ผู้เขียน หัวข้อ: แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๘  (อ่าน 446 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 277
    • ดูรายละเอียด
แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๘
« เมื่อ: มีนาคม 12, 2014, 12:18:03 AM »
บทที่ ๘

   หลังแยกจากงามรวี ทัศนัยก็เดินตามภรรยาไปดูภาพยนตร์เรื่องดังที่กำลังเข้าฉาย หนังรักแนววัยรุ่นไม่ใช่แนวที่เขาชื่นชอบสักเท่าไหร่ แค่เพื่อคนที่รัก คนเรายอมเปลี่ยนรสนิยมได้เสมอ

การเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนที่เรารักไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก ก็ในเมื่อเธอเป็นเจ้าของหัวใจเขา มันก็ธรรมดาที่หัวใจมันพร้อมยอมตามใจเจ้าของมันอยู่แล้ว จะมีก็คงแค่เรื่องเดียวที่เขายอมปล่อยตามใจเธอไม่ได้

อีกครั้งแล้วที่เธอแอบทำอะไรลับหลังเขา ครั้งที่แล้วที่โกหกเรื่องตั้งท้อง เขาไม่ได้มีโอกาสอธิบายให้พ่อกับแม่ของเธอเข้าใจ เพราะท่านทั้งสองโกรธจนกลับบ้านไปเสียก่อน เขาจะตามไปอธิบายปรับความเข้าใจในวันรุ่งขึ้น เธอก็บอกว่าสารภาพความจริงกับพ่อและแม่ไปแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อย เขาไม่ได้เฉลียวใจกับทีท่าปั้นปึ่งของพ่อตาแม่ยายสักนิด เพราะนึกว่าเป็นอาการของพ่อกับแม่ที่หวงลูกสาวคนเดียวไม่อยากให้แต่งงาน ในคืนแต่งงานเขาก็ให้คำมั่นสัญญากับท่านอย่างสุจริตใจว่าจะดูแลชนิสราให้ดีที่สุด เพราะเธอเป็นดวงใจของเขาเหมือนกัน

เขาเพิ่งจะมาตาสว่างตอนไปฮันนีมูน เมื่อเธอหลุดปากว่าแท้ที่จริงเธอยังไม่ได้บอกความจริงกับพ่อแม่ของตัวเอง

ยอมรับเลยว่าโกรธมาก การเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการโกหกมันเป็นเรื่องน่ายินดีเสียที่ไหน

‘ก็นิดกลัวเตี่ยกับแม่จะไม่ยอมให้เราแต่งงานกัน พี่ทัดไม่รู้หรอกว่าเตี่ยกับแม่น่ะชอบพานิดไปดูตัว นิดไม่ชอบการคลุมถุงชน ไม่อยากแต่งงานกับคนที่นิดไม่ได้รัก นิดผิดเหรอคะ แล้วพี่ทัดทนได้เหรอคะถ้านิดจะแต่งงานไปเป็นของคนอื่น’

เธอร่ายเหตุผลแก้ตัวยาวเหยียด เขาต้องนับหนึ่งถึงร้อย พยายามเข้าใจเหตุผลของเธอ ทำใจให้อภัยเธอ สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วมันกลับไปแก้ไขไม่ได้

‘สัญญากับพี่นะนิด ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก ตอนนี้เราเป็นคนคนเดียวกันแล้ว อย่าทำอะไรโดยไม่ปรึกษากันก่อน’ เขาขอสัญญาและเธอก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่มาวันนี้ เธอก็ทำมันอีก มิน่าเล่าถึงได้จำเพาะเจาะจงต้องมากินข้าวร้านนี้สาขานี้ให้ได้

“นิดรู้มาก่อนใช่ไหม”

“รู้อะไรคะ” ถามหน้าซื่อ

“ก็ที่เรามาพบคุณเมฆวันนี้”

“ฮื้อ” เธอส่ายหน้าจนผมสะบัด “นิดก็ประหลาดใจเหมือนกันที่มาเจอเฮียที่นี่”

“อย่าโกหกพี่”

เธอทำหน้าม่อย “ก็... นิดแค่เปรยให้เฮียฟังว่ายัยรัศมีนั่นถังแตก พลอยทำให้บริษัทพี่ทัดลำบากไปด้วย แต่ที่เฮียเมฆเขามาซื้อโครงการนี้ไปทำต่อ มันความคิดของเขาเองนะคะ นิดไม่รู้เรื่องเลย ก็คงอย่างที่เฮียเมฆบอก เขาคงอยากลงมือทำอะไรจริงๆ จังๆ กับเขาบ้าง อาซิ่มก็บ่นให้นิดฟังเหมือนกันว่าเฮียลอยไปลอยมา นี่ก็คงโดนแม่บ่นมาเยอะเลยต้องหาอะไรทำ” พูดจายาวพรืดแทบไม่หายใจ ส่อพิรุธเป็นที่สุด

ทัศนัยจ้องหน้าเธอ “เราเคยคุยกันแล้วนะ พี่ไม่ชอบให้เรามีความลับต่อกัน”

ภรรยาสาวกอดแขนซบไหล่ออดอ้อน “พี่ทัดอย่าโมโหสิ นิดเป็นผู้บริสุทธิ์นะคะงานนี้ นิดไม่รู้เรื่องจริงๆ ถ้านิดรู้ว่าเฮียจะซื้อโครงการนี้มาทำต่อ นิดก็ต้องบอกพี่ทัดก่อนอยู่แล้ว วันนี้เฮียโทรมานัดกินข้าว นิดก็นึกว่ามากินข้าวคุยกันธรรมดา จริงๆ นะคะที่รัก”

เจอลูกอ้อนเข้าให้ ทัศนัยก็ได้แต่ทอดถอนใจ เขาไม่เชื่อหรอกว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างที่แก้ตัว สองพี่น้องคู่นี้สนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ คลานตามกันมา แต่จะคาดคั้นไปให้มันได้ประโยชน์สำหรับใครเล่า เพิ่งเข้าใจว่ามีเมียกะล่อนมันก็น่าปวดหัวเหมือนกัน เขามันพวกตรงไปตรงมาเสียด้วย คงต้องยอมก้มหน้ารับความรู้สึกหนักอึ้งที่ถูกมองว่าอาศัยความมีฐานะของภรรยาต่อไป


ความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของทัศนัยคงไม่แตกต่างจากสภาพที่งามรวีเป็นอยู่ในขณะนี้เท่าไรนัก ชายหนุ่มที่นั่งเคียงข้างเธอและกำลังตั้งใจขับรถไปอย่างเชื่องช้าจนน่ารำคาญ กำลังผิวปากสบายใจ ไม่สนเสียงแตรที่กดไล่หลัง เขาบอกว่าอยากคุยเรื่องงาน แต่ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็ยังไม่เห็นเขาเอ่ยถึงงานสักคำ

“เลี้ยวซ้ายข้างหน้านี้แหละค่ะ” เธอบอกทาง

“อ้าว คุณไม่บอกแต่เนิ่นๆ ล่ะ เข้าซ้ายไม่ทันแล้ว” เขาตอบ ขับตรงไปหน้าตาเฉย

“งั้นก็ชิดขวาเลย เดี๋ยวยูเทิร์นข้างหน้านี้ได้”

“ไม่ต้องหรอก ผมรู้ทางลัด ไม่ต้องเสียเวลายูเทิร์น”

งามรวีสังหรณ์ใจว่า ทางลัดของเขาน่าจะเสียเวลามากกว่ายูเทิร์นของเธอ ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่ขึ้นรถมากับเขา

“คุณตั้งใจทำอะไรของคุณกันแน่ คุณวาริท”

“เรียกว่าเมฆสิ เหมือนที่เคยเรียกน่ะ” หันไปยิ้มหวาน แต่เจอหน้าเข้มตาเขียวตอบกลับ รอยยิ้มทะเล้นเลยหุบฉับ “โอเคๆ อยากเรียกอะไรก็ตามใจ”

“ฉันถามว่าคุณกำลังทำอะไรกันแน่”

“ก็พาคุณไปส่งบ้านน่ะสิ”

“ฉันหมายถึงคุณเข้ามาซื้อกิจการบ้านกังสดาลทำไม”

เขาแสร้งถอนหายใจ เหมือนเหนื่อยกับการอธิบายเรื่องง่ายๆ ให้เด็กหัวทื่อเข้าใจ “ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะ ผมอยากเริ่มกิจการของตัวเองบ้าง”

“แล้วทำไมต้องเป็นโครงการนี้ อย่างคุณจะทำโครงการไหนก็ได้ เงินคุณมีเยอะแยะ”

เขาหัวเราะ “นี่อย่าบอกนะว่าคุณคิดว่าผมมาทำโครงการนี้เพราะคุณเป็นผู้จัดการอยู่” ลงลูกคอจนคนฟังทั้งโกรธทั้งเสียหน้า

“ฉันไม่ได้คิด!” อยากจะหาอะไรยัดปากอุดเสียงหัวเราะลงลูกคอนั่นนัก

“ไม่คิดก็ไม่คิดสิ ไม่เห็นต้องตะคอก” เขายิ้มเย้า “อย่าลืมว่าผมเป็นเจ้านายคุณอยู่นะ” ถูกใจเขาเหลือเกินที่เห็นเธอทำท่าฟึดฟัดด้วยความโกรธ มันน่ารักกว่าทำมึนตึงเย็นชากว่าเป็นไหนๆ เขากระแอมก่อนพูดเสียงจริงจัง “ลองถามตัวคุณเองสิว่าทำไมคุณถึงทุ่มเทให้โครงการนี้ตั้งแต่แรก ก็เพราะคุณเห็นว่ามันมีศักยภาพใช่ไหมล่ะ ผมก็มองเห็นอย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ”

เขานิ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “อีกอย่าง ผมก็อยากช่วยนายทัดด้วย ตอนนี้เขาก็เท่ากับเป็นน้องชายผม ถึงหน้าจะแก่กว่าผมก็เถอะ” หันมาหลิ่วตาให้หญิงสาว “ยัยนิดรักทัศนัยมากนะ ผมไม่ยอมให้ความรักของน้องสาวมีปัญหาหรอก”

งามรวีมองเขาอย่างไม่เข้าใจ นาทีหนึ่งเขากวนประสารทจนน่าโมโห แล้วอีกนาทีก็เปลี่ยนมาพูดจาจริงจังจนเหมือนไม่ใช่วาริทที่เธอรู้จัก อันที่จริงก็ใช่ว่าเธอจะรู้จักเขาลึกซึ้ง จากกันไปตั้งเกือบสิบปี คนเราก็ต้องเปลี่ยนกันไปบ้างเป็นธรรมดา บางครั้งเธอก็เผลอคิดเปรียบเทียบวาริทคนเมื่อเกือบสิบปีก่อนกับคนที่อยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้ แน่นอนว่ารูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา สมัยก่อนหุ่นเขาสะโอดสะอง แต่ตอนนี้ดูหนาขึ้น ใบหน้าเข้ม แข็งแกร่งอย่างผู้ชายเต็มตัว ไรเคราที่กรอบหน้าทำให้เขาดูหล่อเซ็กซี่ขึ้น

“อย่าจ้องผมแบบนี้สิ มันทำให้ผมไม่มีสมาธิ” เขาพูดเสียงแหบต่ำ แต่ทำเอาเธอสะดุ้ง

“เปล่าซะหน่อย ใครจ้องคุณ” เธอปฏิเสธ หันหน้าหนีไปมองทางอื่น ทางไหนก็ได้ที่ไม่มีเขา บ้าไปแล้ว งามรวี เธอกล้าคิดได้อย่างไรว่าเขาเซ็กซี่ สมองเธอต้องมีอะไรผิดพลาดไปแน่ๆ ท่องไว้เลยว่าเขาเป็นผู้ชายร้ายกาจ ความเจ็บช้ำที่เขาทำกับเธอไว้ เขาไม่แยแสแม้แต่จะเอ่ยขอโทษด้วยซ้ำ

“ผมก็แค่บอกเผื่อไว้ เราต้องทำงานด้วยกันอีกนาน”

หญิงสาวได้ยินเสียงเขาพูด เธอรู้เลยว่าเขากำลังยิ้มเยาะ “แต่ฉันไม่คิดว่าเราจะต้องเจอกันอีกนาน คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าให้ฉันเปิดโครงการให้ได้ภายในหนึ่งเดือน”

“คุณคิดว่าสามารถทำได้ไหมในหนึ่งเดือน” เขาเปลี่ยนมาทำเสียงจริงจังอีกแล้ว ให้ตายเถอะ เธอตามอารมณ์เขาไม่ทันจริงๆ

“ฉันจะพยายามให้เต็มที่ ของตกแต่งที่ต้องนำเข้าส่วนใหญ่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว เหลืออีกไม่กี่รายการที่ออร์เดอร์ถูกยกเลิกไปตอนที่เกิดเรื่องกับคุณรัศมี พรุ่งนี้ฉันจะสรุปรายการของที่ต้องสั่งซื้อมาให้ เราสามารถหาของทดแทนที่มีอยู่ในประเทศได้ ไม่จำเป็นต้องนำเข้า จะได้ไม่เสียเวลา”

“คุณนี่มืออาชีพจริงๆ ผมดีใจนะที่ได้ร่วมงานกับคุณ” เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน หยอดคำหวานเชื่อมหัวใจเธอเสียหน่อย
งามรวีนิ่ง ถ้าเป็นปกติ เธอคงตอบกลับไปตามธรรมเนียมว่า ‘เช่นกันค่ะ’ แต่ครั้งนี้มันไม่ปกติ เธอพูดไม่ออก แม้สำนึกของมืออาชีพจะพยายามผลักดัน สิ่งที่เธออยากจะตอกใส่หน้าเขาคือ เธอไม่ยินดีสักนิดที่ได้ร่วมงานกับเขา เธออุตส่าห์ลืมเรื่องเก่าๆ ได้แล้ว เขากลับมาทำไม มาบังคับให้เธอต้องอยู่ใกล้เขาทำไม มาทำให้เธอหวั่นไหว...ทำไม

การจมอยู่ในความคิดทำให้เธอลืมโลกความจริงไปชั่วขณะ ต่อเมื่อสังเกตดีๆ จึงเพิ่งเห็นว่าวิวด้านนอกหน้าต่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย

“นี่คุณจะขับไปไหนน่ะ” เธอถามเสียงดัง

“ก็ไปส่งคุณน่ะสิ”

“นี่ไม่ใช่ทางไปที่พักฉันนะ” เสียงเธอเขียวจัด

“ทางลัด”

“ทางลัดบ้าอะไร อย่ามาเล่นตลกกับฉันนะ นี่มันที่ไหนก็ไม่รู้”

เขามองซ้ายทีขวาที “จริงด้วย นี่มันที่ไหนหว่า สงสัยผมคงหลงทางแล้วล่ะ”

“คุณนี่มัน...” งามรวีอยากจะหันไปบีบคอสารถีจอมกวนนัก แต่ทำได้แค่กำหมัดแน่น “หลงแล้วยังขับไปอยู่ได้ จอดรถ”

“จอดทำไม”

“ฉันจะกลับแท็กซี่เอง”

“ได้ไง ไม่ได้หรอก นี่มันดึกแล้วนะ”

เธออยากจะทุบเขาสักอัก ถ้าเขาปล่อยให้เธอกลับแท็กซี่เองตั้งแต่แรกป่านนี้เธอถึงบ้านนานแล้ว “ปล่อยฉันลง เดี๋ยวนี้!”

“ไม่เอาน่า ทุกปัญหามีทางออก ใจเย็นๆ เมื่อครู่เรายังคุยกันดีอยู่เลย” เขาเอ่ยเสียงอ่อนเหมือนสำนึกผิด

เธอคงใจดำมากถ้ายังขืนโวยวาย พูดเสียงเรียบระงับอารมณ์โกรธ “จอดรถ”

“โธ่...งาม”

เสียงอ่อนวิงวอนของเขาแบบนี้ ช่างเหมือนเมื่อก่อน นี่เขาตั้งใจจะกวนตะกอนในใจเธอไปถึงเมื่อไหร่ “ฉันบอกให้จอดรถ แล้วก็ลงไปถามทางเขา เดี๋ยวก็ยิ่งหลงไปไกลหรอก”

วาริทยิ้มกว้าง ยอมเทียบรถเข้าจอดโดยดี แต่ไม่ลงไปถามทางอย่างที่เธอแนะ เขากดปุ่มอะไรสักอย่างแล้วหน้าจอขนาดเล็กก็เริ่มทำงาน ความจริงส่งเสียงทักทาย

...รถของเขามีระบบนำทาง!!

งามรวีเริ่มแน่ใจว่าหนึ่งเดือนที่จะต้องทำงานร่วมกับวาริท เธอจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาอย่างแน่นอน และมันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นอีตาบ้าจอมกวนประสาทคนนี้นี่ล่ะ หญิงสาวกระแทกตัวพิงเบาะอย่างโกรธจัด เพราะไม่รู้จะจัดการกับเขาอย่างไร เธอจึงเลือกกดเปิดวิทยุและเร่งเสียงให้ดังพอที่เธอจะไม่ต้องได้ยินเสียงเขา ถ้ามีม่านกั้นระหว่างคนขับกับที่นั่งข้างคนขับคงจะดีไม่น้อย

“อย่าปิดเสียงนะ” เธอชี้หน้า เมื่อเห็นเขาทำท่าจะหรี่เสียงวิทยุลง

วาริทยอมเธอโดยดี ถึงเสียงเพลงจะดังกว่าเสียงบอกทางก็ไม่เป็นไร เขาคงไม่หลงไปมากกว่านี้ล่ะ แค่หลงรักผู้หญิงคนนี้คนเดียว เขาก็ต้องคิดวางแผนจนมึนหัว จะหลอกล่อขอคืนดีกับเมียตัวเองทำไมมันยากนักก็ไม่รู้

แต่เขาไม่ถอยง่ายๆ หรอก ความต้องการเอาชนะมันชัดเจนขึ้นทุกวัน และนี่ก็เป็นสัญญาณที่ดี เขาถือคติว่าคนยิ่งโกรธมาก ยิ่งเกลียดมาก ก็จะยิ่งรักมาก มันทำให้เขาสบายใจขึ้นเปราะหนึ่ง ถ้าเธอคิดว่าเขาเป็นแค่เจ้านายคงไม่ทำเคียดขึงใส่เขาเช่นนี้หรอก เขาเริ่มมั่นใจว่าเธอยังมีความรู้สึกต่อเขาแน่ๆ เพียงแต่มันจะมากหรือน้อย จะดีหรือไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่รู้ รู้แต่ว่า ภายในหนึ่งเดือน เขาต้องพางามรวีคนเมื่อสิบปีที่แล้วกลับมาให้ได้


โปรดติดตามตอนต่อไป