ผู้เขียน หัวข้อ: แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 9 รถไฟชนกัน<<<  (อ่าน 19 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 259
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 9 รถไฟชนกัน




   กีวี่กลับมาถามเสี่ยว่าได้กันยัง ชวนไปเยี่ยมแม่ตอนเย็นไปป์ไปรับที่บ้านไปด้วยกัน เจอหลิน ชิต นิด นิดป่วนกีวี่ เหยียดแบบซึ่งหน้า ครึ่งหลังไปป์พากีวี่ไหว้พระ เจอสารวัตรเพื่อเก่ากีวี่ ไหน้ำส้มแตก

   “มาแล้ว...”

   กระติกน้ำแข็งใบเล็กปักหลอดสีชมพูสดใสให้เรียบร้อยถูกหญิงสาวที่ถือมาวางลงตรงหน้า ปวินท์เลิกคิ้วมองคนถืออย่างสงสัย ขณะที่ปากยังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ กรวีร์ฉีกยิ้มเอาใจทรุดกายนั่งลงตรงข้าม

   “น้ำอะไร” ปวินท์ถามเมื่อข้าวหมดปาก

   “เก๊กฮวย”

   “อืม...น่าสนใจดีแฮะ” ชายหนุ่มเห็นรอยยิ้มภาคภูมิใจของเธอแล้วอดจะยิ้มตามด้วยไม่ได้ เขารู้สึกว่ามันต้องมีอะไรพิเศษมากกว่านั้น “ทำไมเลือกซื้อน้ำเก๊กฮวยมา รู้เหรอว่าฉันชอบ”

   “แน่นอน ไม่ว่าเสี่ยจะชอบหรือไม่ชอบอะไร ป้าแป๋วได้ป้อนข้อมูลลับเฉพาะของเสี่ยใส่หัวฉันเรียบร้อย เท่ากับว่าตอนนี้ฉันรู้จุดอ่อนเสี่ยหมดแล้ว อย่าคิดมีปัญหากับฉันเชียว” เธอลอยหน้าพูดอย่างเป็นต่อ

   สามีนั่งหัวเราะเบาๆ แกล้งหยอกกลับ “รู้จุดอ่อนก็ต้องรู้จุดแข็งของฉันด้วยสินะว่ามันอยู่ตรงไหนบ้าง”

   กรวีร์เห็นแววตาทะลึ่งตึงตังของสามีแล้วคิดดีไม่ได้เลย พอเขาก้มต่ำเหมือนจะบอกใบ้ตำแหน่งจุดแข็ง เธอก็เข้าใจแจ่มแจ้ง

   “ไม่รู้! แล้วเสี่ยก็ไม่ต้องชี้พิกัดด้วย!”

   เธอสะบัดเสียงตอบ หน้าตาร้อนผ่าว เสี่ยนี่ชักจะยังไงใหญ่แล้ว หญิงสาวรีบพยักพเยิดไปที่กระติกเพื่อเบี่ยงประเด็น ขืนยังไม่ข้ามเรื่องจุดอ่อนจุดแข็งเสี่ยก็คงจะหาเรื่องแกล้งเธออีก

   “กระติกนี้ฉันแวะซื้อข้างทางมา ไม่รู้รสชาติเป็นไง แถมยังเสียเวลาเถียงกับลุงยามหน้าประตูนั่นอีก น้ำแข็งละลายจืดหมดแล้วมั้ง เสี่ยทนๆ กินไปก่อนแล้วกัน ฉันไม่ได้ต้มเองด้วยเลยไม่กล้าการันตีรสชาติ เอาไว้วันหลังฉันจะหาซื้อดอกเก๊กฮวยแห้งต้มใส่กระติกมาส่งเสี่ยเอง ดีมะ หวานน้อย หวานมาก สั่งได้เลย”

   กรวีร์เอาใจเต็มที่ ปากคุยโว มือก็ช่วยตักกับข้าวให้

   “กินเยอะๆ นะเสี่ย”

   แววตาของปวินท์อ่อนแสงลง เขามองหญิงสาวด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม กรวีร์เป็นเมียที่เหนือความคาดหมาย เขาแทบไม่เคยคิดหวังอะไรจากเธอเลยก็ว่าได้นอกจากจะเอาเธอมาใช้เป็นตัวล่อคนร้ายเท่านั้น แต่เธอเป็นคนน่ารัก เขาจึงรู้สึกเอ็นดูเวลาที่อยู่ใกล้ๆ ได้แกล้งสัพยอกให้เธออึกอักเล่น

   จำได้ว่าตอนแรกที่เจอกันกรวีร์แสบมากแถมยังกล้าบ้าบิ่นรับปากจดทะเบียนสมรสกับเขาทั้งที่เจอกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตัวเขาเองตอนที่พาเธอเข้าบ้านแนะนำกับครอบครัวเพื่อนฝูงก็ยังแอบหวั่นๆ ในใจ กลัวว่าแม่จะสงสัย รับไม่ได้ที่จู่ๆ เขาก็คว้าใครไม่รู้มาเป็นเมีย แต่ทุกอย่างมันดีเกินคาด กรวีร์เข้ากับทุกคนได้อย่างรวดเร็ว

   นอกจากดูแลแม่กับน้องของเขาแล้ว เธอยังอุตส่าห์มีน้ำใจเผื่อแผ่มาดูแลเขาด้วย บอกไม่ถูกเหมือนกัน ตอนที่รู้ว่าเธอเอาข้าวกลางวันมาส่งให้โดยที่เขาไม่ได้สั่ง หัวใจของเขามันพองโตคับอก คนเรามักจะรู้สึกดีตอนที่รู้ว่ามีอีกคนใส่ใจ ห่วงใย คอยดูแล ปวินท์ไม่ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์พวกนั้น เขาดีใจที่เธอมาหา ปลาบปลื้มใจที่เธอห่วงกลัวเขาจะหิว และอิ่มใจที่ได้กินข้าวฝีมือเธอ

   ชายหนุ่มวางช้อน ตั้งใจมองภรรยาอย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะเขามีน้องสาวด้วยล่ะมั้ง จึงเกิดความรู้สึกหลากหลายกับเธอ กรวีร์กับประภามนท์นิสัยคล้ายๆ กันอยู่หลายอย่าง ที่สำคัญแม่น้ำค้างกลางหาวไม่ได้คิดอยากจับเขาทำผัวจริงๆ ผิดกับผู้หญิงคนอื่น ดังนั้นสิ่งที่เธอแสดงออกย่อมมาจากเนื้อแท้ ความห่วงใย ความมีน้ำใจของเธอคือของจริง

   “จ้องฉันขนาดนี้ ทำไมเหรอเสี่ย รู้ว่าเมียจะต้มน้ำเก๊กฮวยมาให้ถึงกับตะลึงตาค้างเลย กินได้น่า วางใจเถอะ ก็อร่อยเหมือนกับข้าวพวกนี้แหละ”

   “เธอเป็นเมียที่ดีนะ ผิดจากภาพที่ฉันนึกไว้มากเลย”

   “เฮ้อ...ทีหน้าทีหลังก็อย่าตัดสินคนแค่ภายนอกสิ เออนี่เสี่ย” หญิงสาวเหลือบมองซ้ายขวา กระเถิบเข้ามาใกล้กับสามี

   “อะไร จะนินทาใครอีกล่ะถึงต้องลดเสียงกระซิบกระซาบ” ปวินท์ดักคอ เห็นมือที่กำลังช่วยตักกับข้าวให้ชะงัก ก่อนที่เจ้าตัวจะยิ้มเขินเพราะถูกเขาจับได้

   “วุ้ย! เสี่ยนี่ก็แสนรู้ แต่ไหนๆ จะนินทา ก็ถือว่าเสี่ยร่วมมือให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับฉันหน่อยแล้วกัน จะได้เอาไปนินทาอย่างมีข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือ คือว่าฉันมีเรื่องจะถาม มันก็...ค่อนข้างละลาบละล้วงนิดหนึ่ง” เธอยกปลายนิ้วทำท่านิดหนึ่งประกอบ

   “จะถามอะไรก็ว่ามา มัวพูดจาอ้อมค้อม เดี๋ยวอิ่มแล้วฉันไปคุยกับช่างต่อไม่รอนะ”

   “อู๊ย... นั่งให้ข้าวย่อยก่อนเถอะ เดี๋ยวก็ได้กรดไหลย้อนเป็นของแถมหรอก จะขยันไปไหน” หญิงสาวบ่น แต่มือก็ตักกับข้าวเติมให้เขาตลอด

   “มีเรื่องอะไรจะถามฉันล่ะ” ปวินท์ถาม ก่อนตักข้าวเข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อย เหมือนว่าวันนี้เขาจะกินข้าวได้มากกว่าทุกวัน “ถามสิ”

   “เรื่องเสี่ยกับแฟนเก่า”

   ชายหนุ่มกระแอมไล่ข้าวที่ติดคอนิดหนึ่ง ยกกระติกน้ำขึ้นมาดูด แล้วถามเธออย่างระมัดระวัง “ทำไม แฟนเก่าคนไหน”

   “ในน้ำเก๊กฮวยนี่ไม่มีเบียร์ผสมสักหน่อย อย่ามาแกล้งมึนหลอกเมียเลยน่า เสี่ยกับครูหลินน่ะ”

   “อืม” ปวินท์ส่งเสียงรับรู้ในลำคอ รอฟังเธอพูดต่อ แล้วกรวีร์ก็ถามโพล่งขึ้นมาว่า

   “เคยได้กันยัง”

   “เธอจะบ้าเหรอ! มาถามอะไรแบบนี้ นี่มันกลางโรงเรียนอนุบาลนะ” ปวินท์ถลึงตาใส่เมีย

   “จะทำเสียงดุใส่ฉันทำไมเล่า ทีเมื่อกี้เสี่ยยังพูดถึงจุดแข็งอยู่เลย ฉันก็แค่อยากรู้” หญิงสาวหน้างอเมื่อถูกเขาดุ “ไอ้ที่ฉันต้องยืนตากแดดจนเกือบจะเป็นไก่ย่างพลังงานแสงอาทิตย์น่ะ ฝีมือแฟนเก่าเสี่ยไง”

   “ฉันเห็นเธอเถียงกับลุงยาม หลินไปเกี่ยวอะไรด้วย”

   “หืม...ซื่อขึ้นมาเชียว” หญิงสาวเบ้ปาก ค้อนหน้าคว่ำ จู่ๆ ก็เหม็นหน้าเสี่ยขึ้นมาซะอย่างนั้น “ช่างเถอะ ฉันขี้เกียจพูดแล้ว คนเขาจะเชื่อ ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าเขาก็เชื่อ ใช่ซี้...ฉันมันแค่เมียขัดดอกนี่”

   “เธอซ้อมหึงฉันอยู่หรือเปล่ากีวี่”

   “จะต้องให้บอกอีกกี่ครั้ง คนที่หึงน่ะครูหลิน ฉันจะไปหึงผัวเฉพาะกิจอย่างเสี่ยทำไมล่ะ”

   ปวินท์มองเข้าไปนัยน์ตาของหญิงสาวราวกับจะค้นหาความจริง ทว่าสิ่งที่เจอก็มีแต่ความว่างเปล่า เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องราวในอดีต แต่ในฐานะเมียเขาก็ควรให้กรวีร์ได้รู้ติดๆ เอาไว้บ้าง ชายหนุ่มจึงวางช้อนในมือแล้วแจกแจงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนรักเก่า ไม่ว่าจะทั้งในอดีตหรือปัจจุบัน

   “ฉันกับหลินก็เหมือนที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ เคยรักกันก็จริง แต่ตอนนี้ต่างคนต่างมีใหม่แล้ว ครูหลินกับคุณชิตเป็นคู่ที่เหมาะสม เห็นทั้งคู่แฮปปี้ ฉันก็ดีใจด้วย”

   “เสี่ยไม่คิดอะไรกับแฟนเก่าบ้างเลยจริงดิ ไม่เสียดายเหรอ”

   “ไม่” ปวินท์สั่นหน้า “ชีวิตฉันมีอะไรให้ทำเยอะแยะ ถ้ามัวจมอยู่กับอดีต คร่ำครวญถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็คงไม่ต้องขยับไปไหนกันพอดี”

   “เชื่อได้ไหม”

   “เชื่อได้สิ ฉันปากตรงกับใจเสมอ เธอมั่นใจได้เลย สำหรับฉันอะไรที่ผ่านไปแล้ว ฉันไม่เก็บเอามาคิดถึงให้รกสมองหรอก” ปวินท์ยืนยัน ไม่ว่าใครจะเข้าใจอย่างไร แต่เขาเป็นคนรู้ใจตัวเองดีสุด

   “เสี่ยไม่คิดกระพือถ่านไฟเก่า อันนี้ฉันเชื่อ แต่เสี่ยเคยสังเกตสายตาที่ครูหลินใช้มองเสี่ยบ้างไหม”

   ปวินท์สั่นหน้าอีกครั้ง ก่อนที่สายตาคมกริบของเขาจะจับนิ่งที่ใบหน้าของเธอ น้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนฟังดังขึ้น “เขาไม่ใช่แฟนฉันแล้ว ฉันจะไปสังเกตสังกาเขาทำไมล่ะ เธอนี่ก็แปลก ถ้าถามว่าหน้าเธอมีไฝขี้แมลงวันกี่เม็ดนี่ละเออฉันพอตอบได้”

   แอบมานับตั้งแต่ตอนไหน หญิงสาวลืมตัวรีบยกมือปิดสันจมูกตรงจุดที่มีไฝขี้แมลงวัน พอเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของสามีก็รู้ตัวว่าโดนเขาแกล้งหลอกอีกแล้ว

   กรวีร์จุ๊ปาก ขัดใจ เธอละเบื่อจริงๆ พวกผู้ชายที่ฉลาดเรื่องงาน แต่มาตกม้าตายให้กับมารยาหญิง ยังไงเธอก็ไม่ไว้ใจหรอก ได้ยินตาลุงนั่นบ่นเองกับหูว่าครูหลินสั่ง คงกะจะเล่นงานเธอนั่นแหละ แต่พูดไปก็คงเหมือนสีซอให้ควายฟัง เสี่ยบ้านี่ไม่เชื่อเธอแน่ ดีไม่ดีจะหาว่าเธอใส่ร้ายแฟนเก่าเข้าซะอีก คิดแล้วขึ้น!

   หญิงสาวกัดปาก หน้าบอกบุญไม่รับ

   “แล้วที่ถามน่ะว่าไง ตกลงเคย หรือ ไม่เคย”

   “ไม่เคย!” ปวินท์กระแทกเสียงบอกอย่างไม่เต็มใจนัก หน้าเขาตอนนี้คงคล้ายกับปลาสำลักน้ำ มาถามโต้งๆ อย่างนี้ได้ยังไง “ฉันไม่ฉวยโอกาสกับผู้หญิงที่ฉันรักหรอก”

   “อ่อ...ผู้หญิงที่รัก” กรวีร์พยักหน้าเนิบนาบฝากฝังกับสามี “งั้นถ้าไม่รบกวน เสี่ยช่วยรักๆ ฉันหน่อยนะ ฉันกลัวเสียท่าให้เสี่ยก่อนได้ห้าแสน”

   “น้อยๆ หน่อยเถอะแม่คุณ ถึงเราจะนอนเตียงเดียวกันและมีหมอนข้างที่ขวางฉันไม่ได้กั้นอยู่ แต่ขอโทษเถอะนะกระโดกกระเดกแบบเธอ ฉันทำไม่ลงหรอก” ปวินท์ปากไม่ตรงกับใจทั้งที่ไม่ใช่คนอย่างนั้น แต่เพราะหมั่นไส้ความมั่นใจของลูกสาวเจ๊หวีจึงต้องบั่นทอนความเหิมเกริมของเธอลงเสียหน่อย ส่วนไอ้เรื่องที่ทำไม่ลงคงไม่ใช่ อยู่กับกรวีร์เขามีแต่เรื่องต้องหักห้ามใจเต็มไปหมด

   ทว่าคำพูดของปวินท์ได้ผลดีเกินไป กรวีร์ฉุนกึก ความโกรธแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ รู้สึกเหมือนโดนสามีฉีกหน้ากลางตลาดนัด เสี่ยดูถูกกันชัดๆ

   “จ้า...คุณสามีชอบแบบเรียบร้อย อ่อนหวาน ฮึ! จำไว้แล้วกัน พูดอะไรน่ะ อิ่มหรือยัง ฉันจะได้เก็บกลับ”

   “โกรธเหรอเนี่ย”

   “โกรธอะไร เสี่ยปากตรงกับใจขนาดนี้ ฉันควรดีใจด้วยซ้ำที่ความสาวของฉันจะปลอดภัยแม้ว่าจะต้องอยู่ใกล้เสี่ยทุกคืนก็ตาม”

   ปวินท์เฝ้าดูเธอเก็บปิ่นโตซ้อนใส่เถาด้วยท่าทางไม่พอใจ เขานึกเสียใจอยู่เหมือนกันที่พลั้งปากพูดคล้ายจะดูถูกเธออย่างนั้น ต่อให้กรวีร์ไม่ถือสา โดยมารยาทเขาก็ไม่ควรพูดมันออกมา มันเหมือนกับว่าเธอไม่มีค่าในสายตาของเขาเลย

   “กีวี่”

   “อะไร”

   ชายหนุ่มนึกขำน้ำเสียงห้วนๆ เข้มๆ ของเธอ เออ...งอนจริงด้วย ปวินท์เอื้อมไปจับมือที่กำลังวุ่นวายกับการเก็บปิ่นโต เจอเธอชักสีหน้าใส่ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไรหรอกนอกจากขอบคุณและชื่นชมฝีมือการทำกับข้าวของเธอก็เท่านั้น

   “กับข้าวอร่อยมาก”

   “ฮึ! ไม่ต้องมาพูดเพราะปะเหลาะกินเลย ถึงฉันจะกระโดกกระเดก แต่อยู่กับฉันไม่ต้องกลัวอดตาย กระติกน้ำเก๊กฮวยทิ้งไว้ให้เสี่ยนี่แล้วกัน เลิกงานเก็บกลับไปให้ด้วยนะ” หญิงสาวหมุนกายเดินหิ้วปิ่นโตห่างจากเขามาเรื่อยๆ ได้ยินเสียงคนข้างหลังตะโกนตามมา

   “แล้วฉันจะรีบกลับนะ”

   กรวีร์หันกลับไปหาสามี “เรื่องของเสี่ยสิ จะรีบหรือลั้นลา ฉันก็ไม่มีปัญญายกบ้านเสี่ยหนีไปไหนหรอก”

   “รอฉัน ไปเยี่ยมแม่พร้อมกัน”

   หญิงสาวสะบัดหน้าหนี ทำหูทวนลมเดินไม่รู้ไม่ชี้กลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ปวินท์ยืนมองจนลับตา ริมฝีปากได้รูปค่อยๆ ขยายเป็นยิ้มกว้างพร้อมส่ายศีรษะอ่อนใจ ใครจะคิดว่าคำพูดไม่กี่คำมันจะไปบาดจิตบาดใจเธอเข้า กรวีร์คงเคืองเขาน่าดู ดวงตาคมหลุบมองกระติกน้ำเก๊กฮวยที่เธอไม่ใจร้ายเก็บกลับ ก็นับว่ายังมีเมตตาต่อเขาอยู่ ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดูด ความคิดบางอย่างผุดขึ้นในหัว

   นึกออกละว่าจะง้อลูกสาวเจ๊หวียังไง



   กรวีร์จอดรถหน้าร้านกัญญาบาร์เบอร์ เดินหน้าตูมเข้าไปหาแม่ ช่วงบ่ายในร้านไม่มีคนเจ๊หวีของเธอเลยนอนดูลิเกสบายใจเฉิบ หญิงสาวลากเก้าอี้ไปนั่งข้างๆ แม่

   “แม่สระผมให้หน่อยดิ”

   “ไปอารมณ์ไม่ดีมาจากไหนล่ะ ถึงมาให้แม่สระผมให้น่ะ” คุณกัญญาลุกขึ้นนั่ง กดรีโมตปิดทีวี ถามลูกสาวอย่างสนใจ “แล้วเป็นไงบ้าง เสี่ยไปป์ดีกับหนูไหม”

   “ก็ลูกเขยเสี่ยแม่นั่นแหละที่ทำให้หนูอารมณ์เสีย ตัวกวนประสาท พูดถึงก็หัวร้อนขึ้นมาเลย หน็อย...มาว่าหนูกระโดกกระเดก ชิ! ใครจะไปเรียบร้อยเหมือนครูหลินแฟนเก่านั่นล่ะ”

   “อะๆ ใจเย็นๆ ขึ้นไปนอนบนเตียง เดี๋ยวแม่สระผม เกาหัวให้จะได้อารมณ์ดีขึ้น”

   กรวีร์ปีนขึ้นไปนอนบนเตียงสระ ปล่อยเส้นผมลงอ่าง หลับตาลงรอให้แม่สระผมให้ สายน้ำเย็นๆ ไหลผ่านศีรษะทำอารมณ์เดือดพล่านค่อยๆ สงบลง นี่เป็นเคล็ดลับดับความโกรธเฉพาะตัวของเธอ ตอนเด็กๆ เวลาที่เธอโกรธใครแม่ก็จะจับสระผมแบบนี้จนติดเป็นนิสัย

   “แม่...” หญิงสาวเรียกทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท

   “อะไรเหรอ”

   “ช่วยเล่าเรื่องเสี่ยกับครูหลินให้หนูฟังหน่อยสิ หนูว่าครูนี่ยังแอบหวังอะไรกับลูกเขยแม่อยู่นะ แต่ที่หนูได้ข่าวมาเขาเป็นคนทิ้งเสี่ยไปป์ไม่ใช่เหรอ”

   “จะว่าไปเรื่องนี้มันก็ซับซ้อน เกี่ยวพันกันหลายทาง ทั้งผลประโยชน์ของผู้ใหญ่และความรักของหนุ่มสาว” คุณกัญญาถอนใจเฮือก การจับคู่ให้นลินกับธนชิตเป็นบาปที่ติดอยู่ในใจ “แต่คุณชิตแกก็รักครูหลินอยู่นะ”

   “ไม่สรุปแบบนี้สิแม่ ต้นเรื่องมันเป็นยังไง”

   “มันก็เริ่มจะผลประโยชน์ของพวกผู้ใหญ่นั่นแหละ พ่อแม่ครูหลินน่ะเขาเป็นตระกูลใหญ่ ญาติเยอะ มีคนเคารพนับถือ ส่วนบ้านเจ๊ปิ๋มก็อย่างที่เรารู้กัน แล้วการที่ลูกชายเจ๊ปิ๋มที่มีทั้งทรัพย์สินและคนรู้จักมากมายจะชอบลูกสาวบ้านไหน พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ต้องเห็นดีเห็นงามด้วย”

   “เสี่ยไปป์กับครูหลินเลยได้คบกันโดยไม่มีอะไรขวางกั้นสินะ แล้วทำไมครูหลินถึงทิ้งเสี่ยหนูล่ะแม่”

   “ก็เพราะว่ารักอย่างเดียวมันกินไม่ได้ไงล่ะ พ่อแม่ของครูหลินน่ะเขาขาดอำนาจคอยหนุนหลัง มีเงินไม่มีอำนาจมันก็เป็นปัญหานะ เวลาจะทำอะไรแต่ละทีมันต้องมีคนคอยซัปพอร์ตเอื้อผลประโยชน์ให้จะได้ไม่ติดขัด ซึ่งทางฝั่งของนายกครองวิทย์น่ะเขาตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าทางเจ๊ปิ๋ม แล้วคุณชิตเขาดูจะชอบครูหลินด้วยเลยไม่ขัดข้อง นายกครองก็เลย เอ่อ...มาติดต่อแม่ให้ไปลองคุยกับฝั่งครูหลิน”

   กรวีร์ลืมตามองหน้าแม่ “อย่าบอกนะว่าแม่มีส่วนทำให้เสี่ยกับครูหลินเลิกกัน”

   “พูดอะไรอย่างนั้นเล่า” คุณกัญญาปิดน้ำ หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาพันรอบศีรษะลูกสาว “แม่ก็เป็นแค่คนส่งสาร คนตัดสินใจน่ะ ครูหลินกับครอบครัวเขาต่างหาก แล้วก็ใช่ว่ามันจะเลวร้ายเพราะถึงลูกชายนายกจะแย่งเอาแฟนเสี่ยไปป์ไป แต่ลูกสาวนายกก็พร้อมดามใจให้เสี่ยเสมอ เสียแต่ว่าเสี่ยเขาไม่เล่นด้วย ไปหน้ากระจกเดี๋ยวแม่เป่าผมให้”

   “นายกครองวิทย์นี่ฉลาดเนอะ ดองสองข้างได้ทั้งเงิน ได้ทั้งคนนับหน้าถือตา แต่เสี่ยก็น่าขัดใจนะ แทนที่จะลองคบกับลูกสาวนายกแก้เผ็ด แบบนั้นคงมันพิลึก”

   “แม่ว่าคู่นี้ไปกันไม่รอด ลูกสาวนายกคนละเรื่องกับครูหลินเลยจ้ะ”

   “หวยเลยมาออกที่หนูสินะ ต้องพลีกายขัดดอกให้แม่แล้วยังต้องตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของเสี่ยอีกด้วย ฮื่อ...ทำไมซวยซับซวยซ้อนแบบนี้”

   “ก็ใครใช้ให้ปากไว ตกลงยอมเป็นเมียเสี่ยล่ะ” คุณกัญญาสมน้ำหน้า ก่อนเล่าต่อ “ตอนที่เลิกกับครูหลินนะ ใครๆ ก็พากันเป็นห่วง แต่เสี่ยแกชิลมาก ใช้ชีวิตตามปกติต่างจากเดิมก็แค่ที่เคยไปไหนต่อไหนกับครูหลิน พอโสดเสี่ยก็ไปคนเดียว เดี่ยวๆ ทำไมจู่ๆ ถึงมาถามแม่ล่ะ”

   “หนูแค่สงสัยว่าครูหลินยังตัดใจจากเสี่ยไม่ได้น่ะแม่” หญิงสาวเพิ่มเสียงแข่งกับไดร์เป่าผมของแม่

   “ก็เป็นได้ เขารักกันมาตั้งหลายปี สาเหตุที่เลิกก็ไม่ใช่ทะเลาะขัดคอกันสักหน่อย ถึงครูหลินจะมีคนใหม่แต่เป็นไปได้ว่ายังไม่ลืมรักเก่า”

   “ผู้หญิงหลายใจ รักใครหลายคน”

   กรวีร์นิ่วหน้าครุ่นคิด ท่ามกลางเสียงไดร์ที่แม่กระหน่ำเป่าใส่หัวเธอ

   “หรือที่เสี่ยเร่งหาเมียเพราะอยากให้ครูหลินตัดใจจากเขาได้เร็วๆ วุ้ย! พล็อตนิยายน้ำเน่าชัดๆ แต่นอกจากเรื่องนี้หนูก็ยังนึกหาเหตุผลอื่นไม่ได้ เมื่อคืนที่นอนด้วยกัน เสี่ยก็ไม่ได้มีทีท่ากระสันอยากจับหนูทำเมียเลยนะแม่”

   “ไม่ดีหรือไง หนูก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอกับเสี่ยนี่นา อยู่กันไป ค่อยๆ เรียนรู้กันไป ไม่แน่ความรู้สึกอาจจะเปลี่ยน ความรักสุกงอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย แฮปปี้จะตาย แล้วถ้าเป็นคู่กันจริงๆ หนูจะได้ไม่ต้องหย่าไงลูก”

   “โอ๊ย...กระโดกกระเดกแบบหนูเสี่ยเขาไม่เอาหรอก” กรวีร์นึกแล้วยังเคืองไม่หาย พูดมาได้ คนปากเสีย!

   หลังจากสระผมจนสบายใจ หญิงสาวช่วยแม่ปิดร้านและขับรถกลับมาที่บ้านปรานต์ปราณนต์ กรวีร์หิ้วปิ่นโตสองเถาเข้าไปในครัวเพื่อจะเตรียมล้าง เห็นป้าแป๋วกำลังหั่นผักเตรียมทำกับข้าวเย็นอยู่ เธอจึงส่งเสียง

   “กลับมาแล้วค่ะ เย็นนี้ทำอะไรกินคะ” เธอถามเดินเข้าไปที่ซิงค์น้ำและเอาปิ่นโตออกมาล้าง

   “หลายอย่างเลย อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมล่ะ ป้าจะทำเพิ่มให้”

   “หนูเลี้ยงง่ายกินได้ทั้งนั้นค่ะป้า เดี๋ยวล้างปิ่นโตเสร็จแล้วหนูช่วยนะคะ”

   บ้านนี้ไม่มีคนทำงานบ้าน ทุกสัปดาห์จะมีคนมาทำความสะอาดให้ ส่วนเรื่องอาหารการกินป้าแป๋วจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด ป้าแป๋วไม่หวงวิชาเวลากรวีร์สงสัยก็จะบอกเคล็ดลับให้หมด

   “ไปป์ว่าไงบ้างล่ะ” รอยยิ้มของป้าสามีเปี่ยมด้วยความหวัง หลานสะใภ้อย่างเธอจะทำอะไรได้นอกจากยิ้มเฝื่อนๆ

   “เสี่ยชมว่ากับข้าวอร่อยค่ะ”

   “ถือว่าไม่เลว ยังรู้จักให้กำลังใจเมีย พรุ่งนี้ก็ทำไปส่งอีกแล้วกัน เดี๋ยวป้าช่วย”

   หญิงสาวอยากจะปล่อยให้อดเหลือเกิน แต่จะเป็นการหักหาญน้ำใจคนแก่ ถ้าลำพังผัวปากเสียนั่นละก็ได้กินแค่วันนี้วันเดียวแหละ กรวีร์ยิ้มไม่ปริปากบ่นอะไร แต่ในใจแอบคาดโทษสามีไว้แล้ว




รัญชิดา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 259
    • ดูรายละเอียด
แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 9 รถไฟชนกัน<<<
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2021, 10:13:43 AM »

   ปวินท์เดินเข้าบ้านในตอนเย็น สิ่งแรกที่เขาได้ยินคือเสียงหัวเราะชอบใจของป้าแป๋วซึ่งเขาไม่ได้ยินนานแล้ว ตั้งแต่แม่ไปอยู่โรงพยาบาล ป้าแป๋วก็ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ทำกับข้าวเหงาๆ คนเดียว ไม่รู้ว่าหลานสะใภ้โม้อะไรให้ฟังถึงได้หัวเราะลั่นบ้านอย่างนั้น

   จากที่ตั้งใจว่าจะขึ้นห้องปวินท์ก็เปลี่ยนทิศเดินตรงไปทางครัว ดีเหมือนกันจะได้เอาของที่ซื้อติดมือมาง้อเมีย ลองหยั่งเชิงดูว่าลูกสาวเจ๊หวีจะหายเคืองเขาไหม

   “ตอนนั้นนะคะ หนูกับเปรมตกใจแทบตายนึกว่าไฟจะไหม้ห้องแล้วซะอีก” กรวีร์หันหลังให้ประตู เธอจึงไม่เห็นสามี คิดว่าอยู่กับป้าแค่สองคนจึงเล่าไปออกท่าทางไปอย่างสนุกสนาน

   “แล้วทำไงกัน”

   “ก็ต้องรีบวิ่งลงไปยืมถังดับเพลิงของลุงยามค่ะ ลุงแกมองหนูตาเขียวปัดอยู่เป็นอาทิตย์ คงกลัวว่าหนูจะเผาหอแกอีก กว่าจะทดลองทำสำเร็จหม้อพังไปตั้งสามใบแน่ะค่ะ”

   “เอาไว้วันหลังให้เพื่อนส่งมาบ้านเราสักใบ ป้าจะได้ลองหัดใช้บ้าง หวังว่าจะไม่ต้องใช้ถังดับเพลิงนะ”

   กรวีร์หัวเราะเสียงใส “เดี๋ยวนี้หนูโปรแล้ว รับรองไม่ไหม้ค่ะ”

   ป้าแป๋วชะงักเมื่อเหลือบเห็นหลานชายยืนพิงกรอบประตูฟังแอบอยู่ ปวินท์ยิ้ม สั่นหน้าห้ามไม่ให้ป้าบอก เขาค่อยๆ ย่องเข้ามาหา วางมือหมับเข้าที่เอวหญิงสาว

   “ทำไรอยู่!”

   “ว้าย!” กรวีร์สะดุ้งตกใจ จังหวะที่เธอหันมาจึงทำให้ขาพันกันผิดท่าจนเสียสมดุลเกือบล้มหงายหลัง ยังดีที่ปวินท์มือไวรวบเอวไว้ทัน

   ชายหนุ่มรั้งร่างภรรยาเข้ามาชิด ปลายจมูกแทบติดกัน กรวีร์รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่สัมผัสใบหน้า ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้าง ก่อนใช้มือสองข้างดันอกเขาออก

   “เสี่ยเล่นอะไร ฉันตกใจหมด ดีนะที่ไม่ได้ถือมีด” หญิงสาวดุ ทว่าสองแก้มแดงเรื่อ ไม่กล้าสบตาสามี

   “สงสัยจะอยากแกล้งเมียเล่น เฮ้อ ป้านึกขึ้นได้ว่าลืมยาดมไว้บนห้อง ฝากดูหม้อต้มยำด้วยนะกีวี่ เดี๋ยวป้ามา” ป้าแป๋วขยิบตาส่งซิกกับหลานชายก่อนปลีกตัวออกไป ปล่อยให้ข้าวใหม่ปลามันเขาอยู่กันตามลำพัง

   “ถ้าฉันหัวใจวายตายระหว่างเป็นเมียเสี่ย เสี่ยจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แม่ฉันด้วยนะ เล่นอะไรบ้าๆ” กรวีร์หนีไปตั้งหลักที่หน้าเตา ยึดเอาหม้อต้มยำของป้าแป๋วเป็นที่พึ่ง

   “เย็นนี้ทำอะไรให้ผัวกิน”

   มาอีกแล้วลูกตาแพรวพราวพร้อมคำพูดชวนจั๊กจี้หัวใจ หญิงสาวบุ้ยปาก “ดูเอา ทำเท่าที่เห็นนี่แหละ เดี๋ยวตักใส่ปิ่นโตไปฝากแม่กับพี่ปาล์มด้วย เสี่ยไปอาบน้ำเตรียมตัวสิ”

   “หายเคืองหรือยัง”

   “เคืองอะไร ใครเคือง ไม่เคื้อง...ไม่เคืองเลย” กรวีร์เมินหนี ใครใช้ให้เขามาว่าเธอล่ะ

   ปวินท์มองอาการของคนที่บอกไม่เคืองแล้วยิ้มออกมาพลางยื่นของในมือให้ “ฉันซื้อดอกไม้มาง้อ”

   คนงอนเป็นงง จ้องห่อกระดาษที่เขาบอกว่าเป็นดอกไม้อย่างสงสัย พลิกไปพลิกมา “ดอกอะไรของเสี่ย ห่อซะแน่น”

   “ลองเปิดดูสิ พรุ่งนี้เอาไปส่งให้ด้วยนะ จะรอชิม” ปวินท์ยักคิ้วกวนๆ แล้วหมุนร่างเดินออกจากครัว เขาจะรีบขึ้นห้องไปดูซิว่ากรวีร์ใช้ยาสระผมยี่ห้ออะไร ทำไมยังได้กลิ่นหอมติดปลายจมูกอยู่เลย สมกับเป็นลูกสาวร้านทำผมจริงๆ

   ปวินท์ไม่รู้หรอกว่ากรวีร์จะหายโกรธหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ พรุ่งนี้เธอต้องเอาข้าวกลางวันพร้อมน้ำเก๊กฮวยเย็นชื่นใจไปส่งให้เขา ถ้าถึงตอนนั้นยังไม่หายงอน ค่อยหาวิธีง้อใหม่ พรุ่งนี้จะมีกับข้าวอะไรบ้างนะ ลาภปากแท้ๆ ชายหนุ่มยกมือลูบท้องคิดครึ้มๆ เพิ่งรู้ว่ามีเมียทำกับข้าวอร่อยมันดีอย่างนี้นี่เอง

   ทางด้านกรวีร์ที่ยื่นจ้องแผ่นหลังสามีสลับกับดอกไม้ในห่อกระดาษ เสี่ยบ้าจะแกล้งอะไรกันอีกก็ไม่รู้ เธอปิดเตาแล้วเดินเอาห่อกระดาษมาวางที่โต๊ะ เริ่มแกะมันออก ให้ตายเถอะ ไม่รู้ว่าจะขำหรือจะเคืองกับมุกง้อสาวของเสี่ยดี

   “ตาบ้าเอ๊ย! ใครเขาใช้ดอกเก๊กฮวยอบแห้งง้อสาวกันล่ะ”


   ปวินท์พากรวีร์มาถึงโรงพยาบาลเกือบหนึ่งทุ่ม มือข้างหนึ่งของเขาถือปิ่นโต ส่วนอีกข้างจับมือภรรยาไว้เหมือนกลัวเธอจะเดินหลง

   “ปล่อยเถอะเสี่ย ฉันเดินเองได้ ใครผ่านไปผ่านมามองกันใหญ่แล้ว” กรวีร์กระตุกมือแต่ปวินท์ไม่ยอมปล่อย

   “ฉันกำลังช่วยเธอประกาศศักดาอยู่ไม่รู้เหรอ ปล่อยให้มองกันไปเถอะ จะนินทาอย่างไรเธอก็ยังเป็นเมียฉันวันยังค่ำ ไม่เสียหาย” ตอนท้ายชายหนุ่มเอียงหน้ามากระซิบใกล้ๆ จนเธอต้องเอนร่างหนี

   “หูฉันยังไม่ตึง ไม่ต้องมาพูดใกล้อย่างนี้ก็ได้”

   “ก็รักเมียมาก ไม่อยากอยู่ห่างเลย”

   ฮึ! กรีวีร์กระแทกลมหายใจ ค้อนหน้าคว่ำ เมื่อกลางวันเธอเป็นคนสั่งให้เขารักเธอมากๆ เพื่อความปลอดภัย ตอนนี้เขาก็บอกรักเธอได้หน้าตาเฉย เสี่ยบ้านี่กวนประสาทชะมัด หญิงสาวไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเขา ปล่อยให้ยิ้มร่าอย่างผู้ชนะไปก่อนแล้วกัน

   สามีภรรยามาถึงห้องพักของคุณปรารถนา กรวีร์เป็นคนเปิดประตูและเดินนำหน้าปวินท์ ค่ำนี้ดูเหมือนจะมีแขกคุ้นหน้ามาเยี่ยมแม่สามีของเธอ นลินน่ะพอรู้จัก แต่ผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ นั่นใครกัน

   “พี่ไปป์...”

   ปวินท์เกือบวางปิ่นโตไม่ถึงโต๊ะด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนนั้นก็จีบปากจีบคอถลาเข้าไปเกาะแขนแถมยังชนกรวีร์เสียกระเด็น เมียเสี่ยไปป์ขยับหลีกทางให้ ถอยไปยืนดูผู้หญิงคนหนึ่งเกาะกอดแขนสามีด้วยสีหน้าเรียบเฉย

   ปวินท์เห็นสายตาพร้อมอาละวาดของภรรยาแล้วก็ค่อยๆ แกะแขนผู้หญิงคนนั้นออก

   “คุณนิดกับคุณชิตมากันยังไงครับ” เขาถามขยับถอยเข้าหาภรรยา แต่โดนเธอเชิดใส่เดินหนีไปยืนเกาะข้างเตียงของคุณนายปรารถนาโน่น แต่มีหรือที่เขาจะยอม พอสลัดณิชมนหลุดเขาก็ตามไปยืนข้างๆ ยกแขนขึ้นโอบไหล่ล็อกตัวไว้ไม่ให้หนี

   ณิชมนไม่ชอบใจสิ่งที่เห็น จึงเอ่ยถามตรงๆ

   “นิดได้ข่าวลือแปลกๆ ก็เลยชวนพี่ชิตกับพี่หลินมาเยี่ยมป้าปิ๋มค่ะ เพิ่งถึงก่อนพี่ไปป์แป๊บเดียว”

   “ไปป์มาก็ดี จะได้บอกเรื่องกีวี่ ให้ทุกคนได้ร่วมยินดีด้วย” คุณปรารถนาเกริ่นนำให้ลูกชาย พลางส่งยิ้มให้ลูกสะใภ้

   “ยินดี? ยินดีเรื่องอะไรคะ” ณิชมนปรายตามองผู้หญิงที่ปวินท์โอบไหล่อย่างไม่เป็นมิตร

   “ยินดีที่ผมกับกีวี่ตกลงใช้ชีวิตร่วมกันครับคุณนิด” ปวินท์ประกาศ และภรรยาก็ยิ้มกว้างช่วยเสริม

   “ถ้าได้ยินข่าวลือแปลกๆ เรื่องเสี่ยมีเมียก็รบกวนช่วยยืนยันแทนเราสองคนด้วยนะคะ เรื่องนี้จริงแท้แน่นอนพันเปอร์เซ็นต์ ฉัน...กีวี่ค่ะ”

   “แหม...ใครก็ช่างกล้าตั้งชื่อนะคะ เก๋ดีไม่มีคนซ้ำ กีวี่ที่แปลว่ายาขัดรองเท้าหรือเปล่าคะ”

   เอาละ กรวีร์ไม่ชอบขี้หน้าผู้หญิงปากดีคนนี้! สัญญาณปรปักษ์ชัดเจนมาก ดูออกแหละว่าอยากได้เสี่ยไปป์ นี่คงจะเป็นลูกสาวนายกครองที่แม่พูดถึงสินะ แต่แหม...ไม่ต้องมาแสดงความเป็นศัตรูกับเธอเปิดเผยนักก็ได้ ไม่หัดดูงานจากครูหลินซะบ้างว่าร้ายอย่างมีระดับน่ะต้องทำตัวอย่างไร

   หญิงสาวเหยียดยิ้ม ขณะทอดสายตามองใบหน้าเรียบเฉยของสามี ดูซิปฏิกิริยาของเขาจะออกมาแนวไหน เมื่อใครก็ไม่รู้กำลังเล่นงานเมียของเขาอยู่

   อืม...ไม่เลวแฮะ กรวีร์แอบยิ้มในใจเมื่อได้ยินสามีเอ่ยขึ้นว่า

   “กีวี่ที่แปลว่าเมียผมครับ”

   ปวินท์ตอบแทนภรรยาเสียงหนักแน่น ใบหน้าเรียบจริงจัง นัยน์ตาคมมีร่องรอยของความไม่พอใจปรากฏชัดเจน เตือนอีกฝ่ายให้กริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย ครั้งนี้ลูกสาวนายกครองวิทย์พูดเกินไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าเขากับกรวีร์จะเกี่ยวพันกันในฐานะใดก็ตาม ณิชมนไม่มีสิทธิ์ที่จะมาพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยภรรยาต่อหน้าเขา

   ชายหนุ่มหันไปมองภรรยาอย่างห่วงใยในความรู้สึกของเธอก็พบว่าเธอมองเขาอยู่ก่อนแล้ว ริมฝีปากของกรวีร์ค่อยๆ คลี่ยิ้มสดใส สอดประสานมือนุ่มเข้ากับมือเขา ถึงจะอยู่กับเธอไม่นานก็พอจะจับสัญญาณกันได้ ไอ้รอยยิ้มแบบนี้ทำให้เขานึกสงสารณิชมนล่วงหน้า

   นี่คือสายตาของเพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบชัดๆ และถ้าหากเมียเขาจะเอาคืนบ้าง เขาจะอยู่เคียงข้างเธอสุดกำลัง

   “ตอนแม่ตั้งท้องฉันท่านอยากกินแต่กีวี่ค่ะ ก็เลยตั้งชื่อตามนั้น ว่าแต่คุณไม่รู้จักลูกกีวี่จริงๆ เหรอคะ โถ...ที่บ้านคงไม่เคยซื้อให้กิน ไม่เป็นไรเนาะ ไว้วันหลังถ้าคุณมาเยี่ยมแม่อีกก็แวะมาลองชิมนะคะ ฉันจะซื้อมาติดห้องไว้ คุณจะได้ทำความรู้จักกับกีวี่ที่แท้จริงไงล่ะคะ”

   เอาไปร้อยคะแนนเต็ม! ปวินท์บีบมือภรรยาแน่น ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มสะใจ

   คนถูกตอกหน้าดวงตาลุกวาบ ณิชมนคงพุ่งตัวเข้ามาตบปากกรวีร์แล้วถ้าไม่ถูกพี่ชายดึงแขนห้ามไว้ ธนชิตกระซิบเตือนบางอย่าง น้องสาวจึงยอมหุบปาก แต่สีหน้าและแววตายังคงขุ่นเคืองเห็นได้ชัด

   ผู้ใหญ่สุดในห้องอย่างคุณนายปรารถนาเห็นว่าการปะทะคารมระหว่างสองสาวยุติแล้ว อดที่จะนึกขำลูกสะใภ้ไม่ได้ เออ...ถูกใจแม่นัก ฟาดมาฟาดกลับแบบนี้ค่อยเหมาะเป็นลูกสะใภ้เจ๊ปิ๋มหน่อย ต่อไปคงคายตะขาบยกให้เป็นทายาทอสูรตามทวงหนี้ได้สบาย

   “เอาละๆ ล้อเล่นกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็อย่าถือสาหาความกันเลย แม่ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการแล้วกัน กีวี่นั่นคุณชิต ส่วนคนที่หนูจะซื้อกีวี่มาฝากชื่อคุณนิด ลูกๆ ของนายกครองวิทย์เขา ครูหลินนี่รู้จักกันแล้วเนาะ” คุณปรารถนายังอุตส่าห์พูดขยี้ให้ณิชมนเจ็บใจเล่น แล้วพยักยิ้มกับลูกชาย “ว่างๆ ไปป์ก็พาเมียไปไหว้นายกหน่อย รู้จักกันไว้ คนกันเองทั้งนั้น”

   “ครับแม่”

   “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” กรวีร์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพราะดูจากหนังหน้าแล้วลูกสาวนายกก็คงอายุไล่เลี่ยกับเธอ ส่วนลูกชายไม่เห็นจะสนใจเธอสักเท่าไร สายตาของคุณชิตเลยไปหาสามีเธอโน่น

   “ข่าวดีของเสี่ยไปป์ทำผมตกใจนะครับ ไม่บอกไม่กล่าวกันบ้าง หนีไปมีเมียเฉย เสี่ยนี่ร้ายใช่เล่น”

   “แค่ผมกับกีวี่เข้าใจกันเรื่องอื่นก็ไม่สำคัญหรอกครับ อีกอย่างแม่กับปาล์มยังไม่หายดี รอไว้ให้ทุกอย่างพร้อมค่อยฉลองกันอย่างเป็นทางการ”

   “ดีครับ อย่าลืมแจกการ์ดเราสองคนด้วย” ธนชิตโอบไหล่นลิน แกล้งกระเซ้าคนรักเสียงดังๆ ให้ได้ยินกันทั่ว “เห็นไหมหลิน คู่เราโดนแซงแล้ว คราวนี้ถ้าผมขอ คุณห้ามบ่ายเบี่ยงแล้วนะ”

   นลินยิ้มเฉยไม่ได้ตอบโต้อะไร

   “ปุบปับแบบนี้คงไม่ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับพี่ไปป์หรอกนะคะ” ณิชมนพูดแทรกขึ้นมา

   “ถ้าหมายถึงอุบัติเหตุแบบดารา ฉันก็ต้องยอมรับค่ะว่า...ยังไม่ท้อง” หญิงสาวเว้นจังหวะชั่วอึดใจพอให้ทุกคนใจหายใจคว่ำเล่น ก่อนจะหัวเราะพร้อมแกล้งเอียงศีรษะซบต้นแขนสามี “แม้...เสียดายจัง”

   กรวีร์บรรจงยิ้มหวานหยด เธอสบตากับสามีอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ณิชมน

   “เสี่ยเขาเป็นสุภาพบุรุษมากค่ะ ไม่เคยคิดฉวยโอกาสทำให้ฉันเสื่อมเสียก่อนหน้านั้น ตั้งแต่เรารู้จักกันจนถึงวันจดทะเบียน” รวมๆ แล้วไม่ถึงอาทิตย์ “ระหว่างเรา ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จริงไหมคะเสี่ยขา”

   “จ้ะ มหัศจรรย์มากๆ”

   สองผัวเมียสบตาอย่างรู้กัน ความหวานชื่นนั้น ทำให้ใครบางคนอยากกรีดร้อง และเข้ามาดึงทึ้งแยกคู่รักออกจากกัน

   “จะหวานกันอีกนานไหมคะ ชักจะหิวข้าวแล้ว” ประภามนท์เบรกบรรยากาศหวานซึ้ง กรวีร์ยิ้มเขินบอกกับน้องสาวสามีอย่างเอาใจ

   “งั้นเดี๋ยวหนูเตรียมให้นะคะ เย็นนี้มีของชอบพี่ปาล์มด้วย”

   ประภามนท์ยิ้มบาง “ได้แม่ครัวเพิ่มขึ้นมาอย่างนี้ มีหวังเราสองคนโดนขุนจนอ้วนแน่แม่ กินๆ นอนๆ ทั้งวัน”

   “ว่าได้หยุดพักไปด้วยไง” ปวินท์ช่วยเลื่อนโต๊ะสำหรับใช้วางถาดข้าวของโรงพยาบาลมาเตรียมรอ

   นลินไม่อยากรบกวนเวลากินจึงสะกิดชวนคนรักกลับ ธนชิตจึงเอ่ยขอตัว

   “เห็นเจ๊ปิ๋มแข็งแรงแบบนี้ อีกไม่นานคงกลับบ้านได้แล้ว กินข้าวให้อร่อยนะครับ พวกเราขอตัวกลับก่อน หลินเขาว่าจะแวะเยี่ยมพ่อของนักเรียนด้วย” ธนชิตมองไปที่น้องสาวสั่งทั้งคำพูดและสายตา “กลับบ้านกันเถอะนิด”

   “พี่ชิตกับพี่หลินไปเยี่ยมพ่อเด็กนักเรียนก่อนก็ได้ ฉันไม่รู้จัก ไม่อยากไป ขออยู่คุยกับป้าปิ๋มดีกว่า” ณิชมนบอกอย่างดึงดัน

   “เขากำลังจะกินข้าวกันนะนิด”

   “แค่นั่งเฉยๆ ไม่ได้กวนอะไรสักหน่อย พี่จะไปเยี่ยมใครก็ไปสิ”

   “นิด!”

   “ไม่เป็นไรหรอกคุณชิต ปล่อยเถอะ ไม่ได้รบกวนอะไร” คุณปรารถนาช่วยออกหน้าแก้สถานการณ์ให้ ขี้เกียจฟังพี่น้องทะเลาะกัน

   “เยี่ยมเสร็จก็โทร.มา ไปเจอกันที่รถ” ณิชมนไม่สนความลำบากใจของใครทั้งนั้น เธอจะอยู่ อยู่ขวางนังเมียพี่ไปป์ไปเนี่ยแหละ หมั่นไส้มัน ทำเป็นยิ้มหน้าบาน ฮึ!

   ขณะที่ภรรยากำลังดูแลข้าวปลาอาหารให้แม่กับน้อง ปวินท์ก็ถอยออกมานั่งดูอยู่ห่างๆ เพราะไม่อยากเกะกะ ปล่อยให้กรวีร์ทำได้ถนัดมือ แต่กลายเป็นว่าความคิดนั้นดันมาเปิดโอกาสให้ณิชมนเข้าถึงตัวเขา ลูกสาวนายกครองวิทย์ชวนเขาคุยอย่างสนิทสนม ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ภรรยาปรายตามามอง เขาขยับออกห่างโดยทันที

   กรวีร์ดึงสายตากลับมาหาประภามนท์เพราะฝ่ายนั้นแตะหลังมือของเธอที่เพิ่งช่วยตักกับข้าวเติมให้ น้องสามีส่ายหน้า กระซิบเสียงเบา

   “อย่าใส่ใจ”

   หญิงสาวยิ้มออก ประภามนท์คงคิดว่าเธอหึง ไม่หรอกที่เธอเมียงมองและขรึมลงนั้นเพราะกำลังนึกหาทางแก้เผ็ดลูกสาวนายกต่างหาก สามีน่ะเธอไม่หวงหรอก แค่ถูกชะนีนั่งถูๆ ไถๆ คงไม่สึกหรอเท่าไรหรอก แต่ใครใช้ให้ยายนั่งมาชน มาว่าเธอเป็นยาขัดรองเท้า เดี๋ยวเถอะจะเจอดี

   คุณปรารถนากับประภามนท์กินอิ่มในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะที่กรวีร์กำลังเตรียมจะเก็บปิ่นโต เสียงโทรศัพท์ของณิชมนก็ดังขึ้น คงเป็นพี่ชายโทร.มาตามนั่นแหละ เพราะเจ้าหล่อนลุกขึ้นแล้วเดินมาลา

   “นิดกลับก่อนนะคะป้าปิ๋ม พี่ปาล์ม แล้วจะมาเยี่ยมใหม่ หายไวๆ นะคะ”

   “จ้ะ ขอบใจมากนะ” คุณปรารถนาบอก ส่วนประภามนท์ก็ยิ้มส่ง

   “พี่ไปป์ขา...ลงลิฟต์ไปเป็นเพื่อนนิดหน่อยสิคะ”

   “อุ๊ย! เสี่ยขา...” ภรรยาบรรจงเรียกเสียงหวานเจี๊ยบ แน่นอนว่ามีตัวเลือก เขาก็ต้องเลือกภรรยาก่อนอยู่แล้ว ปวินท์ผละจากณิชมนตรงเข้าไปหากรวีร์

   “มีอะไรเหรอ”

   “ช่วยหยิบขาปิ่นโตตรงนั้นให้หน่อยสิคะ เมียเอื้อมไม่ถึง”

   ใครเห็นก็ต้องรู้ละว่ากรวีร์จงใจใช้เล่ห์ดึงสามีมาที่ตัว เพราะขาปิ่นโตนั่นก็ไม่ได้อยู่ห่างจากมือเธอเลย ทุกคนรู้ แน่นอนว่าณิชมนก็รู้ ลูกสาวนายกสะบัดหน้าพรืดเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปด้วยความริษยา ขัดใจไปหมดทั้งปวินท์ ทั้งนังเมียตัวดี

   พอลูกสาวนายกพ้นห้องไปแล้ว กรวีร์ก็เปลี่ยนโหมด รอยยิ้มอ่อนหวานอันตรธานหายไป เมื่อสามีหยิบขาปิ่นโตส่งมาให้ เธอก็พยักพเยิดสั่ง

   “เสี่ยเก็บปิ่นโตต่อทีนะ ฉันนึกได้ว่าลืมของ ขอลงไปเอาแป๊บ” เธอแบมือรอ “ขอกุญแจรถด้วย”

   “ลืมอะไรเหรอ”

   “ลืมใจไว้ที่เสี่ยไงคะ”

   “อืม...รีบไปเลย” ปวินท์ทำหน้าระอา มือหยิบกุญแจรถในกระเป๋าส่งให้เธอ

   “เมียพี่ไปป์ฮาดีนะ น่าจะอยู่ด้วยแล้วไม่เครียด” ประภามนท์เอ่ยขึ้นหลังจากที่กรวีร์เดินออกไป

   “ฉันประสาทจะกินละสิไม่ว่า ขนาดคุณนิดยังต้องถอยเลยแกเห็นไหม” ชายหนุ่มมองประตูห้อง ได้แต่นึกแล้วก็สงสัยว่ากรวีร์ลืมอะไร ตอนลงจากรถเขาก็ว่าหยิบมาครบหมดแล้ว

   ปวินท์ไม่มีทางได้รู้หรอกว่ากรวีร์ลืมอะไร ที่พูดไปเพราะหญิงสาวแค่อยากหาข้ออ้างออกมาจากห้องต่างหาก กรวีร์มองเห็นณิชมนหลังไวๆ จึงตรงเข้าไปหาเป้าหมายในทันที เธอยิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าลูกสาวนายกยืนรออยู่หน้าลิฟต์

   “คงไม่ได้ตามมาส่งฉันใช่ไหม” ณิชมนถามเสียงห้วน หน้าลิฟต์ไม่มีใครก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงเข้าใส่กันจะดีกว่า สีหน้าของกรวีร์ก็ไม่ได้บอกว่ามาดีอยู่แล้ว

   “ฉันก็ไม่ใช่คนมีน้ำใจอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ อย่าห่วงเลย แค่อยากมาดูให้แน่ใจว่าคุณนิดกลับถึงรถจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ทำเป็นว่ากลับแล้วแอบดักรอเสี่ย เห็นคุณซุบซิบๆ กับผัวฉันแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจค่ะ”

   ณิชมนเชิดหน้าขึ้น “คนอย่างฉันไม่จำเป็นต้องดักหรอกจ้ะ พี่ไปป์เป็นฝ่ายต้องมาหาฉันต่างหาก”

   “อุต๊ะ! เสี่ยเคยไปหาด้วยเหรอคะ แหมได้ข้อมูลใหม่ละ แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นตอนที่เสี่ยยังโสด เหงาๆ ตอนนี้เสี่ยมีเมียแล้วอะไรที่เคยทำก็คงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมบ้าง”

   “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพี่ไปป์จะจริงจังกับเธอ คงลงทุนวางแผนไว้เยอะสินะถึงทำให้เขายอมจดทะเบียนได้”

   “โอ๊ย...ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะคุณ แค่นั่งสวยๆ เขาก็ขอให้ฉันจดทะเบียนด้วยแล้ว งงมาก”

   “ใช่ เป็นฉันก็งง แต่เคลมเร็วแบบนี้ คงไม่เท่าไร ได้ง่าย เบื่อง่าย” ณิชมนเบ้ปาก ก่อนจะสะบัดหน้า ก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์ที่เพิ่งจะเลื่อนเปิดออก สองสาวยืนเผชิญหน้ากันอย่างไม่หวั่นเกรง “รักษาให้ดีๆ แล้วกันทะเบียนสมรสน่ะ ระวังจะกลายเป็นใบหย่าไม่รู้ตัว ฉันไม่ถือสาหรอกถ้าเขาจะเคยหย่าร้างมาก่อน”

   ลิฟต์ปิดแล้วแต่เมียเสี่ยไปป์ยังไม่หายจากอาการอิหยังวะ โอ้โห...หนูนิดคนนี้กรวีร์ละยอมใจในความกระหายหิว ดูเหมือนฐานะเมียเสี่ยของเธอจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบซะแล้ว แฟนคลับเสี่ยไปป์ทำไมเยอะแท้ นอกจากครูหลินนางร้ายสายซีรีส์เกาหลี ยังอุตส่าห์มียายคุณนิดนี่งอกขึ้นมาอีกคน จะเอาให้ได้ว่างั้นเถอะ แหม...สามีเธอช่างเสน่ห์แรงเหลือหลาย

   “พี่ไปป์ต้องเป็นฝ่ายมาหาฉันต่างหาก” หญิงสาวบีบเสียงเลียนแบบล้อคำพูดณิชมนอย่างหมั่นไส้สุดพลัง “แหวะ! ตอนนี้เขาเป็นผัวฉันย่ะ”





มาตามเชียร์ลูกสาวเจ๊หวีกันต่อจ้าาาาาาาาาา
จะเคลมหลัวเสี่ยทั้งที แฟนคลับพี่แกก็มีเยอะเหลือเกิน5555555