ผมดีขึ้นแล้วครับ ปกติไม่ค่อยได้กินหวานเท่าไร” ชายหนุ่มแก้เก้อ ก่อนกระแอมกระไอเตรียมเข้าประเด็น “ที่มาวันนี้”

   “เสี่ยมาทวงหนี้แทนเจ๊ปิ๋มใช่ไหม เจ๊รู้ว่าค้างจ่ายไว้หลายวันแล้ว แต่เจ๊ขอผัดไปอีกสักสองสามวันได้ไหม ลูกสาวเจ๊กำลังจะกลับมาคิดว่าน่าจะได้เงินมาให้พอจ่ายที่ค้างน่ะค่ะ” คุณกัญญาร่ายยาวขอความเห็นใจ

   “เรื่องหนี้ของแม่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมมาหาเจ๊ แต่ว่า” ปวินท์เม้มปากลังเลชั่วขณะ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจพูด “ที่มาวันนี้ผมมีอีกเรื่องที่อยากให้เจ๊หวีช่วย”

   “ช่วย” เจ๊หวีทวนคำพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เสี่ยอยากให้เจ๊ช่วยเรื่องอะไรเหรอ”

   “ผมอยากได้ผู้หญิงสักคน”

   “หือ” เจ๊หวีครางในลำคอ มองหน้าชายหนุ่มเขม็ง

   “ครับ ผมอยากได้ผู้หญิงสักคน” ปวินท์พยักยืนยันเสียงหนักแน่น

   “เอ่อ แล้วเสี่ย...อยากได้ผู้หญิงไปทำอะไรคะ” เจ๊หวีงงขั้นสุด

   ทัชพลรีบหันหน้าไปทางอื่น ก่อนที่จะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ต่างจากปวินท์ที่มีสีหน้าเข้มขึ้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธหรือเขินที่ต้องมาขอเมียกับเจ๊หวีแบบนี้

   “ผมรู้ว่าเจ๊เชี่ยวชาญด้านนี้ ผมต้องการใช้เมียแบบเร่งด่วนสักคน”

   “ไม่รีบไปหน่อยเหรอเสี่ย เมียนะไม่ใช่ราดหน้ายอดผักที่โทร.สั่งปุ๊บ แล้วให้ฟู้ดแพนด้ามาส่งปั๊บน่ะ”

   “แต่เจ๊หวีเป็นแม่สื่อที่ใครๆ ก็เชื่อถือ แค่หาเมียให้ผมสักคนคงไม่ใช่เรื่องยาก”

   “ผู้ชายอย่างเสี่ยน่ะหาเมียไม่ยากหรอก” เจ๊หวีส่ายหน้าพลางโบกมือว่อน “แต่ที่อยากบอกก็คือเสี่ยเข้าใจความหมายของแม่สื่อผิดไปแล้ว”

   “แม่สื่อไม่ใช่คนที่คอยจับคู่ให้ผู้ชายกับผู้หญิงได้ลงเอยกันหรอกเหรอ ดูอย่างคู่ไอ้ศาสกับครูสิสิ ทำไมเจ๊ยังทำให้เพื่อนผมมีเมียได้” คนร้อนเมียชักเริ่มไม่เข้าใจ เจ๊หวีจะลีลาไปไหน อยากได้อะไรก็บอกมา เขาหาให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละ

   ที่ปวินท์ยังไม่รีบเสนอค่าตอบแทนก็เพราะเจ๊หวีมีหนี้สินติดค้างแม่เขาอยู่ เขาจะรอดูว่าสุดท้ายแล้วเจ๊หวีจะดีจริงหรือจะฉวยโอกาสทำเนียนแล้วขอให้เขายกหนี้ให้

   “อันนั้นเขาเกิดมาคู่กันนะเสี่ย มันเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส เจ๊ก็แค่ตัวเชื่อมให้เขาได้เจอกัน ที่เหลือจากนั้นเป็นเขาสองคนที่ตัดสินใจกันเอง”

   “งั้นยิ่งง่ายใหญ่เลย เจ๊แค่แนะนำใครก็ได้สักคน เดี๋ยวผมทำให้เขาตัดสินใจเอง” เขาเชื่อว่าคงไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธเสี่ยไปป์หรอก ที่สำคัญเขาเตรียมข้อเสนอที่เธอผู้นั้นไม่อาจปฏิเสธได้ไว้ให้แล้ว

   “ที่เสี่ยต้องการ เจ๊ฟังยังไงก็ไม่เหมือนเมียนะ เหมือนผู้หญิงอย่างว่ามากกว่า เสี่ยอย่าโกรธที่เจ๊ต้องพูดตรงๆ”

   ปวินท์ถอนใจอย่างอึดอัด “ก็ถ้าเจ๊หาผู้หญิงดีๆ ให้ผมไม่ได้ ผู้หญิงอย่างว่าก็น่าจะจัดการง่ายดีนะ”

   ชายหนุ่มคงต้องกราบขอขมาวิญญาณปู่ย่าตายายที่ทำให้นามสกุลต้องมัวหมองด้วยการคว้าผู้หญิงหากินมาเป็นเมีย

   “เสี่ย...ใจเย็นๆ แล้วฟังเจ๊ก่อน” เจ๊หวีแตะหลังมือแขกหนุ่ม อธิบายเสียงเนิบนาบ “เจ๊เป็นแม่สื่อ หน้าที่ของเจ๊คือหาคู่ชีวิต แต่ที่เสี่ยบอกมานั่นไม่ใช่”

   “จะคู่ชีวิต คู่เวร คู่กรรม ผมไม่เกี่ยงหรอก ผมอยากได้เมีย เจ๊ก็แค่หาเมียให้ผม”

   “ไปป์” ทัชพลเตือนเสียงนุ่ม รู้ว่าปวินท์เครียดและหงุดหงิดจนแทบจะงับหัวเจ๊หวีอยู่แล้ว แต่บางเรื่องมันต้องค่อยๆ คุยกัน เขาส่งยิ้มให้เจ๊หวี “พอดีเสี่ยค่อนข้างใจร้อนน่ะครับ เจ๊คงไม่ถือสา”

   “เจ๊ไม่ได้อะไรหรอก แค่อยากบอกให้เข้าใจเท่านั้น เสี่ยบอกเจ๊ได้ไหม ทำไมรีบร้อนอย่างนี้”

   “เอาเป็นว่าเจ๊รู้แค่ต้องหาเมียให้ผมเท่านั้นพอ” ปวินท์สรุปสั้นๆ อย่างไรก็ไม่ยอมเปิดปากถึงต้นสายปลายเหตุ “ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเราสามคน ผมอยากให้มันเป็นความลับ และผมกับทัชจะไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหน นั่นก็หมายความว่าเจ๊ต้องไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ที่อื่นด้วยเหมือนกัน”

   “ถ้าเสี่ยอยากให้เป็นความลับ เจ๊ก็รักษาความลับได้” เจ๊หวีทำท่ารูดซิปปาก แม้จะมีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่ถ้าเสี่ยไปป์ไม่อยากให้ใครรู้ ทุกคนก็จะไม่รู้ “เรื่องที่เสี่ยอยากได้ผู้หญิงสักคน เจ๊จะพยายามมองหาให้ เสี่ยชอบผู้หญิงแบบไหนล่ะ”

   “ว่าง่าย”

   “ว่านอนสอนง่าย” เจ๊หวีช่วยแก้ให้

   ปวินท์พยักหน้าส่งๆ แล้วบอกสเปคเมียต่อ “ใจถึง”

   “หึ” คราวนี้คิ้วเรียวได้รูปของแม่สื่อเริ่มขมวด หรือเสี่ยจะมีรสนิยมผาดโผน

   “กล้าได้ กล้าเสีย และต้องมีทักษะด้านการแสดงนิดหน่อย”

   พอชายหนุ่มแจ้งความต้องการของตัวเองครบถ้วน บนหน้าเจ๊หวีก็มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด

   “นี่เสี่ยอยากได้เมียจริงๆ ใช่ไหม”

   “ก็ถ้าไม่อยากแล้วผมจะบากหน้ามาหาเจ๊หวีทำไม” ปวินท์ย้อนถามเสียงแข็ง ชักสีหน้าไม่พอใจ ทำไมเจ๊หวีขี้สงสัยนัก เขามาขอให้หาเมีย ก็แสดงว่าเขาต้องการเมียนะสิถามได้

   “อ่ะๆๆ เสี่ยอยากมีเมียเจ๊รู้แล้ว แต่เมียเสี่ยต้องมีทักษะการแสดงด้วยเหรอ”

   “เอ่อ...เสี่ยหมายถึงเรื่องการแสดงออกทางบุคลิกภาพน่ะครับเจ๊ ประมาณว่าสามารถออกงานสังคมได้แบบที่ไม่ทำให้เสี่ยขายหน้า เพราะว่าช่วงหลังๆ เสี่ยต้องออกงานสังคมบ่อยๆ น่ะครับ ถ้าได้คนรู้งานก็จะไม่ต้องมาเสียเวลาสอนกันใหม่” ทัชพลช่วยอธิบายเสริม

   “ครับ ตามที่ทัชบอก”

   “ขอเจ๊นึกดูก่อนนะ ว่าจะไปหาผู้หญิงแบบเสี่ยว่าได้จากตรงไหน” แม่สื่อครุ่นคิด

   จะว่าไปมันก็มีอยู่หรอก สมองของเจ๊หวีพลันนึกไปถึงสาวๆ ในคณะลิเกของพ่อกระต่ายขาว หลายนางหน่วยก้านเข้าเค้าตามที่เสี่ยต้องการ ไม่ใช่งานยากสำหรับเจ๊ แต่แปลกแท้อย่างเสี่ยไปป์เนี่ยไม่น่าจะมีรสนิยมชอบลิเกเหมือนกัน แหม...เห็นหน้าเข้มๆ แอบเป็นพ่อยกก็ไม่บอก

   “ถ้ามันจะขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งไป ผมก็ไม่เกี่ยง” ปวินท์บอกอย่างใจป้ำ

   “อันที่จริงเจ๊พอมีแหล่งหาเมียให้เสี่ยอยู่นะ แต่ขอเวลาให้ได้ไปลองทาบทามดูก่อน แล้วจะส่งข่าวบอกอีกที”

   “แบบนั้นก็ได้ครับ” สีหน้าของปวินท์ค่อยดีขึ้น แต่เขาใจร้อนเกินกว่าจะรอ เขาไม่ได้มีเวลามาเทียวไล้เทียวขื่อกับเจ๊หวีมากนัก ไหนจะงานของตัวเอง งานของน้องสาว แล้วยังต้องตามทวงหนี้ให้แม่อีก ดังนั้นเจ๊หวีจะต้องมีเดตไลน์ “แต่ผมรอได้แค่สามวันนะ”

   “อะไรสามวันคะเสี่ย”

   “สำหรับการทาบทามเมียให้ผมไง”

   “เสี่ย...” เจ๊หวีลากเสียงยาวไปยันปากซอย “นี่ใจคอจะไม่ให้ผู้หญิงเขาทำความรู้จักกับเสี่ยบ้างเหรอ”

   “ผมเชื่อว่าผู้หญิงครึ่งจังหวัดต้องรู้จักเสี่ยไปป์เป็นอย่างดี คราวนี้ก็อยู่ที่เจ๊หวีแล้วละว่าจะหยิบสุ่มมาถูกกลุ่มไหม” ชายหนุ่มหรี่ตามองหน้าแม่สื่อด้วยแววตาของราชสีห์เตรียมขย้ำเหยื่อ “และเผื่อเจ๊หวีอยากได้แรงกระตุ้นในการทำงาน ผมก็อยากทวนความจำให้เจ๊สักหน่อย คงยังลืมหรอกนะครับว่าเจ๊เป็นหนี้แม่ผมอยู่”

   “เรื่องนั้น...” เจ๊หวีเริ่มว้าวุ่น เมื่อเสี่ยหนุ่มพูดวนมาถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ จนได้

   “ผมรู้ครับว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ใครๆ ก็รายได้ฝืดเคืองกันหมด เงินทองมันหายาก แต่ถ้าเจ๊หาเมียให้ผมได้ภายในสามวันนี้ ผมก็จะแกล้งๆ มองผ่านบัญชีหนี้ของเจ๊ไป และหากเจ๊หาเมียได้ตรงตามสเปคที่ผมต้องการ ผมอาจจะพิจารณาโปรเสริมลดดอกพร้อมต้นให้เจ๊เป็นกรณีพิเศษด้วย สนใจไหมครับ” ข้อเสนอของปวินท์ยั่วยวนใจอยู่ไม่น้อย

   “แล้วถ้าเจ๊หาไม่ได้ล่ะคะ”

   “ง่ายนิดเดียว” เจ้าหนี้ยิ้มกว้างพลางยักไหล่ “ถ้าหาเมียให้ผมไม่ได้ เจ๊ก็เตรียมเงินสามแสนไว้ใช้คืนให้ผมแล้วกัน”

   “เสี่ย...”

   ปวินท์ยืดตัวเต็มความสูง ใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้ม ขณะเจ๊หวีผู้แบกหนี้อยู่สามแสนหมดแรงลุก เมื่อเสี่ยหนุ่มบอกว่าจะกลับ เจ้าของบ้านก็ได้แต่ยิ้มแห้ง

   “อีกสามวันเจอกันนะครับเจ๊”




   ทันทีที่เจ้าหนี้พ้นจากรั้วบ้านคุณกัญญารีบควานหาโทรศัพท์มากดหาลูกสาวเป็นอันดับแรก สัญญาณดังยาวๆ อยู่หลายรอบก่อนจะตัดเข้าระบบฝากข้อความ ลางร้ายชัดๆ จิตใจเจ๊หวีเริ่มระส่ำระสาย มือไม้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แค่เสียงโทรศัพท์ดังก็ทำเอาสะดุ้งโหยง

   “กีวี่ทำอะไรอยู่ลูก”

   “ขัดห้องน้ำอยู่แม่ แม่มีอะไรเหรอ อย่าบอกว่าจะโทร.มาขอตังนะ ตอนนี้หนูมีแต่หอยกับรอยยิ้ม”

   “เป็นสาวเป็นนางพูดจาน่าเกลียด แม่แค่จะโทร.มาปรับทุกข์”

   “โอ๊ยยย นี่หนูฟังผิดไปหรือเปล่าคะ อย่างคุณกัญญามีทุกข์กับเขาด้วยเหรอ ทำไมแม่อีกระต่ายผีพระเอกลิเกขวัญใจแม่มันประกาศเปิดตัวลูกเมียหรือไง” ลูกสาวโวยวายเพราะยังเคืองเรื่องที่แม่ของเงินกลางไลฟ์ไม่หาย

   คุณกัญญาของกรวีร์ค้อนขวับ “พ่อกระต่ายไม่ทำร้ายจิตใจแม่อย่างนั้นหรอก เสี่ยไปป์ลูกชายเจ๊ปิ๋มต่างหากล่ะ”

   “ทำไม เขาส่งแก๊งหมวกกันน็อกมาทวงหนี้แม่เหรอ หนูว่าแล้วไหมล่ะ ไอ้พวกเจ้าหนี้นอกระบบมันก็ต้องมาตะเภาเดียวกันทั้งนั้น”

   “ส่งแก๊งหมวกกันน็อกมา แม่จะไม่ว่าเลย แต่นี่เสี่ยดันมาเอง แถมยังขู่แม่ทิ้งท้ายอีก”

   “ข่มขู่กรรโชกทรัพย์มันก็คาแร็กเตอร์หลักเจ้าหนี้อยู่แล้วนี่แม่ ไม่เห็นแปลกตรงไหน ต่อไปถ้าแม่เบี้ยวหนี้ เขาอาจจะจัดหนักกว่าขู่ก็ได้”

   “แต่นี่เสี่ยไม่ได้แค่ขู่เฉยๆ ไง แม่ตายแน่ถ้าสามวันนี้ไม่มีเมียให้เสี่ยน่ะ”

   “หะ! เสี่ยให้แม่หาเมียให้”

   “ต้องได้ภายในสามวันด้วย”

   “บ้าบอ ถ้าไม่ของขาดจนหน้ามืดผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะยอมเป็นเมียใครก็ไม่รู้”

   “ก็นั่นล่ะสิ แม่น่ะเป็นแม่สื่อนะไม่ใช่แม่เล้า”

   “เขาก็คงมองว่ามันไม่ต่างกัน หนูเคยเตือนแม่แล้วนี่ว่าอาชีพแม่สื่อน่ะมันไม่ดี แม่ก็ไม่ยอมเลิกสักที ไอ้ที่เขาแฮปปี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าคนไม่ใช่คู่กัน อยู่กันไม่ยืด บาปกรรมน่ะมันจะตกมาถึงตัวแม่ แล้วเป็นไงล่ะสุดท้ายอาชีพแม่สื่อก็นำภัยมาให้แม่จนได้”

   “มันใช่เวลามาซ้ำเติมแม่ไหมล่ะ” คนเป็นแม่โอดครวญ

   “แล้วแม่จะไปหาเมียให้เสี่ยจากไหน”

   “ไม่รู้”

   “ว่าแต่เสี่ยแกไปคันไข่มาจากไหน ทำไมถึงอยากมีเมียจนตัวสั่นขนาดนี้ หรือหนูจะลองไปสมัครเป็นเมียขัดดอกของเสี่ยดูดีแม่”

   “แม่ไม่ขำด้วยนะ แล้วที่ว่าจะกลับบ้านน่ะ จะกลับเมื่อไร”

   “ว่าจะไลฟ์ขายหม้อหาทุนค่าน้ำนมแม่อีกสักรอบน่ะ แม่อย่ามาแจ้งหนี้หนูกลางไลฟ์อีกแล้วกัน หนูอายลูกค้า”

   “เออน่า คราวนั้นแม่ใจร้อนไปหน่อย”

   “หนูก็เห็นร้อนทั้งใจ ร้อนทั้งเงิน แล้วน้ำพริกที่แม่พรีออเดอร์ไปน่ะจะได้ของเมื่อไร หนูจะได้เอามาขายต่อทุน หวังว่าอีกระต่ายผีสุดที่รักของแม่จะไม่โกงกันนะ เพราะถ้ามันตุกติกละก็หนูบอกเลยว่าตายกันไปข้างหนึ่งแน่”

   “พ่อกระต่ายเขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า แต่กีวี่รีบกลับมาไวๆ ก็ดี เผื่อสามวันนี้แม่หาเมียให้เสี่ยเขาไม่ได้”

   “หนูก็บอกอยู่นี่ไง ถ้าแม่หาไม่ได้ หนูจะพลีกายไปขัดดอกให้”

   คุณกัญญาอยากจะร้องไห้โฮ “พูดอย่างนี้แม่ยิ่งรู้สึกผิด”

   “แม่จำให้แม่นๆ เลยนะ ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็มาจากอีกระต่ายผีของแม่ ถ้าม่ไม่มือลั่นไปพรีออเดอร์น้ำพริกมัน แม่ก็คงไม่ต้องมาเป็นหนี้ให้เสี่ยไข่สั่นนั่นบีบบังคับเอาแบบนี้”

   “แม่ผิดไปแล้ว”

   “หนูเอาใจช่วยแล้วกัน”

   “แม่ไม่อยากได้ใจช่วย แม่อยากให้หนูตัวเป็นๆ มาช่วยมากกว่า เสี่ยไปป์น่ะเห็นเงียบๆ แบบนั้นแต่เวลาปรายตามองมาแต่ละที แม่นี่ขนแขนสแตนด์อัปไปหมด”

   “ใครผูก คนนั้นก็ต้องแก้เอาเถอะแม่ หนูจะไปช่วยอะไรได้ จะพลีกายขัดดอกให้ แม่ก็ไม่ยอม”

   “ก็ถ้าบุญพาวาสนามีแม่ก็ไม่ขวางหรอก คนจะคู่กันได้มันต้องเกิดความยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย”

   “หนูก็ยอมอยู่นี่ไง อุตส่าห์เสนอตัวให้ขนาดนี้”

   “หนูแค่ต้องการประชด แม่รู้”

   “อ่ะ งั้นแม่ก็ไปเปิดตำราแม่สื่อหาเมียให้เสี่ยเถอะ เดี๋ยวหนูต้องช่วยเปรมแพ็กของส่งลูกค้าก่อน”

   ลูกสาววางสายไปแล้ว คุณกัญญาก็กลับมานั่งห่อเหี่ยว แต่เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นปลุกพลังชีวิตให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาราวกับได้ยาโด๊ป วันนี้พ่อกระต่ายขาวเล่นลิเกไลฟ์สด เอาละไหนๆ ก็คิดไม่ออก นอนดูลิเกแก้เซ็งพร้อมเล็งพวกนางรำในคณะให้เสี่ยดีกว่า




   สามวันผ่านไปไวราวกับติดจรวด ทว่าสำหรับคุณกัญญาแล้วมันกลับเป็นสามวันที่ยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกๆ เช้าก่อนจะเปิดร้านคุณกัญญาจะต้องแวะเยี่ยมเยียนบรรดาห้างร้านที่มีลูกสาว แต่เท่าที่ดูก็ไม่มีใครจะเหมาะกับเสี่ยไปป์เลยสักคน ยิ่งพวกผู้ใหญ่ด้วยแล้วยากมากที่จะยอมอนุญาตให้ลูกสาวหรือหลานสาวแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งภายในเวลาสามวัน แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะมีชื่อว่า นายปวินท์ ปรานต์ปราณนต์ ก็ตาม

   ส่วนแม่พวกนางลิเกของพ่อกระต่ายก็พึ่งพาไม่ได้เลย เห็นหน้าเด็กๆ แต่ดันชิงขึ้นสวรรค์ชั้นจัดวิวาห์เหาะกันหมดแล้ว ขืนตีมึนย้อมแมวขายให้เสี่ยไปละก็เจ๊หวีได้สิ้นชื่อแน่ แต่กระนั้นคุณแม่สื่อก็ยังไม่สิ้นลาย ถึงไม่ได้คนที่เหมาะสม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวเลือก เย็นวันนี้เจ๊หวีได้จัดการนัดแนะผู้หญิงไว้ให้เสี่ยพิจารณาแล้ว

   คุณกัญญาเหลือบมองเข็มนาฬิกาที่หมุนบอกเวลาเกือบสี่โมงเย็น ลูกค้าคนสุดท้ายเพิ่งทำผมเสร็จ เจ้าของร้านจึงตั้งใจว่าจะปิดร้านแล้วกลับบ้านเลย เพราะนัดให้ว่าที่เมียมารอที่บ้าน

   อันที่จริงสถานที่แรกพบนี่ก็ต้องเป็นอะไรที่มันโรแมนติกเสริมสร้างความประทับใจ แต่ดูท่าแล้วเสี่ยไปป์คงไม่เอาด้วย อยากจะได้แต่เมียๆๆ ย้ำอยู่นั่นล่ะ นี่ถ้าไม่เห็นแก่คำว่าโปรลดดอกพร้อมต้นละก็เจ๊หวีคนนี้จะไม่กระเสือกกระสนเลยให้ตายสิ!

   คุณกัญญากระทืบมอเตอร์ไซค์ในใจกระวัดคิดไปถึงผู้หญิงที่นัดไว้ แม่โฉมงามทรามสวาทตัวเก็งที่จะเป็นเมียเสี่ยไปป์ก็เป็นนางรำในคณะลิเกของพ่อกระต่ายนั่นแหละ นิสัยออกจะโหล่ๆ ไปหน่อย แต่ก็พอแก้ขัดได้ ที่สำคัญคือยังโสด ถ้าเสี่ยไปป์ชอบเธอก็จะยุส่ง แต่ถ้าไม่ บางทีเสี่ยไปป์อาจจะใจดีขยายเวลาให้แม่สื่อผู้ยากไร้คนนี้ได้มีโอกาสเฟ้นหาแม่เมียแก้วเมียขวัญของเสี่ยต่อไป

   แค่เลี้ยวมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน คุณกัญญาก็เห็นปวินท์ยืนกอดอกพิงรถรออยู่ ยังไม่ถึงเวลานัดแท้ๆ แต่พ่อคนร้อนเมียมารอแล้ว พ่อเอ๊ย...อะไรจะรีบร้อนปานนั้น

   “เสี่ย...มายืนรอตั้งแต่เมื่อไรคะนี่” คุณกัญญารีบจอดรถแล้วเดินเข้ามาหา

   “พอดีที่ไซต์งานไม่มีอะไรน่ะครับ เลยทิ้งไว้ให้ทัชดู”

   “เจ๊ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยจะมาก่อน ไปค่ะ เข้าไปนั่งในบ้าน คนที่เจ๊นัดไว้ให้ยังไม่มาเลย เสี่ยรอหน่อยนะ เดี๋ยวเจ๊ไปเอาน้ำมาให้”

   “เอ่อ...เจ๊ครับ”

   “อะไรเหรอ”

   “ผมขอน้ำเปล่านะครับ” ปวินท์รีบบอกเพราะไม่อยากแย่งน้ำแดงกับแม่นางกวัก ระหว่างรอชายหนุ่มก็เดินเลยไปที่ตู้โชว์ยืนมองรูปถ่ายที่ขยายอัดใส่กรอบ คงเป็นภาพครอบครัวของเจ๊หวี ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมา เจ๊หวีสมัยสาวๆ คงเปรี้ยวไม่เบา และเขาก็เพิ่งรู้ว่าเจ๊หวีมีลูกสาว ปวินท์กวาดสายตามองพัฒนาการของลูกสาวเจ๊หวีตั้งแต่แบเบาะจนกระทั่ง...

   “แม่!”









ใครมาาาาา
ตอนหน้าเขาจะเจอกันแล้วจ้าาาาาา
เสี่ยเห็นลูกสาวเจ๊หวีแล้วจะว่าไงน๊าาาาาา

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ ความเละเทะไม่ต้องพูดถึง จบแล้วค่อยเกลากันใหม่