ผู้เขียน หัวข้อ: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 7 พาเมียเข้าหอ<<<  (อ่าน 691 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 260
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 7 พาเมียเข้าหอ




   กรวีร์กวาดตามองบ้านของสามี เชื่อแล้วว่าเสี่ยแกรวยจริง บ้านหลังโตกลางเมืองแถมยังตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราหมาเห่าสมฐานะเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับจังหวัด

   หญิงสาวมองเลยออกไปไม่ไกล กำลังมีการก่อสร้างบ้านหลังใหม่อีก พ่อคุณเอ๊ยแค่หลังที่เธอยืนอยู่นี่ก็ไม่เล็กแล้วนะ จะสร้างให้ใครอยู่กัน

   “นั่นบ้านใครเหรอคะ”

   “บ้านปาล์ม ว่าจะใช้ทำเป็นเรือนหอ แต่คงไม่ได้แล้วละ”

   “ฉันเสียใจด้วยนะเสี่ย” กรวีร์รู้เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากคำบอกเล่าของสามี เธอรู้สึกสงสารประภามนท์เป็นอย่างมากที่ต้องสูญเสียคนรักไป ดูท่าแล้วอุบัติเหตุครั้งนี้จะสร้างความเสียใจให้กับครอบครัวเสี่ยไม่น้อย ฟังน้ำเสียงเจือความห่วงใยของปวินท์แล้ว เสี่ยคงรักน้องสาวมาก

   “ฉันคงต้องฝากเธอดูแลปาล์มหน่อย ปกติแล้วเขาก็ทำงาน ไปไหนมาไหนกับตรัยตลอด พอตรัยไม่อยู่ ฉันรู้สึกว่าน้องเงียบขรึมลงทุกที”

   “เขาเพิ่งจะเสียคนรักทั้งคนนะเสี่ย มันก็ต้องเศร้าเป็นธรรมดาแหละ ลองเป็นฉัน ถ้าเสี่ยตายฉันก็คงใจหายเหมือนกัน ใครจะเป็นคนจ่ายเงินห้าแสนให้ฉัน”

   “หืม...” ปวินท์ผลักหัวศรีภรรยาอย่างหมั่นไส้ “ถ้าฉันตายตอนนี้ เธอก็เศรษฐีนีย่อยๆ เลยนะ คุณนายกรวีร์ ปรานต์ปราณนต์”

   “ไม่เอาอะ ฉันหย่าเอาห้าแสนดีกว่าเป็นม่ายแล้วต้องเหนื่อยใช้เงินเสี่ยไปตลอดชีวิต สบายเกินไป ชีวิตไม่ตื่นเต้น”

   “ไม่ชอบเหรอ สมบัติในส่วนของฉันมีมากกว่าห้าแสนนะ”

   “ชอบก็ชอบ แต่ไม่ใช่เงินฉัน ไม่เอาดีกว่า”

   ปวินท์มองหญิงสาวที่เขาเลือกมาเป็นภรรยาด้วยแววตาบางอย่าง เหมือนเธอจะเป็นคนขี้งก แต่ก็อยากได้เฉพาะในส่วนที่เป็นของตัวเอง

   “ทำไมมองเมียแบบนี้ล่ะเสี่ย แอบหวั่นไหวกับความน่ารักของเมียแล้วหรือเปล่า”

   “กำลังสงสัยความคิดเมียนิดหน่อย”

   “สงสัยให้ถาม ยังไงเราก็ผัวเมียกัน ช่วงที่ใช้นามสกุลเดียวกับเสี่ย เมียสัญญาว่าจะไม่มีความลับ” หญิงสาวเอาใจเต็มที่

   ดวงตาของปวินท์เปล่งประกายขบขัน ความซื่อสัตย์นี่มันก็มีช่วงเวลาเหมือนกัน

   “เธอมีแผนอื่นอีกไหมนอกจากหย่าแล้วรับเงินห้าแสน อย่างเช่นว่า...เราสองคนอาจจะเข้ากันได้ดี อยู่กินจนแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรอะไรประมาณนั้น”

   กรวีร์นิ่งทำหน้าเหมือนกินยาขม “พูดกันตามตรงนะเสี่ย ด้วยความจำเป็นหลายอย่างของเราสองคน ฉันว่าเงินห้าแสนน่าจะเป็นไปได้มากกว่าทางอื่น หรือถ้าเสี่ยต้องใช้เมียระยะยาวเราค่อยคุยกันอีกทีก็ได้ ไม่ต้องวอรีกีวี่ยังอยู่กับเสี่ยไปอีกนาน รับรองว่าเสี่ยได้จ่ายตังค์ให้ฉันแน่”

   “จ่ายไม่เท่าไรแต่ได้เมียที่ถูกใจมาคนหนึ่งก็ถือว่าคุ้ม เอาละ เข้าบ้านกันดีกว่า นี่ต้องให้ฉันอุ้มเข้าบ้านตามธรรมเนียมไหม”

   “ไม่ดีกว่า ช่วยภรรยาถือของดีกว่านะคะคุณสามีน้ำใจงาม” กรวีร์ถอยหนีโดยอัตโนมัติ

   สามีน้ำใจงามหัวเราะศรีภรรยา เหมือนจะกล้าแต่ก็ยังมีความหวาดหวั่นไม่มั่นใจอยู่บ้าง ปวินท์ค่อนข้างพอใจกรวีร์ในส่วนนี้ เพราะหากเธอไม่กลัวอะไรซะบ้างเลย เขาคงปวดหัวน่าดู ไม่รู้จะกำราบกันอยู่รึเปล่า

   ชายหนุ่มเดินไปหยิบของจากท้ายรถ กรวีร์ช่วยถือบ้างจะเดินตัวเปล่าเข้าบ้านเขาก็ดูเป็นคุณนายยังไงไม่รู้ เธอเดินตามเสี่ยเข้าบ้าน ระหว่างทางเขาก็เริ่มเล่าสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ฟัง

   “บ้านหลังนี้เป็นบ้านใหญ่ พ่อฉันสั่งไว้ก่อนท่านจะเสีย ถ้าหากลูกๆ มีครอบครัวก็ให้แบ่งที่ดินปลูกบ้านแยกออกไปคนละหลัง จะได้เป็นส่วนตัวและไม่วุ่นวาย อยู่ใกล้ๆ กันจะได้ดูแลแม่ตอนแก่ ไม่ต้องไปอยู่ที่อื่น”

   “งั้นแบบนี้เสี่ยไม่ต้องปลูกบ้านใหม่อีกหลังเหรอ”

   “ปลูกสิก็ฉันมีเมียแล้ว” ปวินท์พยักหน้าบอกขำๆ “เอาไว้เธอค่อยช่วยฉันเลือกแบบบ้านแล้วกัน ตอนนี้ฉันยังไม่ค่อยว่าง”

   “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งดีกว่า เกิดเมียในอนาคตของเสี่ยรู้ที่มาของเรือนหอเข้าละก็ฉันจะเดือนร้อน”

   “เมียฉัน ก็เธอไง”

   “เสี่ยไม่เข้าใจกีวี่ เสี่ยไม่เข้าใจกีวี่...” กรวีร์บ่นพึมพำ เธอหมายถึงเมียที่เป็นเมียจริงๆ ไม่ใช่เมียขัดดอกแบบเธอ “บ้านเสี่ยออกใหญ่โตมโหระทึกอยู่กันกี่คนเนี่ย”

   “นอกจากฉัน แม่ ปาล์ม ก็ยังมีป้าแป๋วที่ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างภายในบ้านอีกคนหนึ่ง เดี๋ยวเธอก็ได้เจอ อย่าลืมไหว้สวยๆ ด้วยล่ะ”

   พอเข้าไปได้ในก็ปรากฏว่ามีผู้หญิงสูงวัยหน้าตาคล้ายๆ เจ๊ปิ๋มเดินออกมารับหน้า ทันทีที่เห็นเสี่ยป้าแกก็ยิ้มเต็มหน้า รีบเดินเข้ามาหา

   “ซื้ออะไรมาเยอะแยะ”

   “ไม่ใช่ของผมหรอกครับ ของกีวี่เขา” ปวินท์ขยับไปด้านข้าง เปิดทางให้หญิงสูงวัยได้มองเห็นกรวีร์เต็มตา เขาเอื้อมไปหยิบถุงในมือเธอมาถือไว้เสียเองก่อนแนะนำ “นี่ป้าแป๋ว พี่สาวของแม่ ป้าแท้ๆ ของฉัน”

   “สวัสดีค่ะคุณป้า”

   “สวัสดีจ้ะ” ป้าแป๋วรับไหว้หญิงสาวอย่างงุนงง “ลูกสาวใครเอ่ย ทำไมป้าไม่เคยเห็นหน้า แถมไปป์ยังพาเข้ามาเองอีก มีอะไรพิเศษหรือเปล่า”

   “เราเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อเช้าครับ” หลานชายประกาศข่าวดี

   “หะ!” คุณป้าตกตะลึงตาค้าง อาการเดียวกับตอนที่กรวีร์รับทราบวีรกรรมน้ำพริกสามพันกระปุกของแม่ หญิงสาวคอยระวังอยู่แล้วจึงเข้าประคองได้ทัน

   “คุณป้า!” หญิงสาวพยุงป้าสามีไปนั่งที่เก้าอี้ รีบเปิดกระเป๋าและเอายาดมออกมาให้ “ไม่เป็นไรนะคะ”

   “ไม่จ้ะๆ ป้าแค่ตกใจนิดหน่อย แต่ขอยืมยาดมหลอดนี้ก่อนนะจ๊ะ”

   “ได้ค่ะ หนูมีอีกหลอด คุณป้าเอาไปเลย” ตั้งแต่คุณกัญญาบอกข่าวเรื่องน้ำพริกคราวนั้น กรวีร์ก็ต้องพกยาดมสำรองติดกระเป๋าไว้ตลอด เพราะกลัวว่าแม่จะโทร.มาแจ้งว่าได้เป็นท็อปสเปนเดอร์อะไรอีก หญิงสาวมองป้าแป๋วอย่างเป็นห่วง ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่เธอเห็นยาดมจ่อจมูกไม่เคยห่าง ตอนเจ๊ปิ๋มรู้ก็ว่าตกใจแล้วนะ เจ๊แป๋วนี่อาการหนักกว่าอีก

   “เรื่องอะไรกันไปป์ ทำไมถึงมีเมียสายฟ้าแลบแบบนี้”

   “เรื่องมันยาวนะครับ เอาเป็นว่าผมฝากหลานสะใภ้ด้วย ถ้าป้าอยากรู้อะไรก็ลองตะล่อมๆ ถามกีวี่ดู เมียผมเขาเปิดเผยตรงไปตรงมา ป้าน่าจะชอบ” ปวินท์เหลือบมองไปที่ภรรยาแล้วยิ้มมุมปาก กรวีร์จะทำอะไรได้นอกจากยิ้มแหย

   “แฮ่...หนูฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

   “บอกตามตรงป้าตั้งตัวไม่ทัน หนุ่มสาวสมัยนี้มีแต่เรื่องให้ตื่นเต้นเนอะ” ป้าแป๋วทั้งงุนงงสงสัยและตกใจในคราวเดียวกัน “แล้วนี่จะอยู่กันยังไงจ๊ะ ป้าตามคนงานมาจัดห้องใหม่ให้ไหมจะได้นอนห้องกว้างๆ สบายๆ”

   “อยู่ห้องเก่าผมดีกว่าครับ ห้องกว้างขี้เกียจวิ่งไล่จับเมียรอบเตียง เรื่องห้องป้าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวให้กีวี่เขาจัดการเองได้ครับ”

   “ค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการเอง สบายหายห่วงค่ะป้า”

   “เอางั้นนะ” ป้าแป๋วมองหน้าหลานชายสลับกับหลานสะใภ้ที่ยืนขึ้นแล้วตอบรับพร้อมกัน “อืม...ถ้าอย่างนั้นก็เอาของขึ้นไปเก็บ แล้วลองดูนะว่าขาดเหลืออะไร ป้าจะได้หาให้ เออไปป์แล้วจะไปเยี่ยมแม่อีกหรือเปล่า”

   “แม่บอกให้เข้าหอครับ”

   กรวีร์หันขวับมองหน้าสามี คำตอบช่างใสซื่อแต่แววตาเสี่ยนี่อื้อหือ...หญิงสาวค่อยๆ ถอยฉาก อยู่ห่างๆ เสี่ยเขาหน่อย ป้าแป๋วมองแล้วหัวเราะพร้อมกับโบกมือไล่

   “งั้นก็พาเมียไปเข้าหอเถอะพ่อคุณ”

   


   “ขอต้อนรับสู่ห้องชายโสด” ปวินท์เปิดประตูต้อนรับกรวีร์เข้าสู่ห้องส่วนตัว

   สิ่งแรกที่หญิงสาวมองหาคือมุมเหมาะๆ สำหรับตัวเอง ห้องนอนเสี่ยกว้างขวางมันต้องมีสักมุมที่พอจะแบ่งให้เธอได้บ้างละ

   “เอาของไปเก็บเลย ตู้เสื้อผ้าฉันเธอก็แหวกๆ หาที่แขวนเสื้อผ้าเธอไปก่อน เอาไว้เราค่อยไปดูตู้ใหม่กัน”

   “เสี่ยจะให้ฉันนอนตรงไหน”

   ปวินท์ขมวดคิ้ว นิ่วหน้ามองเธออย่างงุนงง ก่อนจะค่อยๆ เข้าใจความหมาย ใบหน้าคมเข้มบุ้ยใบ้ไปที่เตียงกว้าง

   “เป็นเมียเสี่ยก็ต้องนอนเตียงเสี่ยสิจ๊ะ เธอจะกลับไปนอนกับเจ๊หวีหรือไง” เขาตอบหน้าตาย และกรวีร์กำลังจะตายจริงๆ เพราะไม่คิดว่าเมียขัดดอกจะต้องนอนร่วมเตียงใกล้ชิดกับเขาด้วย

   “เดี๋ยวนะเสี่ย คือ...ฉันว่าเราน่าจะต้องเจรจาทำข้อตกลงกันใหม่ในส่วนที่ยัง เอ่อ...ไม่ครอบคลุม”

   “จะต้องเจรจาหาอีกเหรอ คำว่า เมีย ฉันก็คิดว่ามันครอบคลุมหมดทุกความหมายแล้วนะ อย่าลืมว่าเธอจดทะเบียนกับฉันถูกต้อง มีกฎหมายรองรับ แล้วมันมีส่วนไหนที่ไม่ครอบคลุมอีกเหรอ เธอเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วนะกีวี่”

   “ก็ไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนใจ แต่ว่า...” หญิงสาวลากเสียงลังเล หลุบตามองลงที่พื้น

   “มีปัญหาอะไร ไหนบอกเสี่ยมาซิ” ปวินท์เท้าเอวถาม

   “เสี่ยจะนอนกับฉันจริงๆ เหรอ”

   “นอน!”

   “เสี่ย!” หญิงสาวผงะ เรียกเสียงหลง “ใจคอจะไม่ให้ฉันทำใจหน่อยเหรอ ลำพังแค่มาเป็นเมียขัดดอกฉันก็กล้ำกลืนฝืนทนละนะ นี่เสี่ยยังจะขืนใจฉันให้นอนด้วยอีก ฉันยังบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างกลางหาวอยู่นะเสี่ย”

   “แล้วถ้าฉันไม่นอนกับเธอ จะให้ฉันไปนอนกับแม่ที่โรงพยาบาลงั้นเหรอ เธอก็ถามแปลก ลองนึกดูดีๆ ซิว่าฉันบังคับเธอมาเป็นเมียหรือเปล่า เธอจะเอาข้อหาขืนใจมายัดให้ฉัน มันยุติธรรมไหม ตอนตกลงเป็นเมียฉัน เธอก็น่าจะเข้าใจนะว่าเมียที่ถูกต้องครบถ้วนกระบวนความต้องทำอะไรบ้าง”

   ฮือ...ก็ตอนนั้นฉันแค่อยากประชดแม่!

   กรวีร์อยากจะร้องไห้ เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้ว แค่คิดว่าเสี่ยไปป์จะกระโจนเข้าใส่ลากเธอขึ้นไปบนเตียง เธอก็ไม่ไหวละนะ แม่จ๋าขนลุกซู่เลยจ้า

   “นี่คิดอะไรของเธอ” ปวินท์ลองถามหยั่งทั้งที่ในใจอยากจะหงายหน้าหัวเราะให้ลั่นห้อง เขารู้ละว่ากรวีร์กลัวอะไร

   ความจริงเขาไม่คิดไกลถึงขั้นจะหักหาญน้ำใจเธอขนาดนั้น ต่อให้จดทะเบียนสมรสกันเป็นเรื่องเป็นราวและเขามีสิทธิ์ แต่ปวินท์ก็ไม่ลืมวัตถุประสงค์ที่จะเอาเธอมาเป็นเหยื่อล่อเป้า เขาจะไม่เอาเปรียบเธอเพราะด้วยหน้าที่ที่เขามอบให้พ่วงไปพร้อมตำแหน่งเมียมันก็เสี่ยงมากพอแล้ว ถึงตอนที่ต้องหย่ากันแล้วกรวีร์เกิดมีปัญหากับคนใหม่ในเรื่องนี้ เขาก็พร้อมที่จะเคลียร์ให้เข้าใจอย่างลูกผู้ชาย

   แต่ทว่าพอได้แกล้งเธอแล้วก็ชักนึกสนุกขึ้นมา เมียเขาน่ะปั่นขึ้นเสียด้วยสิ ท่าทางจะคิดจริงจังไปถึงไหนต่อไหน ใบหน้าที่เคยทะเล้นซีดลงจนเขานึกสงสาร โถ...แม่คุณ แม่น้ำค้างกลางหาว

   “อะๆๆ เห็นแก่ที่เธอเป็นเมียที่มีมารยาทดีงาม ฉันจะไม่บังคับขืนใจ ถ้าเธอไม่พร้อม”

   “แล้วถ้าเสี่ยทำให้ฉันพร้อมล่ะ” เธอถามแล้วหน้าแดงขึ้นมาต่อหน้าต่อตา แถมยังอ้อมแอ้มต่ออีกว่า “ของแบบนี้ฉันไม่มีประสบการณ์ยังไงก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบวันยันค่ำ”

   “โอ๊ยยยย ถ้าเราไปถึงขั้นนั้นก็ยอมๆ เป็นเมียฉันเถอะ คงไม่เสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่นี่หรอก”

   ปวินท์นึกอ่อนใจ สงสัยจะไม่เคยจริงๆ คนเราถ้าถึงจุดนั้นความสัมพันธ์มันก็ต้องบรรลุผลละนะ จะมาทำค้างๆ คาๆ ให้ทรมานกันทำไม แล้วถ้าเธอไม่มีใจ จะยอมปล่อยให้เขาเข้าถึงตัวจนทำให้พร้อมเชียวหรือ ชายหนุ่มนึกอยากจะร้องแหมยาวๆ ไปให้ถึงหน้าปากซอย

   “ยังไงเราก็ต้องนอนเตียงเดียวกัน เอาละๆ เพื่อความชัดเจนและสบายใจของเธอกับฉัน ฉันจะไม่ชิมน้ำค้างกลางหาว ถ้าเธอไม่อนุญาต แบบนี้โอเคไหม”

   “สัญญานะ”

   “อืม” ปวินท์แกล้งยกมือแล้วเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางไขว้กัน ก่อนจะหัวเราะเสียงดังเมื่อกรวีร์โวยวายไล่ตีเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

   “เสี่ยบ้า แค่นี้ก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว”

   “เฮ้ยๆ เบาสิ เดี๋ยวผัวก็ช้ำในตาย ได้เป็นม่ายทรงเครื่องหรอก”

   “ฉันจะเชื่อเสี่ยได้ไหมเนี่ย”

   “เชื่อได้...แต่เรื่องการแสดงออกภายนอก เธอคงต้องอะลุ่มอะล่วยให้ฉันบ้าง ผัวเมียกันไม่ถูกตัวกันเลยคนจะสงสัย เป็นไง แบบนี้โอเคไหม”

   “ก็โออยู่” หญิงสาวตอบอย่างไม่เต็มใจนัก

   “คราวนี้คุณศรีภรรยาก็เริ่มต้นจัดการข้าวของที่ซื้อมาได้แล้ว เดี๋ยวฉันช่วย” ปวินท์เสนอตัวอย่างมีน้ำใจ เอื้อมมือไปหยิบถึงมาเทของออก ใครจะคิดว่าเขาดันมือแม่นไปหยิบถุงชุดชั้นในเข้าให้ ไอ้ตอนหยิบก็ลืมอ่านข้างถุง กางเกงในลูกไม้สีแดงชุดเซ็กซี่โดดเด่นสะกดสายตาตกลงมากลางเตียง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนที่ซื้อมาช้าๆ กรวีร์หน้าแดงไม่แพ้สีกางเกงในลูกไม้ของเธอเลยให้ตายสิ

   “เสี่ย!” เธอกรี๊ดลั่นพลางกระโดดนอนทับชุดชั้นในเอาไว้ ซุกใบหน้ากับที่นอนหลบอาย ส่งเสียงไล่เขาอู้อี้จนแทบฟังไม่รู้เรื่อง “ถอยไปอยู่ห่างๆ เลย”

   “รู้แล้วๆ เดี๋ยวฉันไปนั่งเล่นเกมส์รอตรงนั้นแล้วกันนะ” ปวินท์รีบกลับหลังหัน เดินถือโทรศัพท์ไปนั่งเล่น


   บ้าบอชะมัด! เขาไม่มีสมาธิเล่นเกมส์เพราะถูกกางเกงในลูกไม้สีแดงของกรวีร์สะกดจิตไว้ มันก่อกวนเขาอยู่ตลอดเวลา ปวินท์ค้นพบความยุ่งยากแรกในชีวิตหลังแต่งงาน ถึงจะยึดมั่นในวัตถุประสงค์หลักอย่างไรแต่เขาก็ยังเป็นผู้ชายวันยันค่ำ พอเจอแบบนั้นก็อดคิดวอกแวกไม่ได้ แค่หันไปเห็นเธอเดินไปเดินมา มันอดวาดภาพจินตนาการไปไม่ได้ จะเป็นอย่างไรถ้ากรวีร์ใส่กางเกงในลูกไม้บางเบาตัวนั้น

   โอย...ไอ้ไปป์ตายแน่ แกต้องหยุดคิดสัปดนก่อนที่จะโดนจับได้ ไม่งั้นยายกีวี่เอาแกตาย หลังจากสัญยิงสัญญากันไว้เสียดิบดี

   “เสี่ย แล้วพรุ่งนี้ ฉันต้องทำอะไรบ้าง” กรวีร์เงยหน้าขึ้นถามหลังจากพับถุงกระดาษซ้อนกันอย่างเรียบร้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นว่าปวินท์กำลังเหม่อเธอจึงเรียกซ้ำ “เสี่ย...เสี่ย...เสี่ย!”

   “หะๆ อะไรเหรอ” ปวินท์หลุดออกจากภวังค์

   “ใจลอยไปถึงไหน”

   “ถึงกางเกงในตัวนั้น เฮ้ย! ไม่ใช่ๆ เมื่อกี้ถามว่าไงนะ”

   “เสี่ย...ฉันเริ่มกลัวจริงๆ แล้วนะ ฉันถามว่าพรุ่งนี้ฉันต้องทำอะไรบ้าง” กรวีร์เริ่มระแวงสามีตัวเอง

   “ก็...ไปเยี่ยมแม่ฉัน อยู่เป็นเพื่อนคุยกับท่าน”

   กรวีร์พยักหน้ารับรู้ “แล้วพรุ่งนี้เสี่ยอยู่บริษัทหรือออกตรวจไซต์งาน”

   “ออกไซต์ ว่าจะไปโรงเรียนอนุบาลดูพื้นที่ที่จะสร้างโรงอาหารใหม่น่ะ ตอนเย็นถ้าไม่ติดงานอะไรจะกลับมากินข้าวด้วย เดี๋ยวฉันจะเอากุญแจรถให้คันหนึ่ง เธอได้เอาไว้ใช้ขับไปไหนมาไหน”

   “ไม่เป็นไร รถฉันก็มี”

   “เอาไว้ให้เจ๊หวีใช้เถอะ ขับมอเตอร์ไซค์ไปมามันอันตราย ฉันให้คนเอาไปส่งที่บ้านเธอแล้ว แม่เธอก็ขับรถได้นี่”

   “ได้ แต่เขาว่ามอเตอร์ไซค์มันคล่องตัวกว่า ช่างเถอะ รถเสี่ยก็รถเสี่ยว่าแต่เมียเบิกค่าน้ำมันได้มะ”

   “ได้แน่นอน และจะดีมากด้วยถ้าเธอจะขับรถอวดโฉมชมวิวเมืองเล่นๆ ประกาศให้คนทั้งจังหวัดรู้ว่าเป็นเมียฉัน” ปวินท์เริ่มต้นวางแผน

   “วุ้ย! พ่อคนเห่อเมีย เสี่ยไม่เอาฉันขึ้นรถแห่รอบเมืองเลยล่ะ” หญิงสาวร้องท้า สามีพยักหน้าหงึกหงัก

   “เออ...เป็นความคิดที่ไม่เลว เดี๋ยวฉันจะลองคุยกับปลัดดูว่ามีคนนั่งรถแห่เทียนพรรษาหรือยัง”

   “ฉันพูดเล่นไหมล่ะเสี่ย ทำจริงจังไปได้”

   “เมียสวยต้องอวดหน่อย ไปอาบน้ำไป๊ เดี๋ยวฉันจะอาบบ้าง”

   “เสี่ยไปอาบก่อน ฉันอาบน้ำนาน”

   สายตาปวินท์มองหญิงสาวอย่างไม่เชื่อถือ แต่ขี้เกียจจะเถียงด้วย ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ลุกขึ้นเดินแกะกระดุมถอดเสื้อโยนใส่ตะกร้า หยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพันรอบเอว ทำท่าจะถอดกางเกงตรงนั้นถ้าเมียไม่ร้องห้ามไว้

   “เสี่ยอย่ามาแก้ผ้าตรงนี้นะ เข้าไปถอดในห้องน้ำโน่น”

   “ทำเป็นไล่ แล้วจะเสียใจทีหลังที่พลาดเห็นของดี” ปวินท์ยักไหล่ เดินผิวปาก หายเข้าห้องน้ำไป

   กรวีร์เป่าปากโล่งใจ ถึงเขาจะเป็นสามีแต่เธอก็ไม่คิดหากำไรจากเนื้อหนังมังสาเขาหรอก แค่เปลือยท่อนบนเธอก็จะเป็นลมแล้ว แม่เจ้า...ทำไมอกเสี่ยไปป์ช่างขาวโอโม่อย่างนี้ เห็นห่างๆ ยังรู้สึกได้เลยว่าเนื้อแน่นเปรี๊ยะ!

   หญิงสาวควานหายาดมในกระเป๋า ก่อนสูดลมเข้าไปเต็มปอด ปลอบใจตัวเองว่าตัดสินใจถูกแล้ว อย่าได้เห็นแก่อาหารตาเพราะจะพาตัวลำบาก เธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันก็จริง แต่เสี่ยไปป์ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่ แถมยังเปย์ไม่อั้น ชายหญิงอยู่ใกล้กันก็เหมือนน้ำมันกับไฟ ถึงจะไม่ได้รักได้ใคร่ แต่ใครจะรับประกันความเสี่ยงให้เธอล่ะ เพราะฉะนั้นเสี่ยจะมาแก้ผ้ายั่วเธอไม่ได้!

   กรวีร์ลอบกลืนน้ำลายขณะปรายตามองไปบนเตียงกว้าง เห็นหมอนสองใบวางเคียงกันแล้วแอบหวั่นใจ ต้องนอนด้วยกันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

   “กีวี่!”

   “หะ” หญิงสาวสะดุ้งรีบหันไปตามเสียง ตะโกนถามกลับ “ว่าไงเสี่ย”

   “จะลองเข้ามาหัดเกาหลังให้สามีบ้างไหม”

   “ถ้าคันมากนัก ฉันจะลงไปตามป้าแป๋วมาช่วยเกาให้”

   “ว้า...นึกว่าเมียอยากตอบแทนเรื่องค่าน้ำมันรถ” เสียงที่ดังลอดออกมาอย่างเสียดาย ก่อนที่เสียงน้ำไหลจากฝักบัวจะดังตามมา

   “ฝันไปเถอะย่ะ” กรวีร์ค้อนขวับ อยากจะกรี๊ดให้ลั่นห้อง เสี่ยบ้านี่รู้ว่าเธอหลอนก็แกล้งหยอกไม่เลิก จะไว้ใจได้ไหม เกิดกลัดมัน หน้ามืดปล้ำเธอขึ้นมาจะทำไง โอ๊ย...คิดผิดหรือถูกที่ยอมมาเป็นเมียขัดดอกให้เสี่ยไปป์เนี่ย

   ขณะที่หญิงสาวกำลังว้าวุ่นใจเสียงโทรศัพท์ของปวินท์ก็ดังขึ้น เธอมองมันอย่างลังเล จะรับหรือไม่รับดีล่ะ กรวีร์ชะเง้อมองประตูห้องน้ำที โทรศัพท์ที ดูท่าแล้วคงจะธุระด่วนเพราะยังไม่ยอมวางแม้จะดังอยู่นานแล้วไม่มีคนรับ ภรรยามารยาทงามตัดสินใจเดินไปหยิบดูว่าใครโทร.มา ก่อนถือโทรศัพท์ไปตบประตูห้องน้ำ ตะโกนถามสามี

   “เสี่ย ครูหลินโทร.มาแน่ะ ให้รับเลยไหม”

   ปวินท์นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ปกติแล้วนลินไม่เคยโทร.หา หรือว่าจะมีธุระด่วน “รับเลย แล้วถามด้วยว่ามีธุระอะไร”

   “โอเค รู้เรื่อง” กรวีร์เลื่อนรับสาย “สวัสดีค่ะ”

   “เอ่อ...พี่ไปป์ไม่อยู่เหรอคะ” สุ้มเสียงจากปลายสายดูเกรงใจเหลือเกิน

   “เสี่ยกำลังอาบน้ำอยู่ค่ะ สั่งให้ถามว่ามีธุระอะไรด่วนหรือเปล่า”

   “อันที่จริงก็ไม่มีอะไรด่วนมากหรอกค่ะ แค่อยากถามว่าจะเข้ามาที่โรงเรียนตอนไหน งั้นไม่รบกวนแล้วค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”

   “ไม่เป็นไรค่ะ สวัสดี...เอ้า! ไม่ลาเลย” กรวีร์ยังพูดไม่จบปลายสายก็วางไปแล้ว หญิงสาวเดินเอาโทรศัพท์ไปวางที่เดิม สัญชาตญาณสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ก็ว่ากลิ่นมันทะแม่งๆ ตั้งแต่ที่โรงพยาบาลแล้ว แบบนี้ละชัดเลยครูหลินคงไม่ใช่เพื่อนธรรมดาแน่

   การที่เสี่ยจะเข้าไปดูพื้นที่ก่อสร้าง มันก็ต้องมีเวลาชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าโรงเรียนปิดใครจะเสร่อไปล่ะ ไม่เห็นจะต้องเป็นธุระโทร.มาถามเลย มุกตื้นๆ คิดว่าเธอรู้ไม่ทันล่ะสิ ชิ!

   “เป็นอะไรของเธอ ทำตาขวางใส่โทรศัพท์ฉันทำไม”

   “ก็...เสี่ย!” กรวีร์ร้องลั่นเมื่อเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของปวินท์มีเพียงผ้าขนหนูผืนน้อยพันรอบเอวไว้ หญิงสาวรีบหันหลังให้ใจเต้นโครมครามจนต้องเอามือวาบทาบไปบนหน้าอก “ทำไมไม่แต่งตัวให้เรียบร้อย”

   “ก็ไม่ได้เอาเสื้อผ้าเข้าไป ทำไม่ต้องยุ่งยากด้วย แค่นี้ไม่ผิดผีหรอก” ปวินท์เดินไปเปิดตู้หยิบชุดนอนออกมาสวม เสร็จแล้วก็ถามขึ้น “ตกลงครูหลินว่าไง”

   “เขาแค่โทร.มาเช็กว่าเสี่ยอยู่กับเมียหรือเปล่า”

   “ตลก จะมาเช็กทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”

   “โกหกตกนรกนะเสี่ย ถามจริง ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ”

   ปวินท์ทำหน้างงหนัก “ฉันต้องรู้สึกอะไรล่ะ”

   “ฉันเดาว่าเสี่ยกับครูหลินไม่ใช่เพื่อนธรรมดา”

   “เคยคบกันอยู่พักใหญ่ แต่ก็เลิกกันไปแล้ว หลินเขาก็มีแฟนใหม่ ส่วนฉันก็มีเธอ ของเก่าก็คือของเก่า จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไม อย่าบอกว่าหึง”

   “ช่ายยยย หึง” หญิงสาวลากเสียงยานคาง “แต่เป็นแฟนเก่าเสี่ยนะ ไม่ใช่ฉัน”

   “ไร้สาระ ตกลงว่าไม่ได้มีเรื่องด่วนใช่ไหม”

   “เขาถามว่าเสี่ยจะเข้าไปที่โรงเรียนตอนไหน เสี่ยว่านับเป็นธุระด่วนได้เปล่าล่ะ”

   ปวินท์ไม่รู้จะพูดอะไร จึงไล่ให้เธอไปอาบน้ำ ตัดปัญหาอยากรู้อยากเห็นของกรวีร์ด้วย

   “เสี่ยนอนหลับไปเลยนะ ฉันกรนเสียงดัง เดี๋ยวหลับไม่ได้ จะมาว่าฉันไม่เตือน” หญิงสาวขู่ก่อนเดินหอบเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำ

   หลังจากถ่วงเวลาอยู่ในห้องน้ำจนมั่นใจว่านานพอที่เสี่ยจะหลับ กรวีร์ก็ค่อยๆ เปิดประตูชะโงกหน้าออกมาดู ไฟกลางห้องถูกปิดไปแล้ว เหลือแต่ไฟหัวเตียง ส่วนตัวเจ้าของห้องก็นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม เป็นสัญญาณบอกถึงความปลอดภัย หญิงสาวจะเดินออกมาอย่างสบายใจ เธอใช้เวลาอีกนิดหน่อยสำหรับการชโลมโลชั่นบำรุงผิวพรรณระหว่างนั้นก็ทำใจไปด้วย

   ไม่มีอะไรน่ากลัว เสี่ยหลับก็เท่ากับเธอรอด

   ลูกสาวเจ๊หวีพึมพำเรียกขวัญกำลังใจ ค่อยๆ ก้าวขาซ้ายขึ้นเตียง ทิ้งน้ำหนักลงไปอย่างระมัดระวัง หมอนข้างถูกเอามาขวางเป็นป้อมปราการ เธอรู้ว่ามันไม่ได้ผลถ้าถึงเวลาวิกฤต แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังปกติมีอะไรขวางก็ยังเอามาเป็นหลักฐานอ้างได้ ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นเธอก็ไม่ได้สมยอมตั้งแต่แรก

   กรวีร์ปิดไฟหัวเตียง แต่ตาเธอเบิกกว้างอย่างกับนกเค้าแมว นอนตัวแข็งไม่กล้าขยับ อิจฉาคนข้างๆ ที่หลับสบาย คงมีแต่เธอนี่แหละที่คอยจะผวา แค่เขาขยับตัวนิดเดียวเธอก็เสียววูบ

   “ไม่เป็นไรกีวี่ เธอต้องผ่านคืนนี้ไปให้ได้”

   กรวีร์คงจะจดจำคืนแรกที่เข้าหอกับเสี่ยไปตลอดชีวิต ผัวเมียคู่อื่นคงไม่เกร็งแบบนี้ เธอนี่นอนจนตะคริวจะกินอยู่แล้ว เวลาล่วงผ่านไปกว่าชั่วโมง แม้จะพยายามฝืนสังขารแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้กับความง่วง

   เสียงลมหายใจสม่ำเสมอกับร่างกายที่ผ่อนคลายจากอาการแข็งเกร็ง ทำให้ชายหนุ่มที่หลับสบายเมื่อชั่วโมงก่อนลืมตาขึ้นมา ไฟหัวเตียงฝั่งปวินท์ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มนอนตะแคง เอาศอกยันกับที่นอน มองศรีภรรยาด้วยแววตาเอ็นดูระคนขบขัน

   “หมดฤทธิ์แล้วสินะแม่น้ำค้างกลางหาว” ชายหนุ่มเอื้อมมือข้ามหมอนข้างช่วยดึงผ้าห่มที่เลื่อนต่ำขึ้นมาคลุมให้เรียบร้อย ก่อนจะหันกลับไปปิดไฟและทิ้งตัวลงนอนตามเดิม

   ผ่านไปแล้วหนึ่งวันกับการมีภรรยา นับว่ากรวีร์สร้างสีสันให้กับชีวิตที่ราบเรียบของเขาพอสมควร การได้ต่อปากต่อคำ ทำให้เธออึกอักพูดไม่ออกเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งที่เขาชักจะอยากทำมันให้บ่อยขึ้น

   ปวินท์ได้แต่ภาวนาขอให้คนร้ายเปิดเผยโฉมหน้าออกมาในเร็ววัน เพื่อที่เมียขัดดอกของเขาจะได้ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายมากนัก


++++++++++++++++++
แรลลี่จบแล้วแต่ยังอัปอยู่นะคะ ร่างแรกมันก็จะยังติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง
แต่ในเรื่องของความฮาเสี่ยกับเมียแกมาเต็มกันมากค่ะ

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 260
    • ดูรายละเอียด
Re: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 7 พาเมียเข้าหอ<<<
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2021, 08:52:55 PM »
ใครที่ตามอ่านอยู่ ไปต่อกันที่ แรลลี่ 30 นะคะ ซีซั่น 2 ต้องมาแล้วจ้ะแม่