ผู้เขียน หัวข้อ: 2.เขียนไว้ที่ปลายฟ้า  (อ่าน 64 ครั้ง)

มะยม

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 109
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
2.เขียนไว้ที่ปลายฟ้า
« เมื่อ: มีนาคม 27, 2021, 05:38:36 PM »
ชายชรายืนมองอีกฝ่าย ใบหน้าเคร่งเครียด

“กลับไปซะ!”

ออกปากไล่เสียงเขียว ไม่อยากจะมองหน้าแม้จะเป็นลูกสาวคนเดียว เพราะทอดทิ้งหลานของตนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าได้ลงคอ

“พ่อ...” กิ่งแก้วอ่อนใจกับความใจแข็งของบิดา “พ่อไม่อยากเจอฉันลูกก็ไม่เป็นไร แต่รับเงินนี่ไว้เถอะนะ จะได้ไม่ต้องไปลำบากอีก”

ตามิ่งสะบัดมือหนีเงินก้อนโตที่ลูกสาวกำลังจะยัดเยียดให้ “เงินสกปรกกูไม่อยากได้”

“โธ่พ่อ!”

กิ่งแก้วมองพ่อที่ยืนหันหลังพลางถอนหายใจ เสื้อผ้าที่พ่อสวมเก่าจนมองไม่รู้ว่าเคยเป็นสีอะไร ชายเสื้อที่ขาดหลุดลุ่ยบ่งบอกว่ามันเปื่อย มันอ่อนล้าเต็มที พ่อลำบากขนาดนี้ก็ยังไม่คิดจะลดทิฐิที่มี

ไม่คิดให้อภัยเธอทั้งที่ยอมสำนึกผิดทุกอย่าง มาหาทีไรก็เอาแต่ขับไล่ราวเธอเป็นหมูเป็นหมา

จริงอยู่ว่าเธอทอดทิ้งลูกไปเหมือนไม่ไยดี แต่คราวนั้นเพิ่งจะสิบแปด ความคิดความอ่านเป็นวัยรุ่นที่นอกจากจะใจแตกเรียนไม่จบแล้วยังท้องโตให้พ่ออับอาย

แต่เวลาก็ผ่านมาตั้งแปดเก้าปีพ่อน่าจะยอมฟังเหตุผลของเธอบ้างแต่ไม่เลย ไม่เคยรับฟัง ไม่ยอมให้เธอเจอลูกสาวและไม่ยอมรับความช่วยเหลือทั้งที่กำลังลำบาก

“ฉันอยากเจอลูก”

ตามิ่งหันมาขึงตาใส่ “อยากเจอทำไม เอ็งอยากให้ลูกมันรู้ว่ามันมีแม่เลวหรือไง”

“พ่อไม่ต้องบอกว่าฉันเป็นแม่ก็ได้ ขอแค่ได้เจอหน้าลูก ได้กอดบ้างก็พอ ฉันคิดถึงลูกนะพ่อ”

“ถุย! ถ้าเจอแล้วจะบอกลูกยังไง เป็นน้า ป้าหรือแค่คนอยากรู้จัก”

คำประชดที่ทำกิ่งแก้วปวดใจ

“แต่ยังไงมันก็ลูกฉันนะพ่อ”

“กลับไปซะ ข้าไม่อยากให้หลานสาวข้าเสียใจถ้ารู้ว่าถูกแม่แท้ ๆ ทอดทิ้ง ให้มันเข้าใจว่าแม่มันตายไปแล้วดีที่สุด

“ฉันอธิบายกับลูกได้ ขอแค่ให้ฉันเจอลูกได้คุยกับลูกก็พอ”

“ถ้าเจอแล้วมันขอไปอยู่ด้วยจะว่ายังไง”

“ฉัน...”

“หึ!” ตามิ่งพ่นลมออกจมูก มองกิ่งแก้วแววตาหยาดเหยียด “ไม่ตายแต่ไม่เคยรับผิดชอบดูแล ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นตอนที่ต้องการ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าจะเจอ ปล่อยให้มันเข้าใจว่าแม่ของมันตายแล้วน่ะดีที่สุด ส่วนเอ็งก็กลับไปซะ ไปใช้ชีวิตสุขสบายที่เอ็งต้องการแล้ว เลิกมาตอแยข้ากับหลานเสียที”

“ขอฉันกอดลูกสักครั้งไม่ได้เหรอพ่อ”

“ไม่ได้!”

กิ่งแก้วทรุดลงกอดขามองบิดานัยน์แววตาแดงก่ำ “ขอโอกาสให้ฉันสักครั้งนะพ่อนะ”

“เลิกสร้างปมให้ลูกเสียที ที่ผ่าน ๆ ก็ทำร้ายจิตใจมากพอแล้ว ถ้ารักลูกก็คงไม่ทิ้งมันไปทั้ง ๆ ที่มันยังแบเบาะต้องให้โตมากับคำว่าเด็กกำพร้า ไปเถอะนังกิ่ง อย่าให้ข้าโมโหมากไปกว่านี้ รีบออกไป”

น้ำเสียงตามิ่งหนักแน่น โมโหทุกครั้งที่เห็นหน้าลูกสาวเพราะอดขุ่นใจกับเรื่องราวในอดีตไม่ได้ อดีตที่หลานสาวของตนต้องร้องห่มร้องไห้วิ่งมาหาทุกครั้งที่ถูกเพื่อนล้อว่าไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่น ๆ ภาพเหล่านั้นมันฝังใจจนไม่อาจอภัยคนกระทำ

“ไม่ต้องมาที่นี่อีก ทำตัวให้เหมือนคนที่ตายไปแล้วได้ยิ่งดี”

“พ่อ...”

ถ้อยคำทิ่มแทงใจ สร้างความเจ็บปวดแก่คนที่ไม่อาจหาคำมาแก้ตัว เธอพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้ตามพ่อพูดจริง ๆ เพราะชีวิตทุกวันนี้ยังหาความแน่นอนไม่ได้ มีเงินใช้แต่ก็ต้องแลกกับชีวิตที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เธอไม่อยากนำปัญหาของตัวเองมาทำให้พ่อกับลูกลำบาก จึงต้องปิดบังเรื่องลูกกับสามีคนปัจจุบัน เพราะนายทวีเป็นคนมีอิทธิพลทำธุรกิจผิดกฎหมาย เธอกลัวว่าเขาจะทำอันธพาลใช้พ่อกับลูกเป็นเครื่องมือบังคับให้เธอทำตามต้องการ

ถึงจะพาไปอยู่ด้วยไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอสามารถจุลเจือทุกอย่าง เธออยากให้พ่อกับลูกสาวมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่พ่อก็ไม่ยอมรับ ไม่ยอมเข้าใจ ไม่ให้อภัยอะไรเลย

“ฉันแค่ขอเจอหน้าลูกสักนิดไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! ข้าไม่อยากเห็นหลานข้าเสียน้ำตาเพราะรู้ว่าแม่เลว รีบไปซะก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”

นางชื่น เพื่อนบ้านวัยกลางคนที่รับรู้เรื่องราวของสองพ่อลูกดีจึงเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย

“ใจเย็น ๆ น่าพี่มิ่ง กิ่งแก้วมันก็สำนึกผิดแล้วนา พี่จะกีดกันอีกทำไม”

“ข้าไม่ได้กีดกัน แต่ข้าไม่อยากเห็นหลานสาวข้าทุกข์ใจกับเรื่องนี้อีก ให้มันเข้าใจว่าแม่มันตายไปแล้วตามเดิมดีที่สุด”

“เด็กมันยังเล็กคงไม่คิดอะไรมากหรอกมั้ง”

“ก็เพราะคิดแบบนี้น่ะสิ ผู้ใหญ่ถึงชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่อยากเลี้ยงก็ทิ้ง พอต้องการก็กลับมาหาหน้าด้าน ๆ เด็กมันก็มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่ว่าลืมตาออกมาหายใจเฉย ๆ แล้วจะโตจะเข้าใจทุกอย่างได้ซะเมื่อไหร่ กว่ามันจะโต กว่าจะยอมรับชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ได้ คนอื่นจะรู้บ้างไหมว่ามันต้องเสียน้ำตาไปเท่าไหร่”

“เออ มันก็จริง”

นางชื่นรับเสียงอ่อน เพราะเคยอยู่ในช่วงที่เด็กหญิงวิ่งโล่มาหาและร้องไห้ทุกครั้งที่ถูกเพื่อนล้อปมด้อย อีกทั้งยังไม่เข้าใจคำว่า พ่อแม่อยู่บนสวรรค์ที่ตามิ่งพร่ำบอก เด็กน้อยจึงเฝ้าถาม ว่าเมื่อไหร่พ่อแม่บนสวรรค์จะกลับมา เด็กน้อยเฝ้ารอ...รอจนกระทั่งลืมเลือนความต้องการ

“แต่ฉันว่า พี่มิ่งน่าจะลอง...”

“อย่าไปเข้าข้างแม่อย่างนี้เลยนังชื่น แล้วถ้ายังไม่เลิกตอแย ข้าย้ายไปอยู่ที่อื่น”

คำขู่ของตามิ่งได้ผล เพราะเคยทำหลายครั้ง กิ่งแก้วจึงไม่กล้าขัด ครั้งก่อนที่พ่อพาลูกสาวของเธอย้ายที่อยู่ กว่าเธอจะตามหากันเจอก็เสียเวลาหลายปี และหากพ่อจะพาลูกสาวหนีไปตอนนี้ ขณะที่มีอายุมากเธอก็กลัวว่าจะไม่ได้เจอหน้ากันอีก

“ฉันไม่ตอแยก็ได้” กิ่งแก้วตัดใจแล้วยื่นเงินในมือให้อีก “แต่พ่อรับเงินนี่ไปเถอะนะ เอาไว้ซื้อขนมให้เด็ก ๆ กิน”

“ไม่เอาโว้ย! พูดกันไม่รู้เรื่องหรือไงวะ”

ตามิ่งปาถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ลูกสาวยัดใส่มือลงพื้น เพราะรู้ดีว่าเงินนี้ได้มาจากงานต่ำ ๆ

ชายชราหันมาทางเพื่อนบ้านแล้วกล่าวกำชับ “ห้ามบอกเรื่องนี้กับเด็ก ๆ นะนังชื่น ถ้าเอ็งรักพวกมันก็ห้ามพูดเด็ดขาด”

“จ้ะพี่”

คนกลางที่ไม่สามารถช่วยให้อะไร พยักพเยิดหน้าให้กิ่งแก้วรีบกลับไปก่อน เพราะนางกลัวตามิ่งจะอารมณ์เสียจนพาลย้ายบ้านหนีไปจริง ๆ

โชคดีที่บ้านนางเป็นร้านค้าอยู่หน้าปากซอย ห่างจากคนอื่น ๆ ที่อยู่เป็นห้องแถวเช่าติดกัน การทะเลาะของสองพ่อลูกจึงไม่มีใครมาได้ยิน เพราะถ้าเรื่องรั่วไหล ตามิ่งต้องโทษว่านางไปป่าวประกาศแน่นอน



นัทถือเงินหนึ่งร้อยบาทเดินทั่วตลาด แต่เงินเพียงเท่านี้เขาจึงซื้อแกงมาได้แค่สองถุง กับลูกอมอีกสามอัน ซื้อเสร็จก็รีบกลับไปหากรดา แต่ระหว่างทาง นัทได้กลิ่นหอมของน้ำซุปจากร้านข้าวมันไก่ โชยแตะจมูกยั่วน้ำลายจนต้องหยุดมอง ในตู้โชว์มีไก่ต้มสุกตัวเขื่องห้อยเต็มตาดูน่ากิน แต่พอก้มดูเงินในมือที่เหลือทอนมาไม่กี่เหรียญก็ต้องถอนหายใจ

นัทจำได้ว่ากรดาบ่นอยากกินข้าวมันไก่ เงินเหลือแค่นี้จะขอซื้อแค่น้ำซุปสักถ้วยล่ะจะได้ไหมนะ

นัทคิดอย่างชั่งใจ และเอ่ยถามในเวลาต่อมา ขอซื้อตามเงินที่เหลือ ได้นิด ๆ หน่อย ๆ แค่ให้กรดาได้ชิมก็ยังดี

“น้าครับ…”

ชายร่างยักษ์ที่กำลังสับไก่ใส่จานเงยหน้ามามองนัท หัวคิ้วขมวด สายตาดูแคลนจนคนถูกมองรู้สึก แต่ก็พยายามข่มใจ

“คือ...ผมอยากจะขอ...”

“เฮ้! ขออะไรไป๊ ออกไป ไปไกล ๆ เลย ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์นะเว้ย จะได้จะมาคงมาขอ”

“ผมแค่อยากถามว่าน้ำซุป...”

“โธ่เอ๊ย...ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ใช้กับกูไม่ได้หรอก ทำทีมาถามราคาแต่คุยไปคุยมาก็ขอนั่นแหละวะ เคยดูสารรูปตัวเองไหม โตจะตายห่ายังไม่รู้จักทำมาหากิน เทียวมาขอคนอื่นหน้าด้าน ไปไป๊อย่ามายืนเกะกะ” ชายคนเดิมว่าแล้วโบกมือไล่อย่างจริงจัง

“ไอ้ติง! ไอ้ติงโว้ย! มาลากไอ้เด็กขี้ขอออกไปห่าง ๆ หน้าร้านหน่อยสิวะ ปล่อยให้มายืนสกปรกอยู่ตรงนี้เดี๋ยวลูกค้าเห็นก็หนีไปร้านอื่นพอดี”

“ผมไม่ได้มาขอนะ”

“น้ำหน้าอย่างนี้เนี้ยนะไม่ได้มาขอ ไอ้เด็กเหลือขอเอ๊ย...”

เพล้ง!

“อ้าวเฮ้ย!”

เพราะโดนทำให้อับอายทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด นัทจึงโกรธจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ เขาขว้างเหรียญในมือใส่ตู้กระจกจนแตกก่อนจากนั้นก็ใส่ตีนหมาโกยแน่บ

เจ้าของร้านร่างยักษ์ ชี้มีดอีโต้ใส่นัทแล้ววิ่งไล่ ปากก็ตะโกนด่าตลอดทาง

“ไอ้เด็กเวร! เฮ้ยพวกเรามาช่วยจับไอ้เด็กเวรนี่ที มันเป็นอันธพาล ถ้าปล่อยไว้พวกเราจะเดือดร้อน หยุดนะเว้ย หยุดเดี๋ยวนี้!”

นัทวิ่งหน้าตั้งอย่างไม่ฟังเสียงเรียก ทิ้งระยะห่างพอสมควรก็หาที่ซ่อน แล้วแอบมองเห็นชายเจ้าของร้านข้าวมันไก่หยุดยืนหอบหายใจกลางทาง นัทก็ถอนใจโล่งอก

“ไอ้เด็กเวร...อย่าให้ได้เจอนะมึง จะสับให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว!” คนวิ่งตามไม่ทันตะเบ็งด่าชูมีดในมือหรา ขู่จนพอใจก็หันหลังเดินกลับ

คู่กรณีถอยแล้วร่างผอมแกร็นจึงออกจากที่ซ่อน เดินเข้าไปในตรอกแคบที่สกปรกจนไม่มีผู้คนอยากผ่าน

เด็กชายเร่งเท้าก้าวไปหากรดา พร้อมเร่งระบายลมหายใจหอบเหนื่อยไป เพราะไม่ต้องการให้น้องรู้ว่าตนผจญกับอะไร

“อะ”

นัทยื่นถุงแกงให้กรดาที่นั่งทำหน้ามุ่ยมองกับข้าว

“พะโล้อีกแล้ว”

“มีอะไรก็กิน ไปเถอะ! " ตอบแล้วกระแทกตัวลงนั่งบนฟุตบาท

“กินแต่พะโล้ หน้าจะเป็นไข่อยู่แล้ว”

“พูดมาก ถ้าไม่กินก็เอามานี่!” นัทลุกแย่งถุงแกงกลับคืนแต่เด็กหญิงเบี่ยงหลบ

“พูดแค่นี้ทำเป็นโกรธ ขี้งอนจริง ๆ”

“ใครกันแน่ขี้งอน”

นัทมองคนเถียงพลางทรุดตัวตามลงนั่งตามเดิม กรดาชูถุงแกงเพื่อมองเหมือนกำลังมันเป็นของหายาก

“เค้าจองไข่” บอกแล้วหันมาหานัท แต่พอเห็นใบหน้าเคร่งเครียดของเด็กชาย คิ้วเรียวได้รูปก็ขมวดย่น “ไปซื้อของแค่นี้ ทำไมหน้าแดง หรือว่าไปทำอะไรมา”

“ยุ่งน่า”

นัทผลักมือที่กำลังจะยื่นมาจับหน้าเขา รีบถัดตัวออกห่างไม่ให้กรดาจับผิด เขากลัวเด็กน้อยจะฟ้องตาแต่เขาไม่ใช่อันธพาล คนพวกนั้นต่างหากที่เริ่มก่อน เขาทำเพราะถูกด่าทั้งที่ยังไม่ได้ผิดอะไร

“เอ๊า ถามแค่นี้ก็ไม่ได้”

“ไม่ได้! เหนื่อย ขี้เกียจพูด ขี้เกียจตอบ” ว่าส่ง ๆ อย่างไม่อยากใส่ใจ แต่จู่ ๆ เด็กหญิงยิ้มให้

“ลูกอมเค้าล่ะ”

“อ่อ”

สีหน้านัทเปลี่ยนไปเมื่อคลำกระเป๋ากางเกงขาสั้นที่สวมแล้วหาไม่เจอ “ไม่มี..” ตอบอย่างไม่อยากอธิบายแต่คิดว่าคงทำหล่นตอนวิ่ง

“อ้าว ไอ้พี่นัทโกหกเค้าอีกแล้วนะ”

“อย่าเรื่องมากน่า กลับบ้านได้แล้วตารอกินข้าว”

“เดี๋ยวสิ! ไม่คิดจะซื้อลูกอมมาให้เค้าตั้งแต่แรกใช่ไหม แล้วโกหกให้เค้านั่งรอทำไม!”

นัทขมวดคิ้วใส่กรดา ถอนหายใจรำคาญแววตาที่จ้องจับผิด คนเพิ่งมาเหนื่อย ๆ ซักไซ้อยู่ได้

“ไม่กลับก็ตามใจ” นัทลุกเดินหนี

“อ้าว...ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ...รอด้วย!” กรดาวิ่งจนถุงแกงกวัดแกว่งไปมาปากก็ตะโกนเรียกแต่นัทไม่หันมาสนใจ

“ถามแค่นี้ทำไมต้องโกรธ ตัวเองนั่นแหละผิด โกหกแล้วยังจะอารมณ์เสียใส่เค้าอีก”

“หยุดเซ้าซี้ได้แล้ว รำคาญ!”

เด็กหญิงสะดุ้งกับเสียงตะคอก รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียอย่างจริงจัง แต่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย

“ไอ้พี่นัทบ้า”

เด็กน้อยตะโกนด่าขณะวิ่งไล่ตาม

“ด่าพี่เหรอ!”

นัทหันกลับมาสายตาจ้องเด็กหญิงเขม็ง กรดาสะดุ้งเผลอถอยไปก้าวหนึ่ง นัทตอนนี้ดูน่ากลัวจนเธอขยาด

“เค้าขอโทษ...” พูดเสียงอ่อยไม่กล้าสบตา

นัทไม่สนใจคนตรงหน้า เขาคว้าถุงแกงมาถือแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามหลังอีก

“เฮ้! ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ เค้าก็ขอโทษแล้วไงทำไมยังโกรธอีก”

นัทยังคงย่ำเท้าไปเรื่อย ๆ คงความเร็วเท่าที่เด็กหญิงจะวิ่งตามทัน พอใกล้ถึงห้องเช่า เด็กทั้งสองก็ต้องหันมองหน้ากัน แปลกใจที่มีคนมากมายมายืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง

“พวกเขาดูอะไรกันน่ะ”

กรดาไม่รอคำตอบ เด็กน้อยรีบมุดเข้าไปสมทบกับผี่ใหญ่ ยืนเขย่งเท้ามองเหมือนคนอื่น แต่ตัวเท่านี้จะฝ่าด่านผู้ใหญ่ที่สูงใหญ่แถมยืนบังจนมิดได้ยังไง

“อยากรู้ก็เข้าไปสิ ยังไงก็ต้องเข้าบ้านอยู่แล้วนี่”

นัทส่ายหน้าให้ความอยากรู้อยากเห็นของกรดา จากนั้นก็นำทางด้วยการเบียดเสียดฝูงชนเข้าไปพร้อมเด็กหญิงที่เดินตามหลัง พอเข้ามายืนอยู่ในวงล้อมได้ เด็กน้อยทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างแล้วร้องตะโกนด้วยความตกใจ

“ตา!”