ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทที่ 1/2  (อ่าน 695 ครั้ง)

มะยม

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 109
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทที่ 1/2
« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2020, 12:57:58 PM »


นัทวิ่งหนีออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวด้วยหัวใจที่รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่หนีเอาตัวรอดก่อน เขาจะไม่มีโอกาสเข้าไปช่วยกรดาที่ยังติดอยู่ในนั้น หนีจนไม่มีใครติดตามมาแล้ว นัทก็เข้ามาซ่อนตัวในป่ารกร้างซึ่งไม่ไกลจากตรงนั้นนัก ร่างอ่อนแรงทิ้งตัวลงนอนรายไปกับพื้นดิน ยามนี้ทั้งหิวและเหนื่อย สุดท้ายเขาก็ผล็อยหลับไป อย่างไม่มีเวลามาสนใจอันตรายที่อาจเกิดจากสัตว์ที่อยู่รอบตัว

หลับไปจนเกือบค่อนรุ่ง ก็รู้สึกตัวตื่นเมื่อท้องไส้เริ่มร้องหาอาหารโชคดีที่ระหว่างหยิบอาหารใส่ห่อเสื้อ เขาจับใส่ปากกินไปหลายคำ ทำให้ไม่รู้สึกหิวจนทรมาน

“พี่ขอโทษ...”

นัทรู้สึกผิด ในใจยังหวังว่าความเป็นเด็กที่ใสซื่อจะทำให้กรดาปลอดภัย คนบ้านนั้นคงยอมปล่อยตัวเธอออกมาหลังจากงานเลี้ยงเลิก ซึ่งเขาต้องไปรอรับเธอ ต่อไปจะไม่บังคับให้ทำเรื่องเสี่ยง ๆ แบบนี้อีก ส่วนตัวเขาเองก็จะไม่ยอมให้เจ้าของร้านข้าวมันไก่จับตัวส่งตำรวจด้วย เพราะหากเป็นแบบนั้น เขาจะไม่ได้ดูแลกรดาอย่างที่สัญญาไว้กับตามิ่ง

นัทเศร้าเมื่อนึกถึงชายชรา ที่ทั้งอบอุ่น และความใจดีมีเมตตาต่อตนเอง ทุกสิ่งที่ตามิ่งทำมันส่งเสริมให้เขากลายเป็นคนเข้มแข็ง...เข้มแข็ง เพื่อจะปกป้องครอบครัว ซึ่งเวลานี้เขาเหลือเพียงกรดา หญิงสาวที่ต้องดูแลอย่างดี เพื่อตอบแทนบุญคุณ

นัทยกมือปาดน้ำตาที่ไหลอย่างสุดจะกลั้น จัดการกับจิตใจของตัวเองเรียบร้อย ร่างผอมแกร็นก็ลุกยืนปัดเศษหญ้าเศษใบไม้ออกจากเสื้อผ้าขาดที่จนแทบไม่เหลือสภาพ

เขาจะกลับไปรับกรดา ซุ่มรอจนกว่าเธอจะถูกปล่อยตัว



กลิ่นฉุนที่ไม่คุ้นเคยปลุกให้คนนอนสลบไปกว่าสองชั่วโมงรู้สึกตัวตื่น ดวงตาคมพยายามจะเปิดมอง แต่เปลือกตามันหนักจนแทบลืมแทบไม่ขึ้น

“นัท...ช่วย...ช่วยด้วย...”

“อุ้ย คุณท่านคะ เด็กรู้สึกตัวแล้วค่ะ”

‘เธออยู่ที่ไหน นั่นเสียงใคร ทำไมไม่คุ้นเลย’

เด็กน้อยเหลียวมองข้างตัว ภาพเงาที่เลือนลางกำลังขยับไปมาเหมือนทำอะไรบางอย่างกับตัวเธอ แต่บอกไม่ได้ว่าเงานั้นเป็นของใคร และยามนี้เธอรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก บางทีเหมือนถูกประคบด้วยน้ำแข็ง แต่บางครั้ง รู้สึกร้อนเหมือนโดนนาบด้วยแท่งไฟ

เราเป็นอะไร!

เธออยากลุกนั่งแต่ร่างกายกลับต่อต้าน แขนขาของเธอไม่สามารถขยับได้ตามต้องการ อีกทั้งในหัวก็มึนงง วิงเวียน

“หนู...เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ได้ยินเสียงฉันไหม สงสัยจะละเมอนะแม่บัว ท่าจะยังไม่รู้สึกตัวเท่าไหร่”

เสียงของอีกคนดังโต้ตอบ ซึ่งไม่คุ้นเคยเช่นกัน

“นั่นสิคะ จะทำยังไงดีคะ”

เด็กน้อยตั้งสติ ฟังเสียงสนทนาที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิดเดียว พยายามจับใจความ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถามใคร หรือคุยอะไร

“ปล่อยให้นอนต่ออีกสักครู่ดีกว่า แม่บัวเฝ้าไว้ก็แล้วกัน นะ ถ้าเขารู้สึกตัวก็อย่าเพิ่งไปซักถามอะไร เดี๋ยวจะตกใจกลัวซะเปล่า ๆ รอให้มีสติดี ๆ กว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน”

“ค่ะท่าน” นางบัว แม่บ้านของคุณหญิงอุไรรับคำ ขณะกำลังสาละวนเช็ดเนื้อเข็ดตัวให้เด็กหญิงที่กำลังมีไข้

“ทำไมต้องเฝ้าคะคุณพี่ เสียเวลาเปล่า ๆ โทรเรียกตำรวจมาจัดการเลยไม่ดีกว่าหรือคะ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระคอยดูแล”

คุณหญิงอุไรกระตุกหัวคิ้วมองอรศรี ลูกพี่ลูกน้องอย่างไม่คิดว่าคนในวัยนี้จะเอื้อนเอ่ยคำที่ไร้ความเมตตา

“จะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือแม่ศรี นั่นน่ะเด็กนะ แถมเป็นเด็กผู้หญิง เธอก็มีลูกสาวน่าจะเห็นใจ เข้าใจเด็กคนนี้มากกว่าฉัน”

“อุ้ย คุณพี่คะ...น้องแค่แนะเฉย ๆ ป้องกันไว้ก่อนไงคะ เผื่อเด็กนี่เป็นนกต่อมาจากใครอีกคน ที่กำลังวางแผนร้าย ๆ กับบ้านเรา ยิ่งบ้านที่ไม่มีคนอยู่ประจำ ต้องระวังเยอะ ๆ ขืนวางไว้เราอาจเสียหายก็ได้นะคะ”

“นกต่อที่ไหนจะเข้ามาขโมยแค่อาหาร หล่อนก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าเด็กนี่กอดอาหารไว้เต็มเสื้อ ฉันว่าเด็กทำไปก็เพราะความหิว”

“ก็ไม่แน่หรอกนะคะ อาจจะแกล้งทำ แล้วก็เอ่อ...”

“หยุดพูดแบบนี้เสียทีเถอะ!”

“แหมอย่าเพิ่งโมโหสิคะ ก็แค่เตือนเท่านั้นคุณพี่ว่ายังไงน้องก็เห็นด้วยทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”

น้ำเสียงของอรศรีอ่อนลง ยอมสงบปากสงบคำ เมื่อคุณหญิงวัยหกสิบมีอารมณ์ขุ่นเคืองชัดเจน

“เอาอย่างที่ฉันว่านะแม่บัว ดูแลเด็กให้ดี ๆ แล้วอย่าทำตกใจ ฉันจะออกไปดูหน้างานอีกสักประเดี๋ยวแล้วจะเข้ามาใหม่”

“ค่ะคุณท่าน”

คุณหญิงพูดกับนางบัวจบก็หันมาทางอรศรี หัวคิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังนั่งจ้องจับผิดเด็กน้อยไม่วางตา

“หล่อนไม่ออกไปดูแลแขกหรือแม่ศรี วันนี้วันเกิดลูกสาวนี่นะ แขกในงานส่วนใหญ่ก็แขกหล่อนทั้งนั้น”

“อ๋อ ออกไปสิคะไปค่ะ”

“ไปค่ะก็ลุกสิ มัวนั่งเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม”

“แฮะ ๆ ค่ะ”

อรศรียิ้มแหย ก่อนลุกเดินตามคุณหญิงอุไรออกไปรับแขก ในงานเลี้ยงส่งคุณหญิงอุไร โดยมีงานวันเกิดของลูกสาวคนเดียวพ่วงด้วย ซึ่งงานนี้ คุณหญิงอุไรเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งบ้านหลังนี้ที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานก็บ้านของคุณหญิง

จริงอยู่ว่าหล่อนก็มีเงิน มีหน้ามีตาในสังคม แต่หล่อนไม่ได้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้เท่าคุณหญิงอุไร เมื่อผู้เป็นใหญ่หยิบยื่นหล่อนก็ต้องรับ และแน่นอน ว่าเงินของคุณหญิงอุไรหอมหวาน... หวานเสียจนอยากยกลูกสาวคนเดียวให้เป็นสะใภ้ แม้สถานะที่เป็นอยู่ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นญาติ แต่ถ้านับกันจริง ๆ ความเป็นพี่น้องของหล่อนก็ห่างไกลจากตระกูล ‘วริศรมณ์’ ของคุณหญิงอุไรมากนัก

‘ฉันไม่อยากบังคับจิตใจใครรอให้พวกเขาโตก่อนเถอะ ให้เด็ก ๆ ตัดสินใจกันเองว่าต้องการอะไร’

คำกล่าวของคุณหญิงอุไรครั้งที่หล่อนเกริ่นเรื่องการเกี่ยวดอง เสนอให้หมั้นบุตรสาวของหล่อนกับบุตรชายของท่าน ช่างขัดใจ แต่หล่อนก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอ...รอให้เด็ก ๆ โตแล้วตัดสินใจเองตามที่คุณหญิงอุไรกล่าว

หล่อนต้องใจเย็นและรอคอย ไม่บุ่มบ่ามยัดเยียด แต่กระนั้น ก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชุบมือเปิบกับสมบัติที่หล่อนเฝ้ารอคอย แม้แค่จะเข้ามาใกล้ชิดก็ตาม หล่อนต้องป้องกันไว้สุดฤทธิ์ เพื่อผลประโยชน์ของบุตรสาว ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ในตอนนี้



“นัท...ช่วยด้วย... ช่วยดาด้วย”

กรดายังคงพร่ำเพ้อเพราะพิษไข้ กับความทรงจำครั้งสุดท้ายคือเธอกำลังเผชิญอันตราย

“หนู...สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหม ปวดหัวหรือเปล่า” นางบัวชะโงกหน้าถาม และเงี่ยหูฟังคำตอบ แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงพึมพำที่ไม่อาจจับใจความได้ “เอาล่ะ ๆ ลุกไม่ไหวก็อย่าเพิ่งลุกแล้วไม่คิดอะไรทั้งนั้น หนูนอนพักผ่อนก่อน เดี๋ยวป้าจะไปเอาข้าวเอายามาให้กิน อย่าฝืนเพิ่งลุกไปไหนล่ะ”

นางบัวบอกแล้วเดินออกไปพร้อมกะละมัง และผ้าขนหนูที่นำมาตัวให้เด็กน้อยที่มอมแมมจนดูไม่ได้

‘เสียงนั่น กำลังพูดกับเราหรือเปล่านะ เสียงของใคร...’

กรดาอยากเปิดเปลือกตามอง แต่พยายามเท่าไหร่ก็ยังเห็นเพียงภาพลาง ๆ ที่มีรูปร่างคล้าย ป้าชื่นแต่เสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงของป้าชื่น

หรือว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้น ‘ไม่นะ!’ เด็กน้อยรวบรวมกำลัง ยันกายลุกนั่งมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่เธอคุ้ยเคยเลย แน่แล้วว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังที่กำลังจัดงาน

“นัทช่วยด้วย กลับมารับดาด้วย”

เด็กหญิงร้องให้ช่วยเหลือ แต่ลำคอที่แห้งผาก เสียงที่เปล่งออกมา จึงมีแค่เธอที่ได้ยิน

กรดาลุกเดินสะเปะสะปะออกจากห้องที่ไม่คุ้ยเคย อาศัยเกาะไปตามโต๊ะ ตู้ที่อยู่ไม่ห่างมือ เธอต้องหนีออกจากที่นี่ก่อนจะถูกจับส่งตำรวจ นัทเคยบอกไว้ ว่าหากเธอถูกจับตัวไป

เราจะไม่ได้เจอกัน

เพล้ง!

“ว้าย ตายแล้ว!” นางบัววิ่งหน้าตาตื่นออกจากห้องครัว วางข้าวของได้ก็รีบเข้ามาพยุงเด็กน้อยกลับมานอนที่เดิม “ป้าบอกแล้วไงว่าให้รออยู่ตรงนี้ พูดกันไม่รู้เรื่องหรือ”

“ไม่...จะกลับบ้าน หนูจะกลับบ้าน”

เธอบอกเสียงแหบแห้ง และเพราะวิงเวียนจนแทบทรงตัวไม่ได้ เด็กน้อยจึงยอมให้อีกฝ่ายช่วยพยุง

“จะกลับบ้านไปทั้ง ๆ มีสภาพแบบนี้ได้ยังไง คิดว่าจะไปถึงบ้านรึ” นางบัวถอนหายใจ “มา ๆ กินข้าวกินยาให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเอายังไงก็ว่ากัน”

“หนูไม่อยากโดนตำรวจจับ”

น้ำเสียงสั่นเครือจนนางบัวนึกสงสาร ยิ่งเห็นเด็กน้อยเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ นางก็นึกใจอ่อน ทั้งที่ก่อนหน้ามีอคติกับการกระทำของเด็กน้อยอยู่นิดหน่อย

“ใจเย็น ๆ ไม่มีใครทำอะไรแบบนั้นหรอก”

บอกพลางนึกปลง กับท่าทางหวาดกลัวของคนตัวน้อย มันก็น่าอยู่หรอกที่เด็กจะกลัวจนงอแง ดู ๆ แล้วอายุอานามไม่ได้ห่างไกลจากเด็ก ๆ ที่บ้านนี้สักท่าไหร่ ถ้าจะมากน้อยกว่าก็คงไม่เกินสองสามปี มากกว่าอรอินทุ์ลูกคุณอรศรี และน้อยกว่านภนต์ลูกชายของคุณหญิงอุไร

“ไม่มีใครมาจับหรอก” นางบัวว่า

“ใช่ ไม่มีใครมาจับหรอก”

หญิงวัยกลางคน พลางเหลียวมองต้นตอของเสียง ก็เห็นเด็กสองคนเดินจูงมือเข้ามาหา

“คุณอร คุณนะ” นางเรียกตามความเคยชิน “เข้ามาเล่นรบกวนคนป่วยในนี้ไม่ได้นะคะ”

“เราเข้ามาเยี่ยมต่างหากล่ะป้าบัว” นภนต์ว่าขณะเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ กรดาโดยมีอรอินทร์ เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเดินตามมานั่งด้วย “ไม่มีตำรวจหรอกไม่ต้องกลัว”

“ไม่ต้องจับหรอก อินทุ์อยากให้พี่มาเล่นกับเรา” อรอินทุ์นึกอยากออกความเห็นบ้าง

“นั่นสิ มีเพื่อนเล่นเพิ่มอีกคนก็ดีเหมือนกันนะน้องอินทุ์ เดี๋ยวพี่จะไปขอคุณแม่เอง” นภนต์กล่าวเออออตามอรอินทุ์

“โอ๊ะ ๆ เดี๋ยวค่ะคุณนะ คุณอิน อย่าเพิ่งไปกวนคุณแม่ค่ะ” นางบัวรีบคว้ามือนภนต์เอาไว้ เมื่อเด็กชายเด้งตัวลุกจากเก้าอี้เตรียมวิ่งออกไปขออนุญาตคุณหญิงตามที่พูด

“แต่ผมจะไปบอกไม่ให้ตำรวจมาจับเอ่อ...เธอชื่ออะไรนะ”

กรดาเงยหน้ามองคนถาม ดวงตากลม ๆ เหลียวไปหานางบัว ผู้ที่เธอคิดว่าน่าจะสนิทที่สุด เห็นนางบัวพยักหน้าจึงกล้าที่จะตอบ “กรดา” แต่เสียงแหบแห้ง ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด

“ขอเรียกสั้นๆ ว่ากานนะ” นภนต์พูดเองเออเอง จากนั้นก็หันมาบอกนางบัว “ผมไปบอกคุณแม่แป๊บเดียวเองครับป้าบัว แค่แป๊บเดียว”

“ไม่ต้องค่ะ ไม่มีใครมาจับใครไปไหนทั้งนั้น ยัยหนูก็รีบกินข้าวกินยาซะ จะได้หายไข้ หายแล้วอยากจะทำอะไรก็ไม่มีใครห้าม”

“หนูจะกลับบ้านก็ได้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ได้สิ อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

กรดายิ้มออกเมื่อมีความหวังว่าจะได้กลับไปหานัท เด็กหญิงหยิบช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องรีบคาย

“โอ๊ย!”

“โธ่เอ๊ย...ก่อนจะเอาเข้าปากก็เป่าเสียหน่อยสิ ป้าให้รีบกินแต่ไม่ได้ต้องเร่งขนาดนี้ก็ได้” นางบัวหัวเราะ อรอินทุ์กับนภนต์จึงหัวเราะตาม

“ข้าวยังร้อนอยู่นะครับป้าบัว” นภนต์บอกหลังเอามือจับก้นชาม

“ป้าเพิ่งทำออกมามันก็ร้อนน่ะสิคะ กินระวัง ๆ ก็แล้วกัน เป่าด้วยนะ”

“เดี๋ยวพี่ช่วยเป่า” นภนต์ขยับเข้าใกล้กรดา ก้มหน้าลงเป่าข้าวต้มในช้อนที่เด็กหญิงตักมาถือค้าง

“อินทุ์ช่วยด้วย”

อรอินทุ์ลุกมาทำแบบนภนต์บ้าง แรงเป่าของสองคนทำเอาข้าวต้มในช้อนกระเด็นกระดอนจนหายเกลี้ยง

“อ้าว...”

กรดาร้องอุทาน พลางมองนภนต์กับอรอินทุ์ที่เงยขึ้นมาสบสายตา และแล้วเด็กทั้งสามก็หัวเราะชอบใจ นางบัวส่ายหน้าแล้วอมยิ้มไปในตัว ขณะลุกหยิบผ้ามาเช็ดทำความสะอาดข้าวที่เด็ก ๆ ทำหกเรี่ยราด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2020, 06:03:54 PM โดย มะยม »