ผู้เขียน หัวข้อ: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 6 นัดพบหน้าอำเภอ<<<  (อ่าน 113 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 259
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 6 นัดพบหน้าอำเภอ




   “ความรัก ความรักเจ้าขา...จู่ๆ ก็มาไม่ทันตั้งตัว...”

   กรวีร์ปรายตามองเจ๊หวีสุดที่รักนั่งครวญเพลงแม่ผึ้ง พุ่มพวง อย่างอารมณ์ดีแล้วนึกขำ ทำไมแม่เธอช่างสรรหาบทเพลงได้เข้ากับสถานการณ์อะไรอย่างนี้ จะมีแตกต่างนิดหน่อยก็ตรงที่นัดไว้หน้าอำเภอน่ะไม่ใช่ความรัก แต่เป็นเจ้าหนี้ ว่าที่สามีผู้รวยมากของเธอ

   หญิงสาวพยายามเก็บซ่อนอาการประหม่าไม่ให้แม่เห็น กลัวจะเป็นห่วง เมื่อวานหลังจากส่งเสี่ยไปป์กลับไปแล้ว เธอก็เดินกลับเข้าบ้านเห็นแม่นั่งตาแดงๆ เธอไม่รู้หรอกว่าแม่คิดอะไร แต่กรวีร์ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จึงบอกให้แม่สบายใจและเล่าแผนการที่เธอคิดไว้ คุณกัญญาเป็นคนอ่อนไหวแต่ข้อดีคือเข้าใจอะไรง่ายๆ เธอจึงไม่ต้องเปลืองพลังชักแม่น้ำทั้งห้า สิ่งที่ช่วยให้เรื่องง่ายขึ้นก็เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เสี่ยบอกจะให้หลังชีวิตคู่ถึงทางตัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะถึงชีวิตคู่จะไม่ถึงฝั่งฝันแต่เธอก็ยังมีเงินประกันความมั่นคงอีกตั้งห้าแสน

   เธอไม่คิดฝันว่าวิวาห์ฉุกละหุกครั้งนี้จะยั่งยืนนาน มันอาจจะแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ตามความจำเป็นของปวินท์ ถึงเขาจะไม่พูดตรงๆ แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะประติดประต่อเรื่องราวได้เอง ประเด็นสำคัญคือเขาอยากได้เมีย เธอก็จะเป็นเมียให้ เงินทองจะได้ไม่รั่วไหลไปถึงมือคนอื่น

   “แน่ใจนะกีวี่” เสียงเจ๊หวีถามเป็นครั้งที่สามสิบห้า

   “หลังจากแม่บิวต์หนูด้วยเพลงนัดพบหน้าอำเภอมาตลอดทาง แม่ไม่น่าจะต้องมาถามซ้ำนะว่าหนูแน่ใจไหม”

   “ถึงยังไงแม่ก็เป็นห่วง”

   “เอาไว้หนูเลิกกับเสี่ยวันไหน แม่ก็ช่วยรักษาแผลใจให้ด้วยแล้วกัน” หญิงสาวบอกพลางหมุนพวงมาลัยวนหาที่จอดรถ

   “พูดอะไรอย่างนั้น นี่มันวันมงคล ไม่แน่หรอกหนูอาจจะเป็นเนื้อคู่แต่ชาติปางก่อนของเสี่ยไปป์ก็ได้ ขนาดแม่นัดแม่กิ่งอ้อไว้ยังมีเหตุให้คลาดกันจนมาเจอหนู”

   “อืม...ได้ยินแบบนี้ หนูค่อยสบายใจขึ้นหน่อย” กรวีร์หัวเราะกลบเกลื่อนความตื่นเต้น เธอเห็นว่าที่สามีแล้ว เขายืนกอดอกพิงรถรออยู่ ตรงนั้นมีที่ว่างเธอจึงขับรถไปจอดช่องข้างๆ หญิงสาวหันไปหาแม่แล้วเชิดปลายคางไปยังชายหนุ่ม “นอกจากรวยแล้ว เสี่ยเขาก็หล่อพอได้อยู่นะ บางทีฟ้าอาจส่งเขามาให้หนูจริงๆ ก็ได้ ไปเถอะแม่ อย่าให้ลูกเขยรอนาน”

   ปวินท์เงยหน้าจากก้อนหินที่เขี่ยเล่น เขาต้องหยีตาเพราะชุดสีบานเย็นที่กระทบแสงแดดจนแสบตาของแม่ยาย ชายหนุ่มยืดตัวยืนตรง ยกมือไหว้คุณกัญญา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังหญิงสาวที่เขารอคอย ปวินท์พยักหน้าทักทาย รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นมุมปาก นึกเอ็นดูแฟชันแม่ลูก สองสาวแต่งตัวราวกับนัด คนแม่นี่แซ่บคงเส้นคงวา ส่วนคนลูกก็ต้องยอมรับละว่า...น่าประทับใจ

   เจ้าสาวของปวินท์มาในเดรสชมพูดูอ่อนหวาน วันนี้กรวีร์ปล่อยผมยาวสยายเรียบตรงพร้อมแต่งหน้าอ่อนๆ ดูเป็นธรรมชาติสบายตา ด้วยต้นทุนเบ้าหน้าที่ต้องบอกว่าฟ้าประทานมาดีอยู่แล้วของเธอจึงไม่จำเป็นต้องแต่งเติมสีสันให้ฉูดฉาดเพียงแค่นี้ก็น่าสนใจมากพอแล้ว

   “เสี่ยรอนานไหมคะ” เธอถามเพราะเขาเอาแต่จ้องอยู่อย่างนั้น

   ปวินท์สั่นหน้า “วันนี้เธอดูสวยกว่าเมื่อวานนะ”

   “ทำไงได้ล่ะคะ ออร่าเจ้าสาวมันจับน่ะเสี่ย เสี่ยเองก็หล่อไม่เบานะวันนี้” เธอโบกมือพลางยิ้มกว้างรับคำชมโดยไม่มีท่าทีขัดเขิน แถมยังย้อนกลับมาจนเขาทำหน้าไม่ถูก “พร้อมจะเป็นสามีฉันยังคะ”

   “เธอล่ะพร้อมจะเป็นเมียฉันหรือยัง”

   “รีบพาฉันไปเปลี่ยนนามสกุลเถอะค่ะ เผื่อเสี่ยกับแม่จะได้มั่นใจในความพร้อมของฉัน”

   ปวินท์ขยับเข้าไปหาหญิงสาว มือใหญ่จับมือเธอไว้ ดึงเบาๆ ให้เดินไปคู่กัน ไม่มีคำพูดต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก ที่กรวีร์เห็นจากการแอบมองด้านข้างของเสี่ยก็มีเพียงรอยยิ้มอ่อนโยน

   หญิงสาวรับรู้ถึงความเป็นคนดังของสามีก็ตอนที่เดินด้วยกัน รอยยิ้มของปวินท์ไม่เคยจางไปจากใบหน้า ระหว่างทางไปห้องทะเบียนนั้นเขาเจอคนรู้จักมากมาย

   “อ้าว...เสี่ย เจ๊หวี มาทำอะไรกันครับ”

   “ธุระนิดหน่อยครับปลัด แล้วนั่นปลัดจะไปไหน”

   “พอดีต้องตามนายไปเปิดงานกีฬาเยาวชนครับ แวะเข้ามาเอางาน เชิญเสี่ยตามสบายเลยนะ เช้าๆ แบบนี้ห้องทะเบียนไม่ค่อยมีคน รีบไปครับจะได้ไม่ต้องรอนาน”

   “ขอบคุณครับ”

   หลังแจ้งเจ้าหน้าที่ ทั้งสองก็นั่งเคียงกัน ต่างรู้สึกถึงพลังความอยากรู้อยากเห็นจากสายตาหลายคู่ที่เดินผ่านไปมา ปวินท์นั่งนิ่ง ขณะที่กรวีร์พยายามไม่สนใจเสียงซุบซิบที่เหลือบเห็นทางหางตา ก่อนที่นายทะเบียนจะยื่นเอกสารสองใบมาให้ทั้งคู่เซ็นชื่อ

   ปวินท์จรดปากกาจารึกชื่อลงไปในทะเบียนสมรสอย่างไม่ลังเล เสร็จแล้วจึงยื่นปากกาให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

   “เซ็นชื่อกรวีร์นะ ถ้าเซ็นกัญญามานี่ ฉันเป็นลมตรงนี้”

   “ตลกนะเสี่ย” กรวีร์ว่ายิ้มๆ แล้วเซ็นชื่อตัวเองลงไป บอกตัวเองในใจว่า กีวี่แกมีผัวแล้ว!

   “ยินดีด้วยนะครับ ไม่นึกเลยว่าเสี่ยจะแอบซุ่มมีแฟนไม่ยอมบอกใคร” นายทะเบียนเย้า

   “เขาอยู่กรุงเทพฯ ซะส่วนใหญ่น่ะครับ เลยไม่ค่อยได้เห็น”

   “แล้วแบบนี้จะกลับมาอยู่สุพรรณฯ ยาวเลยไหมครับ”

   “อยู่ยาวค่ะ” หญิงสาวยิ้มแป้น

   “ดีๆๆ อยู่กันพร้อมหน้า ผมขอให้เสี่ยกับคุณกรวีร์มีความสุขมากๆ นะครับ ถ้าจัดงานฉลองเมื่อไร อย่าลืมบอกกัน ผมยินดีด้วยจริงๆ ยินดีกับเจ๊หวีด้วยนะครับ”

   “ค่า...” คุณกัญญาที่นั่งอยู่หลังหนุ่มสาวยิ้มเฝื่อนๆ

   “ขอบคุณมากครับ ถ้าอะไรๆ มันเรียบร้อย เราสองคนต้องมาเรียนเชิญทุกคนที่อำเภอนี่แน่นอน อันนี้คือเสร็จแล้วใช่ไหมครับ”

   “ครับๆ เดี๋ยวคุณกรวีร์ก็ไปถ่ายรูปทำบัตรใหม่ได้เลย”

   “งั้นเราสองคนของตัวก่อนนะครับ”

   ปวินท์พากรวีร์ไปทำบัตรประชาชนใหม่ ชายหนุ่มยังคงพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อย่างสนิทสนม ส่วนนางกรวีร์ ปรานต์ปราณนต์ นั้นเอาแต่จ้องชื่อในบัตรประชาชนใบใหม่ของตัวเอง จนกระทั่งสามีถูกสะกิด

   “ไปกันเถอะ”

   ตลอดเวลาที่เดินจากอำเภอมาถึงรถมือของกรวีร์ถูกปวินท์จับจูง แสดงออกถึงความใกล้ชิดและสถานะที่เปลี่ยนแปลงไป ชายหนุ่มบอกเธอกับแม่ว่า

   “ไปรถผมนะครับ เดี๋ยวเราไปหาแม่ผมที่โรงพยาบาลก่อน เสร็จแล้วผมค่อยไปส่งเจ๊ที่บ้าน จะได้ช่วยกีวี่เก็บของด้วย” ชายหนุ่มบอกแม่ยาย ก่อนจะยิ้มกับภรรยา “แม่ฉันจะต้องแปลกใจมากที่ลูกสาวเจ๊หวีกลายมาเป็นลูกสะใภ้”

   “ถ้าแม่เสี่ยไม่เป็นโรคหัวใจ ฉันก็เบาใจไปกว่าครึ่ง”

   “เวลาสวัสดีแม่สามีก็อย่าย่อเยอะแล้วกัน เดี๋ยวแม่ฉันจะตกใจ”

   นางกรวีร์ผู้มีมารยาทงดงามมองสามีราวกับจะค้อน “ไม่ใช่เพราะเสี่ยประทับใจท่าไหว้ฉันหรอกเหรอ เราสองคนถึงได้ลงเอยกันน่ะ”

   “แค่กลัวแม่ตกใจจนลืมรับไหว้เท่านั้นแหละ” ปวินท์หัวเราะพร้อมเปิดประตูรถให้ภรรยาหมาดๆ

   ปวินท์เลี้ยวรถเข้าเขตโรงพยาบาลความมั่นหน้ามั่นกะโหลกของกรวีร์ก็เริ่มลดน้อยถอยลง ถ้าคุณแม่สามีไม่ปลื้มเธอขึ้นมามันจะต้องมีปัญหาแน่ เธอไม่เคยคิดว่าจะมีสามีสายฟ้าแลบ เฉพาะรับมือกับเสี่ยก็น่าเพลียพออยู่แล้ว หากเจ๊ปิ๋มเกิดสำแดงอิทธิฤทธิ์แม่ผัวผยองยุทธภพขึ้นมาละก็เธอเหนื่อยแน่

   “แม่เสี่ยใจดีไหม” หญิงสาวระหว่างที่อยู่ในลิฟต์

   “เดี๋ยวเจอก็รู้”

   “แหม...เสี่ยขา ไม่ต้องให้เมียลุ้นซะทุกเรื่องก็ได้”

   ปวินท์เอื้อมมาจับมือหญิงสาว ความชื้นในอุ้งมือเธอทำให้เขายิ้ม ที่แท้ก็ยังมีความรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง ไม่ได้ก๋ากั่นอย่างที่แสดงออกมา

   “แม่ฉันใจดี ชอบช่วยเหลือคน”

   “แม่เสี่ยมีสเปกลูกสะใภ้ในฝันไหม”

   เสี่ยหนุ่มส่ายหน้า “ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยมีปัญหากับคู่รักของลูกๆ นะ อย่างตอนที่น้องสาวฉันพาแฟนมาแนะนำตัว แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร”

   “ฉันถามถึงลูกสะใภ้ ไม่ใช่ลูกเขย แม่บางคนก็หวงลูกชาย กับแฟนเก่าเสี่ย แม่เสี่ยดีด้วยไหม”

   “ก็ไม่เคยเห็นเขาชี้หน้าด่ากันนะ”

   “อืม...ช่วยได้มากจริงๆ” กรวีร์พยักหน้าหงึกๆ ในขณะที่สามีของเธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี คุณกัญญาที่ยืนฟังอยู่ด้วยจึงต้องช่วยยืนยันกับลูกสาว

   “เจ๊ปิ๋มใจดี กีวี่ไม่ต้องกลัวหรอกลูก แต่ก็อย่าทะลึ่งนักแล้วกัน อายเขา เดี๋ยวเขาจะว่าแม่ไม่สอน”

   “ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ฉันรักใคร แม่ก็รักด้วย”

   “งั้นเสี่ยก็ช่วยทำหน้าเหมือนรักฉันให้มันเนียนๆ หน่อยแล้วกัน”

   ประตูลิฟต์เปิดออก ปวินท์เดินจับมือกรวีร์ พาเธอไปที่หน้าห้องหนึ่ง ชายหนุ่มเคาะประตูก่อนผลักเข้าไป

   “เซอร์ไพร์ส!” หลายเสียงดังประสานพร้อมๆ กับเสียงพลุกระดาษที่ถูกดึงดังปุปะ กรวีร์ที่มัวแต่เตรียมใจเจอแม่สามีโดยไม่ทันระวังว่าจะเจออย่างอื่นก็ถึงกับสะดุ้ง รู้ตัวอีกทีก็ถูกสามีโอบไหล่เอาไว้

   “เล่นอะไรกันเนี่ย” ปวินท์ถามพลางมองหน้าคนที่อยู่ในห้อง แม่กับประภามนท์นั่งยิ้มอยู่บนเตียง ที่เหลือก็เป็นทัชพล ศาสวัตและสิรดา

   “เสี่ยไปป์จะเปิดตัวเมียทั้งที พวกฉันก็ต้องมาเป็นสักขีพยานสิวะ”

   “ยกโขยงกันมาหมดแล้วใครอยู่เฝ้าร้าน” ปวินท์ถามศาสวัตกับสิรดา ก่อนเบนสายตาไปที่ทัชพล “ส่วนแกประชุมเสร็จแล้วเหรอ”

   “ถ้าไม่เสร็จแกจะได้เห็นหน้ามันไหมล่ะ ถามแปลกๆ แล้วนี่...เมียแกเหรอ” สายตาศาสวัตพุ่งมาที่หญิงสาวแล้วเจ้าตัวก็พึมพำออกมา “เลือกได้ดี เลือกได้ดีจริงๆ”

   ปวินท์ดันหลังหญิงสาวให้ก้าวเข้าไปยืนข้างเตียงคุณนายปรารถนา ก่อนจะแนะนำให้เมียกับแม่รู้จักกัน

   “กีวี่...นี่แม่ฉัน”

   “สวัสดีค่ะ เอ่อ...เจ๊ปิ๋ม” หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่แน่ใจนัก

   ชายหนุ่มอมยิ้มนึกเอ็นดู รอบนี้กรวีร์ไหว้ได้สวย ไม่ย่อเยอะแบบที่เจอเขา ยังดีที่พอจะรู้กาลเทศะอยู่บ้าง เห็นรอยยิ้มของแม่ก็ทำให้เขาเบาใจ

   “เป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่ลูกหนี้ เรียกฉันว่าแม่เหมือนที่ไปป์เรียกเถอะ” คุณปรารถนายิ้มให้ลูกสะใภ้เลยไปจนถึงคุณกัญญา “ไงล่ะหวี ทำไปทำมาก็ได้ดองกันนะเรา”

   “ยังตกใจไม่หายเลยจ้ะ”

   “ตกใจทำไม ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ฉันเชื่อมั่นในสายตาลูกชายฉัน หากลูกสาวเธอไม่ดีจริง เสี่ยไปป์เขาไม่เสียเวลาด้วยหรอก”

   “ใช่ครับ ลูกสะใภ้แม่ไม่ธรรมดาเลย” ปวินท์อวด และแนะนำคนที่เหลือโดยเริ่มจากประภามนท์ “นั่นปาล์ม น้องสาวฉัน คนนั้นทัชพล หุ้นส่วนที่เคยเล่าให้ฟัง ส่วนนั่นก็ไอ้ศาสกับครูสิ คู่นี้เจ๊หวีอุ้มสมให้เพิ่งแต่งงานกันไป และทุกคนครับนี่กีวี่...เมียผมเอง”

   กรวีร์หน้าร้อนผ่าว คำว่าเมียจากปากเสี่ยมันทำให้หัวใจเธอคันยุบยิบ รู้สึกคล้ายๆ จะขัดเขินขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นี่เธอกลายเป็นเมียเสี่ยไปแล้ว หญิงสาวยิ้มผูกมิตรกับทุกคนในห้องพร้อมยกมือไหว้เรียงทีละคนจนครบ

   “ฝากเนื้อฝากตัวกับพวกพี่ๆ ด้วยนะคะ”

   “ครอบครัวปรานต์ปราณนต์ยินดีต้อนรับจ้ะ” ประภามนท์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

   “แต่งกันปุบปับแบบนี้ก็คงต้องย้ายมาอยู่บ้านแม่กันไปก่อนนะ แล้วค่อยขยับขยายสร้างเรือนหอกันทีหลัง ไปป์ก็ดูแลห้องหับให้เหมาะสมอยู่กันสองคนก็ลองคุยกันดูอยากปรับแต่งอะไรเพิ่มก็ทำเลย ส่วนเธอ...ไม่ต้องห่วงนะหวี ฉันจะดูแลลูกสาวเธอเป็นอย่างดีให้เหมือนลูกของฉันคนหนึ่งเลย”

   “ฉันฝากกีวี่ด้วยนะเจ๊ ถ้าผิดพลาดอะไรก็ให้นึกว่าเป็นลูกเป็นหลาน ฉันเองมีลูกสาวคนเดียวอาจไม่ได้เข้มงวดนัก คงต้องลำบากเจ๊ช่วยสั่งสอนแทน” คุณกัญญากล่าวไปน้ำตาซึมไปจนคุณปรารถนาเห็นแล้วยังนึกขำ

   “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ทำเหมือนไม่รู้นิสัยฉัน บ้านเราอยู่กันสบายๆ ถ้าวันไหนคิดถึงลูกเธอก็แวะมาหาได้ หนูเองก็เหมือนกันคิดถึงแม่ก็ไปหาได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องมาอยู่เหย้าเฝ้าเรือนยี่สิบสี่ชั่วโมง แบบนั้นก็เซ็งตายชัก”

   “ขอบคุณค่ะ” แม่สามีไฟเขียวแบบนี้ กรวีร์สุดแสนจะโล่งใจ หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด เหลือบมองไปทางสามีก็เห็นเขายิ้มอยู่เหมือนกัน

   “สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหม”

   เขาเอียงหน้ากระซิบถาม เธอหันไปมองและพยักหน้าแทนคำตอบ

   กรวีร์ใช้เวลาไม่นานก็เริ่มปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ เธอสามารถพูดคุยและสร้างเสียงหัวเราะได้อย่างต่อเนื่อง เป็นบรรยากาศที่ชื่นมื่นที่สุดนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ปวินท์ที่นั่งอยู่
ข้างๆ ฟังภรรยาเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็นึกพอใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของแม่และน้องสาว

   เวลาผ่านไปแต่กรวีร์ยังไม่หมดเรื่องสนุกที่จะเล่า ทว่าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงทักของหญิงสาวคนหนึ่งที่มาพร้อมกับกระเช้าผลไม้

   “สวัสดีค่ะทุกคน มีเรื่องอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ วันนี้อยู่กันครบเลย” นลินกวาดตามองอย่างรวดเร็ว และมาสะดุดตากับหญิงสาวที่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ ปวินท์

   “อ้าว...ครูหลินเองเหรอ ไอ้พวกนี้มัวแต่นั่งโม้จนไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู เข้ามาก่อนสิจ๊ะ”

   “หลินซื้อผลไม้มาฝากป้าปิ๋มกับปาล์มค่ะ”

   “โอ๊ย...ไม่เห็นต้องลำบากเลย มานี่สิ วันนี้ไปป์เขามีข่าวดีเลยอยู่กันครบทีม”

   “ข่าวดีหรือคะ” ครูสาวถาม

   คุณปรารถนาสบตากับลูกชาย และหันกลับมายิ้มให้ “ไปป์เขาพาเมียมาเปิดตัวจ้ะ”

   กระเช้าผลไม้ที่นลินถืออยู่หลุดจากมือทันที เจ้าตัวตกใจรีบขอโทษและหยิบมันขึ้นมา ทัชพลรับกระเช้าแล้วเอาไปวางที่โต๊ะมุมห้อง

   บรรยากาศรื่นเริงเริ่มอึมครึมขึ้นมา กรวีร์ฉลาดพอจะเดาได้ว่าผู้หญิงที่โผล่มาใหม่นี้ย่อมต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างที่มากกว่าเพื่อนกับสามีของเธอ เห็นได้ชัดว่าทุกคนพร้อมใจกันปิดปากเงียบแล้วใช้สายตาคุยกัน ส่งยิ้มทักทายคนมาใหม่ตามมารยาท ส่วนสายตาผู้หญิงคนนั้นที่ใช้มองเธอมันเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย หากสายตาเจ้าหล่อนพูดได้ก็คงถามออกมาแล้วว่า อีชะนีนี่เป็นใคร ยิ่งตอนที่เจ๊ปิ๋มบอกว่าเสี่ยพาเมียมาเปิดตัวอาการยิ่งออกชัดเลย มือไม้อ่อนขนาดนั้น อย่าบอกนะว่าโจทก์เก่าเสี่ยขาของเธอ

   “กีวี่จ๊ะ นี่ครูหลินเพื่อนฉัน” ปวินท์แนะนำด้วยอาการปกติ

   กรวีร์ก็ไม่รู้ว่าเขาแอ๊บหรือไม่รู้สึกอะไรจริงๆ แต่พอตัดภาพมาที่ฝ่ายหญิงเนี่ยบอกเลยว่ารังสีอำมหิตแผ่กระจายรุนแรงมาก ลูกสาวเจ๊หวีจำเป็นต้องหวั่นไหม ก็ไม่จ้า วันนี้ปวินท์มอบฐานะเมียที่ชัดเจนให้ ใครไม่พอใจก็ไปเคลียร์กันเอง ริมฝีปากหญิงสาวคลี่ยิ้มหวานหยด

   “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะครูหลิน”

   “ยินดีเช่นกันค่ะ”

   “สองคนนี้เขาเพิ่งตกลงปลงใจจดทะเบียนกัน ส่วนงานแต่งก็คงต้องรออีกสักพัก ฉันก็เพิ่งรู้นะครูว่าเสี่ยไปป์ของฉันเนี่ยใจร้อน แต่ก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยก็เป็นผัวเมียกันอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่กันเฉยๆ เป็นขี้ปากชาวบ้าน”

   “หลินไม่รู้เลยว่าพี่ไปป์แอบซุ่มมีแฟนตั้งแต่ตอนไหน” น้ำเสียงครูสาวกึ่งตัดพ้อกึ่งหยอกเย้าก็ทำเอาแฟนเสี่ยตั้งตารอฟังคำตอบด้วย

   “ไม่ได้ซุ่มอะไรหรอก เจอครั้งแรกก็รู้เลยว่าใช่...ปล่อยเขาไปไม่ได้” ดวงตาของปวินท์เปล่งประกายแวววาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มชวนให้คนเห็นพากันคิดไปในทางหวานชื่น คงมีกรวีร์คนเดียวที่ได้ยินแล้วน้ำตาจะไหล คนอื่นฟังน่ะเคลิ้มแต่เธอรู้อยู่เต็มอกว่าเขาหมายถึงอะไร ขืนปล่อยเธอไป เงินสามแสนก็เท่ากับสูญนะสิ แหม...เสี่ยนี่ก็เข้าใจเล่นคำ

   “เห็นพี่ไปป์มีความสุขอย่างนี้ หลินดีใจด้วยนะ”

   “พวกเราก็รอฟังข่าวดีของครูหลินอยู่นะครับ”

   “นั่นสิ ป้าก็รอข่าวดีครูหลินเหมือนกัน เออ ไปป์ เจ๊หวีเขามีธุระที่ไหนต่อหรือเปล่า มากันนานแล้วนะ พากลับไปส่งเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่วันนี้เพื่อนเต็มห้องเลย” คุณปรารถนาพยักพเยิดบอกลูกชาย

   “งั้นตอนเย็นผมกับกีวี่ค่อยแวะมาใหม่นะครับ”

   “ไม่ต้องมาก็ได้ เข้าหอเถอะ ช่วงข้าวใหม่ปลามัน แม่เข้าใจ”

   “แม่! พูดอะไรอย่างนั้น คนเยอะแยะ ลูกสะใภ้เขินแล้วไหมนั่น” ปวินท์เหลือบมองสีหน้าเก้อเขินของกรวีร์แล้วเผลอยิ้มรีบสะกิดชวน “พวกเราไปกันดีกว่า”



   ปวินท์มาส่งแม่ยายที่ร้านเพราะคุณกัญญาขี้เกียจกลับไปอยู่บ้าน เหลือเพียงเขากับภรรยาที่มาช่วยกันเก็บของ ระหว่างทางกรวีร์ที่ช่างคุยดูจะมีเรื่องให้ต้องขบคิด ชายหนุ่มก็ไม่อยากจะขัดคอเธอจนกระทั่งเขาจอดรถที่หน้าบ้าน

   “เป็นอะไรหรือเปล่า เห็นนั่งขมวดคิ้วมาตลอดทาง เกิดเสียดายความโสดขึ้นมาหรือไง”

   “อู๊ย...มีอะไรต้องเสียดายคะเสี่ย ในเมื่อความโสดของฉันมีค่าตั้งหนึ่งล้านบาท เพียงแค่พอฉันได้เลื่อนฐานะมาเป็นเมียเสี่ยก็มีเรื่องให้ต้องคิดนิดหน่อย ว่าไปเพื่อนๆ เสี่ยน่ารักดีนะ โดยเฉพาะคนที่เป็นครูนั่น มองฉันตาไม่กะพริบเลย ตอนที่รู้ว่าเสี่ยมีเมีย ตกใจแรงกว่าแม่เสี่ยซะอีก”

   “แม่ฉันให้เธอเรียกเขาว่าแม่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ อย่ามัวตั้งข้อสังเกตอะไรนักเลย เป็นเมีย ไม่ได้เป็นนักสืบ ไปเก็บของเถอะ เอาไปแต่ที่จำเป็น ขาดเหลืออะไรค่อยซื้อหาเอาใหม่”

   เกลียดดดดด ความเอาของมาล่อ ขาดเหลืออะไรให้ซื้อใหม่ รวยไม่ไหวเลยจ้า

   กรวีร์มองสามีราวกับจะค้อน ก็เป็นซะแบบนี้เวลาจะถูกเธอล้วงความลับอะไร เสี่ยไปป์เป็นต้องบ่ายเบี่ยงตลอดไม่รู้เรื่องกันสักที “อันที่จริงฉันก็ไม่มีสมบัติมากมายติดตัวหรอก มีแค่เป้ใบเมื่อวานเสี่ยก็เห็น ที่จำเป็นๆ อยู่กรุงเทพฯ โน่น”

   “ถ้ามีแค่นั้น ฉันว่าซื้อใหม่เลยก็ได้นะ ไม่ต้องเอาไปหรอก”

   “นั่นเท่ากับว่าฉันไปแต่ตัวจริงๆ เลยนะเสี่ย”

   “ก็มีชุดที่ใส่นี่ไง หรือเธอจะแก้ผ้าไปก็เร้าใจดี เอาสิ ฉันก็อยากเห็น” ชายหนุ่มหันมากอดอกมองเธออย่างท้าทาย

   “อย่าคิดว่าฉันไม่กล้านะเสี่ย” กรวีร์เชิดหน้าขึ้น แล้วยิ้มแหยในนาทีต่อมา “แฮ่...ฉันก็ไม่กล้าจริงๆ นั่นแหละ ใครจะบ้าแก้ผ้าเดินเข้าบ้านสามีล่ะ สงสารพระภูมิเจ้าที่ แต่เสี่ยก็รอนี่แหละเดี๋ยวฉันมา”

   “อืม”

   ปวินท์รอไม่นาน กรวีร์ก็ลงมาจากชั้นบน เขามองด้วยความเสียดายนิดๆ ที่แม่สาวสีชมพูคนเมื่อเช้าอันตรธานหายไปเหลือไว้เพียงสาวมั่นในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนดูทะมัดทะแมง ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้า ถึงบอกเขาว่าจะไปแต่ตัว ทว่าบนไหล่ของเธอก็สะพายเป้ท่าเดิมเหมือนตอนเจอกันครั้งแรก เพียงแต่รอยยิ้มของเธอครั้งนี้ดูไว้วางใจเขามากขึ้น

   “เราแวะซื้อของใช้เธอก่อนแล้วค่อยเข้าบ้าน”

   “เสี่ยว่าไง เมียก็ว่างั้น”

   เสี่ยมองเมียแล้วส่ายหน้ายิ้มอ่อน ช่างว่านอนสอนง่ายได้ตามสั่งจริงๆ



   สามีภรรยาคู่ใหม่ควงกันไปซื้อของในห้างใหญ่ของจังหวัด การเห็นปวินท์เดินห้างก็นับว่าแปลกตาอยู่แล้ว วันนี้ชายหนุ่มกลับควงสาวสวยมาด้วยซ้ำยังช่วยกันหอบหิ้วซื้อข้าวของกระหนุงกระหนิงจนน่าอิจฉา

   ปวินท์ค่อนข้างพอใจที่กรวีร์ไม่ใช่ผู้หญิงเรื่องมาก ที่สำคัญเธอไม่ใช่คนฟุ่มเฟื่อยติดจะขี้งกอีกต่างหาก ทั้งที่เขาก็เต็มใจจ่าย จะเสื้อสักเจ็ดวันเจ็ดชุดก็ไม่มีปัญหา แต่เธอกลับแย้งกลับมาว่า

   “ซื้อไรเยอะแยะ แฟชั่นเปลี่ยนทุกวันนะเสี่ย เอานี่แหละ เมียสะดวกแบบนี้”

   คำพูดดูไม่สนใจ ทว่าลึกๆ เขารู้สึกได้ถึงความเกรงใจของเมีย ทุกครั้งที่จะตัดสินใจซื้อเขาจะเห็นกรวีร์ดูป้ายราคาและเปรียบเทียบกันเสมอ

   “ครบแล้วละเสี่ย พวกชุดนอนไม่ได้นอนค่อยสั่งออนไลน์มาเอาใจเสี่ยทีหลังแล้วกันนะ ฉันจะได้รู้ด้วยว่ารสนิยมเสี่ยเป็นแบบไหน” เธอก้มมองของในมือแล้วแกล้งยิ้มทำกระซิบกระซาบ

   “พร้อมจะเป็นเมียฉันขนาดนั้นเชียว” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม ก่อนนัยน์ตาคมกริบเป็นประกายชวนขนลุกตอนที่เขาลดเสียงกระซิบบอก “ไม่ต้องเอาใจขนาดนั้นหรอก ถ้าฉันอยากจู๋จี๋กับเธอ ต่อให้เธอใส่ชุดเกราะ ฉันก็สะเดาะมันออกจากตัวเธอได้”

   “เอ้อ...เดินรอบห้างคอแห้งจังเลย ฉันไปซื้อชาไข่มุกสักแก้วดีกว่า เสี่ยอยากได้อะไรไหม”

   “อยากได้เมีย”

   “ว้าย...เสี่ยมามุกนี้ เมียขนลุกซู่เลยนี่เห็นไหม เผ่นก่อนดีกว่า”

   หญิงสาวจ้ำอ้าวลี้ภัยไปตั้งหลักหน้าร้านชาไข่มุก ปวินท์หัวเราะหึๆ หิ้วของเดินตามไปโดยที่สายตาคมกริบไม่เคยคลาดไปจากคนที่ได้ชื่อว่าเมีย

   ห่างออกไปไม่ไกลในร้านอาหารแห่งหนึ่งธนชิตกำลังนั่งกินข้าวกับนลินอยู่ แต่เมื่อหันไปมองนอกร้านก็เห็นปวินท์กับผู้หญิงหน้าตาดีกำลังยืนคุยกันท่าทางมีความสุข

   “เสี่ยไปป์หรือเปล่า เอ๊ะมากับใคร”

   นลินมองตามสายตาคนรักแล้วอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนบอกออกมาเสียงเบา “กีวี่ค่ะ เมียพี่ไปป์”

   “เมีย!”

   “ค่ะ เขาตกลงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เห็นว่ายังไม่สะดวกจัดงานเลยจดทะเบียนกันก่อน”

   “ทำไมผมไม่เคยเห็นหน้าเมียเสี่ยเลย คุณรู้จักไหม”

   ครูสาวส่ายหน้า “ฉันก็เพิ่งรู้ตอนที่ไปเยี่ยมป้าปิ๋มเมื่อเช้าค่ะ เห็นว่าเป็นลูกสาวเจ๊หวี”

   “ถึงว่าเจ๊หวีกับเจ๊ปิ๋มทำไมสนิทกันนัก ที่แท้ก็แอบจับคู่ให้ลูกๆ นี่เอง ดูท่าทางน่าจะคบกันมานานนะ มิน่าล่ะเสี่ยไปป์ถึงได้เลี่ยงยายนิดตลอด”

   “คุณก็อย่างเพิ่งบอกกับคุณนิดนะคะ เดี๋ยวจะเป็นเรื่อง” นลินเตือนคนรัก หากแต่ธนชิตยิ้มอย่างมีแผนร้าย

   “บอกก็เป็น ไม่บอกก็เป็น สู้บอกให้มันเป็นเรื่องจบๆ ไปดีกว่า ถือว่าผมส่งยายนิดไปรับขวัญเมียเสี่ยก็แล้วกัน”

   “จะดีเหรอคะคุณชิต”

   ลูกชายนายกยักคิ้วให้แฟนสาวก่อนจะวางช้อนแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาน้อง

   “นิด...พี่มีข่าวเด็ดจะบอกแน่ะ”


++++++++++++++++++
เขาจดทะเบียนกันแล้วจ้ะแม่
เสี่ยอาจลุ้นให้จับคนร้าย
แต่เรามาช่วยลุ้นให้เขาได้กันเถอะค่ะ ได้กัน ได้กัน ได้กัน555555555