ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ 1/1  (อ่าน 527 ครั้ง)

มะยม

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 107
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ 1/1
« เมื่อ: กันยายน 03, 2020, 12:47:59 PM »


บทนำ



รถซาเล้งบรรทุกของเก่ามุ่งหน้าตรงเข้าวัดตามเวลาเดิม ๆ พร้อมเสียงดังก็องแก็ง ๆ ของกระป๋องและขวดที่เก็บมาก่อนหน้ากระทบกันดังตลอดทาง เป็นเสียงที่คุ้นชินสำหรับตามิ่ง ชายชราในวัยใกล้เจ็บสิบ กับเด็กชายหญิงที่กำลังเจริญเติบโตที่ต้องออกมาคุ้ยเขี่ยถังขยะหาของเก่าไปขายทุก ๆ วัน

“ตาจ๋า ทำไมวันนี้วัดมีคนเยอะจัง” เด็กหญิงวัยแปดขวบนั่งเบียดมากับของที่หาได้ร้องถามพลางยกมือปัดผมที่ปลิวมาปิดหน้าปิดตาออกเพื่อมองสิ่งที่ตนกำลังสนใจ “คนแต่งตัวสวย ๆ ทั้งนั้นเลยตา”

“เขากำลังแห่นาคเข้าวัดน่ะ” ตามิ่งตอบเสียงเรียบ ตามองไปที่เป้าหมาย ใบหน้ายับย่นยิ้มบาง ๆ กับขยะที่ล้นออกมานอกถังมีมากกว่าปกติหากวันไหนทางวัดมีการจัดงาน

“หนูอยากเห็น เราเข้าไปดูได้ไหมตา”

เสียงแจ้ว ๆ ยังคงถามต่อตามประสาคนขี้สงสัย แต่คำถามนี้สร้างความรำคาญให้กับคนที่มาด้วยอย่างนัท

“ไม่ต้องไปหรอก เสียเวลา”

“โถ้...” กรดาหันมาเบ้ปากใส่เด็กชาย ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังตามิ่ง “ไอ้พี่นัท ชอบขัดตลอด”

“อย่าทะเลาะกัน เขาก็แค่แห่นาคเข้าโบสถ์เฉย ๆ ไม่มีอะไรน่าดูหรอก”

“รีบไปเก็บขวดก่อนดีกว่าตา จะได้มีเวลาไปที่อื่นต่อ” นัทออกความเห็นอย่างไม่ใส่คนที่แลบลิ้นให้

เด็กหญิงก็แบบนี้ ขี้งอนแต่แค่แปบเดียวก็พูดเจื้อยแจ้วราวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกัน

“แบบนี้ทุกที”

ตามิ่งหัวเราะใส่น้ำเสียงเง้างอนของหลานสาว

“เอาไว้เสร็จงานแล้วตาจะซื้อลูกอมให้กิน”

“เย้...”

“ฟันผุอย่างกับหนูแทะยังจะให้กินอีกหรือตา”

“เอ๊ะ!” เด็กหญิงหันมามองค้อนคนร้องขัด “เบื่อไอ้พี่นัท”

ตามิ่งหัวเราะพลางสอน “เบื่อกันไม่ได้นะ มีกันอยู่แค่นี้ต้องรักกันไว้”

“ก็ไอ้พี่นัทชอบแกล้ง ชอบขัดใจหนูตลอด”

“ไอ้นัทมันเป็นห่วงเอ็ง แต่มันพูดหวานไม่เป็นก็แบบนี้แหละ ไป ๆ รีบทำงานเถอะ เดี๋ยวคนอื่นจะมาเก็บเอาไปเสียหมด”

ตามิ่งสรุปแล้วพาเด็กทั้งสองตรงไปยังกองขยะที่หมายตา ไปถึงก็ต่างช่วยกันรื้อค้น เก็บข้าวของที่ขายได้จนหมดตามิ่งก็พาหลาน ๆ ขี่ซาเล้งกลับบ้าน เพื่อพักกินข้าวเช้าก่อนจะมาช่วยกันคัดแยกของเก่าไปขายให้ได้เงินมาใช้ในวันต่อ ๆ ไป อาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องสามชีวิตให้อยู่รอดมาได้หลายปี



มอเตอร์ไซค์ซาเล้งขี่มาจนถึงปากซอยทางเข้าบ้านเช่า ซึ่งเป็นห้องแถวไม้ที่เก่าทรุดโทรม ชายชราในวัยเกือบเจ็บสิบก็ต้องกระตุกคิ้ว แล้วเพ่งตามองเบื้องหน้า จนแน่ใจว่ารถเก๋งคันหรูที่จอดอยู่ตรงหน้าบ้านนางชื่นเป็นของใคร ตามิ่งก็ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย พร้อม ๆ กับชะลอความเร็วของรถเพื่อเลี้ยวจอดข้างทาง

“ตาจอดรถทำไม” นัทที่นั่งซ้อนท้ายชะโงกหน้าถาม แต่ชายชรากลับล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรสีแดง ๆ มายื่นให้

“เอ็งพาน้องไปซื้อกับข้าวก่อน อยากกินอะไรก็ซื้อมา”

“เรากินกับข้าวเก่าของเมื่อวานก็ได้นี่ตา เอาตังค์ไปซื้อยาดีกว่าไหม ตาปวดหลังอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“เออน่า ไปซื้อกับข้าวมาเถอะ ตาจะไปรอที่บ้าน”

“ซื้อแถว ๆ นี้แล้วเข้าบ้านพร้อมกันดีกว่านะ” นัทพูดพลางมองหาร้านขายกับข้าว “นั่นไง ซื้อร้านข้าวแกงตรงนั้นก็ได้”

“ไม่เอา ๆ พาน้องเข้าไปหาดูในตลาดดีกว่า เผื่อน้องอยากกินอะไรแปลก ๆ จากเดิมก็ซื้อมา”

“แต่ว่า...”

“เอาอย่างที่ตาบอกนี่แหละ ไป ๆ ไอ้ดาลงมา ๆ ไปซื้อของกับพี่เขา แล้วอย่าวิ่งซนให้รถเฉี่ยวชนเอาซะล่ะ” ตามิ่งลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาหาหลานสาว

“ซื้อกับข้าวอะไรดีล่ะ” กรดาร้องถาม

“อะไรก็ได้ที่พวกเอ็งอยากกิน แต่เอ็งห้ามดื้อกับพี่เขานะ”

ตามิ่งดึงหลานสาวลงจากซาเล้ง มายืนบนฟุตบาธ

“มาสินัท พาน้องไปตลาด”

ตามิ่งเรียกคนที่ยังยืนมองตนด้วยสายตาที่ห่วงใย เสมือนเป็นตาหลานกันจริง ๆ อีกทั้งยังมีความรักความผูกพันมาให้มากมายทั้ง ๆ เด็กชายคือคนที่เพิ่งพามาอยู่ด้วยไม่กี่ปี อาจเพราะพบกันในวันที่เด็กน้อยกำลังลำบาก ไร้หนทางไปเพราะถูกผู้ใหญ่หลอกมาปล่อยทิ้งกลางทาง การยื่นมือเข้าช่วยวันนั้นคงทำให้นัทฝังใจ และกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย และยังพึ่งพาได้อีกด้วย แต่นิสัยโดยรวม นัทก็ยังเป็นคนแข็งกระด้าง คงเพราะต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง และถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก

“ตาอยากได้อะไรไหม ผมจะได้ซื้อมาให้”

“เอาที่พวกเอ็งอยากกินก็แล้วกัน”

“งั้นผมจะรีบไป รีบกลับนะตา”

“ไม่ต้องรีบก็ได้ พาน้องเดินเล่นสักพักค่อยเข้าบ้าน แล้วอย่าไปมีเรื่องทะเลาะกับใครเขาล่ะ”

“รู้แล้วล่ะน่า ตาบอกบ่อยจนผมท่องได้แล้วว่าไม่ชอบให้เป็นนักเลง ว่าพวกนักเลงนิสัยไม่ดียังไง”

“เออ ๆ รู้แล้วก็ไปซะ” ตามิ่งโบกมือไล่ “ไอ้ดา เอ็งก็อย่าดื้อกับพี่เขาน่ะ”

“จ๊ะตา ไปเดินเล่นในตลาดกันเถอะ”

กรดาฉุดแขนนัทให้ทำตามที่ตามิ่งบอก เด็กชายที่ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มยังยืนมองตามหลังรถซาเล้งที่ขับออกไปด้วยความแปลกใจ ที่จู่ ๆ ชายชราผลักไสให้ไปตลาดทั้งที่เพิ่งขี่รถผ่านเมื่อกี้ก็ไม่เห็นจะว่าอะไร

“มาสิไอ้พี่นัท เร็ว ๆ”

นัทเหลียวมองกรดา ก่อนยอมเดินตามแรงฉุดเพราะเสียงร้องเซ้าซี้ที่จนเขาชักจะเริ่มรำคาญ



เด็กทั้งสองเดินเลาะมาตามฟุตบาธ ผ่านอาคารพาณิชย์ที่ถูกปล่อยร้าง นัทก็ให้กรดานั่งรอ

“เค้าอยากเข้าไปตลาดด้วย” เด็กน้อยทำหน้างอง้ำ

“รอตรงนี้แหละ พี่จะรีบไปรีบกลับ” เขาไม่อยากให้กรดาเข้าไปในตลาดด้วย เพราะนอกจากจะอยากได้นั่นได้นี่ แล้วยังทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม เพราะความอยากรู้อยากเห็น

“แต่ตาบอกให้ไปด้วยกันนี่”

“เถอะน่า พี่บอกให้รอก็รอสิ เดี๋ยวซื้อลูกอมมาฝาก”

“จริงนะ”

“อื้อ แต่รอตรงนี้ห้ามไปไหน”

“ก็ได้ ๆ คนอะไรเอาแต่สั่ง ๆ ๆ” เด็กหญิงเลิกเซ้าซี้ แต่นั่งบ่นปากขมุบขมิบ

นัทได้ยินแต่ไม่รับรู้ มุ่งเดินเข้าตลาดสดเพื่อซื้อหาอาหารกลับไปกินที่บ้านตามคำสั่งของตามิ่ง



“กลับไปซะ”

ตามิ่งไล่เสียงเขียว ไม่อยากแม้จะมองหน้าลูกสาวคนเดียวที่ทอดทิ้งหลานตนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่หลายปี

“พ่อไม่อยากเจอฉันก็ไม่เป็นไร แต่รับเงินนี่ไว้เถอะนะ หลานจะได้สบายมากกว่านี้”

“กูอยู่สุขสบายดี เงินสกปรกของมึงกูไม่อยากได้”

“โธ่พ่อ!”

กิ่งแก้วอ่อนใจกับทิฐิของบิดา ที่ไม่ยอมใจอ่อน ให้อภัยตนทั้ง ๆ ที่สำนึกผิดแล้วทุกอย่างแล้ว มาหาหลายครั้ง พ่อก็ไม่เคยให้เจอหน้าลูก จริงอยู่ว่าเธอทอดทิ้งลูกสาวอย่างไม่ไยดีตั้งแต่เด็กน้อยยังแบเบาะ แต่คราวนั้นเธอเพิ่งสิบแปด เป็นวัยรุ่นใจแตกที่เลือกเดินทางผิด คิดถึงแต่ความสนุก รักสบายจนทิ้งทุกอย่างได้แม้แต่ลูกตัวเองที่คลอดออกมาโดยไม่มีพ่อ แต่เวลามันผ่านมาตั้งแปดปีแล้ว

“ฉันอยากเจอลูกจริง ๆ นะพ่อ”

ตามิ่งหันมาขึงตาใส่ลูกสาว “อยากเจอทำไม เอ็งอยากให้ลูกมันรู้ว่ามันมีแม่เลว ๆ อย่างเอ็งหรือไง”

“ยังไงมันก็ลูกฉันนะ”

“เชอะ! ตอนนี้ทำเป็นนึกถึง เจอกันแล้วลูกขอตามไปอยู่ด้วยเอ็งจะว่าไง เคยคิดไหมว่าเด็กจะรู้สึกยังไงที่เจอแม่ แต่แม่ไม่มีปัญญาจะพาไปอยู่ด้วย จะมาสร้างปมปัญหาให้ลูกอีกทำไมหะ ไอ้ที่ผ่าน ๆ มายังทำร้ายจิตใจไม่พอหรือไง”

“พ่อ...”

เพราะถ้อยคำทิ่มแทงใจ ทำให้กิ่งแก้วหมดคำแก้ตัว เธอพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้เพราะชีวิตทุกวันนี้ยังกระท่อนกระแท่น มีเงินใช้ดังใจก็จริง แต่ต้องแลกกับการเป็นที่ระบายอารมณ์ของสามีที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีอารมณ์ร้าย ชอบทุบตีทำร้ายร่างกายเธอ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่กล้าพากรดาไปอยู่ด้วย อีกทั้งยังไม่กล้าให้สามีรู้ว่ามีลูกมาก่อนหน้า อีกทั้งกลัวว่าสามีอันธพาลจะหึงหวงละแวงกับอดีตของเธอจนตามรังควานพ่อและลูก หากเป็นแบบนั้นทำให้พ่อและกรดาอยู่ยากกว่าเดิม

แต่กระนั้นกิ่งแก้วก็ยังอยากจุลเจือครอบครัว อยากให้การเป็นอยู่ของพ่อและลูกดีขึ้น แต่พ่อก็ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ไม่ให้อภัยอะไรเลย

“ฉันแค่ขอเจอหน้าลูก ขอคุยกับลูกหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! ข้าไม่อยากเห็นหลานเสียน้ำตาเพราะแม่เลว ๆ อย่างเอ็ง ไป ๆ รีบไปก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”

นางชื่น เพื่อนบ้านวัยกลางคนที่รับรู้เรื่องราวของตามิ่งอย่างดี รีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยก่อนที่จะทะเลาะกันบานปลาย

“ใจเย็น ๆ น่าพี่มิ่ง ลูกก็สำนึกผิดแล้ว พี่ยังจะกีดกันอีกทำไม”

“ข้าไม่ได้กีดกัน แต่ข้าไม่อยากเห็นหลานสาวต้องทุกข์ใจเพราะมีแม่ไม่สมประกอบอย่างมัน”

“เด็กมันยังเล็กคงไม่คิดอะไรมากหรอกมั้ง”

“ก็เพราะคิดแบบนี้ ผู้ใหญ่ถึงชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่อยากเลี้ยงก็ทิ้ง พอต้องการก็กลับมาหาหน้าด้าน ๆ เด็กมันก็เป็นคนนะ มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามันลืมตาออกมาหายใจเฉย ๆ แล้วก็โตซะเมื่อไหร่ จะเข้าใจทุก ๆ อย่าง”

“มันก็จริง” นางชื่นเสียงอ่อน “แต่ฉันว่า...”

“พอเถอะชื่นอย่าไปเข้าข้างแม่อย่างนี้เลย นังกิ่ง...เอ็งมาทางไหนรีบไปทางนั้น ถ้ายังไม่เลิกตอแยข้ากับหลาน ข้าจะย้ายบ้านหนีไปอยู่ที่อื่น”

คำขู่ของตามิ่งได้ผล เพราะเคยทำแล้วหลายครั้งจนกิ่งแก้วไม่กล้าแข็งขืน ครั้งนั้นพ่อพาหลานสาวย้ายที่อยู่ กว่าจะตามหากันเจอก็เสียเวลาอยู่หลายปี แล้วหากครั้งนี้พ่อหนีไปในขณะที่อายุมากอย่างนี้ เธอกลัวว่ากว่าจะหากันเจอ พ่ออาจหมดลมหายใจไปเสียก่อน ทีนี้ล่ะ แม้แต่หน้าตาก็คงไม่มีโอกาสได้พบ

“ก็ได้ ๆ ฉันไม่ตอแยก็ได้ แต่พ่อรับเงินนี่ไปเถอะนะ เอาไว้ซื้อขนมให้เด็ก ๆ กิน”

“ไม่เอาโว้ย”

ตามิ่งปาถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ลูกสาวยัดใส่มือลงพื้น เพราะรู้ดีว่าเงินนี้ได้มาจากงานต่ำ ๆ ของเศรษฐีที่เห็นเมียเป็นแค่ของรองมือรองตีน

ชายชราหันมาทางเพื่อนบ้านแล้วกล่าวกำชับ “ห้ามบอกเรื่องนี้กับเด็ก ๆ นะนังชื่น ถ้าเอ็งรักพวกมันก็ห้ามพูดเด็ดขาด”

“จ้ะพี่”

คนกลางที่ไม่สามารถช่วยให้อะไร ๆ ดีขึ้นได้รับคำกับพ่อแล้วพยักพเยิดหน้าให้คนเป็นลูก ให้รีบกลับไปก่อนที่ตามิ่งจะอารมณ์เสียจนพาลย้ายบ้านหนีไปจริง ๆ



นัทถือเงินหนึ่งร้อยบาทเดินทั่วตลาด แต่เงินเพียงเท่านี้ เขาจึงซื้อแกงสำเร็จมาสองถุง ซื้อเสร็จก็รับกลับไปหากรดา แต่ระหว่างทางที่เดินผ่าน กลิ่นน้ำซุปจากร้านข้าวมันไก่โชยแตะจมูกหอมจนเด็กชายต้องหยุดมองไก่ค้มตัวเขื่องที่ห้อยเต็มตู้กระจก พอก้มดูเงินทอนที่มีอยู่ไม่กี่เหรียญในมือก็ถอนหายใจยาว เพราะนึกได้ว่าเด็กหญิงอยากกินข้าวมันไก่ หากซื้อแกงถุงเดียว เงินก็พอจะซื้อข้าวมันไก่ได้สักห่อ

ยืนมองไก่อยู่หน้าร้านอย่างชั่งใจ จนพักหนึ่งจึงเอ่ยถาม เผื่อจะต่อรองราคาลงได้ หรือแบ่งขายมาให้แค่นิด ๆ หน่อย ๆ พอกรดาได้กินแก้อยากก็ยังดี

“น้าครับ…”

ชายเจ้าของร้านที่กำลังสับไก่ใส่จานเงยหน้ามามองนัท สายตาดูแคลนจนคนถูกมองรู้สึกได้

“อะไร! เฮ้! ออกไป ไปไป๊! ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ออกไปซะ”

“ข้าวมันไก่ขายยังไงครับ”

“เอ็งจะซื้อ หรือทำเป็นแกล้งถามแต่จริง ๆ ตั้งใจมาขอ โธ่เอ๊ย...ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ใช้กับกูไม่ได้หรอกโว้ย! โตจะตายห่ายังไม่รู้จักทำมาหากิน เดือดร้อนคนอื่นเขาไปทั่ว” ชายคนเดิมว่าใส่ก่อนโบกมือไล่จริงจังอีกครั้ง “ออกไป ๆ อย่ามายืนเกะกะ ไอ้ติง! ไอ้ติงโว้ย! มาลากไอ้เด็กขี้ขอออกไปห่าง ๆ หน้าร้านหน่อยสิ ปล่อยให้มายืนสกปรกอยู่ตรงนี้เดี๋ยวลูกค้ามาเห็นก็พากันหนีไปร้านอื่นหมดพอดี”

“ผมไม่ได้มาขอนะ”

เพล้ง!

“อ้าวเฮ้ย!”

เพราะโดนด่าทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และอับอายจนมีอารมณ์โกรธ นัทจึงขว้างเงินเหรียญในมือใส่ตู้กระจก เศษแก้วกระเด็นกระดอนสร้างความเสียหาย

เจ้าของร้านร่างยักษ์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ชี้มีดอีโต้ใส่นัทแล้ววิ่งไล่ตามปากก็ร้องด่าไปตลอดทาง

“มาปาร้านกูทำไมวะ ไอ้เด็กเวรเอ้ย! ใครก็ได้ช่วยจับไอ้เด็กนี้ที มันเป็นอันธพาล ถ้าปล่อยไว้พวกเราจะเดือดร้อน เฮ้ยหยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้!”

นัทไม่ฟังเสียงเรียกเขาวิ่งหน้าตั้ง ทิ้งระยะห่างพอสมควรก็หาที่ซ่อนตัว พอเห็นชายเจ้าของร้านหยุดวิ่งไล่มาหอบหายใจอยู่ระหว่างทาง นัทก็ถอนใจโล่งอก

“ไอ้เด็กเวรเอ้ย...อย่าให้ได้เจอนะมึง จะสับให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว!”

คนวิ่งตามไม่ทันตะเบ็งเสียงด่าชูมีดในมือขึ้นหราพร้อมคำขู่ จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไป คู่กรณีถอยแล้วนัทก็ออกจากที่ซ่อนเพื่อกลับไปหากรดา

ร่างผอมแกร็นเดินเข้าไปในตรอกแคบที่สกปรกจนไม่มีผู้คนอยากผ่าน เร่งเท้าก้าวไปพลางระบายลมหายใจผ่อนความความเหน็ดเหนื่อย

“อะ” ไปถึงก็ยัดถุงแกงใส่มือให้อีกฝ่าย

“แกงอีกแล้วเหรอ”

“ใช่! " นัทตะเบ็งเสียงก่อนกระแทกตัวลงนั่งบนฟุตบาธ

“กินแต่แกงถุง จนหน้าจะเป็นกะทิแล้วเนี่ย”

“พูดมากน่า ถ้าไม่กินก็เอามานี่!” เขาลุกยืนเพื่อแย่งของกลับคืนแต่เด็กหญิงเอาเบี่ยงหลบ

“เอาสิเอา แหม...พูดแค่นี้ทำเป็นโกรธ ขี้งอนจริง ๆ”

“ใครกันแน่ขี้งอน”

นัทนั่งลงตามเดิม สายตาขุ่นเคืองเหลือบมองใบหน้ามอมแมมของคนที่กำลังทรุดตัวตามลงมานั่งข้าง ๆ เด็กหญิงดึงถือถุงแกงชูขึ้นฟ้าพลางมองอย่างพิจารณา

“ก็ยังดีนะที่เป็นพะโล้ เค้าจองไข่นะ” กรดาหันมาบอกนัท แต่พอเห็นหน้าเด็กชายชัด ๆ ก็นิ่วหน้าร้องถาม “ไปซื้อของแค่นี้ ทำไมหน้าแดงขนาดนี้ เหนื่อยมากเลยเหรอ หรือว่าไปทำอะไรมา”

นัทยกมือผลักดวงหน้ากลมที่ขยับเข้ามาใกล้ เพื่อมองอย่างจับผิด

“ยุ่งน่า”

“เอ๊า ถามแค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! เหนื่อย ขี้เกียจพูด ขี้เกียจตอบ” เขาว่าไปส่ง ๆ อย่างไม่อยากใส่ใจแววตาที่เอื้ออาทรของกรดา

“เอ้อ...” เด็กหญิงทำท่านึก “ไหนล่ะลูกอมเค้าน่ะ”

“ไม่มี..”

“อ้าว ทำไมแบบนี้ล่ะ โกหกนี่นา”

“อย่าเรื่องมากน่า กลับบ้านได้แล้ว”

“เดี๋ยวสิ ไม่คิดจะซื้อลูกอมมาให้เค้าตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม โกหกให้เค้านั่งรอนี่นา”

นัทหันมาทำตาขวางใส่เด็กหญิง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพรวดพลาดลุกเดินหนี

“อ้าว...ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ...รอด้วย!” กรดาลุกวิ่งตามพลางร้องเรียก วิ่งจนถุงแกงกวัดแกว่งไปมา “ถามแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ ตัวเองนั่นแหละผิด โกหกแล้วยังจะอารมณ์เสียอีก”

“หยุดเซ้าซี้ได้แล้ว รำคาญ!”

เด็กหญิงสะดุ้งกับเสียงตะคอก อาการแบบนี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียอย่างหนัก แต่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย มาโมโหใส่ทำไม

“ไอ้พี่นัทบ้า”

เด็กน้อยร้องด่าขณะวิ่งไล่ตามให้ทัน

“ด่าพี่เหรอ!”

สายตาที่เขม้นมองมาดูน่ากลัวจนคนตัวน้อยเริ่มขยาด ต้องเลื่อนสายตาหลบลงมามองพื้นดิน แล้วบอกเสียงอ่อย

“ขอโทษ...”

นัทไม่สนใจความรู้สึกของคนที่พูดเสียงอ่อน เขาคว้าถุงแกงในมือเด็กหญิงมาถือแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามหลัง

“เฮ้! ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ รอด้วย...”

นัทไม่สนใจคนที่ร้องเรียกอยู่ข้างหลัง เขาย่ำเท้าไปเรื่อย ๆ จนถึงปากทางเข้าชุมชนแออัด ที่เต็มไปด้วยห้องเช่าราคาถูก ปลูกเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว กั้นแยกเป็นห้อง ๆ ติดเป็นแถวยาวเหยียด สภาพบ้านและบริเวณทรุดโทรมตกต่ำ ไม่ต่างจากรายรับของคนที่เข้ามาอาศัย

ก่อนจะเข้าซอยนัทเหลียวไปมองคนตัวน้อยที่ยังไล่ไม่ทัน คนที่ยังห่วงใยจึงชะลอฝีเท้าลง รอกระทั่งเด็กหญิงมาจจึงก้าวเดินต่อ แต่เกือบจะถึงที่พัก เด็กทั้งสองต้องชะงักแล้วหันมองตากัน

เพราะหน้าห้องเช่าของตนมีกลุ่มคนยืนรุมล้อมจนแทบมองไม่เห็นประตู

“พวกเขามุงดูอะไรกัน” กรดาเงยหน้ามาถาม

“ไม่รู้สิ”

นัทตอบขอไปที ก่อนนิ่วหน้ามองคนตัวเล็กที่เขย่งเท้ายืดตัวชะเง้อจนคอยาว เขาส่ายหน้าให้ความอยากรู้อยากเห็นของกรดา ก่อนพาร่างผอมโกรกเดินผ่าฝูงชน เพราะจะเข้าบ้านก็ต้องเดินผ่านจุดนี้

นัทแทรกตัวเข้าไปจนถึงด้านใน พร้อม ๆ เด็กหญิงก็ก้าวตามติด ๆ แต่พอไปถึง เด็กทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ตา!”

นัททิ้งถุงแกงที่ประคบประหงมมาตลอดทางลงพื้น ปรี่เข้าไปหาตามิ่ง จับร่างผอมแห้งที่นอนแน่นิ่งเขย่าไปมาพร้อมร้องเรียกเสียงสั่น

“ตาเป็นอะไร มานอนตรงนี้ทำไม ตื่นสิตา ตื่นมากินข้าวกัน นัทเอากับข้าวมาแล้วนะตา ลุกขึ้นมากินสิ ลุกขึ้นมา...กับข้าวล่ะดา ถุงกับข้าวอยู่ไหน” นัทกวาดตามองสิ่งที่ตนเพิ่งจะโยนทิ้ง “หยิบมาเร็ว ๆ ดาหยิบถุงแกงมาให้พี่ที”

ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาพากันมองหาถุงแกงที่ว่า “ไม่มีกับข้าวแล้ว ฮือ ๆ ถุงแกงแตกหมดแล้วไอ้พี่นัท ฮือ ๆ” กรดาร้องบอก จากนั้นก็ส่งเสียงโฮอย่างไม่สนสายตาของคนรอบข้างที่มองด้วยความเวทนา

กรดาซบหน้ากับอกตามิ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนนัทมองสำรวจคนที่นอนแน่นิ่ง จิตใจเศร้าหมองกับความจริงที่เกิดขึ้น

“ตื่นสิตา ลุกมากินข้าวด้วยกัน นัทรู้ว่าตาหิว ลุกมาสิ ลุกขึ้นมา ฮือ ๆ ตามิ่งตื่นซีตื่น...”

นัทเขย่าร่างของผู้เป็นตาจนสั่นคลอน นางชื่นทนดูต่อไม่ไหว จึงเข้ามาดึงเด็กชายให้ออกห่าง แต่เด็กน้อยสะบัดตัวไม่ยอมให้จับ จากนั้นก็ซบหน้าลงกับร่างที่ไร้วิณญาณ ร่ำร้องอย่างไม่คิดจะหยุดง่าย ๆ กรดาก็เช่นกัน

เสียงคร่ำครวญนี้สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้ใหญ่ที่ยังรุมล้อม

“พอเถอะไอ้นัท... เขย่าเรียกไปตามิ่งก็ไม่ตื่นมาหรอก ตาของเอ็งน่ะตายแล้ว เอ็งต้องเข้มแข็งแล้วหันมาดูแลน้องของเอ็งนะ”

“ไม่จริง ตายังไม่ตาย ฮือ ๆ เมื่อเช้ายังคุยกับผมดี ๆ อยู่เลย”

“จู่ ๆ ตาเอ็งก็แน่นหน้าอกแล้วก็ล้มฟุบไปเลย ป้าว่าน่าจะหัวใจวายนะ”

“ใครมาทำอะไรตาหรือเปล่าป้าชื่น เห็นใครมาทำอะไรตาไหม”

“ไม่มี...ไม่มีใครทำอะไรตาเอ็งหรอก” นางชื่นตอบอึก ๆ อัก ๆ เพราะรับปากคนตายไว้ว่าจะไม่เล่าเรื่องกิ่งแก้วให้เด็ก ๆ ฟัง

“งั้นตาแค่เมา” นัทสรุปตามที่เคยเจอ “ตื่นซีตา ตื่นมากินข้าว ตาบอกให้นัทไปซื้อกับข้าวไม่ใช่เหรอ ตาก็ตื่นมากินซี่”

“ฮือ ๆ พี่นัท ตาจะไม่ตื่นมาคุยกับเราแล้วเหรอ”

คำถามที่มาพร้อมเสียงสะอื้น เรียกให้นัทมีสติ และเริ่มรู้ตัวว่าเขาต้องเข้มแข็ง เพราะหากอ่อนแอจะดูแลกรดาได้อย่างไร

“น้องดา...”

เด็กชายจับบ่าน้อย ๆ ดึงออกจากศพของตามิ่ง จ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาพลางบอกเสียงเครือ

“ตาตายแล้ว ตาจากเราไปแล้วนะดา...”

นัทต้องทำใจยอมรับความเป็นจริง พยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ความเสียใจทำให้เด็กชายเก็บกดอารมณ์ได้ไม่นาน เขาปล่อยเสียงร้องโฮ พร้อมดึงร่างเด็กหญิงเข้ามากอด ยิ่งทำให้กรดาร้องไห้หนักกว่าเดิม

สุดท้าย ทั้งคู่ก็กอดคอกันร้องไห้อีกชุดใหญ่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2020, 06:08:39 PM โดย มะยม »

ัyuilucky21

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 03, 2020, 02:17:43 PM »
เข้ามาเชียร์ค่ะ ;D ;D

มะยม

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 107
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 05, 2020, 09:58:27 AM »
ขอบคุณค่าาาาา  ;D ;D

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 05, 2020, 03:34:12 PM »
เศร้าแต่บนแรกเลย รออ่านต่อค่า สู้ๆ  ;)

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 15, 2020, 10:46:52 AM »
เศร้า :'(