ผู้เขียน หัวข้อ: พันธะพรางใจ บทที่ 6 (50%)  (อ่าน 1113 ครั้ง)

สิริเลขา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
พันธะพรางใจ บทที่ 6 (50%)
« เมื่อ: มีนาคม 24, 2014, 09:11:58 PM »
บทที่ 6
เสียงเคาะประตูดังอยู่ไม่กี่ครั้งก่อนที่มันจะถูกเปิดออกโดยที่คนเคาะไม่สนใจจะรอฟังว่าเจ้าของห้องจะอนุญาตหรือไม่ ศราวณีซึ่งกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่บนเตียงรีบปาดน้ำตาและบังคับตัวเองให้กลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว หันไปมองคนที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องเธอแวบหนึ่งก่อนจะรีบเมินหน้าหนี

“ไปเที่ยวมาเป็นยังไงบ้าง สนุกมั้ย”

ถ้าศราวณีจะไม่มีท่าทีเฉยเมยกับเขามาก่อนหน้า วรทย์คงจะคิดเข้าข้างตัวเองแน่ๆว่าอาการปั้นปึ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเธอเห็นเขาอยู่กับอิงฟ้า อยากจะคิดว่าเธอกำลังหึงด้วยซ้ำ ขอแค่ถามกันสักคำ เขาเต็มใจที่จะอธิบายตัวเองให้เธอฟังอย่างละเอียดเลยล่ะ

“ก็ดีค่ะ” ตอบอย่างขอไปทีและไม่มีทีท่าว่าจะถามคำถามที่เขาเตรียมคำตอบไว้รอเลย วรทย์เลยทนไม่ไหวเป็นฝ่ายถามในสิ่งที่ข้องใจอยู่เสียเอง

“ทำไมศราไม่บอกพี่ว่าจะไปค้างกับคุณศศิ แล้วยังพากันหนีไปเที่ยวไกลถึงพัทยาอีก”

“ศราตอบไปแล้วนี่คะ”

“ที่บอกว่าไม่คิดว่าพี่อยากรู้น่ะนะ มันใช่คำตอบที่พี่อยากฟังที่ไหน”

แทนที่จะตอบคำถาม ศราวณีกลับหันไปสนใจเอกสารตรงหน้าเฉย วรทย์เลยเดินไปเบียดนั่งลงข้างๆหญิงสาวอย่างจงใจ ถ้าไม่รู้ให้ได้ว่าเธอโกรธเขาเรื่องอะไรเขาคงไม่มีแก่ใจทำอะไรเลยแน่ๆ แต่เมื่อสายตากวาดไปปะทะกับเอกสารในมือเธอ ความรู้สึกหงุดหงิดก็เพิ่มระดับสูงลิ่วเปลี่ยนเป็นความโกรธในทันที

“นี่อะไร เอาเอกสารพวกนี้ออกมาทำไม” เขาถามเสียงเครียด

“ไม่มีอะไรค่ะ ศราแค่อยากอ่านดูเฉยๆ” หญิงสาวยังคงไม่ยอมเงยหน้ามาสบตา น้ำเสียงที่ตอบกลับมาก็ฟังดูไม่มั่นคงเอาเสียเลย แค่นี้วรทย์ก็เดาได้ทันทีว่าเธอคงไม่แค่อ่าน ‘เฉยๆ’ แน่

“เก็บสัญญานั่นไปซะ แล้วหันมาคุยกับพี่ ศราไม่พอใจอะไรก็พูดมาตรงๆ เอาแต่เงียบและหลบหน้าอย่างนี้พี่ทำอะไรไม่ถูกเลยรู้มั้ย”

“ศราไม่ได้หลบหน้านะคะ”

“ก้มหน้างุดขนาดนี้นี่นะ ยังจะเถียงพี่อีก”

เงียบอีกแล้ว เวลารู้ตัวว่ากำลังจะแพ้ เธอก็ใช้ความเงียบเข้าสู้ และมันก็ได้ผลทุกครั้งสิน่า

“ศรา...” วรทย์ทอดเสียงอ่อนเว้าวอน เขาไม่อยากทะเลาะกับเธอด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถ้าเธอยังไม่ยอมส่งยิ้มหวานๆที่ทำให้ทุ่งดอกไม้ในโลกใบเล็กของเขาผลิบานมาให้เขาซะทีล่ะก็ เขามีแก่ใจที่ไหนไปตกลงสัญญากับลูกค้าที่ต่างประเทศในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ล่ะ

“คุณอิงฟ้ากลับไปแล้วเหรอคะ”

เปลี่ยนเรื่องซะอย่างนั้น แต่พูดถึงอิงฟ้าก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้อธิบายตัวเองซะที ถึงเธอจะไม่ได้ถามตรงๆ ก็ช่าง แต่เขาอยากบอกนี่

“กลับไปแล้ว เขาแค่เอางานที่พี่ลืมไว้มาให้เท่านั้น เท่านั้นจริงๆนะครับ” เขาเน้นหวังเรียกร้องความสนใจจากเธอ ถ้าศราวณีติดใจสงสัยเรื่องของเขากับอิงฟ้าจริงๆเธอก็ต้องถามบ้างล่ะ

แต่คนที่ติดใจสงสัยกลับมัวแต่ไม่สนใจคำพูดที่ว่า ‘งานที่ลืมไว้’ จนไม่สนใจกับคำพูดท้ายๆ

เขาไปลืมงานไว้ที่ไหน อิงฟ้าถึงต้องเป็นคนเอามาให้

อย่าคิด อย่าสนใจนะศราวณี เขาจะไปทำอะไรที่ไหนกับอิงฟ้าหรือผู้หญิงทั้งโลกก็เป็นสิทธิ์ของเขา เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา!

เพราะศราวณีสามารถกลืนก้อนความระแวงสงสัยลงไปได้สำเร็จ คนที่ตั้งท่ารอจะอธิบายเลยไม่มีโอกาสได้พูดเสียที แทนที่จะถามคำถามที่เขาอยากตอบ ศราวณีกลับเสไปอีกเรื่องจนวรทย์ต้องถอนใจด้วยความเซ็ง

“พี่วรทย์ทานอะไรรึยังคะ”

“ยังเลย ก็ศราไม่อยู่ พี่จะทานกับใครล่ะครับ”

น้ำเสียงออดอ้อนมาพร้อมกับแววตาวิบวับส่งผลให้ริมฝีปากบางได้รูปของศราวณีเม้มสนิท อยากจะย้อนกลับไปนักว่าแล้วทีเขาไม่อยู่ล่ะ คิดบ้างมั้ยว่าเธอจะทานกับใคร แต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดน้อยใจเขาแบบนั้นด้วยซ้ำ

“ตั้งแต่เช้าเนี่ยนะคะ”

“ก็มีแค่กาแฟสองแก้วที่ตกถึงท้อง ทีหลังก็อย่าทิ้งพี่ไปอย่างนี้สิ รู้มั้ยว่าพี่เป็นห่วงจนทานอะไรไม่ลง”

“แล้ววันอื่นๆอยู่มาได้ยังไงคะ”

มันอดไม่ได้ที่จะย้อน วรทย์จะมาปากหวานออดอ้อนกับเธอทำไม ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้เธอควบคุมความหวั่นไหวได้ลำบากขนาดไหนน่ะ

“โธ่...ก็วันอื่นๆถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พี่ก็รู้ว่าศราจะรอพี่อยู่ที่บ้านเสมอ มันอุ่นใจที่รับรู้อย่างนั้น ไม่เหมือนวันนี้ที่พี่เพิ่งรู้ตัวว่าเมียหาย มันน่าหงุดหงิดที่กว่าจะรู้ตัวก็ข้ามคืนมาแล้ว ถ้าเผื่อศราไม่กลับมาพี่จะทำยังไง ไม่ขาดใจตายไปเลยหรอกเหรอ”

“ไม่จำเป็นต้องปากหวานเอาใจกันขนาดนี้ก็ได้ค่ะ”

“พี่ไม่ได้ปากหวานเอาใจ แต่พูดจากความรู้สึกจริงๆ”

ความจริงใจที่ส่งผ่านออกมาทางแววตาไม่อาจสื่อไปถึงผู้รับได้ ด้วยศราวณีเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่ลูกเดียว

“พี่วรทย์หิ้วท้องรอนานแล้ว ศราไปเตรียมมื้อเย็นดีกว่า”

พูดจบก็เดินเลยเขาไปทันที วรทย์มองตามร่างแบบบางนั้นด้วยความอ่อนใจ ความเฉยเมยห่างเหินที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆของการแต่งงานซึ่งเขาเคยทำลายลงไปจนเหลือเพียงฝุ่นควันนั้นกลับรวมตัวตั้งเค้ากันหนาแน่นราวกับเมฆดำก้อนใหญ่ที่ปกคลุมความสัมพันธ์ของเขาและเธออีกครั้ง

เขาไม่โทษศราวณีหรอก มันคงเป็นเพราะเขาเองนั่นล่ะที่ดูแลเอาใจใส่เธอไม่ดีพอ เอาเถอะ ขอให้งานชิ้นนี้สำเร็จก่อน อีกไม่นานนี้ล่ะ เขาจะจัดการปิดช่องว่างที่เกิดขึ้นซึ่งขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่แยแสต่อความร้อนรนใจของเขาในตอนนี้ให้หมดสิ้นไปเอง


การได้กลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆกลายเป็นเรื่องหวานอมขมกลืนสำหรับศราวณีไปอย่างที่หญิงสาวก็ไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกเช่นนั้น แม้บ้านที่อยู่มาตั้งแต่เกิดจะให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย แต่หากความอ้างว้างเดียวดายในหัวใจกลับรอให้ใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่มาเติมเต็ม

เดิมทีศิระจะจ้างพยาบาลพิเศษมาอยู่เป็นเพื่อนเธอในระหว่างที่เขาต้องไปทำงานที่ต่างประเทศ แต่ศราวณีเห็นว่ามันออกจะเกินความจำเป็นมากไปหน่อย เพราะเธอไม่ได้ต้องการการประคบประหงมมากขนาดนั้น ชายหนุ่มไม่ยอม ยืนยันจะจ้างพยาบาลให้ได้ คนท้องเลยหาทางประนีประนอมที่วรทย์ไม่ค่อยเต็มใจตกลงด้วยนักด้วยการขอกลับมาอยู่กับพี่ชายและพี่สาวแทน

“นี่มันหมายความว่าไง”

แท็บเล็ตถูกวางลงตรงหน้าคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับงานควิลท์กระเป๋าผ้าด้วยกิริยาที่เกือบจะเรียกว่ากระแทกก็ว่าได้ สิ่งที่ปรากฏในหน้าจอสร้างความหงุดหงิดให้เจ้าของเครื่องมาก่อนหน้าแล้ว และตอนนี้เจ้าของดวงตากลมโตที่ละความสนใจจากงานในมือก่อนจะหันมาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาสั่นไหวระริกก็คือเหยื่อรายต่อไปของความเจ็บปวด

“อะไรเหรอคะ?”

ศศินาราซึ่งนั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะกาแฟเล็กๆนั้นชะโงกตัวข้ามมาดูอย่างฉับไวโดยไม่รอคำตอบ

“ยัยนี่อีกแล้วเหรอ!”

สิ่งที่พี่สาวของศราวณีเห็นก็คือ ภาพ selfie ของอิงฟ้าที่นั่งเบียดชิดกับวรทย์ในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเจ้าตัวอัพโหลดลงในแอปพลิเคชั่นยอดนิยมอย่างอินสตาแกรม
จ้องภาพนั้นอยู่ไม่กี่อึดใจศศินาราก็กลับไปกระแทกตัวลงนั่งตำแหน่งเดิมด้วยอารมณ์ที่ไม่เหมือนเดิม ความหงุดหงิดโมโหแล่นเข้ามาตีอารมณ์สุนทรีย์จากการนิยายเรื่องโปรดที่ถืออยู่ในมือแตกกระเจิง

“ดูเหมือนจะไปทำงานด้วยกันที่ญี่ปุ่น วรทย์รับอิงฟ้ามาทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ ศรารู้เรื่องมั้ย”

“หา! ยัยอิงฟ้านี่น่ะเหรอมาทำงานกับพี่วรทย์” ศศินาราร้องเสียงหลง ศิระไม่ตอบแต่หันไปทางศราวณีเพื่อรอฟังคำยืนยัน

น้องคนสุดท้องละสายตาจากภาพบาดใจตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา มองพี่ชายกับพี่สาวสลับกันไปมา รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก แต่น้ำใสๆที่คลออยู่ในสองตากลมแป๋วนั้นก็ทำให้ความตั้งใจที่จะซักเค้นเอาเรื่องราวให้กระจ่างของศิระชะงักไปทันที

“นายรณรุตมัวไปมุดหัวอยู่ไหน ปล่อยให้แฟนตัวเองมาวุ่นวายกับสามีชาวบ้านอย่างนี้ได้ยังไง”

“คงหัวหมุนกับแผนปรับปรุงธุรกิจอยู่มั้ง ก็พี่บอกให้เราไปช่วยดูแลหน่อยเราก็เผ่น ปล่อยให้คุณสุวิทย์จัดการแทน ก็รู้อยู่ว่ารายนั้นงุ่มง่ามจะตาย แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ธุรกิจจะฟื้น”

“ก็ศศิไม่อยากยุ่งกับอีตานั่นนี่คะ”

“ถ้าเราไม่ช่วยให้วีเคมิคอลฟื้น อิงฟ้าก็คงเกาะเจ้าวรทย์แน่นไม่ยอมกลับไปหารณรุตแน่”

“โอ๊ย เจอผู้บริหารห่วยๆอย่างอีตานั่นเข้าไป ต่อให้กิจการรุ่งเรืองดีก็เจ๊งได้ในพริบตา”

บทสนทนานั้นสร้างความข้องใจให้กับศราวณีจนต้องถามแทรกขึ้นมาทันที

“บริษัทของคุณรณรุตมาเกี่ยวอะไรด้วย พี่ศิระกับพี่ศศิกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ”

คราวนี้ทั้งศิระและศศินาราเป็นฝ่ายจนคำพูดเข้าบ้าง

“พี่สองคนคงไม่ได้กำลังหาทางกีดกันคุณอิงฟ้าออกจากพี่วรทย์หรอก ใช่มั้ยคะ?”

พี่คนโตและน้องสาวคนรองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เกี่ยงกันที่จะเฉลยคำตอบที่ว่าการคาดเดาของน้องสาวคนสุดท้องนั้นถูกต้องตรงเผง

“ด้วยการพยายามช่วยให้กิจการของคุณรณรุตกลับมาฟื้นตัวได้เพื่อหวังให้คุณอิงฟ้าไม่ทิ้งเขามาหาพี่วรทย์น่ะเหรอคะ! พวกพี่สองคนคิดอะไรอยู่ ทำไมต้องลงทุนทำอะไรให้มันวุ่นวายอย่างนี้ด้วย”

ความที่น้องสาวคนเล็กอยู่ในโอวาทมาตลอด ไม่เคยขึ้นเสียงหรือคัดค้านในความหวังดีของเขาเลยสักครั้ง พอได้ยินเสียงสูงๆของศราวณีเข้าหน่อยศิระก็เลยลืมตัวเสียงดังข่มทันที

“พี่ทำไปก็เพราะหวังดีกับเรานะศรา คิดว่าพี่อยากเห็นน้องสาวตัวเองเป็นหม้ายนักหรือไง”

“ศรากับพี่วรทย์แต่งงานกันหลอกๆนะคะ ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันด้วยซ้ำ ที่สำคัญพอครบกำหนดสองปีศราก็ต้องแยกกันอยู่ดี พี่ศิระลืมไปแล้วเหรอคะ”

“ไม่ลืม! แต่ไม่อยากทำตามสัญญา ถ้าเกิดเจ้าวรทย์กับศรารักกันจริงๆแล้วก็ไม่จำเป็นต้องแยกกัน อยู่ด้วยกันไปตลอดเลยสิ พี่ถึงได้พยายามกำจัดอุปสรรคให้พ้นทาง ที่ทำไปก็เพื่อเรานะศรา” ท้ายประโยคศิระทอดเสียงอ่อนลงเพราะรู้ว่าตัวเองเริ่มจะใช้อารมณ์มากไป

 “เลิกทำแบบนี้เถอะค่ะ แค่ที่ต้องจ้างผู้ชายมาแต่งงานด้วยมันก็น่าอายมากพอแล้ว อย่าลงทุนถึงขั้นไปช่วยกอบกู้กิจการคนอื่นเพื่อหวังแยกคุณอิงฟ้าออกจากพี่วรทย์เลย พวกพี่ๆอาจจะทำไปด้วยความหวังดี แต่มันทำให้ศราอยากจะกลั้นใจตายเพราะทนความรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ไหว”

“พี่...พี่ไม่...”

คนหวังดีควานหาคำพูดไม่เจอ เขาไม่เคยมองในมุมนี้มาก่อนเลยจริงๆ ก็ในการแข่งขันทางธุรกิจ เขาสามารถทำได้ทุกวิถีทางเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายก่อนคู่แข่ง เลยคิดง่ายๆแค่ว่าจะทำอย่างไรก็ได้ให้น้องสมหวังในความรัก อุปสรรคชิ้นใหญ่แค่ไหนก็จะไล่เก็บกวาดให้เอง

ลืมคิดไปว่าความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่อให้เขาหากีดกันอิงฟ้าออกจากวรทย์ได้สำเร็จ ก็ไม่อาจบังคับหัวใจเพื่อนรักให้รู้สึกในสิ่งที่น้องสาวคนเล็กของเขาปรารถนาได้

“ศราไม่ใช่ผู้หญิงที่คู่ควรกับพี่วรทย์ พี่ศิระก็รู้ อย่าพยายามทำอะไรให้ครอบครัวเราต้องขายหน้าไปมากกว่านี้เลยค่ะ”

ศราวณีลูบเบาๆที่ท้องซึ่งนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัดอย่างจะขอกำลังใจจากลูกน้อย แต่ภาพนั้นทำให้ตะกอนแห่งความเจ็บปวดคับข้องใจในสิ่งที่น้องสาวปกปิดอยู่ของทายาทคนโตของตระกูลธีรโภคินฟุ้งตลบขึ้นมาอีกครั้ง ความพยายามข่มกลั้นอารมณ์หงุดหงิดที่ทุกอย่างไม่เป็นดังใจเมื่อครู่จบลงทันที

“งั้นก็บอกมาซะทีสิว่าไอ้สารเลวนั่นมันเป็นใคร พี่จะไปลากคอมันมารับผิดชอบ เพราะมัน พวกเราถึงต้องอยู่อย่างกล้ำกลืนอย่างนี้ บอกมาสิว่ามันเป็นใคร บอกมา!”