ผู้เขียน หัวข้อ: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 5 แรกพบสบตา<<<  (อ่าน 26 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 250
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 5 แรกพบสบตา




   หญิงสาวที่วิ่งพรวดพราดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มค้าง เรียกความสนใจให้ปวินท์ละสายตาจากรูปและหันไปมองเธออย่างสนใจ สองสายตาสบประสานกันไม่ยอมหลบ เขามองเห็นความงุนงงสงสัยและไม่ไว้ใจจากเธอ ชายหนุ่มหมุนกายกลับมายืนเผชิญหน้ากันอย่างเต็มตัว เธอคนนั้นเอียงคอมองเขาพร้อมนิ่วหน้าใส่

   “คุณเป็นใคร”

   “แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เขาเห็นหัวคิ้วของหญิงสาวย่นเข้าหากันนิดหนึ่งก่อนคลายออก แล้วเธอก็เชิดหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม นิ้วเรียวชี้ลงพื้น ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

   “ฉันก็เป็นเจ้าของบ้านที่คุณกำลังยืนอยู่นี่ไง”

   “งั้นเหรอ”

   มุมปากปวินท์ยกขึ้นช้าๆ เขาไม่ได้ตระหนกตกใจกับสายตากล่าวหาของเธอเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ดวงตาคมกวาดตามองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า มองทรวงสาวที่พุ่งดันเสื้อยืดสีขาวจนเด่นชัด มองกางเกงยีนขาเดฟสีซีดที่แนบกระชับเรียวขา ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋าเป้ ผมยาวถูกรวบขมวดเป็นจุกง่ายๆ กลางศีรษะ มีบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาเคลียลำคอระหง แต่ก็ไม่ได้ดูเกะกะน่ารำคาญตาจนเกินไปนัก ภาพรวมก็นับว่าเป็นผู้หญิงที่มองได้เพลินตาดี มีชีวิตชีวา คล่องแคล่วปราดเปรียวสมเป็นสาวสมัยใหม่ที่ไม่เกรงกลัวใครทั้งนั้น เขาไม่ต้องการให้เธอศิโรราบกราบกรานอะไร แต่ไอ้ท่าทางหยิ่งๆ ไว้ตัวนั้น มันน่าหมั่นไส้ไม่หยอก

   “เท่าที่ฉันรู้มา ถ้าแม่เธอทำตามเงื่อนไขที่ฉันต้องการไม่ได้ บางทีบ้านหลังนี้อาจจะต้องเปลี่ยนเจ้าของ”

   “อย่าบอกนะว่าคุณคือลูกชายเจ๊ปิ๋ม”

   “อื้อ...มีวิธีทักทายเจ้าหนี้ที่ดีกว่านี้ไหมล่ะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วรอ

   ตุ้บ!

   กรวีร์ทิ้งกระเป๋าเป้ลงบนพื้นพร้อมฉีกยิ้มกว้างหวานจับใจ สองมือพนมไหว้ ย่อกายจนเข่าติดพื้นราวกับผู้ท้าชิงตำแหน่งนางนพมาศ

   “สวัสดีค่ะเสี่ยขา...”

   “อันนี้ก็นอบน้อมเกินไป ช่วยทำให้มันดูจริงใจหน่อยสิ” ปวินท์กอดอก หรี่ตามองรอยยิ้มแสแสร้งของเธออย่างรู้ทัน ซ่อนรอยยิ้มขบขันเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ลูกสาวเจ๊หวีนี่ก็บันเทิงดีแฮะ แค่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าหนี้เปลี่ยนสีเร็วยิ่งกว่าจิ้งจก

   “แหม...ระดับเสี่ยจะทักทายธรรมดาได้ไงล่ะคะ นี่ถ้าไม่เกรงใจฉันจะนั่งลงคลานเข่าเข้าไปกราบแล้ว”

   “ฉันไม่ใช่พระประธานในโบสถ์”

   “รู้ค่ะว่าเสี่ยไม่ใช่พระ ไม่งั้นจะมาตะแง้วๆ เร่งให้แม่ฉันหาเมียให้หรอกเหรอ”

   “เธอรู้” คิ้วเข้มขมวดคิ้ว ปวินท์จับได้ทันทีว่าเจ๊หวีผิดคำพูด ไหนวันนั้นบอกจะรูดซิปปากเป็นอย่างดีไงล่ะ

   “รู้สิ แล้วนี่แม่ฉันหาเมียให้เสี่ยได้หรือยัง”

   ชายหนุ่มพยักหน้ามองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าหนักแน่นจริงจังดังเรียกความสนใจ ทำให้คนฟังสะดุดหู

   “คิดว่าได้แล้ว”

   ยังไม่ทันจะได้ฟาดปากกันต่อคุณกัญญาก็เดินถือแก้วน้ำออกมา ทันทีที่เห็นว่าใครเป็นใครดวงตาของแม่สื่อก็เบิกกว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่าคนที่คุยกับเสี่ยจะเป็นลูกสาวของตน ตอนแรกได้ยินเสียงยังนึกว่าเป็นคนที่นัดไว้ ทำไมกรวีร์ถึงโผล่มาตอนนี้

   “กะ...กีวี่มายังไงลูก”

   “ก็แม่ไม่ใช่เหรอที่บอกอยากเจอหนู อีกอย่างหนูก็ถือโอกาสมาดูหน้าเจ้าหนี้ของแม่ด้วยไง” แม้หญิงสาวพูดกับแม่ แต่สายตาไม่คลาดไปจากใบหน้าของชายหนุ่มหนึ่งเดียวที่ยืนเด่นอยู่กลางห้องรับแขก

   “ฉันหล่อโดนใจเธอไหมล่ะ” ปวินท์เอ่ยถามหญิงสาวโดยที่รอยยิ้มยังคงไม่จางไปจากใบหน้า

   “อืม...ก็ถือว่าคุ้มกับค่าน้ำมันรถที่ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นขับรถกลับมา” กรวีร์หยิบเป้ขึ้นมาสะพายแล้วเดินเข้าไปหาแม่ “เห็นเสี่ยบอกว่าแม่หาเมียให้เขาได้แล้ว แบบนี้หนูก็ไม่จำเป็นแล้วสิ”

   “แม่กิ่งอ้อมาถึงแล้วเหรอ” คุณกัญญาถามพลางมองหาคนที่นัดไว้ แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า สั่งเพียงว่า

   “เจ๊โทร.ไปยกเลิกคนที่นัดไว้ได้เลยนะ เพราะว่าผมเจอคนที่เหมาะจะเป็นมาเมียผมแล้ว”

   “สะ...สะ เสี่ยเจอใครที่ถูกใจแล้วเหรอคะ” เห็นสายตาเจ้าหนี้ที่มองลูกสาวแล้ว คุณกัญญานึกเสียววันหลังวาบๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกว่าจะเค้นออกมาได้แต่ละคำก็แสนยากเย็น

   ปวินท์ทำปากบุ้ยใบ้ไปทางกรวีร์ แล้วว่า “ลูกสาวเจ๊ไหว้สวยดี แม่ผมคงจะชอบลูกสะใภ้มารยาทงามแบบนี้”

   “เสี่ย! เอ่อ...เจ๊ว่าค่อยๆ พูดจากันดีกว่า ถ้าเมื่อกี้ลูกสาวเจ๊ล่วงเกินอะไรเสี่ยไป เจ๊ขอโทษแทนลูกด้วย ลูกสาวกระโดกกระเดกไปหน่อย อย่าถือสาเลยนะ เสี่ยอย่าเพิ่งใจร้อนด่วนสรุป กินน้ำกินท่าให้ใจร่มๆ อีกสักประเดี๋ยวแม่กิ่งอ้อก็คงจะมาถึง” คุณกัญญาเอ่ยตะกุตะกัก ใบหน้าซีดเผือด แต่ยังพยายามประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้มันแย่ลงกว่าเก่า ในใจเฝ้าภาวนาให้คนที่นัดไว้มาถึงไวๆ ดูจากสายตาเสี่ยไปป์กับลูกสาวของตัวเองที่ต่างคนต่างจ้องไม่มีใครยอมใคร ทรงนี้เสี่ยน่าจะขอกีวี่ไปซ้อมมากกว่าจะเอาไปทำเมีย

   “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วแม่ก็อย่าขัดใจเสี่ยเลย หนูก็ไม่ได้ติดขัดอะไร แถมยังว่างงานพอดี” คำพูดของกรวีร์ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เสี่ยหนุ่มมองเธอยิ้มๆ

   “รู้ใช่ไหมว่าฉันให้แม่เธอหาคนไปทำอะไร” ปวินท์ถามย้ำเพื่อความมั่นใจพร้อมส่งสายตาท้าทายยั่วเย้าไปทางหญิงสาว เขาชอบอาการเลิกคิ้วสูงกับแววตามุ่งมั่นไม่ยอมอ่อนข้อของเธอชะมัด

   “แล้วฉันเหมือนอะไรที่เสี่ยต้องการหรือเปล่าล่ะ”

   “ก็ตรงสเปกประมาณสามในสี่ส่วน ถือว่าพอใช้แก้ขัดไปก่อนได้” ปวินท์ลูบคางพิจารณา ก่อนจะถามหญิงสาวว่า “สนใจอยากเป็นเมียฉันไหมล่ะ”

   “ก็ถือว่าเป็นคำขอแต่งงานที่ฟังดูฮาร์ดคอดี เอาสิ เป็นก็เป็นไม่เห็นจะยาก กำลังอยากได้เสี่ยเลี้ยงพอดี”

   “กีวี่! นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดล้อเล่นกันนะ แม่เตรียมผู้หญิงไว้ให้เสี่ยแล้ว”

   หนุ่มสาวตกลงกันได้ แต่คนที่เดือดเนื้อร้อนใจกลับเป็นคุณกัญญา เพราะรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จึงรีบหันไปดุลูกสาว
จับแขนเขย่าเรียกสติ

   “ไม่เอาน่า...แม่”

   มาถึงขั้นนี้กรวีร์ไม่ยอมถอยแน่ เธอไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วเสี่ยนี่ต้องการเมียไปทำอะไร แต่ถ้าเขาอยากได้เธอ เขาก็ต้องเตรียมตัวรับผลที่จะตามมาด้วย คนอย่างเธอกล้าได้กล้าเสีย ลองเป็นเมียเสี่ยสักทีน่าตื่นเต้นดีเหมือนกัน มันก็ใช่ว่าเธอจะเสียประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวที่ไหน เขาได้เมียส่วนเธอได้ใช้หนี้ให้แม่ วินๆ ทั้งสองฝ่าย

   “หนูไม่ได้ล้อเล่นสักหน่อย แม่ก็เห็นว่าเสี่ยกับหนูเข้ากันได้ดีแค่ไหน ไม่มีวาสนาไม่อาจพานพบ เบื้องบนคงกำหนดมาแล้ว แม่ก็อย่าทำให้ฟ้าผิดหวังเลยนะ ดูท่าหนูนี่แหละน่าจะเป็นคนที่ฟ้าส่งมาให้เสี่ย” หญิงสาวเลื่อนสายตาไปยังว่าที่สามีแล้วฉีกยิ้มกว้าง “คราวนี้เราก็มาตกลงเรื่องสินสอดดีกันดีกว่า”

   “เอาสิ ไหนๆ ฟ้าก็เป็นใจให้เรามาเจอ เธอคิดว่าจะเรียกสินสอดฉันสักเท่าไรดีล่ะ ต้องบอกก่อนนะว่าเราคงจะยังไม่จัดงานแต่งงานกันในเร็วๆ นี้ เพราะแม่กับน้องฉันยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล มันคงไม่สะดวกนัก แต่ฉันสัญญาว่าจะทำให้คนทั้งจังหวัดรับรู้ว่าเธอคือเมียฉัน”

   “แค่ไม่ให้ใครนินทาแม่ฉันว่าลูกสาวหนีตามผู้ชายไป ฉันก็โอเคตามนั้น เสี่ยจัดการได้เลย ส่วนเรื่องสินสอด” กรวีร์หยุดเพื่อหันไปมองเจ๊หวีที่เอาแต่ส่ายหน้าส่งสายตาห้าม หญิงสาวยิ้มปลอบพลางวางมือทาบลงไปบนมือของแม่ที่ยังเกาะแขนเธออยู่ กรวีร์ตัดสินใจบอกกับสามีในอนาคตอันใกล้อย่างตรงไปตรงมา “ฉันรู้ว่าเสี่ยไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่บังเอิญว่าฉันกับแม่เดือดร้อนมาก”

   “แจ้งยอดมาได้เลย”

   “อืม...อย่างน้อยว่าที่สามีหนูก็สปอร์ตนะแม่ ไปค่ะ ไปนั่งสวยๆ เรียกค่าตัวหนูดีกว่า” กรวีร์โอบเอวพาแม่ไปนั่งเป็นประธาน “เชิญนั่งค่ะเสี่ย”

   ทั้งสามนั่งเผชิญหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ยากเกินจะบรรยาย ความเงียบครอบคลุมห้องกว้าง ความเคร่งเครียดครอบงำจิตใจ มีเพียงไอน้ำเม็ดเล็กๆ ที่เกาะพราวข้างแก้วเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหวไหลลงสู่เบื้องล่างจนเปียกชื้นเป็นวง

   หากจะมีการทาบทามสู่ขอที่ลำบากใจที่สุดในชีวิตของแม่สื่อมือทองก็เห็นจะเป็นครั้งนี้ องค์ประธานอย่างเจ๊หวีเหมือนนั่งอยู่บนปากเหว จะยิ้มก็ไม่ใช่ จะร้องไห้ก็ไม่เชิง ครั้นจะห้ามลูกสาวก็ดูว่าเรื่องราวมันข้ามขั้นมาไกลเกินถอยหลังกลับ เสี่ยไปป์ไม่ยอมให้กีวี่ถอนตัวแน่

   “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิแม่ หนูกำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝา ได้สามีที่ฟ้าประทานมาให้ ไม่ใช่จะไปรบราฆ่าฟันกับใครสักหน่อย”

   กรวีร์ปลอบใจแม่ เธอเองก็ไม่ได้มั่นอกมั่นใจอย่างที่แสดงออกมานักหรอก ต่อให้จิตแข็งสักแค่ไหนก็ต้องหวั่นไหวกันบ้าง เธอกำลังจะต้องพลีกายใช้หนี้แทนแม่ โถ...นี่มันชีวิตรันทดของนางเอกนิยายชัดๆ ถึงมันเป็นการตัดสินใจชั่ววูบและบ้าระห่ำ แต่ก็เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยล้างหนี้ของแม่ได้อย่างหมดจด เธอหวังว่าแม่จะเข็ดและไม่ก่อหนี้สินใหม่อีก

   สุดท้ายแล้วกรวีร์อยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนเตือนสติแม่ จะรักใครชอบใครเธอไม่เคยว่าแต่อย่าไปทุ่มเทเปย์หมดหน้าตักจนตัวเองต้องเดือดร้อน มันไม่ใช่แค่แม่คนเดียวแต่ความเดือนร้อนนั้นมันลามมาถึงเธอด้วย ความรักบางครั้งต้องมีขอบเขต แม่จะต้องพึงระลึกไว้เสมอ เป็นเพราะน้ำพริกสามพันกระปุกนั่นทำให้ลูกสาวคนเดียวต้องยอมแลกความสุข ตกเป็นเมียขัดดอกของเสี่ยคนหนึ่ง หูย...ขนลุก! คิดแล้วน้ำเน่าชะมัด

   ถ้าหากไม่มีหนี้สามแสนทุกอย่างก็จะไม่เป็นแบบนี้ กรวีร์จะยังคงไลฟ์ขายหม้อสวยๆ ในโลกออนไลน์ ไม่ต้องกลับมาพลีกายใช้หนี้ ในเมื่อเธอเตือนดีๆ แล้วแม่ไม่หยุดเปย์อีกระต่ายผีนั่นสักที เธอก็ต้องเลือกใช้วิธีรุนแรงเชือดตัวเองให้แม่ดูแบบนี้แหละ

   หลังจากนี้เธอก็ต้องจับเข่าคุยกับว่าที่สามี ไอ้เรื่องจะเปลื้องผ้าเดินขึ้นเตียงน่ะไม่มีในหัวสักกะนิด กรวีร์ต้องจัดการปัญหานี้เพื่อความชัดเจนในชีวิต เธอไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจู่ๆ เสี่ยก็อยากมีเมียโดยไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง เธอกับเขาต้องเคลียร์กันแน่ รอให้อยู่กันตามลำพังก่อนเถอะ แม่จะเค้นให้คายความลับออกมาให้หมด ไอ้เรื่องสกิลความเผือกน่ะบอกเลยว่ากีวี่ไม่เป็นรองใคร

   กรวีร์กระแอมกระไอทำลายความเงียบด้วยการมุ่งประเด็นเข้าสู่ใจความสำคัญ “เรื่องค่าสินสอด”

   “กีวี่...แม่ว่า”

   “ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะครับเจ๊ เขามีสิทธิ์เลือกเท่าๆ กับผม”

   “จะเป็นไรไหมคะถ้าฉันขอให้เสี่ยยกหนี้ทั้งหมดให้แม่”

   “หนี้สามแสนนั่นน่ะเหรอ ได้สิ หลังจากเราจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้วฉันจะคืนสัญญาเงินกู้ให้”

   “เอ๊ะ! เราต้องจดทะเบียนกันด้วยเหรอ” เจอเงื่อนไขนี้ทำกรวีร์อึ้งไปเหมือนกัน อะไรที่ต้องผูกพันด้วยกฎหมาย ตอนจบมันมักจะจบไม่ง่ายอย่างใจนึก

   “เราไม่ได้จัดงานแต่ง ถ้าไม่จดทะเบียนกันให้ถูกต้อง เธอกับแม่คงเป็นขี้ปากชาวบ้านให้นินทากันสนุกซึ่งฉันไม่ชอบให้ใครมาว่าเมียกับแม่ยายของตัวเองลับหลัง และหลังจากเธอกลายเป็นสะใภ้ปรานต์ปราณนต์อย่างสมบูรณ์แล้ว ฉันจะจ่ายค่าน้ำนมที่เจ๊หวีเลี้ยงดูเธอมาอย่างดีอีกสองแสน หากวันใดวันหนึ่งที่เราหมดวาสนาต้องจบความสัมพันธ์กัน ฉันจะไม่ให้เธอเดินออกมาจากบ้านตัวเปล่า เธอจะได้เงินมาตั้งต้นชีวิตใหม่อีกห้าแสน”

   “ฉันจดแล้วหย่าเลยได้ไหม ห้าแสนเหนาะๆ”

   “ตลกมากไหม” ปวินท์ย้อนถามเสียงเครียด กรวีร์ยักไหลยิ้มกว้าง

   “ผ่อนคลายหน่อยเสี่ย เมียก็อยู่นี่ ไม่ได้หนีไปไหน ขำๆ น่า”

   ขณะที่ลูกสาวกับว่าที่ลูกเขยถกเถียงกัน เจ๊หวีกลับนั่งพึมพำนับนิ้วตามจำนวนเงินที่ปวินท์บอก แล้วรีบเอามือปิดปาก เบิกตากว้างมองว่าที่ลูกเขยตาไม่กะพริบ

   “หนี้สาม สินสอดสอง ขวัญถุงอีกห้า รวมแล้วหนึ่งล้าน!”

   “ตกใจอะไรละแม่ สองรายการหลังนี่เสี่ยเต็มใจเปย์ให้โดยที่หนูไม่ได้ร้องขอเลยนะ”

   “มันอาจจะฉุกละหุกไปหน่อย แต่ผมก็อยากให้แฟร์ๆ กันตั้งแต่ต้น ผมไม่คิดเอาเปรียบเจ๊หวีกับลูกสาว ถ้าเธอตกลงตามนี้และเจ๊ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงตรง เราไปเจอกันที่หน้าอำเภอ”

   กรวีร์มองผู้ชายตรงหน้าอย่างทึ่งจัด หลงคิดว่าตัวเองร้อนเงินจนหน้ามืดอยู่คนเดียว ที่ไหนได้ล่ะเสี่ยนี่ก็วอนท์เมียจนใจจะขาดเหมือนกัน เขาพร้อมขนาดที่จัดสรรปันส่วนเงินไว้หมดแล้ว คิดเผื่อไปถึงชีวิตหลังการหย่าร้างซะด้วย แหม...เล่นเปย์ไม่อั้นอย่างนี้แล้วจะไม่ให้เธอสงสัยได้ไง

   ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจมาถึง หัวใจของกรวีร์เต้นระทึกราวกับมีมือกลองมานั่งกระหน่ำตีอยู่ข้างในนั้น เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่พอคิดถึงค่าตอบแทนหักกลบลบหนี้กันแล้วก็ถือว่าคุ้มแหละ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกยาวรวบรวมพลัง

   “ตกลง พรุ่งนี้เจอกันหน้าอำเภอ”

   กรวีร์สบตากับปวินท์ ดวงตาของเขาราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่าง มันมีทั้งความท้าทาย ยั่วเย้าและอันตรายซุกซ่อนอยู่ ไม่ว่าเสี่ยคนนี้จะมีอะไรปกปิดไว้ เธอก็คงจะได้รู้ความจริงภายในเร็ววันนี้แหละ

   “ลูกสาวเจ๊หวีไม่ทำให้ผมผิดหวังจริงๆ” ชายหนุ่มออกปากชมด้วยรอยยิ้มพร่างพราว

   “เจ้าหนี้ของแม่ก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวังเหมือนกัน”



รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 250
    • ดูรายละเอียด
แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 5 แรกพบสบตา (จบ)<<<
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2020, 01:45:10 PM »
      หลังการเจรจาสู่ขอผ่านไปในที่สุดกรวีร์ก็มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับว่าที่สามีของตัวเอง ตอนที่เขาบอกว่าจะกลับแล้ว เธอรีบเสนอตัวออกมาส่ง โดยที่คุณกัญญาได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เพราะห้ามไม่ทันหรือห้ามทันลูกสาวก็คงไม่ฟัง

   หนุ่มสาวเดินเคียงคู่กัน ปวินท์ลดระยะก้าวเท้าให้สั้นลงเล็กน้อยเพื่อให้คนข้างๆ เดินตามทัน ดูเหมือนว่าลูกสาวเจ๊หวีจะยังไม่หมดข้อกังขาและเรื่องที่เธอยังค้างคาใจอยู่ก็ค่อนข้างเป็นส่วนตัวเสียด้วย ชายหนุ่มสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงเดินไปเรื่อยๆ รอคอยอย่างใจเย็น

   “นี่เสี่ย ไหนๆ เราก็จะร่วมหอลงโรงกันแล้ว เสี่ยไม่คิดจะถามชื่อหรือทำความรู้จักฉันอย่างเป็นทางการหน่อยเหรอ”

   “เธอคงไม่ได้ตามฉันมาเพื่อท้วงเรื่องนี้หรอกใช่ไหม...กีวี่” ปวินท์ยิ้ม เขาไม่จำเป็นต้องถามเพราะได้ยินเจ๊หวีเรียกชื่อลูกสาวบ่อยจนจำได้ขึ้นใจ ส่วนชื่อจริงเดี๋ยวตอนจดทะเบียนก็ได้รู้อยู่ดี ไม่เห็นต้องรีบร้อน “มีอะไรอยากถามก็ถามมาเถอะ”

   “เสี่ยจะตอบจริงดิ”

   “ขึ้นอยู่กับคำถามว่าตอบได้หรือเปล่า”

   “ฉันไม่ถามสมการพีทาโกรัสเสี่ยหรอกน่า รู้...ว่าคำนวนเก่ง” หญิงสาวก้าวไปยืนขวางหน้าทำให้ปวินท์ต้องหยุดเดินโดยอัตโนมัติ แล้วเธอก็โพล่งออกมา “เสี่ยต้องการเมียไปทำไม”

   “เอาไปส่งชิงโชคล่ะมั้ง” เสี่ยตอบกลั้วหัวเราะ แล้วย้อนถาม “เธอคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะที่ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งถึงอยากมีเมียขึ้นมา อย่าคิดซับซ้อนเลยน่า ฉันก็เป็นคนธรรมดาๆ ที่อยากจะมีครอบครัวเหมือนคนอื่น”

   “ท่าทางของเสี่ยมันไม่เหมือนคนอยากมีครอบครัวไงฉันถึงได้ถาม คนที่อยากสร้างครอบครัวเขาไม่เร่งแม่สื่อแบบเสี่ยหรอก มันร้อนรนเกินไป เหมือนต้องรีบใช้งาน”

   “อันที่จริงก็รีบใช้ในระดับหนึ่ง”

   “รีบใช้”

   “ก็ถ้าไม่มีเมีย ครอบครัวจะสมบูรณ์ได้ไงล่ะ” ปวินท์เห็นเธอขมวดคิ้ว “ทำไมหรือเกิดอยากเปลี่ยนใจขึ้นมาแล้ว”

   “ถ้าฉันเปลี่ยนใจขึ้นมาจริงๆ เสี่ยจะทำไง”

   “ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นแม่เธอต่างหากที่ต้องทำ”

   ดวงตาที่เคยเป็นประกายขบขันบัดนี้สงบราบเรียบราวกับทะเลที่กำลังก่อคลื่นลมพร้อมโบกพัดพายุใหญ่ ไม่มีรอยยิ้มรื่นรมย์บนใบหน้าหล่อเหลาอีกแล้ว ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนเห็นหนาวยะเยือก

   “ถ้าไม่อยากเป็นเมียฉัน ก็หาเงินสามแสนมาคืนกันแค่นั้นเอง ฉันไม่เคยบังคับใจใคร เธอก็เห็นว่าฉันแฟร์แค่ไหน เธอยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจได้ ตราบใดที่เรายังไม่จดทะเบียนกัน”

   กรวีร์แกล้งถอนใจร้องเฮ้อออกมาดังๆ “ก็ถ้ามีเงินสามแสน ฉันคงไม่ต้องอุทิศตัวไปขัดดอกหรอกค่ะคุณว่าที่สามี”

   “งั้นควรจบเรื่องนี้ได้แล้ว ในเมื่อฉันให้เลือก เธอก็ยังเลือกฉันเหมือนเดิม”

   กรวีร์รู้สึกสะดุดหูกับคำพูดนั้น เธอเลือกเขาที่ไหนกันล่ะ “แหม...เสี่ยนี่ใจกว้างเนอะ ทำอย่างกับว่าฉันมีทางให้เลือกเยอะแยะ”

   ปวินท์เห็นหญิงสาวเม้มปาก เมินหน้าหนีไปทางอื่น เขาอยากรู้ว่าอะไรกันที่คนกล้าบ้าบิ่นอย่างลูกสาวเจ๊หวีเป็นกังวล ในเมื่อตอนที่คุยกันสามคนก็ดูมั่นใจมาก ต่อปากต่อคำไม่ลดละ

   “อะๆๆ งั้นเรามาแนะนำตัวกัน ฉันเริ่มก่อน” ชายหนุ่มแกล้งพาดแขนโอบไหล่ บังคับให้เธอเดินไปพร้อมกัน

   นี่เป็นครั้งแรกที่รอมาเนิ่นนาน เฮ้ย! ไม่ใช่สิ เป็นครั้งแรกที่ถูกเขาบุกเข้าถึงตัว กรวีร์สะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อ ก้าวขาไม่ออก แต่วินาทีต่อมาก็ยอมโอนอ่อนเดินตามแรงรั้ง ปวินท์ยิ้มค่อนข้างพอใจกับปฏิกิริยาของเธอ ชายหนุ่มเริ่มต้นเล่า

   “ปวินท์ ปรานต์ปราณนต์ คือชื่อ สกุลจริงของฉัน ใครๆ ก็เรียกฉันว่าเสี่ยไปป์ ซึ่งฉันไม่ซีเรียสหากเธอจะเรียกฉันว่าเสี่ยไปป์หรือพี่ไปป์ตามน้องสาวฉันก็ได้ แต่อย่าจิกหัวเรียกผัวว่าไอ้ไปป์ก็แล้วกัน เสี่ยขาแบบเมื่อกี้ก็ไม่เอานะ ถือว่าฉันขอ ได้ยินแล้ว...บรื๋อ ขนลุก”

   เสี่ยขาของกรวีร์แสร้งทำท่าแขยงแขงขน หญิงสาวอมยิ้มไม่พูดขัด เงียบฟังเขาเล่าต่อ

   “ฐานะและหน้าที่การงานของฉันมั่นคงพอเลี้ยงเมียให้อยู่สบายๆ ได้ เธอไม่ต้องไปหิ้วถังปูนตากแดดหัวแดงเป็นแรงงานต่างด้าว เหมือนสมัยที่แม่กับพ่อฉันบุกเบิกปองพลคอนสตัคชัน”

   “โห...เฮียปองเคยใช้เจ๊ปิ๋มหิ้วถังปูนด้วยเหรอ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาตาโต พอเห็นประกายขบขันในแววตาก็รู้ตัวว่าโดนเสี่ยบ้านี่แกล้งเข้าแล้ว

   “เปล่า ฉันพูดให้มันดูเวอร์ไปงั้นแหละ”

   “ฮื้อ...” กรวีร์ทำเสียงขัดใจ นึกอยากจะฟาดหน้ายิ้มๆ นั่นสักผัวะ

   “ไม่เอาน่า ฉันเห็นเธอเครียดๆ ก็เลยอยากให้ผ่อนคลาย เป็นเมียเสี่ยไปป์ต้องสดใสร่าเริง” ปวินท์ขยิบตาใส่ “ฉันดูแลปองพลคอนสตัคชันกับทัชพล เพื่อนรักที่ฉันไว้ใจมากที่สุด ไว้เจอกันแล้วจะแนะนำให้รู้จักนะ ปองพลคอนสตัคชันเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของครอบครัวเรา ฉันเป็นโรคกระเพาะมันเป็นๆ หายๆ น่ะ อย่างอื่นก็ถือว่าสุขภาพแข็งแรง ไม่เสี่ยงโรคติดต่อร้ายแรงหรือกามโรค ถ้าเผื่อเธอจะติดใจเรื่องนี้ก็สบายใจได้ ฉันค่อนข้างจะหวงแหนความเป็นชายในระดับหนึ่ง ฉันไม่เล่นการพนัน ไม่สูบบุหรี่ ส่วนเหล้ามีบ้างเวลาที่ต้องออกงานหรือวาระพิเศษ คร่าวๆ ก็มีเท่านี้ รายละเอียดอย่างอื่นคิดว่าเราน่าจะต้องค่อยๆ เรียนรู้ศึกษากันไป คราวนี้ตาเธอเล่าบ้าง”

   กรวีร์อ้าปากค้าง “ฉันเหรอ”

   “งั้นสิ”

   หญิงสาวพบว่าว่าที่สามีของเธอเป็นคนที่เบี่ยงประเด็นเก่ง เขาสามารถพาตัวเองก้าวออกจากจุดวิกฤตและพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายไล่ต้อนเธอแทน ถ้าจำไม่ผิดก็ไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งถามเขาหรอกเหรอว่าอยากมีเมียไปทำไม แต่เขาก็พูดโยกไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ หลบหลีกได้อย่างชาญฉลาดและกำลังจะล้วงความลับของเธอในขั้นต่อไป

   กรวีร์ค้อนขวับ เสี่ยคนนี้ร้ายกาจชะมัด แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือทุกครั้งที่เขาพูดถึงปองพลคอนสตัคชันน้ำเสียงของปวินท์เต็มไปด้วยความรักและภาคภูมิใจ

   “ฉันชื่อกรวีร์ ชื่อเล่นคุณก็รู้แล้วนี่ ฉันก็เหมือนๆ คุณนั่นแหละ ต่างแค่ตกงานกับร้อนเงินนิดหน่อยก็เท่านั้น ช่วงนี้ก็อาศัยกำไรจากการขายหม้อทอดออนไลน์ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว” กรวีร์จบประวัติส่วนตัวอย่างรวดเร็ว

   “แค่นี้”

   “อื้อ” เธอพยักหน้า “ฉันมันโลว์โพรไฟล์ จะเอาอะไรมาเล่าเยอะแยะแบบเสี่ยล่ะ”

   “มีแฟนไหม”

   “สวยๆ แบบนี้จะโกหกว่าไม่เคยมีก็กลัวบาป แต่เสี่ยสบายใจได้ เพราะแฟนเก่าฉันตอนนี้มีลูกสองคนแล้ว”

   “สวยๆ แบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีใครกล้าทิ้ง เธอก็ดูฉลาด ทำไมถึงเลือกผู้ชายโง่ๆ มาเป็นแฟน”

   กรวีร์หัวเราะคิกคักที่เขาเลียนแบบคำพูดของเธอ เสี่ยนี่ปากคอเราะร้ายใช่เล่น “ถ้าแฟนเก่าฉันฉลาด เสี่ยก็พลาดได้ฉันเป็นเมียนะสิ คือ...จะนินทาแฟนเก่ายังไงไม่ให้เราดูร้ายดีล่ะ เป็นเพราะว่าฉันจนเลยโดนทิ้ง ไม่มีใครอยากได้ลูกสาวช่างทำผมไปเชิดหน้าชูตาหรอก มันไม่ส่งเสริมหน้าที่การงานสักเท่าไร”

   กระแสเสียงประชดประชันทำให้ปวินท์ยิ้ม ความโสดของเธอทำให้เขาสบายใจ ส่วนเรื่องฐานะก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา

   “โชคดีที่ฉันฐานะมั่นคงแล้ว รับรองว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ จะไม่เป็นปัญหากับชีวิตคู่ของเรา และเพื่อความสะใจเล็กๆ ฉันอยากแนะนำว่าต่อไปถ้าเธอเจอใครที่คิดดูถูกลูกสาวช่างทำผมอีกละก็เชิดใส่คนพวกนั้นได้เลยเพราะว่าสามีของเธอรวยมาก”

   “ฉันชักจะชอบเสี่ยขึ้นมาแล้วสิ สามีรวยมาก”

   กรวีร์หัวเราะชอบใจ ก่อนจะยิ้มอวดฟันขาวสะอาดเรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม เออเนาะ เป็นเมียเสี่ยมันดีแบบนี้นี่เอง แถมเสี่ยของเธอยังโสด ไม่ต้องไปเป็นเมียเก็บ เมียลับให้เมียหลวงมาลวงสังหารด้วย

   “ฉันขออะไรเสี่ยอย่างหนึ่งได้ไหม”

   “หลายอย่างก็ได้”

   หญิงสาวไม่อาจเก็บรอยยิ้มพอใจในความใจป้ำของเขา แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องตกลงกันให้รู้เรื่อง

   “ตลอดเวลาที่ฉันยังเป็นเมียเสี่ยอยู่ ถ้าเสี่ยอยากมีเล็กมีน้อย เสี่ยบอกฉันนะ อย่าทำหลบๆ ซ่อนๆ ฉันจะหย่าให้...พร้อมเงินชดเชยจากเสี่ยอีกห้าแสน”

   “โธ่เอ๊ย นึกว่าจะใจกว้าง”

   “แหม...ก็คิดซะว่าเป็นค่าสึกหรอ”

   คำพูดของหญิงสาวทำให้ปวินท์กวาดตามองทั่วเรือนร่างอย่างมีความหมาย ดวงตาชายหนุ่มฉายแววเจ้าชู้กรุ้มกริ่มชนิดที่คนถูกมองต้องรีบผลักมือเขาออกจากไหล่แล้วขยับหนีออกไปยืนห่างๆ ทั้งคู่เดินกันมาถึงรถของเขาแล้ว

   “อย่าห่วงเลยฉันใช้ของถนอมมือ รับรองว่าเธอจะไม่สึกหรอเพราะฉันแน่นอน” ชายหนุ่มกล่าวยิ้มๆ ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการอำลา “หลับฝันดีนะครับว่าที่ภรรยา พรุ่งนี้เจอกันหน้าอำเภอ อย่าหลอกฉันไปรอเก้อล่ะ”

   พูดจบปวินท์ก็เปิดประตูขึ้นรถ ขับออกไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนมองสุดสายตา




   ปวินท์ออกจากบ้านเจ๊หวีก็ขับรถตรงไปยังโรงพยาบาลซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที ปกติเลิกงานแล้วเขาก็จะมาเยี่ยมแม่กับน้องก่อนเข้าบ้าน แต่เพราะวันนี้เขามีธุระกับเจ๊หวีก็เลยมาดึกกว่าทุกวัน

   ประตูลิฟต์เลื่อนออกชายหนุ่มเดินตรงไปที่ห้องของแม่กับน้อง เคาะเบาๆ แล้วเปิดเข้าไป ในห้องมีทัชพลยืนเกาะเตียงของประภามนท์ ขณะที่เตียงของแม่มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหันหลังให้ พอได้ยินเสียงเปิดประตูเธอก็หันมามอง

   ปวินท์ชะงักไปนิด ไม่คิดว่าจะเห็นคนรักเก่ามาเยี่ยมแม่กับน้อง ตั้งแต่นลินตัดสินใจคบหากับธนชิต เขาก็ไม่เคยเห็นเธอไปไหนมาไหนโดยปราศจากเงาลูกชายนายกเลย พอเห็นเธอฉายเดี่ยวแบบนี้ก็นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย

   “หลิน” ชายหนุ่มยิ้มทัก “มาคนเดียวเหรอครับ”

   “ค่ะ” เจ้าของชื่อยิ้มตอบกลับมาอย่างอ่อนหวาน “หลินมาเยี่ยมปาล์มกับป้าปิ๋ม เห็นพี่ทัชบอกว่าพี่ไปป์ไปธุระ”

   “อ๋อ...ครับ”

   “เรียบร้อยดีไหม” ทัชพลถาม ปวินท์พยักหน้าอย่างรู้กัน

   “นัดเซ็นสัญญากันพรุ่งนี้ แกคงต้องเข้าบริษัทไปประชุมแทนฉันช่วงเช้า”

   “อืม...ได้สิ ว่าแต่ไม่มีปัญหาเลยเหรอ”

   “ราบรื่นกว่าที่คิด” ปวินท์ยิ้มอย่างสบายใจพลางเดินเข้าไปนั่งตรงกลางระหว่างเตียงแม่กับน้อง ชายหนุ่มจับมือแม่ขึ้นมาแนบแก้ม “วันนี้คุณนายปรารถนาอาการเป็นไงบ้างครับ”

   “อยากกลับบ้านแล้ว วันๆ เอาแต่นอนๆๆ น่าเบื่อ” คุณปรารถนาบ่นกับลูกชาย

   “ไม่เอาน่าแม่ รอให้หมอไล่ก่อนค่อยกลับ ขนาดปาล์มเกือบจะเป็นปกติแล้วหมอยังไม่ยอมให้กลับเลย”

   “เพราะพี่ไปป์สั่งหมอให้คุมตัวหนูกับแม่ไว้ต่างหาก”

   ปวินท์ยิ้มเฉยไม่ตอบ ที่ประภามนท์พูดมามันก็ใช่ อยู่โรงพยาบาลไม่ได้ไปไหน อึดอัดหน่อยแต่ก็ปลอดภัย ขืนได้กลับบ้านก็ต้องออกไปไหนมาไหนให้เป็นห่วงอีก รอให้เมียเขามาเบี่ยงความสนใจคนร้ายก่อน แม่กับปาล์มน่าจะขยับตัวทำอะไรได้ง่ายกว่าตอนนี้ที่ยังหน้าสิ่วหน้าขวาน

   “หลินมานานหรือยัง” ปวินท์ถามคนที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของเตียงแม่

   “นานแล้ว แม่ยังบอกให้กลับอยู่นี่ เดี๋ยวทางนู้นก็เป็นห่วง” ประภามนท์ตอบแทน

   “ตั้งแต่เกิดเรื่องหลินไม่เคยมาเยี่ยมป้าปิ๋มเลย มาแล้วก็อยากอยู่คุยด้วยนานๆ”

   “ไม่ได้หรอก” คุณปรารถนารีบขัดอดีตคนรักของลูกชาย “ครูมาอยู่นานๆ คนอื่นเขาจะว่าเอา วันหลังก็ชวนคุณชิตมาด้วยกันสิ จะอยู่นานเท่าไรป้าจะไม่ว่าเลย”

   “ช่วงนี้เขาไม่ค่อยว่างค่ะ” นลินสีหน้าไม่ดีนักเมื่อถูกถามถึงคนรักปัจจุบัน ครูสาวฝืนยิ้มและขอตัวกลับทันที “พี่ไปป์มาแล้วพี่ทัชก็มีเพื่อน งั้นหลินกลับก่อนดีกว่าค่ะ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่นะคะป้าปิ๋ม ปาล์ม”

   “จ้ะ ขอบใจมากนะที่ยังอุตส่าห์นึกถึงกัน” คุณปรารถนายิ้มส่ง รอให้ครูสาวออกไปพ้นจากห้องจึงระบายลมหายใจออกมายาวเหยียดจนประภามนท์ที่นอนอีกเตียงยังอดล้อไม่ได้

   “เมื่อก่อนไม่เห็นแม่อึดอัดกับครูหลินขนาดนี้”

   “ก็ตอนนั้นเขาคบกับพี่แก ไม่เหมือนตอนนี้ เขาไปเป็นลูกสะใภ้คนอื่นแล้ว ยิ่งเห็นหน้าแม่ก็ยิ่งเจ็บใจแทน ลูกชายแม่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าลูกชายนายก” คนพูดใส่อารมณ์เป็นเดือดเป็นแค้น

   “คนไม่ใช่ทำยังไงมันก็ไม่ใช่นะแม่ ทำใจเถอะ” ลูกสาวปลอบ และลูกชายพยักหน้าเห็นด้วย

   “ไม่มีวาสนา ไม่อาจพานพบ ผมกับหลินคงทำบุญกันมาเท่านั้น เลยหมดวาสนาต่อกันง่ายๆ” พูดแล้วปวินท์ก็นึกแปลกใจที่เขาจดจำคำพูดของว่าที่ภรรยาได้อย่างแม่นยำ

   “แล้วแม่จะได้เจอผู้หญิงที่มีวาสนากับลูกชายของแม่วันไหน”

   ดวงตาของปวินท์อ่อนแสงลง นึกถึงภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่ไหว้ย่อจนเข่าติดพื้นแถมยังต่อปากต่อคำกับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ กรวีร์ดูไม่น่าจะใกล้เคียงกับคำว่าวาสนาพามาเจอ แต่พอคิดถึงเธอขึ้นมาชายหนุ่มก็เผลอยิ้มกว้างตอบกลับแม่ไปอย่างไม่ลังเล

   “พรุ่งนี้ครับ”



เสี่ยแกน่าจะติดใจในตัวภรรยาอยู่บ้าง
แหม่ จำคำพูดได้เป๊ะขนาดนี้ โดนกีวี่ตกแบบไม่รู้ตัวหรือเปล่าคะเสี่ยยยยยย

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ จบแล้วค่อยเกลากันใหม่