ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 5  (อ่าน 891 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 5
« เมื่อ: เมษายน 02, 2014, 10:59:48 PM »
บทที่ 5

   บริเวณริมคลองชลประทานตำบลร้อยบุญ แสงแดดอันประกอบไปด้วยรังสียูวีเข้มข้น ไม่ได้มีผลกระทบทำให้กองกำลังติดอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมย่อท้อแต่อย่างใด ทุกคนต่างช่วยกันทำงานไม่ยอมหยุดพัก เพราะครั้งนี้มีเดิมพันเป็นพืชผลที่ปลูกเอาไว้ เนื่องจากมีคนงานจากหลายหมู่บ้านทั้งหมดจึงตกลงแบ่งหน้าที่กัน ซึ่งมีทั้งหน่วยบรรจุกระสอบทราย หน่วยแบกและหน่วยเสิร์ฟ แนวกั้นน้ำสูงจากคันคลองประมาณหนึ่งเมตรจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

   เพราะประตูระบายน้ำสู่คลองเล็กถูกปิดไว้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้น้ำในคลองใหญ่เอ่อขึ้นสู้ การรักษาพืชผลส่วนที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากว่าน้ำทะลักเข้ามา แน่นอนว่าคลองรับน้ำขนาดเล็กๆ ไม่มีทางกักเก็บน้ำไว้ได้หมด การปล่อยให้คลองใหญ่รับน้ำไปจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

   ไกลออกไปบนถนนลูกรังริมคลอง รถประจำสำนักงานเกษตรอำเภอค่อยๆ คลานผ่านหลุมบ่อและเส้นทางขรุขระ กระทั่งจอดสนิทตรงหน้าเต็นท์ที่ใช้เป็นฐานบัญชาการนั่งพักดื่มน้ำของชาวบ้าน กำนันไก่โต้งเพ่งมองจนแน่ใจ เมื่อเห็นว่าเป็นเกษตรคนใหม่จึงเดินออกไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

   "ผมมาช่วยครับกำนัน" เกษตรตำบลคนใหม่ก้าวลงจากรถพร้อมคำพูดบอกเท่ๆ ราวกับเขาคือซุปเปอร์ฮีโร่ ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่ลอบมองเขาอย่างสนใจ นั่นยิ่งทำให้สักวายิ่งยืดอกผึ่งผายสมชายชาตรี

   "เกษตรไม่ไปบ้านพักก่อนหรือ เอาของไปเก็บเสียก่อนดีกว่าไหม"

   "ไม่เป็นไรครับ" เพื่อผลงาน เอ๊ย! เพื่อชาวบ้านหวาทำได้....

   กำนันไม่ล่วงรู้ความนัยจึงได้แต่ยิ้มยินดี "งั้นก็ช่วยกันก่อนแล้วกันนะเกษตร ไอ้ผมก็จนปัญญา ข่าวว่าน้ำจากเหนือยังมาอีกระลอก"

   "น่ากลัวนะครับ"

   "ใช่ น่ากลัวมากถ้าเกษตรได้เห็นพืชผลที่ชาวบ้านกำลังจะเก็บเกี่ยวนะ ไปๆ ไปทำความรู้จักกับชาวบ้านหน่อยนะเกษตร " ตัวแทนของร้อยบุญตะโกนเรียกลูกบ้านให้มารวมกันที่หน้าเต็นท์ "พ่อแม่พี่น้องทุกหมู่ฟังทางนี้หน่อย หนุ่มหล่อคนนี้คือเกษตรตำบลคนใหม่ของเรา ชื่อว่าสักวาหรือพวกเราจะเรียกสั้นๆ ว่าเกษตรหวาก็ได้"

   เสียงซุบซิบดังขึ้นหลังจากกำนันแนะนำจบ สักวาก็ฟังไม่ออกเหมือนกันว่าชื่นชมหรือนินทากันแน่ ชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มแก้เก้อ เพราะชาวบ้านเล่นจ้องเอาๆ จนเขาอดหวาดเสียวไม่ได้ ก็ถ้าจ้องแล้วชมนี่พอไหว แต่จ้องแล้วด่าในใจนี่ไม่ค่อยเข้าท่านัก

   "เงียบๆ หน่อย ให้เกษตรเขาพูดอะไรสักนิด เชิญครับเกษตรหวา" กำนันไก่โต้งโยนกลองมาให้โดยยังไม่ทันตั้งรับ

   จะพูดอะไรล่ะคราวนี้ ไม่ได้เตรียมบทมาซะด้วย เวรกรรม หนุ่มหล่อส่งยิ้มนำมาก่อนเป็นทัพหน้า รวบรวมสติตั้งหลักสักครู่ งานนี้คงต้องด้นสดซะแล้ว แต่ของอย่างนี้ไม่มีปัญหาหรอกมันอยู่ในสายเลือด ลูกชายราชินีหมอลำก็วาดลีลากวาดคะแนนสร้างฐานแฟนคลับด้วยวาจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ

   "ผมขอกราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกหมู่ทุกท่านนะครับ ผมอาจจะมาช่วงที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย แต่ขอให้สบายใจว่า ผมจะอยู่กับทุกคนจนเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไป อย่างไรก็ขอให้คิดเสียว่าผมเป็นลูกหลานของที่นี่แล้วกันนะครับ"

   ถ้อยคำของพระเอกแสนดีได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ หลังจากกล่าวจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้น ตามด้วยคำหยอกเย้าและรอยยิ้ม ถึงแม้จะอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ หากแต่สักวากลับรู้สึกถึงความเป็นมิตรที่ทุกคนมีให้ ฝ่ายธรรมะในใจเริ่มสยายปีกบดบังความคิดเลวร้าย

   ก็ได้ๆ เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย หนนี้เขาจะทำเพื่อชาวบ้านก่อน ถือว่าเอาฤกษ์เอาชัย ส่วนผลงานเก็บไว้สร้างครั้งต่อไปก็ได้วะ!!!

   ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกพลัง ก่อนจะเดินไปโยนกระเป๋าเป้ขึ้นท้ายรถของผู้ใหญ่เบิ้มตามที่กำนันแนะนำ อย่างไรเย็นนี้ผู้ใหญ่ต้องไปส่งเขาที่บ้านพักอยู่ดี

   ขณะที่ร่างสูงโปร่งของลูกชายหมอลำซิ่งกำลังจะเดินผ่านเต็นท์พักหลบแดด เสียงเครือๆ ของสาวเหลือน้อยในวัยเจ็ดสิบฝนเรียกเขาเอาไว้ สักวาหันไปทางต้นเสียงก็ได้เห็นคุณยายยื่นงอบเก่าๆ มาให้ ชายหนุ่มมองงอบสลับกับใบหน้าหน้าเหี่ยวย่นของเจ้าของงอบ ลังเลที่จะยอมรับมันไว้ คุณยายแกคงปวดแขนจึงเอ่ยเร่ง

   "รับไปเถอะเกษตร ตักทรายกลางแดดมันร้อนนะ ยายให้ยืมใส่ไปเถอะไม่ต้องกลัวเหม็นยายเพิ่งสระผม"

   "ไม่ได้กลัวเหม็นหรอกครับ ยายไม่ร้อนเหรอเดี๋ยวเป็นลมนะ”

   “บ๊ะ! ยายยังสาว ไม่เป็นหรอก” คุณยายยังสาวแสร้งค้อน จนคนหนุ่มต้องหัวเราะกับความน่ารักของแก

   “ขอบคุณครับคุณยายยังสาว" สักวารีบรับงอบแล้วไหว้ขอบคุณ แอบชื่นชมน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาไม่ค่อยได้จะพบเจอในเมืองหลวง ชายหนุ่มรีบบอกให้คุณยายนั่งในที่ร่ม เพราะกลัวแกจะเป็นลมเอาจริงๆ สาวเจ็ดสิบฝนยิ้มอวดฟันดำจากการกินหมากพร้อมตอบกลับมาอย่างมีอารมณ์ขันว่า

   "ถ้ายายเป็นลม เกษตรก็ช่วยอุ้มยายโชว์สาวๆ หน่อยแล้วกัน มันจะได้อิจฉา"

   สักวาหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น ช่างกล้าที่จะคิดนะครับคุณยาย!

   น้ำขุ่นสีแดงจากลูกรังเอ่อขึ้นสูงในลำคลองจนเกือบจะเสมอกับขอบถนน ชาวบ้านต้องเร่งช่วยกันสร้างแนวกระสอบทรายกั้นไว้ เพราะหากน้ำไหลข้ามถนนมาอาจทำให้แนวกั้นพัง และนั่นหมายความว่าร้อยบุญจะประสบกับภาวะน้ำท่วมเช่นเดียวกับสองตำบลที่กำลังประสบอยู่

   ขณะที่สักวากำลังตักทรายอยู่นั้น ก็มีชายไม่ทราบชื่อจำนวนสามคนปิดบังหน้าด้วยผ้าขาวม้า สวมเสื้อลายสก็อตสีแดง เขียว เหลือง โผล่พรวดเข้ามา

   "จ๊ะเอ๋"

   "เฮ้ย!!!" เกษตรตำบลสะดุ้งโหย่ง ผลั่วตักทรายก้พลันหล่นจากมือไปตกโดนหลังเท้า “โอ๊ย!”

   "อย่าตกใจสิครับพี่คนหล่อเพื่อนพี่จันทน์ จำผมไม่ได้หรอกเหรอ"

   ให้ตอบตรงๆ คงจำไม่ได้หรอก สักวาเองก็เกือบส่ายหน้าปฏิเสธเหมือนกัน แต่ได้ยินคำว่าพี่จันทน์ ชายหนุ่มจึงต้องเขม่นมองอย่างตั้งใจ การแต่งตัวจิ๊กโก๋บ้านอกสไตล์อย่างนี้แลจะคุ้นตาไม่น้อย แต่เขาก็ไม่มั่นใจนัก สรุปง่ายๆ ก็คือไม่รู้

   "ขอโทษด้วยครับ ผมจำไม่ได้จริงๆ"

   "โธ่...อะไรกันพี่ แค่นี้ก็ลืมกันแล้ว" บุรุษสวมเลื้อลายแดงตัดพ้อ พลางปลดผ้าขาวม้าเผยโฉมแท้จริง นั่นแหละสักถึงตาสว่างพร้อมกับตกใจอีกระลอก

   พวกม็อบไฟจราจรปิดถนนนี่หว่า

   หนุ่มผู้เคยเข้าใจว่าตัวเองถูกพามาอุ้มฆ่านึกหวาดผวาลึกๆ ริมฝีปากหนาเม้มแน่น หันซ้ายแลขวา แน่ละว่าเขายังรู้สึกขนพองสยองเกล้ากับแม่สาวมือสากนั่นไม่หาย ใจก็หวั่นๆ ว่าอาจจะต้องเจอกับเธออีก ในเมื่อแฟนคลับของเจ้าหล่อนมายืนทำหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตรงนี้ ก็เป็นไปได้คุณเธออาจจะโผล่มาลากเขาขึ้นรถไปส่งที่ไหนอีกก็ได้

   "ไม่ยักรู้ว่าพี่มาเป็นเกษตรตำบลที่นี่ ไม่ยอมบอกกันเลยนะ ผมจะได้จัดการต้อนรับให้เต็มเหนี่ยว เอาให้มันสมฐานะเพื่อนของพี่ของแฟนของผม"

   อืม...น่าปวดหัวชะมัด ไอ้หมอนี่จะนับญาติเอาโล่หรือไงวะ

   "ดะ เดี๋ยวก่อนครับคุณ..."

   "ไก่ฟ้าครับ" เจ้าหนุ่มเสื้อลายสก็อตสีแดงแนะนำตัวจากนั้นก็อวดโอ้สรรพคุณเต็มอัตราเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย "ผมเป็นลูกชายสุดที่เลิฟของพ่อกำนันไก่โต้ง และเป็นแฟนสุดที่รักของน้องเพลิน แล้วก็เป็นขวัญใจชาวบ้านร้อยบุญอีกตำแหน่งหนึ่งครับ"

   "อ่อ...ครับ"

   สักวาได้แต่พยักหน้า รับคำแกนๆ ใครจะเลิฟ ใครจะรัก ไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด ท่าทางหมอนี่มันจะไม่เต็มเต็งแฮะ ขวัญจงขวัญใจจะบอกเขาทำแป๊ะอะไร เกษตรตำบลตัดบทด้วยการใช้พลั่วตักทรายใส่กระสอบ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ ไก่ฟ้าก็กระโดดโลดเต้นราวผีเข้า แหกปากร้องดีใจราวกับเด็กน้อยจับสลากได้รถถังคันใหญ่

   "อ๊ายๆ รถน้องเพลินมาโน่นแล้ว"

   หะ! รถน้องเพลิน ยัยแม่ค้ากะหล่ำมือสากนั่นนะเหรอ พระเจ้า! นี่จะไม่ยอมเข้าข้างเขาเลยใช่ไหม

   ไก่ฟ้าถลาตัดหน้าสักวาไปแบบไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ ผลคือสะดุดด้ามพลั่วหน้าคะมำทิ่มกองทรายไปเต็มๆ แต่นั่นแหละแรงรักมันมีมากกว่าแรงเจ็บ นายไก่ฟ้ารีบลุกปัดทรายแล้ววิ่งไปหาแฟนฝุ่นตลบ ให้ได้อย่างนี้สิ ลูกชายกำนันที่นี่เพี้ยนได้ใจดีจัง




   เพลินตะวันลงจากรถสุดที่รักพร้อมถือกระจาดขนมกล้วยของป้าสีนุ่มและป้าศรีนวลที่ช่วยกันทำเพื่อนำมาแจกจ่ายให้ทุกคนที่มาช่วยกั้นน้ำได้กินรองท้อง เจ้าของสวนผักกวาดตามองดูผู้คนที่มาช่วยงานอย่างปลาบปลื้ม ในยามที่สถานการณ์คับขันทุกคนสามารถหันหน้าเข้าหากันและทำงานร่วมกันได้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดี

   "พ่อแม่พี่น้องจ๋า ป้านุ่มกับป้านวลทำขนมกล้วยมาฝาก พักเหนื่อยกินน้ำกินขนมกันก่อนจ้า" สาวเจ้าของสวนผักป้องปากตะโกนเรียกคนทำงาน ไก่ฟ้าถลาปีกมาเป็นคนแรก

   "พี่ไก่ถอยไปห่างๆ ก่อน" เพลินตะกันใช้แขนกันให้ร่างไก่ฟ้าหลบไปอีกทาง

   ไก่ฟ้าฉีกยิ้มกว้าง ยืดอกพกรักมาจนล้น ตอบกลับแบบนุ่มๆ ว่า "จะถอยห่างได้อย่างไรล่ะจ๊ะ ขาดเพลินเหมือนขาดใจ พี่ไก่ทำอะไรไม่ได้เลยจ้ะ"

   “ฮิ้วววว” สองสมุนรับมุขลูกพี่ไม่มีพลาด

   เพลินตะวันกรอกตามองฟ้า ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันนอกจากทำใจแล้วส่งกระจาดขนมกล้วยให้อีกฝ่าย "ถ้าห่างไม่ได้ก็ช่วยถือที เพลินหนัก"

   สาวสวนผักแจกขนมจนพร่องไปเกือบค่อนกระจาด จึงทิ้งที่เหลือให้ไก่ฟ้าจัดการรับหน้าที่ต่อ ส่วนเธอขอปลีกตัวเดินสำรวจแนวกั้นน้ำสักพัก ลูกชายกำนันทำท่าจะร้องตาม แต่มีหรือที่เขาจะหือกับเธอได้ แม้จะไม่ชอบงัดมารยาออกมาใช้ ทว่ากับผู้ชายที่ชื่อไก่ฟ้า เพลินตะวันของัดสารพัดมารยาเพื่อหาหนทางหลบเลี่ยง

   ดวงตาคมสวยเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของคนขยันคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ เธอพยายามมองและนึกทบทวนว่าเขาคือสมาชิกหมู่บ้านไหนในตำบล แขนเสื้อของเขาถูกพับถึงข้อศอก เช่นเดียวกับกางเกงขายาวสีสุภาพที่เจ้าของพับง่ายๆ ไปทบรวมกันไว้ใต้เข่า เขายังคงตักทรายอย่างไม่ยอมหยุดพัก แม้ว่าคนอื่นเริ่มจะทยอยกันเข้าร่มเพื่อกินของว่าง

   สงสัยข้าวของเขาใกล้จะเกี่ยวกระมังเลยกลัวน้ำจนไม่หยุดพัก แต่เอ...พี่คนนี้ยิ่งเพ่งยิ่งคุ้น คลับคล้ายคลับคลาจำไม่ได้ว่าใคร ยังไงเธอไม่ปล่อยให้มันคาใจหรอก สาวสวนผักเดินไปสะกิดหลังชายหนุ่มที่เธอสงสัย

   "พี่ๆ ไปเข้าร่มเถอะ ป้านวลทำขนมกล้วยมาแจก กินก่อนค่อยมาทำต่อก็ได้" แปลกที่เขายังเฉย...หมายความว่าไง ไร้ความรู้สึก ใบ้รับประทานหรือหูหนวก โห...พี่คนนี้เข้าข่ายพิการซ้ำซ้อน น่าสงสารจริงๆ

   “พี่!” หญิงสาวเพิ่มแรงสะกิดอีกนิด จนใกล้เคียงกับตบเบาๆ ทว่ามาตรฐานคนเราไม่เท่ากัน เบาๆ ของสาวมือหนักถึงกับทำให้ฝ่ายถูกสะกิดหันมาแยกเขี้ยวใส่เธอได้

   "ใจคอคุณจะตบให้ไหล่ผมทรุดเลยใช่ไหม"

   "อ้าว! พี่นั่นเอง"

   "ใช่ ผมเอง สงสัยอะไรเหรอ ครับ" คำถามสุภาพในโหมดโหดของชายหนุ่มคุ้นหน้า ทำเอาสาวเจ้าใจแป้ว แอบค่อนเขาในใจ คนอะไรดุจัง อุตส่าห์มาชวนไปกินขนมยังมากวนกันอีก

   "ก็...ไม่คิดว่าพี่จะมาโผล่อยู่นี่ไง ฉันเลยแปลกใจนิดหน่อย วันนั้นเห็นรถสำนักงานเกษตรมารับจะถามก็ไม่ทัน พี่ทำงานที่นั่นเหรอ"

   เพลินตะวันถามทั้งที่ตอนนั้นก็รู้ดี มันจะทันได้ยังไงพี่ท่านเล่นเดินหน้าหงิกไม่คิดจะลาแถมยังปิดประตูเชิดหน้าใส่เธออีก ชิ! เธอก็เลยเชิดกลับรถบ้างสิ แล้วไงจู่ๆ มาช่วยโกยทรายใส่กระสอบแถวนี้ ท่าจะไม่ดีเสียแล้ว

   "ใช่ ผมทำงานที่นั่น" และรับผิดชอบดูแลที่นี่ สักวานึกต่อ

   "หน้าที่อะไรคะ" เพลินตะวันยังถามเซ้าซี้ ไม่มีทีท่าจะย้ายไปที่อื่น

   สักวาหยุดตักทรายแล้วยืดกายมองหญิงสาวที่สูงแค่หัวไหล่เขาพลางตัดบทเสียงห้วน "เป็นเกษตรตำบล"

   "หะ! อะไรนะ!"

   "ทำไมต้องตะโกนยืนใกล้กันแค่นี้ หูหนวกหรือไงคุณ ผมบอกไม่ได้ยินเหรอ งั้นดูปากนะ" ชายหนุ่มชี้ปากพะงาบๆ "ผม-มา-เป็น-เกษตร-ตำบล-ที่-นี่"

   โอ๊ย...ตาย อยากตบหน้าผากตัวเองให้หายมึน เนี่ยนะเหรอ เกษตรตำบลคนใหม่

   เพลินตะวันพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถ้วนถี่อีกครั้ง ก่อนสรุปเบื้องต้นกับตนเอง หมอนี่จะพึ่งพาได้ไหม โธ่...ความหวังของตำบลร้อยบุญ อยู่ในกำมือของพี่หน้าหล่อแต้ขี้โมโหคนนี้นะหรือแล้วมันจะรอดไหม

   หลังจากพิจารณาความหวังใหม่ของตำบลอย่างถี่ถ้วน เพลินตะวันจึงพาตัวเองกลับมายังเต็นท์เพื่อทำใจ ความหวังที่ตั้งไว้สูงลิบ ดูเหมือนจะไปไม่ถึงฝั่งเสียแล้ว ตำบลเกษตรตัวอย่างคงเป็นเพียงวิมานในอากาศที่จินตนาการไว้เท่านั้น

   "เพลิน ทำไมทำท่าเหมือนคนหมดแรงอย่างนั้น หรือว่าแนวกั้นพัง" คำถามของลุงเบิ้มทำเอาขนมกล้วยหมดอร่อยในพริบตา คนในเต็นท์รีบคว้าพลั่ว คว้ากระสอบจนเธอห้ามแทบไม่ทัน

   "เดี๋ยว...ฟังฉันก่อน" เพลินตะวันกางแขน รีบบอกต่อ "แนวกั้นน้ำยังแข็งแรงมั่นคงจ้ะ ลุงป้าน้าอาอย่าเพิ่งตกใจ พักกินขนมกันก่อนเถอะนะจ๊ะ"

   "อ้าว...ก็ได้ยินผู้ใหญ่บอกแนวกั้นพัง" ชาวบ้านขวัญผวาท้วง

   "อ๋อ...ลุงเขาฟังฉันผิดจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก เมื่อกี้ฉันไปดูมา ออกจะมั่นคงแข็งแรงขนาดนั้น ไม่พังง่ายๆ หรอก แค่ว่าอย่าให้รถใหญ่วิ่งจนสะเทือนเท่านั้น" หญิงสาวยิ้มเจื่อน หันไปแยกเขี้ยวใส่ลุงสุดที่รัก

   "จ้องฉันตาไม่กะพริบเชียวนะ ไม่ใช่ความผิดฉันนะ แกนั่นแหละที่ทำให้ฉันเข้าใจอย่างนั้น ก็ฉันเห็นแกเดินทำหน้าอย่างกับกะหล่ำของแกเน่าทั้งแปลงแบบนั้น ฉันก็คิดสิ"

   "คิดแต่ละอย่างนี่ดีๆ ทั้งนั้นเลยนะลุง" หญิงสาวนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นที่ปูด้วยเสื่อ ผู้ใหญ่เบิ้มมองท่าทีหลานสาวอย่างสงสัย ก่อนจะทรุดลงนั่งใกล้ๆ

   "เป็นอะไรของแกอีกล่ะคราวนี้"

   หลานสาวตัวดีไม่ตอบ หากแต่ชี้นิ้วเรียวไปยังชายหนุ่มสวมงอบใบเก่าที่กำลังก้มๆ เงยๆ ตักทรายใส่กระสอบ "นั่นเกษตรตำบลคนใหม่เหรอลุง"

   "เออใช่ นั่นน่ะเกษตรหวา เกษตรตำบลคนใหม่ของบ้านเรา"

   "ดูจากหน่วยก้านไม่เข้าตากรรมการเลยนะลุง จะทำอะไรเป็นหรือเปล่า"

   "อ้าวเฮ้ย! นั่นปากแกรึ ถ้าทำอะไรไม่ได้เขาคงไม่มาเป็นเกษตรหรอกโว้ย"

   แหม...ลุงเบิ้มโม้ซะอย่างกับผู้ชายคนนั้นเป็นซุปเปอร์แมน ชิ! ให้ทำอะไรก็ได้ จะไหวอย่างลุงว่าหรือ หุ่นอ้อนแอ้นซะขนาดนั้น แถมท่าทางคงสำอางเอาเรื่อง ดูสิทำงานกลางแจ้งยังต้องใส่งอบ

   "ลุงยังไม่เข้าใจเด็กเกษตรอย่างถ่องแท้” อดีตเด็กเกษตรทำหน้าขรึมก่อนวิเคราะห์เจาะลึกให้ฟัง “เกษตรน่ะเขาอาจเป็นด้วยความจำใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อนฉันบางคนนะอยากเรียนเกษตรเสียที่ไหน มันสอบไม่ติดคณะอื่นล่ะสิ มันถึงได้ยอมเรียน"

   "แกมันพวกมองโลกในแง่ร้าย ไม่น่าละถึงไม่เห็นมีใครมาขอสักที เรียนจบก็หลายปีแล้ว"

   "โอ๊ย...มาขอฉันก็ไม่ไปหรอก สภาพแต่ละคน แค่เห็นก็ทนไม่ได้แล้ว"

   ถ้อยคำอันจองหองของหลานสุดที่รักทำเอาผู้ใหญ่หัวเราะร่วน "ทำปากดีไปเถอะ พอแก่แล้วแกจะหนาว ว่าไปพ่อไก่ก็ไม่เลวนะโว้ย"

   "ไม่ไหวละลุง ต้อนมาทั้งเล้า ไม่เอาสักตัว" หลานรักโต้กลับพลางส่ายหน้าดิก "รักเพลิน อย่าพูดถึงพี่ไก่ ตามนี้นะจ๊ะ"

   ผู้ใหญ่มองหลานอย่างชอบใจ พูดถึงไก่ฟ้าทีไร สะใจทุกที หลานรักมักจะจนมุมด้วยชื่อนี้เสมอ เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นทำท่าว่ารักใคร่เสียเต็มประดา ทว่าเพลินตะวันกลับไม่มีทีท่าใยดีสักนิด

   พ่อบ้านแห่งร้อยบุญยิ้มรับอย่างหน้าชื่นเลยละว่าชอบไก่ฟ้าและจับจองฐานะว่าที่หลานเขยไว้ให้แล้ว แต่จะแสดงออกมากเกินไปไม่ได้ เพราะหลานสาวเขามันประเภทบอกซ้ายก็มักไปขวา บอกให้เดินหน้ามันก็ยืนยันจะถอยหลัง เรื่องนี้จึงต้องระวังให้มาก เขาก็ได้แต่ล้อๆ มันบ้างเป็นบางโอกาส

   เสียงถอนใจเฮ้อๆ ดังเป็นระยะ ผู้ใหญ่จึงถามอย่างรำคาญ "แกเป็นอะไรยัยเพลิน นั่งถอนหายใจเฮือกๆ อยู่ได้"

   "ลุงเบิ้มไม่เคยได้ยินหรือไงที่เขาว่าถอนหายใจคือกำไรของชีวิต"

   ผู้ใหญ่เอียงคอมองหลานสาว ท่าจะเป็นหนักเอาการ หวังว่ามันคงจะไม่ห่วงผักเสียจนประสาทกลับหรอกกระมัง โถ...ไม่น่าเลยเจ้าเพลินของลุง ยังสาวยังแส้แท้ๆ

   มืออูมใหญ่ปะลงบนบ่าบอบบางอย่างเห็นอกเห็นใจหลานสาว "เพลินเอ๊ย...แกไม่ต้องห่วงสวนผักของแกหรอกนะ ลุงจะพยายามกั้นน้ำอย่างสุดชีวิต แกค่อยๆ คิดนะ อย่าเครียด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สักพักอาจดีขึ้น นั่งในร่มนี่แหละ เดี๋ยวลุงไปทำงานต่อ"

   ผู้ใหญ่เบิ้มให้สัญญา ร่างท้วมลุกขึ้นคว้าหมวกมาสวม ลังเลอยู่พักใหญ่ ไม่อาจตัดใจจากภาพหดหู่ซึมเซาของหลานสาว ยัยเพลินจะโดดลงน้ำหรือเปล่านี่ ไม่ได้การแล้วสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้มันคิดสั้นได้ เขาจะต้องย้ำให้มันเข้าใจและรู้สึกตัวว่ามันไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง

   "ลุงรักแกนะยัยเพลิน"

   สาวสวนผักเงยหน้างงๆ ขึ้นมองตามหลังผู้เป็นลุง มือสากเกาหัวแกรกๆ ไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรมากนัก อยู่ดีๆ ก็บอกรักกลางน้ำหลาก เอ้อ...ลุงเบิ้มเมาขนมกล้วยหรือไงเนี่ย

   หญิงสาวนั่งปลงอนิจจังอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนตัดสินใจกลับบ้านไปตั้งหลักก่อนดีกว่า เพลินตะวันลุกขึ้นปิดเศษทรายที่ติดกางเกงตัวเก่งพร้อมกับสอดส่ายสายตาหากระจาดขนมกล้วย ป้าสีนุ่มกำชับหนักหนาว่าให้นำกลับไปคืน ขืนหายไปละซวยเลย

   แต่เพลินตะวันต้องชะงักการค้นหาแบบฉับพลัน เพราะโสตประสาทแว่วเสียงตระหนกตกใจประหนึ่งว่าโลกจะระเบิดในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

   อ๊ากกกกก ช่วยด้วย!!!

   ทันใดนั้นความโกลาหลบังเกิดขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หญิงสาวได้สติรีบหันหาทิศทางต้นเสียง โชคเข้าข้างเธอแทบไม่ต้องใช้ความพยายามสักนิด เพราะแหล่งกำเนิดเสียงวิ่งหน้าตื่นมาประชิดตัวแล้ว

   "น้องเพลิ๊น ช่วยพี่ไก่ด้วย พี่ไก่กลัว......" ไก่ฟ้าแหกปากตะโกนเสียงแหลมปรี๊ด

   เพลินตะวันจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะตอนนี้ทั้งไก่ฟ้าและลูกสมุนทั้งสองต่างร้องไปวิ่งไปให้พล่านรอบๆ ตัวจนเธอชักจะเวียนหัว

   "พี่ไก่หยุดวิ่งก่อนสิ ฉันตาลายหมดแล้ว"

   "หยุดไม่ได้เพลินจ๋า มันกำลังจะฆ่าพี่แล้ว" ไก่ฟ้าในสภาพเปียกโชก เปลือยท่อนบนโชว์ซี่โครงแห้งๆ ยังวิ่งไม่หยุด

   "อะไรจะฆ่าพี่ หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ฉันบอกให้หยุด!" เพลินตะวันตะโกนสั่งเสียงเฉียบ

   ได้ผลเกินคาด ไก่ฟ้าหยุดกะทันหัน แถมยังยืนบื้อเป็นกันชนให้สองสมุนอีกต่างหาก แน่นอนว่าพอหัวขบวนเกิดหยุดแบบไม่บอกกล่าว ที่ไหนเล่าเหล่าลูกน้องจะทันได้ตั้งตัว สุดท้ายจึงพาล้มคลุกฝุ่นกันทั้งสามคน กระนั้นท่าทางลนลานยังไม่เลือนหาย

   "เพลินจะทำอะไรก็รีบลงมือเถอะ พี่กลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว"

   "พี่ไม่บอกแล้วฉันจะตรัสรู้ไหม ตกลงเป็นอะไรกันแน่" สาวห้าวเท้าเอวถาม

   ไก่ฟ้ายกมืออันสั่นเทาของตัวเองค่อยๆ ชี้ไปที่แผ่นหลังพลางบอกเธอด้วยน้ำเสียงสยดสยอง "น้องเพลินช่วยพามันออกไปจากหลังพี่ที มันดูดจนเลือดพี่จะหมดตัวอยู่แล้ว"

   เพลินตะวันมองตาม เธอเห็นปื้นสีดำทะมึนความกว้างขนาดสองนิ้ว เกาะติดแผ่นหลังของไก่ฟ้าประมาณสี่ห้าจุด แต่ยังดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ หญิงสาวจึงเดินเข้าไปก้มมองใกล้ๆ พอเห็นว่าเป็นอะไรก็ถึงกับผงะ กรี๊ดลั่น

   "อ๊าย ปลิงควาย!!!"

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 5
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2014, 07:20:25 PM »
 :) น่ารักค่ะๆ