ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 5  (อ่าน 570 ครั้ง)

สิริเลขา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 5
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2014, 08:58:19 PM »
บทที่ 5
ปกติแล้วศราวณีเป็นมิตรกับความสงบเงียบมาตลอด การได้นั่งมองต้นไม้ใบหญ้า มองท้องฟ้าที่ระบายไปด้วยก้อนเมฆที่เกาะกลุ่มกันเป็นรูปร่างประหลาดๆซึ่งพาให้จินตนาการลอยล่องไปเรื่อยนั้นไม่เคยจัดอยู่ในหัวข้อน่าเบื่อสำหรับเธอเลยสักครั้ง...จนกระทั่งไม่นานมานี้

วันทำงานวรทย์ก็กลับดึกเสียจนเธอทนถ่างตารอรับเขากลับบ้านไม่ไหวต้องเข้านอนไปก่อน ไม่รู้ว่าเขากลับถึงบ้านเมื่อไหร่ แต่คงไม่ใช่ก่อนเที่ยงคืนแน่

ส่วนวันหยุด เธอก็อดหวังเล็กๆไม่ได้ว่าเขาจะมีเวลาให้เธอบ้างเหมือนช่วงสองสามเดือนแรกของการแต่งงาน แต่เปล่าเลย วรทย์แทบจะอยู่ไม่ติดบ้านด้วยซ้ำ

มันห้ามไม่ได้จริงๆที่จะคิดว่า ไม่ใช่แค่งานหรอกที่วรทย์กำลังทุ่มเทเวลาให้ แต่คงมีชื่อของอิงฟ้าเข้ามาเกี่ยวด้วยแน่ๆ

นับตั้งแต่อิงฟ้าปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในวงโคจรของวรทย์ ศราวณีก็ไม่เคยบังคับความคิดตัวเองให้สงบนิ่งได้เลย มันคอยแต่จะคิดฟุ้งซ่านไปว่าเขาใช้เวลาทำอะไรบ้างกับแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกกันไปไม่ถึงปีอย่างอิงฟ้าทั้งในและนอกเวลางาน

เปล่า...วรทย์ไม่ได้ละเลยเธอหรอก ทุกการแสดงออกของเขายังคงสร้างความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยให้แก่เธออยู่เสมอ แววตาอ่อนโยนลึกซึ้งที่มักจะทอดมองมาบ่อยๆนั่นเธอก็ไม่ได้ตาฝาดคิดเค้าข้างตัวเองด้วย หัวใจที่เอียงไปทางเขาอยู่แล้วเลยยิ่งเพ้อฝันไปกันใหญ่ เพียงแต่...เวลาเท่านั้นที่เขามีให้เธอน้อยลง

หญิงสาวส่ายหน้าให้กับความฟุ้งซ่านของตัวเอง เธอไม่ควรคิดอย่างนั้น ไม่ควรเรียกร้องคาดหวังในสิ่งที่เขาไม่เคยสัญญาว่าจะให้ เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าวรทย์ทุ่มเทกับการทำงานมากแค่ไหน เขาบอกเองว่าช่วงนี้กำลังมีโปรเจ็คใหญ่ ก็เงินกู้ยืมที่ได้เป็นข้อแลกเปลี่ยนจากการแต่งงานกับเธอนั่นไงล่ะคือกำลังสำคัญที่ทำให้งานเดินหน้าไปได้มาก ดังนั้น สิ่งที่ภรรยาตามสัญญาอย่างเธอต้องทำก็คือ ไม่เรียกร้องหรือสร้างความวุ่นวายให้แก่การทำงานและชีวิตส่วนตัวของเขา

เธอเองก็ปรารถนาที่จะเห็นความสำเร็จของวรทย์ไม่แพ้เจ้าตัวหรอก แต่ก็รู้แก่ใจดีอีกนั่นล่ะว่าเธอไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาสักนิดในเรื่องงาน...หรือแม้แต่เรื่องอื่นๆก็ตาม จะว่าไปแล้ว ประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่เธอพอจะมีให้วรทย์ได้ก็คือการที่เธอท้องและเขาเข้ามารับหน้าที่เป็นสามีกำมะลอเพื่อแลกกับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากพ่อเธอเท่านั้นล่ะ

แต่แค่นี้มันจะไปพออะไร ในเมื่อแค่เงินทุนมันไม่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ มันต้องอาศัยทรัพยากรอื่นๆประกอบด้วย โดยเฉพาะคน และต้องเป็นคนที่มีศักยภาพสูงที่จะช่วยให้วรทย์ก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างที่เขามุ่งหวังได้

และอิงฟ้าคือหนึ่งในบรรดาทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูงเหล่านั้น

เธอไม่ได้อิจฉาอิงฟ้าที่ทำงานเก่ง แต่ดีใจด้วยซ้ำที่รู้ว่าวรทย์เบาใจมากแค่ไหนที่ได้อิงฟ้ามาช่วยงาน

ไม่ได้อิจฉา...แต่ดีใจ? จริงๆน่ะหรือ?

ก็ได้ ยอมรับตรงๆก็ได้ว่าเธออิจฉา และไม่ได้ดีใจสักกระผีกที่อดีตคนรักของวรทย์ซึ่งเพิ่งเลิกรากันไปไม่นานกลับมาวนเวียนใกล้ชิดเขาอีกครั้ง แม้จะด้วยเรื่องงานก็ตามเถอะ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ก็ในเมื่อเจ้าตัวเขาพอใจอย่างนั้น เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว ในสัญญาก็ระบุไว้ชัดเจน!

มันคงจะง่ายกว่านี้ถ้าเธอจะไม่รู้สึกอะไรกับคนเป็นสามี แต่ที่ต้องคอยกล้ำกลืนความเจ็บปวดอยู่อย่างนี้ก็เพราะเธอห้ามความรักที่มีต่อเขาไม่ได้เอง

ก่อนนั้น ศราวณียังพอปลอบใจตัวเองได้ว่า ความรู้สึกที่เธอมีต่อวรทย์นั้นต่อให้มันมากมายแค่ไหนมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเขามีอิงฟ้าเป็นคนรักอยู่แล้ว และเพราะไม่รู้สึกคาดหวัง เธอก็เลยไม่รู้สึกว่าการแอบรักเป็นเรื่องเจ็บปวดทรมานใจแต่อย่างใด

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเมื่อเขาเลิกกับอิงฟ้าไปแล้วและมาแต่งงานกับเธอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง แต่มันก็ทำให้เธอมีความหวัง...แม้ความหวังนั้นจะเปรียบได้ไม่ต่างจากแสงกะพริบเพียงเล็กน้อย แต่มันก็สว่างมากพอที่จะทำให้เธอมองเห็นหนทางที่จะทำให้เขาหันมาสนใจเธอได้บ้าง

แต่แล้ว...แสงวิบวับนั้นกลับกำลังอ่อนแรง และค่อยๆหรี่มอดลงไปทุกขณะที่ศราวณีตระหนักว่าวรทย์ใช้เวลาอยู่กับอิงฟ้ามากแค่ไหน
แสงแห่งความหวังอันแสนริบหรี่ของเธอน่ะหรือจะสู้ถ่านไฟเก่าที่กำลังปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างอิงฟ้าได้

วรทย์ตื่นสายกว่าปกติ เพราะเมื่อคืนกว่าจะเสร็จจากการเลี้ยงรับรองลูกค้ารายใหญ่และกลับมาถึงบ้านก็เกือบตีสาม ชายหนุ่มอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เข้าไปดูห้องข้างๆ เผื่อศราวณีจะยังอยู่ในห้อง แต่ที่นอนถูกจัดเก็บเรียบร้อย และไร้เงาเจ้าของห้อง จึงเดินลงมาชั้นล่าง แต่มองหาใครก็ไม่เจอสักคน

“คุณศราอยู่ไหน” วรทย์เอ่ยถามหวาน เด็กรับใช้ที่เดินผ่านมาพอดี

“อ่า...ไปกับคุณศศิตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ คงค้างคืนด้วยเหมือนเคยมั้งคะ” หวานตอบด้วยสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจเจ้านายเลยว่าเมียไม่อยู่ทั้งคืนทำไมเพิ่งจะมาถามหาเอาตอนสายป่านนี้

“เหมือนเคย แปลว่าคุณศราเคยไปค้างกับคุณศศิโดยที่ฉันไม่รู้มาหลายครั้งแล้วอย่างนั้นเหรอ”

“เอ่อ...ก็ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองค่ะ” หวานรับคำด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ เมื่อเห็นสีหน้าเครียดเคร่งของเจ้านาย ก่นด่าตัวเองในใจว่าถ้าทนง่วงรอจนเจ้านายกลับถึงบ้านแล้วรายงานในสิ่งที่คุณผู้หญิงสั่งไว้ก่อนค่อยไปนอนก็คงไม่เป็นอย่างนี้

“คือ...คุณศราโทรมาบอกว่าจะค้างกับคุณศศิ ให้หวานไม่ต้องเตรียมมื้อเย็นค่ะ ยังบอกอีกว่าคุณวรทย์จะกลับดึก ถ้าหวานง่วงก็ให้นอนไปก่อน ไม่ต้องรอเปิดประตูก็ได้”

วรทย์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะบอกให้สาวใช้ที่ยืนหน้าซีดคอตกอยู่ตรงหน้าไปทำหน้าที่ตามปกติเสีย โมโหที่อีกฝ่ายเชื่อฟังคำสั่งคุณผู้หญิงของบ้านเป็นอย่างดีไปก็เท่านั้น คนที่เขาต้องคุยให้รู้เรื่องคือคนออกคำสั่งต่างหาก

ศราวณีจะไปค้างกับศศินารานั้นเขาไม่ว่าหรอก แต่มันควรจะเกิดขึ้นโดยได้รับความยินยอมจากเขาก่อนสิ เธอทำอะไรตามใจตัวเองแบบนี้ได้ยังไง แถมนี่ยังเป็นครั้งที่สองอีก โกรธอะไรเขานักหนา

เขาไม่ใช่คนช่างสังเกต จึงไม่รู้ว่าความเฉยเมยห่างเหินที่ศราวณีก่อขึ้นมาอย่างเงียบๆนี้เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตัวอีกทีเขาก็สัมผัสได้ถึงช่องว่างที่ขวางกั้นเขาให้ห่างจากเธอมากขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าท้อใจ ช่วงหลังๆมานี้เขาแทบจะไม่ได้เจอหน้าหรือพูดคุยกับเธอด้วยซ้ำ ทั้งๆที่อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ

เพราะเป็นห่วงกลัวเธอจะเบื่อที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ เขาเลยยอมตามใจศราวณีด้วยการให้เธอไปช่วยงานพี่สาวซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นงานเบาๆอย่างพวกอ่านและสรุปรายงานต่างๆเท่านั้น และเขาก็สัญญาว่าจะไปรับไปส่งเธอเองทุกวัน

วรทย์ถอนใจอย่างเซ็งๆเมื่อคิดมาถึงตรงนี้...

เป็นเขานั่นล่ะที่ไม่ดีเอง แรกๆก็ทำตามสัญญาได้ไม่ขาดตกบกพร่อง จึงได้เห็นรอยยิ้มหวานๆของศราวณีทุกเช้าทุกเย็นพอเป็นแรงให้หัวใจมีกำลังสู้กับงานหนักๆของตัวเองได้อยู่ แต่พักหลังมานี้งานเขาเยอะจนกินเวลาส่วนตัวไปเกือบหมด อย่าว่าแต่จะให้ไปรับเธอเลย แค่จะกลับให้ถึงบ้านก่อนเที่ยงคืนยังแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากให้คนขับรถไปรับไปส่งเธอแทน

ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ศราวณี แต่โปรเจ็คใหญ่ที่ทำอยู่ก็สำคัญมากจนเขาไม่วางใจปล่อยให้ลูกน้องจัดการกันเอง จึงต้องลงไปคุมรายละเอียดไม่ให้ผิดพลาด เพราะถ้างานนี้สำเร็จ นอกจากำไรเม็ดงามที่จะได้แล้ว ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในฐานะบริษัทชั้นนำด้านไอทีของเขาก็จะเป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

ชื่อเสียงและความสำเร็จในงานคือสิ่งที่วรทย์กระหายทุกลมหายใจเข้าออกตลอดมา ความต้องการของเขาชัดเจนเสียจนไม่มีอะไรหรือใครมาสั่นคลอนความรู้สึกได้แม้แต่อิงฟ้าแฟนเก่าก็ตาม ทว่า...ตอนนี้ใครบางคนได้เขย่าความแน่วแน่ของเขาให้โงนเงนโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำเข้าเสียแล้ว

วรทย์รู้ดีว่าตัวเองกำลังเป็นที่จับตามองของคนในวงการเดียวกัน เพราะการพาบริษัทเล็กๆที่เริ่มต้นจากเงินทุนไม่กี่หมื่นบาทของเขาเองให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงสิบปี จนทุกวันนี้บริษัทของเขามีมูลค่าเกือบร้อยล้าน มันไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกๆก้าวที่เติบโตก็ใช่ว่าจะไม่เคยผิดพลาด แต่เขาก็เรียนรู้และจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจนลุล่วงไปได้ทุกครั้ง คติในการทำงานของเขาคือ เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและห้ามผิดซ้ำในเรื่องเดิมๆ และลูกน้องของเขาทุกคนตระหนักในข้อนี้ดี ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของเขาเติบโตต่อเนื่องจนแทบจะเรียกว่าไร้รอยสะดุด

เขาโชคร้ายที่พ่อกับแม่ยังไม่ทันได้เห็นใบปริญญาของลูกชายคนเดียวก็ด่วนจากไปด้วยอุบัติเหตุรถชนเสียก่อน และเขาก็ไม่เหลือญาติพี่น้องที่ไหนอีก ถึงจะมีเงินประกันชีวิตที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ แต่ก็ไม่ใช่ก้อนใหญ่มากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย วรทย์จึงเริ่มทำงานหารายได้พิเศษตั้งแต่เรียนปีสาม ในขณะที่เพื่อนๆในกลุ่มพูดถึงการเรียนต่อทั้งในและต่างประเทศ แต่เขากลับเลือกที่จะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยเงินทุนที่สะสมมาตั้งแต่สมัยทำงานพิเศษระหว่างเรียน และเขาก็ทุ่มเทให้กับมันเกือบทุกลมหายใจเข้าออกโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใดด้วย

แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกอยากพัก ปล่อยทุกอย่างให้คนอื่นจัดการและใช้เวลาที่มีทุ่มเทให้กับใครอีกคน คนที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกเขาได้มากขนาดนี้...

ความหงุดหงิดที่ตื่นมาไม่เจอศราวณีได้รับการบรรเทาลงบ้างเมื่อวรทย์โทรหาตัวต้นเหตุและได้ยินน้ำเสียงสดใสร่าเริงตอบกลับมา

“ศรามาเที่ยวทะเลกับพี่ศศิค่ะ ตอนนี้อยู่พัทยา”

“ทำไมไปไหนถึงไม่บอกพี่ รู้มั้ยว่าเป็นห่วง” ให้ตายสิ เขาอยากจะดุให้เธอรู้สึกผิดที่ทำให้เขาเป็นกังวล แต่ก็ทำไม่ลง น้ำเสียงที่เปล่งออกไปกลับเป็นออดอ้อนอ่อนหวานแทนเสียนี่

“ขอโทษค่ะ ศราไม่คิดว่าพี่วรทย์อยากรู้”

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น” คราวนี้เสียงเข้มเข้ามาทำหน้าที่แทน แต่ทนรออยู่หลายอึดใจก็มีแต่ความเงียบที่ส่งเสียงมาจากปลายสาย วรทย์เลยล้มเลิกความคิดที่จะคาดคั้น เขาไม่เคยเข้าใจความคิดศราวณีได้เลยจริงๆ

“ช่างเถอะ แล้วจะกลับเมื่อไหร่ พี่จะไปรับ”

“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ”

วรทย์ถอนใจ จะต้องทำอย่างไรศราวณีถึงจะเข้าใจว่าเรื่องที่รบกวนเขาจริงๆก็คือท่าทีเกรงอกเกรงใจและการทำตัวห่างเหินอย่างผิดปกติของเธอต่างหาก

“ศราเป็นเมียพี่นะ อย่าเกรงใจไม่เข้าเรื่อง พี่เต็มใจทำให้ทุกอย่าง” ชายหนุ่มเน้นคำว่าเต็มใจเป็นพิเศษ หวังให้คนฟังเข้าใจว่าเขาหมายความอย่างที่พูดจริงๆ

“ศรามากับพี่ศศิสองคน ถ้าพี่วรทย์มารับแล้วพี่ศศิก็ไม่มีเพื่อนขับรถกลับน่ะสิคะ”

แรกๆวรทย์ก็ไม่ทันเอะใจอะไร แต่ตอนนี้เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่า ศราวณีกำลังใช้คนอื่นมาเป็นเกราะกันเขาให้ออกห่างจากเธอ

แล้วมันเรื่องอะไรที่เขาจะยอมให้เธอหลบเลี่ยงตามใจชอบอยู่อย่างนี้ล่ะ

“ก็กลับด้วยกันทั้งหมดนั่นล่ะ ส่วนรถที่ขับไปเดี๋ยวให้คนไปขับกลับก็ได้ ศราพักอยู่ที่ไหน พี่จะไปหา”

“เดี๋ยวก็กลับแล้ว พี่วรทย์ไม่ต้องมาหรอกค่ะ”

วรทย์ถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน เอาไว้ให้เธอกลับมาค่อยเคลียร์กันจริงๆจังๆก็ได้

“ต้องถึงบ้านก่อนหกโมงเย็นนะ พี่จะรอทานข้าว อยากรู้นักว่าจะใจร้ายปล่อยให้พี่อดข้าวเย็นหรือเปล่า”

ปลายสายเงียบไปอึดใจก่อนจะตอบกลับมาเสียงอ่อย

“ศราไม่ใจร้ายหรอกค่ะ”

และนั่น...คือประโยคที่เรียกรอยยิ้มอย่างโล่งใจให้คนหน้าบึ้งได้ในที่สุด


ศศิวณีโบกไม้โบกมือให้พี่สาวขณะที่อีกฝ่ายพารถเคลื่อนออกไปอย่างไม่เร่งรีบ ศศินาราไม่ได้ตามเข้ามาส่งถึงในบ้านเหมือนทุกครั้งโดยให้เหตุผลที่ทำเอาเธอหน้าแดงว่า

“ไม่อยากเห็นฉากเข้าพระเข้านาง”

ไม่รู้ทั้งพี่สาวและพี่ชายเธอไปเอาความมั่นใจสุดๆที่ว่าน้องสาวจะทำให้วรทย์ตกหลุมรักได้จริงๆมาจากไหน ศราวณีเหนื่อยที่จะอธิบายว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากขยายความให้ไม่สบายใจกันไปหมดว่า ทุกวันนี้เธอกับวรทย์แทบจะไม่ค่อยได้พูดคุยกันด้วยซ้ำ เรื่องที่จะทำให้เขาตกหลุมรักน่ะลืมไปได้เลย

อยากคิดอะไรตามใจชอบอย่างนี้กันต่อไปก็ตามใจ ถ้ามันทำให้พี่ชายกับพี่สาวเธอมีความสุข เธอก็ไม่อยากจะค้าน

เสียงคนพูดคุยกันดังแว่วออกมาจากห้องทำงานซึ่งอยู่ชั้นล่าง ศราวณีชะงักเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆก้าวเท้าไปยังแหล่งกำเนิดเสียงนั้นอย่างไม่มั่นใจ

วรทย์มีแขกอย่างนั้นหรือ? แต่เธอไม่เห็นมีรถคนอื่นจอดอยู่หน้าบ้านเลย

แต่แล้ว ภาพที่ศราวณีได้เห็นก็ตรึงขาทั้งสองข้างของเธอให้ติดแน่นอยู่กับที่ ไร้เรี่ยวแรงจะขยับแม้แต่ส่วนอื่นๆของร่างกาย

“อุ๊ย! อิงขอโทษนะคะ เจ็บมั้ย” อิงฟ้าเบียดส่วนอวบอัดที่สุดในร่างเพรียวบางของตัวเองเข้าแนบชิดอกแกร่งของวรทย์ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานอย่างจงใจ ส่วนมือเรียวของเจ้าหล่อนก็วาดไปตามไหล่กว้างของชายหนุ่มอย่างไม่เกรงใจเจ้าของ แสร้งทำเป็นสำรวจบาดแผลจากอุบัติเหตุเล็กน้อยที่หล่อนจงใจสร้างมันขึ้นมาทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นว่าใครปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู

ในสายตาของใครก็ตามที่รู้จักคำว่ากอดย่อมตีความสิ่งที่อิงฟ้าทำกับวรทย์เป็นอย่างนั้นกันทุกคน

“ไม่เป็นไร”

ศราวณีได้ยินเสียงห้าวทุ้มที่คุ้นเคยตอบกลับมา ทั้งคู่ยังคงนิ่งอยู่ในท่านั้นพอๆกับที่เธอเองก็เขยื้อนตัวไม่ไหวเช่นกัน จนกระทั่งใบหน้าสวยหวานของอิงฟ้าหันมายังตำแหน่งที่เธอยืนอยู่พร้อมกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

“อุ๊ย! น้องศรา”

แววตาเยาะเย้ยเด่นชัดของอิงฟ้าไม่ทำให้เธอรู้สึกแสลงใจได้เท่ากับสีหน้างุนงงคาดไม่ถึงของวรทย์

เขาจะโทรไปเร่งให้เธอกลับมาทำไมในเมื่อนัดคนรักมารำลึกความหลังกันถึงที่บ้าน หรือคิดว่าจะทำ ‘ธุระ’ กันเสร็จทันก่อนที่เธอจะมาเห็น

ปากอิ่มเม้มจนเกือบเป็นเส้นตรงอย่างอดกลั้น มันผิดที่เธอเองสินะที่อยากรีบกลับมาถึงเร็วๆเอง ถ้ามาช้ากว่านี้หน่อยหรือไม่กลับมาเลยก็คงไม่ต้องมาเจอสถานการณ์ที่บาดหัวใจอย่างนี้

“มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมพี่ไม่ได้ยินเสียงรถเลย”

เป็นวรทย์ที่เบี่ยงตัวออกจากอิงฟ้าและลุกเดินมาหาเธออย่างฉับไว สีหน้าแช่มชื่นของเขาไม่ได้สร้างความยินดีให้กับศราวณีสักนิด เพราะเข้าใจว่าที่เขาดูร่าเริงอย่างนี้คงเพราะได้กำลังใจดีจากผู้หญิงที่อีกคน

นัวเนียกันเพลินล่ะสิถึงไม่สนใจอะไร ขโมยขึ้นบ้านก็คงกวาดสมบัติไปเรียบล่ะ!

“เมื่อกี๊นี่เองค่ะ ตามสบายนะคะ ศราขอตัวก่อน”

ศราวณีไม่สนใจท่าทีอึ้งงันของวรทย์ ไม่สนสีหน้าราวกับผู้ชนะของอิงฟ้าด้วย หญิงสาวเดินออกมาโดยไม่คิดจะเหลียวหลัง

จะให้สองคนนั้นเห็นน้ำตาของเธอไม่ได้ แค่ความรู้สึกเจ็บปวดก็ทรมานใจมากพอแล้ว อย่าให้ต้องมีความรู้สึกอับอายเพิ่มขึ้นมาให้เธอทนแบกรับอีกเลย


เมื่อเข้ามาในห้อง น้ำตาที่กักกลั้นไว้ก็หลั่งทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก อยากจะโกรธเกลียดเขาที่ทำกับเธอแบบนี้ แค่ไปไหนมาไหนด้วยกันข้างนอกยังไม่พอ แต่ถึงขั้นพากันมาพลอดรักถึงในบ้าน ไม่คิดถึงจิตใจเธอก็น่าจะคิดถึงสัญญาแต่งงานที่เขาเซ็นยินยอมไว้บ้างสิ

ศราวณีเปิดลิ้นชักควานหาเอกสารสำคัญที่ว่าอีกครั้ง อยากจะดูว่ามันมีข้อไหนที่กำหนดไว้บ้างไหมว่าห้ามเขาพาผู้หญิงอื่นเข้าบ้านในระหว่างที่ยังขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเธอบ้างหรือเปล่า หญิงสาวภาวนาขอให้มี หรืออย่างน้อยก็เขียนไว้ในทำนองนี้บ้าง เธอจะได้เอาเป็นข้ออ้างบังคับให้เขากับอิงฟ้าไปรักกันไกลๆ อย่ามาทำอะไรหยามหน้ากันอย่างนี้อีก

แต่อ่านเป็นรอบที่สองก็ไม่พบในสิ่งที่เธอต้องการ นอกจากทำหน้าที่เป็นสามีในนามจนกว่าจะครบกำหนดสองปีจึงจะมีสิทธิ์แยกทางจากเธออย่างเป็นทางการแล้ว ข้อกำหนดอื่นๆก็ให้อิสระในเรื่องส่วนตัวของเขาทุกอย่าง

และเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก็คงหมายรวมอยู่ในเรื่องส่วนตัวของเขาด้วย

ศราวณีเม้มปากแน่น พยายามกลืนก้อนแข็งๆที่จุกในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก วรทย์ไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด เธอกล้าดียังไงถึงได้โกรธเขาจนคิดจะหาทางบังคับให้เขาทำตามความต้องการของตัวเอง

และราวกับต้องการตอกย้ำความเจ็บปวดที่เป็นอยู่ให้มันฝังแน่นขึ้นไปอีก ความคิดของเธอก็ประหวัดไปถึงถ้อยคำที่อิงฟ้าพูดกับเธอเมื่อหัวค่ำวานนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

 ‘วรทย์งานยุ่งมากจริงๆค่ะน้องศรา เลยให้พี่โทรมาบอกว่าวันนี้คงกลับดึก ในฐานะที่พี่คุ้นเคยกับเขามาก่อนน้องศรา พี่บอกได้เลยว่าวรทย์น่ะบ้างานขั้นรุนแรงเลยล่ะค่ะ ถ้าต้องเลือกระหว่างงานกับอะไรก็ตาม คนอย่างวรทย์ไม่เคยลังเลที่จะเลือกงานเป็นอันดับแรก ที่พี่พูดก็เพราะอยากให้น้องศราเข้าใจและทำใจไว้แต่เนิ่นๆ ถ้ายังคิดจะมีสามีชื่อวรทย์ต่อไปนานๆก็คงต้องทนรับสภาพนี้ให้ได้ อีกอย่าง จบจากงานเลี้ยงลูกค้าแล้วเขาก็คงจะไปส่งพี่เหมือนเคย ขนาดพี่บอกแล้วนะคะว่าไม่ต้องๆ ก็ไม่ยอม ก็แหม...สุภาพบุรุษอย่างเขาน่ะไม่สบายใจที่จะให้ผู้หญิงกลับบ้านคนเดียวดึกๆดื่นๆหรอกค่ะ โดยเฉพาะถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นพี่ล่ะก็ วรทย์ยิ่งไม่มีทางยอมให้พี่เสี่ยงอันตรายแน่ๆ พี่ไม่รู้ว่าน้องศราจะเข้าใจหรือเปล่า แต่พี่อยากบอกว่าความรู้สึกบางอย่างมันฝังแน่นอยู่ในใจ ต่อให้เวลามันผ่านไปนานแค่ไหนหรือจะมีใครผ่านเข้ามาก็ตาม แต่ความรู้สึกนั้นมันก็ไม่เคยจากไปไหน ใครที่มาทีหลังก็คงต้องทนทำใจรับสภาพหน่อยนะคะ’

อิงฟ้าร้ายกาจแค่ไหนศศินาราสาธยายให้เธอฟังนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นศราวณีจึงเตือนตัวเองไม่ให้หลงเชื่อถ้อยคำอาบยาพิษของหล่อน แต่หญิงสาวก็พบว่ามันยากเหลือเกินที่จะไม่คิดมากและเจ็บปวดไปกับสิ่งที่ได้ฟัง เพราะรู้ดีว่าลำพังแค่คำพูดของคนอื่นคงไม่กระทบความรู้สึกเธอได้หรอก ถ้าหากมันจะไม่ประกอบเข้ากับการกระทำของวรทย์ด้วย

เขาเป็นอย่างที่อิงฟ้าพูดจริงๆ บ้างาน...ใช่ คำนี้ล่ะถูกต้องที่สุด เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมามันทำให้เธอเชื่ออย่างนั้น และตอนนี้ทุกขั้นตอนการทำงานของเขาก็มีอิงฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ในเมื่อไปไหนมาไหนด้วยกัน มีหรือที่วรทย์จะปล่อยอิงฟ้ากลับบ้านคนเดียว ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่าที่เขาไปส่งหล่อนเป็นประจำนั่นก็คือเรื่องจริง และเพราะไม่อาจคัดค้านขอสรุปที่ว่าอิงฟ้าโกหกได้ เธอเลยต้องทนเจ็บปวดกับความจริงอยู่นี่อย่างไรล่ะ

ยุติธรรมหน่อยสิศราวณี...เขามีสิทธิ์ที่จะมีความสุขในชีวิตส่วนตัวด้วยเหมือนกัน จะให้มาคอยดูแลคนท้องแก่ที่อารมณ์ขึ้นๆลงๆไม่เว้นแต่ละวันอย่างเธออยู่ได้อย่างไร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 21, 2014, 09:01:33 PM โดย สิริเลขา »