ผู้เขียน หัวข้อ: จานสีกลีบดอกไม้ -4-  (อ่าน 588 ครั้ง)

แครอทสีส้ม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 38
    • ดูรายละเอียด
จานสีกลีบดอกไม้ -4-
« เมื่อ: มีนาคม 20, 2014, 04:10:12 PM »
จานสีกลีบดอกไม้


ตอนที่ 3




          แสงพระอาทิตย์เริ่มทอแสงฉาบม่านฟ้าออกสีแดงส้มเรื่อ ค่อยๆทอดแสงเข้ามาฉาบสีภายในห้องให้มีสีสันขึ้น นกกระจิบตัวเล็กตัวน้อยกระโดดไปมาพลางส่งเสียงเรียกกัน

          ณคเดชค่อยๆปรือตาขึ้นพร้อมกับลุกยืนขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเชื่องช้า ก่อนจะจัดแจงที่นอนให้เป็นระเบียบ เหมือนที่ทำเป็นกิจวัตร

          เช้านี้ดูจะดูสดใสกว่าทุกวัน ณคเดชยิ้มกับตัวเองอย่างลืมตัว ก่อนสายตาจะมองไปทางหน้าต่างบานที่ถูกปิดสนิท เขาจึงค่อยๆเดินไปหยุดยืนที่หน้าต่างก่อนซึ่งใช้แรงสักพักก่อนหน้าต่างๆจะค่อยๆเปิดอ้าออกจนแสงจากภายนอกค่อยๆลอดเข้ามา ลมเย็นๆในยามเช้าปะทะเข้ากับร่างของเขา ชายหนุ่มค่อยๆสูดหายใจเข้าจนเต็มปอด อากาศวันนี้มันช่างสดชื่นดีแท้ 

          เสียงเคาะประตูดังขึ้นแผ่วเบาที่หน้าห้อง เรียกความสนใจจากชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง

          “ครับ” เขารีบขานตอบเจ้าของเสียงเคาะก่อนจะรีบเดินไปเปิดประตู เผยให้เห็นหญิงสาวร่างบางที่เงยขึ้นสบตาเขา แววตาดูเหมือนค่อนข้างจะเหนื่อยล้าพอสมควร เขาได้แต่แอบคิดว่า เธอช่างตัวเล็กกะทัดรัดเสียจริง

          “อรุณสวัสดิ์ครับ เมื่อคืนหลับสบายดีไหม?” รอยยิ้มฉาบอยู่บนหน้าชายหนุ่ม
 
          สิริจันทร์ได้แต่ยิ้มแห้งๆกลับไป

          “หลับไม่ค่อยสนิทค่ะ คงเพราะยังปรับเวลาไม่ค่อยได้” เธอเอ่ยปาก พลางหาววอดออกมา ก่อนจะรีบเอามือปิดปากไว้

          “คุณจะเริ่มทำความสะอาดเลยไหมคะ?” น้ำเสียงนั้นพูดถามเสียงอ่อยๆ ราวกับไม่แน่ใจว่าเขาจะร่วมมือด้วยหรือไม่

          “ได้ครับ คุณเจ้าของบ้าน” เขารีบตอบรับ

          ด้วยความยินดี ฝ่ายตรงข้ามจึงเริ่มมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันใด จากเมื่อครู่

          “แล้วเราควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อนคะ” เธอพูดเสียงใสออกมา

          “ผมว่า...คุณอยากทำอะไรก่อนครับ ให้คุณเลือกก่อน” เขาเอ่ยถามทันควัน พลางรอการตัดสินใจของอีกฝ่าย

          “ฉันขอปัดหยากไย่ เช็ดกระจก เฟอร์นิเจอร์ต่างๆฝุ่นจับหนามากค่ะ กับถูพื้นห้องกับบันได ถ้ายังไหวอยู่” เธอเสนอ

          “งั้นคุณเริ่มทำจากชั้น 2 ก่อนไหมครับ แต่ห้องผมคุณไม่ต้องทำนะ เดี๋ยวผมจัดการเองทีหลัง ส่วนตัวผมจะไปเริ่มทำความสะอาดในห้องครัวชั้น 1 กับห้องรับแขก อ้อ และห้องน้ำด้วย”

          “ตามนั้นค่ะ” เธอพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเริ่มทำความสะอาดทันที โดนเริ่มจากห้องนอนเก่าของเธอ ไล่ไปเรื่อยๆ ทั้งทางเดินต่างๆ ทุกซอกทุกมุมเท่าที่จะทำได้
กว่าทั้งคู่จะทำอะไรเสร็จไปเวลาก็ล่วงเลยมาเกือบครึ่งวัน จนพระอาทิตย์ตรงหัว


          “โอย..เหนื่อยจัง” สีน้ำบ่นอุบขณะกำลังเช็ดราวบันได ก่อนที่จมูกจะได้กลิ่นของไข่เจียวรอยฟุ้งขึ้นมาทางห้องครัว เธอเลยรีบเช็ดราวบันไดอย่างเร่งรีบก่อนจะวิ่งมาที่โต๊ะกินข้าวในห้องครัว ภายในห้องครัวสะอาดสะอ้านมาก โต๊ะถูกปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีฟ้าอ่อน ประดับด้วยแจกันปักดอกไม้เล็กๆ บนโต๊ะมีไข่เจียวฟองโตวางอยู่ มันส่งกลิ่นยั่วน้ำลายจนสีน้ำรีบเลื่อนเก้าอี้และนั่งลงกับโต๊ะทันที

          “อ้าวคุณสีน้ำลงมาแล้วหรือครับ” ณคเดช เอ่ยปากก่อนจะหันมาในชุดผ้ากันเปื้อนลายสีฟ้าจุดขาว พร้อมกับถือทัพพีตักข้าว

          “ค่ะ นายทำเองหรือนี่ น่ากินจัง” เธอพูดพลางนั่งจ้องไข่เจียวนั้นตาเป็นมัน

          “พอดีผมมีซื้อไข่มาเก็บไว้ และมีข้าวสารที่ผมเคยซื้อติดไว้ในกระเป๋า ผมเลยทำไข่เจียวและหุงข้าวไว้ตอนทำความสะอาดห้องครัวเสร็จ”

          “เอ๋ ทำไมนายต้องซื้อข้าวสารติดกระเป๋าด้วยคะ แปลก” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ ในพฤติกรรมแปลกๆของเขา

          “อ๋อ ก็บางที ผมต้องเตรียมมันไปหุงที่ทำงานด้วย ก็ไม่แปลกนี่ครับ ว่าแต่คุณจะรับข้าวสักทัพพีไหม” เขารีบตอบก่อนจะรีบเบนความสนใจไปทางกระทะที่กำลังวางอยู่บนเตา

          “ขอ  2 ทัพพีค่ะ หิวมาก...”

          ข้าวหอมมะลิที่หุงเป็นอย่างดี ถูกบรรจงตักลงบนจานได้น่ารับประทานพร้อมควันที่ลอยฉุยอยู่ เมื่อจานข้าวถูกวางอยู่ตรงหน้าหญิงสาวก็ไม่รอช้า รีบตัดไข่เจียวเอาเข้าปากพร้อมกับข้าวทันที อย่างหิวโหย

          “โอ้ย...ร้อนๆ แต่ โห อร่อยจัง” เธอพูดพลางเคี้ยวตุ้ยๆแม้ว่ามันจะร้อนไปหน่อยก็ตาม

          “คุณทานให้หมดเลยนะ ผมทานเสร็จแล้วครับ เดี๋ยวผมว่า เราน่าจะไปแนะนำให้คนอื่นรู้นะว่าเราเพิ่งย้ายเข้ามา” เขารีบพูดขอร้องออกมา ก่อนจะรอฝ่ายตรงข้ามที่กำลังก้มหน้าก้มตาราวกับไม่สนใจสิ่งใด นอกจากอาหารตรงหน้า

          “ได้ๆ ฉันเห็นด้วยกับนาย” เธอพยักหน้าตอบ


          ติ๊งต่อง…


          “เอ๊ะ เสียงออดนี่ ใครมานะ” หญิงสาวพูดพลางลุกขึ้นชะโงกหน้ามองออกไปนอกตัวบ้าน เห็นหญิงสาวคู่หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่

          “สงสัยจะพวกเพื่อนบ้าน เราเดินออกไปดูกัน” เขาพูดก่อนจะลากเธอก้าวเท้าเดินออกไปพร้อมกัน

          “สวัสดีค่ะ/ครับ”  ทั้งคู่เอ่ยทักทาย ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนทั้งสอง

          “กำลังจัดบ้านกันหรือคะ พวกเรามารบกวนคุณหรือเปล่า” หญิงสาวผมยาวที่ดูจะเป็นคนพี่เอ่ยปากก่อน

          “อ๋อๆไม่ครับ เรากำลังพักอยู่พอดี” เขารีบตอบกลับทันควัน

          “พอดีว่า เราอยู่ข้างๆบ้านแล้วเห็นบ้านคุณกำลังทำความสะอาดเลยแวะมาแนะนำตัวค่ะ ถ้ามีอะไรก็หวังว่า จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูนกัน ดิฉัน หนิงค่ะ” หญิงสาวผมยาวเอ่ยแนะนำตัว

          “ดิฉัน หนุน เราทั้งสองเป็นพี่น้องกันค่ะ” หญิงสาวผมสั้นรีบเอ่ยแนะนำตัวเสียงใส สายตาจ้องณคเดชแบบไม่วางตา

          “ฉัน สีน้ำค่ะ ส่วนคนนี้พี่ชายฉัน ชื่อคิว เห็นอย่างงี้ แกเป็นเกย์ อย่าไปยุ่งกับแกเชียวค่ะ” สีน้ำรีบอธิบาย คำพูดนั้นทำให้ณคเดชตกใจมาก ไม่คิดว่า เธอจะพูดออกไปได้

          “หา..” หนิงหนุน สองศรีพี่น้องร้องขึ้นพร้อมกันด้วยอารามตกใจยกมือขึ้นทาบอกอย่างลืมตัว

          “ค่ะ เราเป็นพี่น้องกัน เลยไม่เคยปิดบังเรื่องอะไรต่อกัน” เธอรีบอธิบาย

          “งั้นพวกผมขอตัวก่อน ไว้คุยกันวันหลัง” ชายหนุ่มรีบลากหญิงสาวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

          “เอ่อ...คุณไม่ต้องบอกคนอื่นได้ไหมว่า ผมเป็นเกย์นะ” ณคเดชพูดหลังจากเข้ามาในบ้านเรียบร้อยแล้ว สร้างความไม่เข้าใจให้กับเธอ จากนั้น เขาก็ไม่ยอมสบตาเธอและแสร้งหันไปจัดการกับกองจานชามที่วางอยู่ในอ่างต่อ หลังจากออกไปรับหน้าเพื่อนบ้านที่แวะมาทักทาย และหันแผ่นหลังให้เธอ

          สิริจันทร์แอบลอบสังเกตท่าทีการล้างจานอย่างขะมักเขม้นของเขา มือของเขาช่างเรียวยาวและดูลื่นไหลเมื่อทำงานบ้าน 

          เขาช่างเป็นคนรักความสะอาด ถ้าเทียบกับเธอที่ชอบขี้เกียจ มักจะกองจานชามไว้จนกว่ามันจะพูนหรือไม่มีใช้นั่นแหละ เธอถึงจะล้างมันจะหมดได้ สายตาของเธอกวาดไปรอบๆบริเวณห้องครัว มันช่างสะอาดนักเหมือนกับห้องนอนพี่ชายเก่าของเธอ ที่ตอนนี้ถูกยกให้เขาอยู่ไปชั่วคราวแล้ว

          จานชามทุกใบที่ล้างสะอาดถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้กระทั่งการเรียงสี และขนาดต่างๆขึ้นชั้นวางจานยังทำได้อย่างเป็นระเบียบ เค้าคงเป็นเกย์จริงๆ เธอได้แต่คิดขณะเคี้ยวข้าวไปพลางตาก็สำรวจไปทั่ว

          “ได้ไหม?” เขาถามย้ำอีกครั้ง นั่นทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่เขาถามเมื่อครู่ได้

          “ทำไมล่ะ?” เธอถามออกไปห้วนๆอย่างโมโห

          “ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องบอกใครก็ได้ แค่ผมกับคุณรู้ก็พอ คุณก็รู้นี่ ว่าบางคนเค้าไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้นะ” เขาอธิบาย

          “แต่ฉันไม่ซีเรียสนะ คุณอาจจะคิดว่า ฉันเป็นคนหัวสมัยใหม่ก็ได้ ถ้าคุณไม่สบายใจฉันไม่บอกใครๆก็ได้” เธอเอ่ยปากรับคำอย่างเสียไม่ได้

          “ขอบคุณครับ และต่อไปผมว่าอย่าเรียก “คุณ”กับ”ฉัน” เดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย ให้เรียก “พี่คิว” กับ “น้องสีน้ำ” หรือพี่กับน้องน่าจะดีกว่าจะได้ดูสนิทสนมขึ้นมาหน่อย” เขาเอ่ยปากเสนอ

          “ตกลงตามนั้นค่ะ พี่คิว” หญิงสาวตอบกลับ ก่อนจะนั่งลงทานข้าวต่ออย่างเงียบๆจนเสร็จ จากนั้นเธอจึงยื่นจานที่เธอทานจนหมดให้เขาล้างต่อ

          “เดี๋ยวล้างจานเสร็จ ผมจะไปซ่อมผ้าม่านให้ คุณสีน้ำจะช่วยผมไหม?” เขาเงยหน้าขึ้นจากการล้างจานใบสุดท้าย เอ่ยปากชวนก่อนจะเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่ ขณะเดินไปหยิบกล่องอุปกรณ์เย็บผ้าที่เขาติดมาด้วยจากบ้านของเขา

          “คุณมีชุดอุปกรณ์เย็บผ้าด้วย” น้ำเสียงบ่งความแปลกใจ

          “ครับ”

          “จะดีหรือ ทำไม?ไม่ซื้อใหม่คะ น่าจะดีกว่า” เธอเอ่ยปากเสนอ

          “ผมว่า ไม่ดีกว่า ของเก่ามันก็ยังพอใช้ได้อยู่ คุณน่าจะพอทำได้แหละ” เขาพูดก่อนจะก้มหน้าก้มตาขะมักเขม้นซ่อมผ้าม่านอย่างคล่องแคล่ว

          “คุณจะช่วยผมไหม” เขาเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง

          “ไม่ดีกว่าค่ะ ดิฉันไม่ค่อยถนัดกับพวกงานเย็บปักถักร้อย สักเท่าไร ทำทีไรก็มักเจ็บตัวประจำ ดิฉันขอนั่งดูคุณอยู่อย่างงี้น่าจะดีกว่า” เธอเอ่ยตอบแบบไม่เสแสร้ง ก่อนจะล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้โซฟาสีฟ้าฝั่งตรงข้ามเขา

          “เดี๋ยวผมจะเอาผ้าม่านพวกนี้ ไปให้ร้านซักรีดจัดการซักเสียใหม่ให้สะอาด เพราะผมคงไม่มีเวลาขนาดนั้น” เขาพูดขณะก้มหน้าก้มตาซ่อมมันอย่างใจเย็น

          “คุณเป็นช่างเย็บผ้ามาก่อนหรือเปล่า” เธอเอ่ยปากด้วยความแปลกใจ พร้อมกับยกผ้าม่านที่ซ่อมเสร็จแล้วบางส่วนขึ้นดู ทุกฝีปักของเขาประณีตราวกับมืออาชีพ  แทบไม่เห็นรอยเย็บ แถมเส้นด้ายที่เย็บลงไปเรียงตัวสวยงามจนสีน้ำต้องแปลกใจ เพราะผ้าม่านเหล่านั้น ถูกซ่อมขึ้นมาแล้วดูดีราวกับของใหม่

          “ก็ไม่เชิง” เขาพูดก่อนจะถอนหายใจและหยุดมือ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง คิดถึงอดีตที่ผ่านมาของผู้มีสิทธิ์สืบทอดกิจการ “ห้องเสื้อสุรางค์อาภรณ์” แต่เพียงผู้เดียว อดีตในวัยเด็กที่ถูกเคี่ยวเข็ญในการเย็บปักถักร้อย ดังนั้นฝีมือการเย็บปักเขาจึงเก่งเหนือคนอื่นๆทั่วไป การถูกเคี่ยวเข็ญตั้งแต่เล็กทำให้เขาเบื่อหน่ายกับมัน เขาจึงหันเหไปสู่อาชีพนักกายภาพบำบัดที่เขาชอบ แม้ สุรางค์ แม่ของเขา จะคัดค้านและไม่เห็นด้วยแค่ไหนก็ตาม นั่นน่าจะเป็นจุดสำคัญที่เขาต้องหนีออกจากบ้าน มาหลบซ่อนตัวที่บ้านแห่งนี้ พร้อมกับขโมยกุญแจบ้านที่นี่มาจากแม่เขาอีกที เพราะไม่อยากให้แม่ของเขาไปลากตัวเขาที่โรงพยาบาลได้ เขาจึงต้องเปลี่ยนโรงพยาบาลไปเรื่อยๆเพื่อจะได้หลีกหนีสุรางค์ได้สำเร็จ

           "ว่าแต่คุณ เอ้ย พี่คิวทำอาชีพอะไรคะ"
 
  โปรดติดตามตอนต่อไป






คุยเล็กๆกับผู้(ผ่านเข้ามา)อ่าน สไตล์แครอทสีส้ม

          ขออภัยที่ช้าเกินขนาดค่ะ จะพยายามคลานต่อไปจนจบค่ะ

มะดี้

  • นักข่าว
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 36
    • ดูรายละเอียด
Re: จานสีกลีบดอกไม้ -4-
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 26, 2014, 01:15:26 AM »
เย้ คุณแคกลับมาแล้ว ;D

พี่คิว น้องสีน้ำ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดีแต้ๆ น่ารักค่ะ
เป็นกำลังใจให้บทต่อไปมาไวๆ นะคะ  ;)