ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ หนึ่ง --- ฝันร้าย  (อ่าน 431 ครั้ง)

jum ja

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 4
    • ดูรายละเอียด
บทที่ หนึ่ง --- ฝันร้าย
« เมื่อ: มีนาคม 29, 2014, 12:37:29 AM »
  บทที่ หนึ่ง

   หญิงสาวในชุดเดรสสีดำ ผมดำยาวสยายประบ่า ใบหน้ายาวเรียวนั้นเศร้าสร้อย หยาดน้ำใสเอ่อคลอเต็มดวงตากลมโตสีดำสนิท น้ำตาไหลรินลงสองข้างแก้มซีดเซียว หญิงสาวหันหลังกลับ ร่างบอบบางนั้นเคลื่อนไหวราวกับไร้น้ำหนัก ปภาดามองตามน้องสาวฝาแฝดที่เดินเข้าสู่กำแพงรั้วเตี้ย หยุดยืนหน้าประตูบ้านอิฐทรงยุโรป มาริษาหันหน้ามามองพี่สาวด้วยน้ำตานองหน้า ปภาดาพยายามวิ่งตามเข้าไปแต่ร่างของเธอเหมือนถูกตรึงให้วิ่งอยู่กับที่ หญิงสาวร้องตะโกนเรียกน้องสาว สองตาจ้องมองประตูบานใหญ่หนาที่เปิดออกช้าๆ แล้วร่างของมาริษาก็ถูกกระชากหายเข้าไปในเงามืดพร้อมกับประตูที่ปิดลงฉับพลัน

ปภาดาผวาตื่น ร่างทะลึ่งพรวดราวกับกำลังจะวิ่งตามเหมือนในความฝัน แต่ถูกตรึงไว้ด้วยเข็มขัดที่คาดไว้รอบลำตัวตามระเบียบของสายการบิน ผู้โดยสารหญิงกลางคนและสามีชาวยุโรปที่นั่งถัดไป เริ่มขยับตัวตื่น หญิงสาวเอนหลังพิงพนัก พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั่วร่างที่ขมึงตึงด้วยการสูดลมหายใจยาวและค่อยผ่อนออกยาวช้า

ภายในห้องโดยสารของเครื่องบินเปิดไฟสว่าง แอร์โฮสเตสหน้าตายิ้มแย้ม เดินแจกผ้าขนหนูผืนเล็กให้กับผู้โดยสารแต่ละคน ปภาดายื่นมือรับผ้าร้อนกรุ่นควันขาวเช็ดมือ ไอร้อนจางหายไปอย่างรวดเร็ว เสียงกัปตันประกาศเสียงอู้อี้รัวเร็วเป็นภาษาต่างประเทศ  ปภาดาดูนาฬิกาข้อมือและมองแอร์โฮสเตสที่เริ่มเข็นรถน้ำและอาหารออกแจกจ่ายให้ผู้โดยสาร เดาว่ากัปตันคงแจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่าใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเวิ้งว้างไร้ขอบเขต ไม่มืดดำสนิทเหมือนเมื่อคืน ฟ้าหม่นมืดที่เริ่มทอแสงสว่างแปลกตาอย่างที่ไม่สามารถเห็นได้จากพื้นดิน ทำให้เห็นปุยเมฆสีขาวรางเลือน บรรยากาศท้องฟ้านอกตัวเครื่องบินก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวเหงาหงอย เพิ่มทวีความกังวลลึกในใจกับฝันร้ายที่คุกคามไม่หยุดหย่อน

ปภาดามั่นใจว่าทุกคนต่างเคยมีฝันร้ายมาก่อน แต่ฝันร้ายนั้นมักเลือนหายไปเมื่อลืมตาตื่น บางครั้งอาจจะจำได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ทางการแพทย์กล่าวว่าฝันร้ายเกิดขึ้นจากปัจจัยทางด้านสุขภาพ ความเครียด ยาบางชนิดซึ่งมีผลข้างเคียง การรับประทานอาหารก่อนนอน หรือแม้กระทั่งสภาพจิตใจที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง ต่างทำให้เกิดฝันร้ายได้ทั้งสิ้น แต่หากมองข้ามความฝันในเชิงวิทยาศาสตร์ เธอเชื่อว่าฝันร้ายของเธอแตกต่างจากความฝันทั่วไป ฝันร้ายที่ให้ความรู้สึกเสมือนจริงจนหญิงสาวรู้สึกหวั่นกลัวว่าจะเป็นลางสังหรณ์บอกเหตุร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งล่วงหน้า

หญิงสาวเคยมีประสบการณ์ฝันร้ายบอกเหตุล่วงหน้า อย่างที่เรียกกันในทางพุทธศาสนาว่า ปุพพนิมิต มาก่อน ฝันครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อเธอเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยหมาดๆ ภาพในฝันเกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่แล่นตะบึงด้วยความเร็ว เธอไม่สนใจกับความฝันนั้นเลย เวลาผ่านไปไม่นานฝันร้ายครั้งนั้นส่งผลต่อครอบครัวของเธออย่างใหญ่หลวง บิดาของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพราะคนขับเมาสุราขับรถยนต์พุ่งข้ามเลน สวนชนกับรถยนต์ที่บิดาเธอขับมา ถึงกระนั้นปภาดาก็ไม่เคยฉุกคิดถึงความฝันของเธอแม้แต่นิด

แม้จะประสบปัญหาขาดผู้นำครอบครัว แต่ด้วยทรัพย์สินที่บิดาของเธอสะสมจากการทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน รวมกับค่าสินไหมทดแทนก้อนโตที่ได้รับจากกรมธรรม์ประกันชีวิตและอุบัติเหตุ ทำให้มารดาที่มีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง และสองสาวฝาแฝดดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยไม่ลำบากมากนัก แม่เก็บงำความเศร้าโศกเสียใจไว้มิดชิด เพื่อเป็นหลักให้ลูกสาวทั้งสอง สามชีวิตดำรงชีวิตต่อไปอย่างสมถะ เรียบง่าย ภายในบ้านเดี่ยวหลังเล็ก พื้นที่ร้อยตารางวา

ปภาดาและมาริษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกรดเฉลี่ยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปภาดาจบศึกษาศาสตร์ด้วยเกรดเฉลี่ยผ่านแบบเฉียดฉิว ในขณะที่มาริษาจบอักษรศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นอกเหนือจากการศึกษาแล้ว ผลของการเป็นฝาแฝดไข่คนละใบ ทำให้หน้าตาผิวพรรณของทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ปภาดาเคยได้ยินผู้ใหญ่บางคนพูดว่า แฝดน้องจะแข็งแรงและเก่งกว่าแฝดพี่ ตอนนั้นปภาดาคิดขำในใจว่าคงเป็นเรื่องจริง เพราะมาริษาทั้งสวยทั้งเก่ง เหนือกว่าเธอทุกด้าน

มาริษาได้รับการถ่ายทอดยีนส์จากบิดาและมารดาผสมผสานอย่างเหมาะเจาะ ส่งผลให้รูปลักษณ์ของมาริษาสวยงามสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าเรียวรูปไข่ ตาโต ผมดำ จากมารดา และรูปร่างสูงโปร่ง ขายาว ผิวสีน้ำผึ้งจากบิดา ในขณะที่ปภาดาถอดเค้าโครงรูปร่างหน้าตาจากบิดาราวกับพิมพ์เดียวกัน ทำให้ลักษณะของปภาดาดูเป็นทอมบอยมากกว่าสาวสวย ยกเว้นผิวขาวผ่องอมชมพูแบบมารดาที่ทำให้ปภาดาดูนุ่มนวลเป็นผู้หญิง

แม้จะแตกต่างกันในด้านหน้าตาแต่ความผูกพันของสองพี่น้องฝาแฝดกระชับแนบแน่น ทั้งคู่รู้ใจซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องพูดจาบอกกล่าวหรือแม้กระทั่งมองตากัน ทั้งสองเหมือนมีสื่อสัมผัสกันได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามทุกข์ หากคนใดคนหนึ่งมีเรื่องไม่สบายใจ หรือ เจ็บไข้ได้ป่วย อีกคนจะรู้สึกได้ทันที

ในยามเด็ก ปภาดาเคยหกล้ม ศีรษะแตกเพราะโขกกับเก้าอี้ม้าหินในสนามเด็กเล่นในโรงเรียน มาริษาที่อยู่ในโรงอาหารรีบวิ่งออกมาหาพี่สาวทันที เพียงเพราะเธอรู้สึกว่าเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับพี่สาว เรื่องลักษณะนี้ไม่สามารถอธิบายให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ แม้กระทั่งบิดามารดาก็ไม่สามารถรับรู้สื่อระหว่างสองพี่น้อง นอกจากสื่อสัมผัสระหว่างเธอทั้งสองแล้ว สิ่งที่ปภาดาเริ่มกังวลว่าตนเองมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำในด้านร้าย ในขณะที่น้องสาวไม่มี นั่นคือ ฝันร้าย

ฝันร้ายครั้งที่สอง เกิดขึ้นเมื่อเธอสำเร็จการศึกษารับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว มาริษาได้เป็นแอร์โฮสเตลของสายการบินต่างชาติตามความฝัน ในขณะที่ปภาดาได้เป็นครูสอนคหกรรมในโรงเรียนเดียวกันกับมารดา

ปภาดาเริ่มฝันร้ายถึงเตียงสีขาวว่างเปล่าทุกคืน ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อมารดาของเธอไม่สบายกะทันหัน ด้วยอาการแน่น จุกเสียด อาหารไม่ย่อย ซึ่งเป็นอาการปกติของผู้เป็นโรคกรดไหลย้อน แต่ผลการตรวจร่างกายพบว่ามารดาป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย และลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังปอด เพียงห้าสัปดาห์ มารดาก็จากไปอย่างสงบ

ปภาดาหวนระลึกถึงฝันร้ายครั้งแรกของเธอ รถยนต์แล่นด้วยความเร็วสูงพรากชีวิตบิดาอย่างฉับพลัน เตียงสีขาวพามารดาลาจากโลกนี้ไปอย่างรวดเร็ว ปภาดาพยายามปัดความคิดที่ว่าฝันนั้นเป็นลางร้ายสำหรับชีวิตเธอ มันเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น

ตลอดระยะเวลาหลายปีหลังจากมารดาล่วงลับไป ฝันร้ายกลายเป็นจริงของปภาดาไม่มาแผ้วผานเธออีก การดำเนินชีวิตของสองสาวราบรื่น ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน  มาริษามีความสุขกับการทำงานและการเดินทางไม่หยุดหย่อน มีความสุขกับการบริการผู้โดยสาร พบปะสังสรรกับเพื่อนฝูงและผู้คนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอได้พบรักกับผู้ช่วยกัปตันสายการบินเดียวกัน

มาริษาพาสามี ดีเตอร์ คาร์ล ชาวเยอรมัน มาหาปภาดาที่ประเทศไทย แนะนำให้คนที่เธอรักมากทั้งคู่รู้จักกัน ปภาดาพิจารณาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวขาว หน้าตาคมสันแบบชาติตะวันตก ดีเตอร์เป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี มีมนุษยสัมพันธ์ตามแบบฉบับหนุ่มเจ้าเสน่ห์ ปภาดายินดีกับน้องสาวด้วยใจจริง แต่ก็รู้สึกใจหาย เมื่อคิดว่าต่อไปนี้ ชีวิตของเธอจะดำเนินไปเพียงลำพัง

“ดามาเยี่ยมษานะ”

วันลาจากที่สนามบิน มาริษากอดพี่สาวแน่น น้ำตาเริ่มคลอ แม้ระยะหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองสาวจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันทุกวัน แต่ทุกครั้งที่หยุดบิน มาริษาจะกลับบ้านทุกครั้ง

“อย่าลืมนะ ดามาหาษาตอนปิดเทอมใหญ่นะ ษากับดีเตอร์จะจัดวันหยุดให้ตรงกัน ดาจะได้รู้จักบ้านของดีเตอร์ แล้วษาจะพาเที่ยวด้วย” มาริษาคาดคั้นพี่สาว “สัญญาสิ ดา ว่าจะไป”

ปภาดาพยักหน้า มาริษายังคาดคั้นต่อ

“พูดออกมาเลย ว่าจะไป ห้ามเบี้ยว” มาริษารู้ว่า ปภาดาไม่ชื่นชอบการเดินทางต่างประเทศ พี่สาวของเธอมีความสุขกับการอยู่ในสถานที่คุ้นเคยมากกว่าการเดินทางไปเผชิญความแปลกแตกต่าง แต่เธอก็รู้ว่าหากปภาดาลั่นวาจารับปากสิ่งใดกับเธอแล้ว ปภาดาจะทำตามสัญญาเสมอ

ปภาดาหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เพราะจำได้ว่าสมัยเด็ก มาริษาก็ชอบที่จะคาดคั้นเอาสัญญาจากเธอแบบนี้

“สัญญา ดาจะไป”

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ระยะเวลาเกือบปีที่ปภาดาไม่ได้พบน้องสาวอีก ทุกครั้งที่มาริษาหยุดบินหรือแวะพักที่ประเทศใดก็ตาม มาริษาจะเป็นฝ่ายติดต่อแจ้งข่าวให้พี่สาวทราบ เทคโนโลยีสมัยใหม่มีประโยชน์ยิ่งนักในความคิดของ ปภาดา เพราะทำให้เธอทั้งคู่ได้พูดคุยเห็นหน้าตากัน ช่วยให้คลายความคิดถึงบ้าง

ปิดเทอมใหญ่ใกล้มาถึง ปภาดาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับน้องสาว เธอสแกนวีซ่าส่งให้มาริษาทางอีเมล์ พร้อมกับนัดหมายวันเดินทาง ตารางบิน เพื่อให้น้องสาวไปรับที่สนามบิน ปภาดายังจำได้ว่า มาริษาโทรศัพท์มาหาทันที กรี๊ดกร๊าดด้วยความดีใจ


“ษาดีใจมากเลย คิดถึงดาม้ากมาก” น้องสาวระล่ำระลัก พูดรัวเร็วตามนิสัย “ดาไม่ต้องกลัว ษาจะมารับที่สนามบินแฟรงเฟิร์ต ถ้าดากลัวหลง  มาถึงปั้บรีบโทรหาษาเลยนะ”

มาริษาสั่งแล้วสั่งอีก ราวกับว่าเธอจะเดินทางในวันรุ่งขึ้น แทนที่จะเป็นอีกสองสามเดือนข้างหน้า ปภาดายิ้ม รู้สึกตื่นเต้นตามน้องสาว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอจะเดินทางไปต่างประเทศ และ ยังเดินทางเพียงลำพังเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ปภาดารอคอยวันเดินทางด้วยความสุข และแล้วความสุขของเธอก็ถูกบั่นทอนด้วยฝันร้ายที่หวนมาเยือนเป็นครั้งที่สามในชีวิต ฝันครั้งนี้ชัดเจน ราวกับเห็นด้วยตาตนเอง ปภาดาพยายามปลอบใจตัวเองว่ามันจะไม่กลายเป็นจริงเหมือนสองครั้งแรก เธอคงตายตามน้องสาวหากเธอต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปเพราะลางสังหรณ์บ้าบอครั้งนี้ ปภาดาโทรศัพท์หาน้องสาวแต่ไม่สามารถติดต่อได้ เธอส่งอีเมล์ให้น้องสาวโทรกลับ แต่ได้รับข้อความสั้นๆ ตอบกลับมาว่าอยู่ระหว่างการเดินทาง จะติดต่อกลับมาทันทีที่ทำได้

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นสิ่งที่มาริษากระทำเสมอทุกครั้งที่เดินทาง แต่สิ่งที่แปลกกว่าครั้งอื่นๆ ก็คือ หลังจากรอคอยนานเป็นสัปดาห์ เธอก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับใดๆทั้งสิ้น มาริษาเงียบหายไปราวกับไร้ตัวตน

นับตั้งแต่นั้น มาริษาไม่ติดต่อกลับมาหาเธอเลย ไม่ว่าจะเป็นทางใดๆ ก็ตาม เทคโนโลยีที่ปภาดาเคยชื่นชมกลับไร้ค่า เมื่อเธอต้องสื่อสารทางเดียวโดยปราศจากสารตอบกลับจากมาริษา ปภาดานับวันเดินทางอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ตื่นกลัวการเดินทางอีกแล้ว ใจเธอมุ่งมั่นที่จะไปหาน้องสาวยังนิวาสถานที่ระบุในจดหมายเชื้อเชิญ



ปภาดาเก็บถาดอาหารที่รับประทานเพียงไม่กี่คำส่งให้แอร์โฮสเตล พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเร่งรีบเก็บสิ่งของเข้ารถเข็น บางคนเดินตรวจสอบให้ผู้โดยสารปรับพนักเก้าอี้ให้ตรงและเปิดหน้าต่างขึ้นทุกบานตามระเบียบสายการบิน

ปภาดารู้สึกถึงการลดระดับความสูงลงเรื่อยๆ พร้อมกับอาการหูอื้อที่จู่โจมสองหู ปภาดาพยายามหาวและกลืนน้ำลายเพื่อบรรเทาอาการ หญิงสาวมองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ภาพอาคารบ้านเรือน ต้นไม้เขียวชอุ่ม และลำน้ำกว้างขวาง เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนถูกวางแปลนเป็นอย่างดี ชั่วอีดใจเดียวเครื่องบินก็ลงจอดอย่างนิ่มนวลและแล่นถลาไปตามรันเวย์ ทันทีที่เครื่องบินจอดสนิท ผู้โดยสารต่างลุกขึ้นยืน เปิดเคบินเหนือศีรษะ หยิบสัมภาระออกมากันดูวุ่นวาย

หญิงสาวปลดสายเข็มขัดแต่ยังคงนั่งนิ่ง ผู้โดยสารต่างยืนตามทางเดิน บางคนก็มีอาการชะเง้อชะแงรอคอยให้หัวแถวขยับ บางคนก็เปิดเครื่องโทรศัพท์ บางคนก็พูดคุยกันเบาๆ ปภาดารอจนกระทั่งผู้โดยสารเริ่มทยอยเดินออกจากเครื่องบินจึงลุกขึ้นและเดินตามโดยไม่นำพากับอาการหูอื้ออย่างหนักของตัวเอง ระหว่างที่ขยับเดินไปตามแถว หญิงสาวอดนึกภาวนาในใจไม่ได้ว่า ขอให้มาริษามาคอยรับเธอที่สนามบินด้วยเทอญ เพี้ยง