ผู้เขียน หัวข้อ: พันธะพรางใจ บทที่ 7 (100%)  (อ่าน 426 ครั้ง)

สิริเลขา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
พันธะพรางใจ บทที่ 7 (100%)
« เมื่อ: เมษายน 06, 2014, 07:19:24 PM »
บทที่ 7
วรทย์ทรุดนั่งลงข้างคนที่หลับสนิทอยู่บนเตียงสีฟ้าสะอาดตาภายในห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาล ใบหน้ารูปไข่ที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมดำขลับยาวสลวยนั้นดูซีดไปเล็กน้อย ทว่ามันกลับกระตุกหัวใจคนมองให้สะเทือนได้อย่างมากมาย ร่างเล็กตรงหน้าดูซูบผอมกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับว่าที่คุณแม่ที่แบกน้ำหนักลูกน้อยวัยเจ็ดเดือนกว่าๆไว้ในครรภ์

ถ้าไม่โทรหาศราวณี ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครยอมโทรรายงานเขาเรื่องที่เธอเป็นลมล้มกระแทกต้องส่งโรงพยาบาลให้ฟังหรือเปล่า ไม่เข้าใจว่าศิระคิดอะไรอยู่ถึงได้ปิดเรื่องนี้ไว้ ถ้าเขาไม่คาดคั้นจะคุยกับเธอให้ได้ก็คงปิดเงียบกันต่อไปสินะ คิดแล้วมันน่าโมโหจริงๆ ดูแลเมียเขาไม่ดีแล้วยังจะปิดไม่ให้รู้อีกว่าเธอเข้าโรงพยาบาล

ณ วินาทีที่ศิระสาระภาพเสียงอ่อยมาตามสายโทรศัพท์ว่าคนที่เขาอยากได้ยินเสียงนั้น นอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล วรทย์ไม่ลังเลสักนิดที่จะตัดสินใจกลับเมืองไทยทันที ไม่สนด้วยซ้ำว่าการเจรจากับลูกค้ายังไม่เรียบร้อยและเสี่ยงแค่ไหนที่ปล่อยทุกอย่างให้ผู้ช่วยอย่างนาวินจัดการต่อเอง ไม่สนว่าถ้างานนี้พลาดก็เท่ากับว่าทุกสิ่งที่เขาทุ่มเทมาตลอดเวลาเกือบปีนั้นสูญเปล่า

เขาตระหนักอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า เขาเสียได้ทุกอย่าง ยกเว้นผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น

‘ยัยศราขอไว้ว่าไม่ต้องบอก ก็...คงกลัวว่าแกจะไม่สบายใจจนไม่มีสมาธิทำงานน่ะ’

เพื่อนรักของวรทย์อ้อมแอ้มอธิบาย รู้ตัวดีว่าตามใจน้องไม่เข้าเรื่อง วรทย์ได้แต่ขบกรามมองอีกฝ่ายตาขุ่น

 ‘แกอย่าโกรธนักเลยน่า ฉันไม่ปล่อยให้น้องสาวฉันเป็นอะไรหรอก แล้วนี่แกวิ่งแจ้นกลับมาอย่างนี้ เสียงานเสียการหมด’

‘แกอย่าอ้างนู่นอ้างนี่ ถ้าอยากให้ฉันหายหงุดหงิดก็เล่ามาให้หมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเมียฉันถึงต้องมานอนโรงพยาบาลอย่างนี้’

วรทย์ไม่นึกกระดากหรือเขินอายกับคำว่าเมียที่เขาพูดออกไปโต้งๆ ไม่สนด้วยว่าพี่ชายของ ‘เมีย’ จะมองเขาอย่างคาดไม่ถึงและอึ้งไปหลายวินาทีกว่าจะค่อยๆไขข้อข้องใจให้เขา

เรื่องยุ่งๆภายในตระกูลธีรโภคินไม่เคยอยู่ในความสนใจของวรทย์ และเขาก็เข้าใจดีว่าศิระเองก็ไม่เต็มใจที่จะเล่าให้ฟังนัก แต่ในเมื่อมันเกี่ยวข้องโดยตรงศราวณี เขาไม่รู้ไม่ได้ เพื่อนของเขาอาจจะลำบากใจที่ต้องบอก แต่ถ้าไม่บอก ศิระลำบากทั้งใจทั้งกายแน่ เพราะเขาจะไม่ปล่อยให้สาเหตุที่ทำให้เมียเขาต้องล้มเจ็บขั้นนอนโรงพยาบาลเป็นปริศนาคาใจข้ามวันหรอก

เขาพอจะรู้มาบ้างว่าศราวณีไม่ใช่ลูกสาวของคุณอำภาคุณแม่ของศิระและศศินารา แต่ก็ไม่เคยรู้อะไรละเอียดลึกไปมากกว่านี้ และเขาก็ไม่สนใจอยากจะรู้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่ใส่ใจศราวณี แต่เป็นเพราะเขาไม่สนว่าเธอจะเป็นลูกหลานใคร ไม่สนด้วยว่าเธอท้อง ถ้าเป็นไปได้เขาอยากให้เธอลืมอดีตทุกอย่างและรับรู้แต่ว่าต่อไปนี้เธอจะมีเขาและเขาก็จะมีเพียงเธอเท่านั้นก็พอ แต่เรื่องราวที่ศิระเปิดเผยออกมามันทำให้เขาพูดไม่ออก สงสารศราวณีน่ะใช่แน่ แต่อีกใจหนึ่งก็เห็นใจศิระและศศินารา ทั้งสองคนโตพอที่จะรับรู้ว่ามารดาของตัวเองเจ็บปวดที่ถูกทรยศ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเฝ้ามองอาการที่ทรุดลงเรื่อยๆของผู้เป็นแม่ และคงแทบใจสลายที่วินาทีสุดท้ายของท่านมาถึงในขณะที่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ใช้คำว่านายและนางสาวนำหน้าด้วยซ้ำ

ศิระจะให้อภัยในความชั่วร้ายที่วิวันดาก่อไว้ได้จนหมดหรือไม่เขาก็สุดจะรู้ แต่เขาเชื่อแน่ว่าเพื่อนรักของเขาไม่เคยเอาความผิดของวิวันดามาโยนให้ศราวณีผู้ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลยเป็นผู้รับชอบ เพื่อนคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องใจกว้างยิ่งกว่าแม่น้ำ เรื่องเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่ใช่นิสัยของศิระอยู่แล้ว กับคนอื่นมีเรื่องชกต่อยกันปางตายยังกอดคอเป็นเพื่อนกันได้ในที่สุด นับประสาอะไรกับเด็กหญิงตัวเล็กๆที่มีสายเลือดเดียวกันที่ศิระจะไม่รัก แม้ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นลูกของผู้หญิงที่ทำให้แม่ของตัวเองต้องตรอมใจตายก็ตาม

‘ความคิดและการกระทำของคุณน้าอมรา ฉันคงไปห้ามหรือเปลี่ยนได้ยาก ที่พอทำได้ก็คือกันยัยศราให้อยู่ห่างๆซะ แกคงไม่ว่าฉันใช่มั้ยที่ฉันทำอะไรไม่เด็ดขาด ยังไงคุณน้าอมราท่านก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นน้องสาวของคุณแม่ และที่สำคัญ ท่านรักและหวังดีกับฉันและยัยศศิมาก แต่ท่านก็ร้ายกาจกับยัยศรามากด้วย ฉันไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ’

ไม่นึกตำหนิเพื่อนหรอก เห็นใจด้วยซ้ำที่ต้องเป็นคนกลางคอยรักษาความรู้สึกทั้งสองฝ่ายทั้งๆที่ตัวเองก็คงเจ็บปวดไม่น้อย เขาเองก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปตัดสินว่าใครดีใครร้าย แต่จะให้ศราวณีต่อสู้กับความเจ็บปวดเพียงลำพังต่อไปนั้นไม่ยอมแน่

เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่า ผู้หญิงที่ดูเปราะบางคนหนึ่งจะต้องมีจิตใจเข้มแข็งมากสักเพียงไหนถึงจะทนแบกรับความจริงที่แสนเจ็บปวดในชีวิตของตัวเองต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่เริ่มรู้ความจนกระทั่งบัดนี้

ศราวณีคงไม่อาจหลีกหนีอดีตที่โหดร้ายซึ่งเธอไม่ได้เป็นคนก่อแต่ต้องทนก้มหน้าก้มตารับผลกระทบที่รุนแรงยิ่งกว่าใครนี้ไปได้ และเขาก็ไม่คิดจะพาเธอหลบหนีมัน เพราะรู้ดีว่าไม่มีใครหนีความจริงได้พ้น

แต่นับจากนี้ไป...เขาจะอยู่เคียงข้างเธอ ถ้าปัดความเจ็บปวดที่ฝังลึกในใจเธอมานานให้หมดสิ้นไปไม่ได้ เขาก็จะถ่ายเทความเจ็บปวดเหล่านั้นมาไว้กับตัวเอง...เธอจะไม่เจ็บคนเดียวอีกต่อไป
ความทุกข์ของศราวณีก็คือความทุกข์ของเขา

ส่วนความสุขของเขาน่ะหรือ ก็แค่ขอให้ได้เห็นความสดใสเริงร่าเหมือท้องฟ้าต้องแสงแดดยามเช้าเปล่งประกายออกมาจากใบหน้าหวานของศราวณีตลอดเวลาแค่นั้น...แค่นั้นจริงๆที่เขาต้องการ


ศราวณีลืมตาขึ้นมาช้าๆ กะพริบเปลือกตาสองสามครั้งเพื่อปรับให้เข้ากับแสงสว่างรอบๆตัว เช้านี้เป็นเช้าที่สองของการตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในห้องพักโรงพยาบาล เธอยังไม่ชิน และไม่อยากชินด้วย แม้รู้แก่ใจดีว่าอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้เธอจะต้องใช้บริการมันเนื่องในโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตก็ตาม

ทั้งๆที่โรงพยาบาลเป็นแหล่งช่วยให้หลายชีวิตรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชได้ แต่มันกลับไม่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่เธอเลย

เปล่า...เธอไม่ได้กลัวความตาย ความอ้างว้างโดดเดี่ยวต่างหากที่หลอกหลอนเธอได้หนักหน่วงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ประสบการณ์ไม่น่าจดจำนี้เกิดขึ้นช่วงที่ทั้งศิระและศศินาราต่างกำลังศึกษาต่ออยู่ต่างประเทศ เธอป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ต้องนอนให้น้ำเกลืออยู่ที่โรงพยาบาลนานเกือบสัปดาห์ นอกจากหมอและพยาบาลแล้ว ไม่มีใครที่เธอรู้จักมาเยี่ยมสักคน สิ่งที่บรรเทาความทรมานใจในช่วงนั้นก็มีเพียงแค่โทรศัพท์ทางไกลจากพี่ชายและพี่สาวเท่านั้น

ศราวณีสัญญากับตัวเองว่าเธอจะต้องไม่ป่วยจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นอันขาด เธอเกลียดความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เคยประสบในครั้งนั้นจนคิดว่าต้องขาดใจตายแน่ถ้าหากจะต้องหวนกลับไปเจอกับมันอีก

“ตื่นแล้วเหรอครับคนเก่ง เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่มั้ย”

เมื่อหันไปตามเสียง คนเพิ่งตื่นก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจกับผู้ชายที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

ทำไมเขาอยู่ที่นี่ เวลานี้ควรจะกำลังเจรจาโปรเจ็คใหญ่กับลูกค้ารายสำคัญอยู่ที่ฝรั่งเศสไม่ใช่หรือ

“เดี๋ยวพยาบาลคงเข้ามาเช็ดตัววัดไข้ ศราอยากเข้าห้องน้ำก่อนมั้ย”

“พี่วรทย์มาอยู่นี่ได้ยังไงคะ”

“ลงเครื่องแล้วก็ขับรถมาครับ”

เขาตอบหน้าเป็น คนถามเลยหน้างอแทน

“ศราหมายถึงว่าทำไมพี่วรทย์มาอยู่นี่ แล้วงานที่เมืองนอกล่ะคะ”

วรทย์ยิ้มอ่อนโยนให้คนที่แม้จะป่วยแต่ก็ยังน่ารักน่าใคร่จนแทบจะอดใจไม่ไหว

“พี่เป็นห่วงศราจนไม่มีแก่ใจจะทำอะไรทั้งนั้น”

เป็นคำตอบที่ศราวณีคาดไม่ถึง หญิงสาวเลยได้แต่นอนนิ่งจ้องคนพูดตาไม่กะพริบ วรทย์ถึงกับกลืนน้ำลายอย่างลำบาก พยายามท่องคำว่า ‘เธอป่วย’ ซ้ำๆเพื่อหักห้ามตัวเองไม่ให้เผลอล่วงเกินกลีบปากอิ่มของหญิงสาวตรงหน้า

“ศรา...” เขาครางเสียงแผ่ว ไม่รู้ตัวว่ากำลังโน้มใบหน้าลงไปหาคนที่นอนอยู่บนเตียงจนจมูกโด่งเกือบจะจะสัมผัสแก้มเนียนเข้าเสียแล้ว แต่ต้องชะงักกึกเมื่อได้ยินคำพูดแผ่วเบาที่เขาฟังแล้วต้องขมวดคิ้วหลุดออกมาจากปากเธอ

“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ ถึงพี่วรทย์ไม่กลับมาก็ไม่มีใครตำหนิหรอกค่ะ”

“หมายความว่ายังไง”

“สถานะของเรามันเป็นเรื่องจอมปลอมเอาไว้ตบตาคนอื่นเท่านั้น พี่วรทย์ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทกับบทบาทที่ได้รับนี้มากก็ได้ มันไม่คุ้มกับการทิ้งงานมาเลยนะคะ”

คนที่ทิ้งงานมานิ่งงัน จ้องดวงหน้าหวานด้วยแววตาตัดพ้อ เขาทำตามที่หัวใจเรียกร้อง แต่เธอกลับเข้าใจว่ามันเป็นแค่การแสดงตามหน้าที่เท่านั้น

“คุ้มหรือไม่คุ้มพี่เป็นคนตัดสินใจเอง ศราไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก”

วรทย์อดกลั้นคำพูดประชดประชันเอาไว้ได้ แต่ความน้อยใจก็ทำให้น้ำเสียงที่ตอบออกไปฟังไม่รื่นหูนัก คนที่ไม่อาจล่วงรู้ความรู้สึกแท้จริงของเขาได้ จึงตีความเอาจากน้ำเสียงที่ได้ยินนั้นว่าเขากลับมาเพราะบทบาทหน้าที่บังคับอย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ

แววหม่นเศร้าปรากฏชัดบนนัยน์ตาโศกของคนป่วย เธอจึงรีบหลับตาปิดหนีภาพคนเจ้าบทบาทตรงหน้านี้เสีย แม้จะดีใจที่ได้เจอเขาแต่ความเจ็บปวดน้อยใจในเหตุผลที่เขากลับมาก็หนักหนาสาหัสจนกลบความยินดีนั้นได้มิด

เสียงเคาะประตูดังสองสามครั้งก่อนที่พยาบาลหญิงวัยกลางคนหน้าตายิ้มแย้มจะก้าวเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ในหน้าที่

“วันนี้อาการเป็นยังไงบ้างคะคุณศรา ขอดิฉันวัดไข้แป๊บนึงแล้วค่อยเช็ดตัวนะคะ”

วรทย์มองคนป่วยที่ลืมตาขึ้นมามองเขาสลับกับนางพยาบาลด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนใจ รู้ทันทีว่าตัวเองกำลังเป็นส่วนเกิน

ชายหนุ่มหันไปพยักหน้าเป็นเชิงขอตัวกับเจ้าหน้าที่ชุดขาวก่อนจะหันไปทางเจ้าของใบหน้าซีดๆแต่ก็ยังชวนมองได้ไม่รู้เบื่ออีกครั้ง ก็พบว่าฝ่ายนั้นก้มหน้างุดหลบสายตาเขาอยู่ก่อนแล้ว เลยได้แต่ถอนใจหนักๆและเป็นฝ่ายเดินเลี่ยงออกมาเพื่อให้พยาบาลได้ทำหน้าที่โดยสะดวก ไม่ต้องเผชิญกับความสงสัยที่ว่า ทำไมภรรยาถึงต้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ที่ต้องเช็ดตัวต่อหน้าสามีตัวเอง

วรทย์เดินไปทิ้งตัวลงนั่งอย่างเซ็งๆตรงโซฟาในห้องรับรองหน้าห้องคนป่วย ไม่ได้คาดหวังว่าศราวณีจะซาบซึ้งใจกับการทิ้งงานสำคัญมาเพื่อเธอหรอกนะ แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าปฏิกิริยาของเธอจะออกมาในรูปแบบนี้ ไม่ดีใจไม่ว่า แต่ถึงกับทำท่าอึดอัดขนาดนี้ จะไม่ให้น้อยใจยังไงไหว

คร้านจะแย้งคนรอบข้างที่นิยามความเป็น ‘วรทย์ วรรณกุล’ ไว้อย่างประชดประชันว่า เฉยเมยไร้ความรู้สึกขนาดว่าให้มีดปักคาอยู่กลางหัวใจก็คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะรู้ตัวเองดีว่านอกจากเรื่องงานแล้ว ไม่มีอะไรที่มีอานุภาพรุนแรงพอจะกระทบความรู้สึกเขาได้ แม้แต่ตอนถูกอิงฟ้าบอกเลิก ก็แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรกับชีวิตเลยด้วยซ้ำ

แต่ครั้งนี้ เขาอยากให้คนต้นคิดคำนิยามนี้มาเห็นกับตาจริงๆว่า ไม่ต้องมีมีดมาปักกลางอกหรอก แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆแววตาใสซื่อคนหนึ่งเท่านั้นล่ะ ที่ทำให้เขารู้สึกรู้สาจนไม่เป็นอันทำอะไร

การเริ่มต้นระหว่างเขากับศราวณีอาจจะอยู่ในสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อ แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกันเขาก็แทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองแต่งงานกับเธอเพราะอะไร เพราะสมองและหัวใจมันใส่ข้อมูลที่ว่าเขาและเธอคือสามีภรรยากันจริงๆลงไปแทนที่ข้อมูลเก่าๆที่ไม่น่าจำนั่นเสียแล้ว

เขาคิดหวังไปไกลถึงขนาดว่าจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นไปกับเธอจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต แต่ศราวณีกลับยึดติดอยู่กับบทบาทหน้าที่ตามพันธะสัญญาที่ระบุเวลาแค่เพียงสองปี!

 รสขื่นแผ่ท่วมไปทั้งหัวใจจนล้นออกมาทางสีหน้าและแววตาของวรทย์ ที่ผ่านมาศราวณีไม่รู้สึกอะไรนอกจากทำไปตามหน้าที่หรอกหรือ รอยยิ้มอ่อนหวาน การเอาอกเอาใจที่เขาได้รับ ก็เป็นอานิสงส์ของการได้รับบทสามีกำมะลอเท่านั้นหรอกหรือ

ถ้าอย่างนั้น ท่าทีเย็นชาห่างเหินที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆมานี้ก็คงเป็นเพราะเธอเบื่อที่ต้องเล่นละครแล้วสินะ ถึงได้บอกให้เขาเลิกแสดงไปด้วย

แต่เขาทำไม่ได้ ต่อให้ศราวณีจะเบื่อหน่ายที่ต้องเล่นบทภรรยากำมะลอก็ตาม แต่เขาคิดว่าตัวเองเป็นสามีของเธอจริงๆ เขาอยากดูแลเธอและลูก อยากมีครอบครัวที่อบอุ่นน่ารัก อยากทำให้เธอมีความสุข เพราะความสุขของเขาก็คือเธอ ศราวณีกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ชีวิตเขาขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว...


เช้าวันที่สามของการนอนโรงพยาบาล ศราวณียังคงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่แจ่มใสนัก หญิงสาวลูบท้องที่นูนเด่นอย่างชัดเจนเบาๆพลางพึมพำขอโทษลูกในท้อง ตระหนักดีว่าความเครียดที่เธอเป็นอยู่มีอันตรายต่อชีวิตน้อยๆที่รอวันลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้เพียงใด แต่มันยากเหลือเกินที่จะทำตัวร่าเริงเบิกบานและลืมความทุกข์ใจที่สะสมมายาวนานไปได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

‘คนไข้ความดันค่อนข้างสูง ถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ตอนนี้หมอให้ยาลดความดันบรรเทาอาการไปก่อน แต่ต้องระวังให้มาก งดอาหารรสจัดทุกประเภท ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ต้องห้ามเครียดเด็ดขาด’

นี่คือคำแนะนำจากคุณหมอสูงวัยท่าทางใจดี ฟังดูก็ไม่น่าจะยาก เรื่องอาหารนั้นหายห่วงไปได้เลย เพราะวรทย์ทำหน้าที่เป็นนักโภชนาการส่วนตัวของเธอเป็นที่เรียบร้อย กระทั่งของบำรุงที่พี่ชายเธอหามาให้ยังไม่อาจผ่านเกณฑ์อันเข้มงวดของเขาได้

‘รังนกไม่เหมาะกับคนระบบย่อยไม่ดี นอกจากต้องระวังเรื่องความดันแล้วต้องดูด้วยว่าอาหารที่ทานเข้าไปย่อยยากหรือเปล่า เปลี่ยนจากรังนกเป็นนมถั่วเหลืองเถอะ ย่อยง่ายกว่าแต่มีประโยชน์มากกว่า’

ศราวณีซึ้งในความห่วงใยที่เขาแสดงออก และพยายามบอกตัวเองให้เลิกคิดกังวลในสิ่งที่เธอแก้ไขอะไรไม่ได้เสีย ถ้าเธออาการดีขึ้นจนคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ วรทย์ก็จะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับการดูแลเธออยู่อย่างนี้ และกลับไปทุ่มเทให้กับงานที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายของเขาอย่างจริงจังเสีย

กวาดสายตามองรอบห้องก็ไม่เห็นร่างที่คุ้นตาประจำอยู่ตำแหน่งเดิม แต่กระดาษโน้ตเล็กๆที่มีลายมือบรรจงเป็นระเบียบเขียนอยู่ซึ่งวางอยู่ข้างๆเตียงก็ช่วยไขข้อข้องใจให้เธออย่างรวดเร็ว

‘พี่ขอแวะไปที่ที่ทำงานแป๊บนึง อยู่กับพี่ศิระไปก่อน เป็นเด็กดีอย่างอแงนะครับ แล้วจะรีบกลับ’

ไม่ใช่ว่าอยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะ แต่คนที่จะให้เธออยู่ด้วยไปก่อนไปอยู่ไหนซะล่ะ

ศราวณีค่อยๆยันตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียง การตั้งครรภ์ทำให้โรคบ้านหมุนหรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากันของเธอแสดงอาการหนักกว่าปกติ ดังนั้นเธอจึงต้องระวังการเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่างๆให้มากขึ้น เดิมก็ค่อนข้างทำอะไรเชื่องช้าอยู่แล้ว ยิ่งเป็นอย่างนี้ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเล่นฉากสโลว์โมชั่นแบบในหนัง

หญิงสาวหัวเราะกับความคิดของตัวเอง แม้จะเผชิญกับความทุกข์ที่มองไม่ออกว่าจะแก้มันได้อย่างไร แต่เธอก็เป็นคนที่สร้างความสุขจากสิ่งเล็กๆน้อยๆรอบตัวได้เสมอ นี่อาจจะเป็นข้อดีเพียงข้อเดียวในชีวิตที่เกิดมาท่ามกลางความเจ็บปวดทุกข์ใจของใครหลายๆคนอย่างเธอก็ได้

เพราะมุมมองแบบนี้จึงทำให้ชีวิตของเธอพอจะมีสีสันสดใสแซมอยู่บ้าง ไม่มืดหม่นไปเสียทั้งหมด ศราวณีตั้งใจว่าจะสอนให้ลูกคิดแบบนี้ด้วย ถ้าชะตาชีวิตถูกกำหนดให้เกิดมาในสภาพเดียวกันกับเธอ อย่างน้อยลูกของเธอก็สามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาคนอื่นให้มากนัก

“มีความสุขมากสินะ ที่เรียกร้องความสงสารเห็นใจจากคนอื่นได้สำเร็จน่ะ”

“คุณอมรา...”

ความรู้สึกตกใจยังไม่เท่าความรู้สึกแปลกใจกับการปรากฏตัวของผู้มาเยือน ศราวณียกมือทำความเคารพอีกฝ่ายตามความเคยชิน แต่ได้รับแววตารังเกียจเป็นการตอบแทนกลับมา

“ไม่น่าเชื่อนะ ขนาดนังวิวันดามันไม่เคยเลี้ยงแกเลยแกยังได้เชื้อมันมาเต็มๆ เก่งนักล่ะไอ้การเล่นบทนางเอกเจ้าน้ำตา ทำเป็นอ่อนแอเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง แล้วก็โยนบทนางร้ายให้ฉัน รู้ไว้ซะว่าแม่แกเคยทำไว้ยังไงแกก็กำลังเจริญรอยตามนังผู้หญิงเจ้ามารยาคนนั้นไม่มีผิด”

ความเบิกบานที่ผลิช่อในหัวใจดวงน้อยของศราวณีเมื่อครู่ปลิดปลิวไปพร้อมๆกับพายุลูกย่อมๆที่อมราสร้างขึ้นมาลูกนี้ รู้ดีว่านี่เพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ที่ไม่รู้และอยากรู้เหลือเกินก็คือมันจะมีจุดสิ้นสุดหรือไม่ และถ้ามีจะต้องรอคอยอีกนานแค่ไหน ไฟอาฆาตแค้นในใจของอีกฝ่ายจึงจะดับมอดลงเสียที หรือว่าชั่วชีวิตนี้เธอจะไม่มีโอกาสได้อยู่ถึงวันนั้น

“ศราไม่ได้มารยาเรียกร้องความสนใจจากใครเลยนะคะ” แม้จะรู้ว่าการอธิบายตัวเองออกไปนั้นไม่ต่างจากลมที่ไปพัดกระพือไฟโทสะของอีกฝ่ายให้แรงขึ้น แต่ศราวณีก็ทนเงียบเฉยโดยไม่แก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้

“นี่หล่อนเถียงฉันเหรอนังศราวณี นังกาฝาก ลูกนังผู้หญิงแพศยา!”

ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใดเลยที่อมราจะตะคอกกลับมาด้วยถ้อยคำรุนแรง ถึงแม้จะชินแล้ว แต่ศราวณีก็ไม่อยากได้ยิน

“เปล่านะคะ ศราแค่จะบอกว่าศราไม่สบายจริงๆ ไม่ได้แกล้ง”

“ตอแหล! เมื่อกี้ฉันยังเห็นหล่อนหัวเราะอยู่แท้ๆ คนป่วยที่ไหนจะทำตัวรื่นเริงระริกระรี้อย่างหล่อน หลอกคนอื่นไปเถอะ แต่อย่าหวังว่าฉันจะหลงเชื่อ”

ป่วยการที่จะอธิบาย ในเมื่ออมราพอใจกับความเชื่อของตัวเองเธอก็คงต้องปล่อยไปอย่างนั้น

ศราวณีคิดมาตลอดว่าจะมีทางไหนสักทางหรือไม่ที่พอจะช่วยลดระดับความโกรธแค้นที่สุมแน่นอยู่ในใจของอมราลงได้บ้าง ทางไหนสักทางที่จะชดเชยความผิดบาปที่เธอไม่ได้เป็นคนก่อ ทางไหนสักทางที่สามารถทำให้อมราพอใจได้...

เป็นความจริงที่สร้างความอดสูใจให้แก่ศราวณีมาตลอดว่า เธอคือลูกสาวของผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่ากินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ความผิดที่วิวันดาแม่ของเธอก่อไว้ไม่เคยได้รับการอภัยจากคนในตระกูลธีรโภคิน แต่อย่างน้อยทุกคนก็ยังเมตตาเด็กที่ผู้หญิงเนรคุณคนนี้อุ้มท้อง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีโอกาสได้มานั่งรับฟังถ้อยคำบริภาษอันเจ็บแสบจากน้องสาวผู้มีพระคุณของคนที่อุ้มท้องเธออยู่อย่างนี้

“ช่วยบอกทีเถอะนะคะ ว่ามีทางไหนที่พอจะชดเชยความผิดของแม่ได้บ้าง”

น้ำเสียงเหนื่อยอ่อนเอ่ยถามออกไป และได้รับแววตาเยาะเย้ยถากถางกลับมาเหมือนเช่นทุกครั้ง

“หล่อนคิดว่าในโลกนี้จะมีอะไรมาชดเชยให้กับความชั่วช้าที่ทำลายชีวิตคนดีๆคนหนึ่งได้จริงๆหรือ คิดว่าจะมีอะไรมาทดแทนการสูญเสียพี่สาวที่แสนประเสริฐของฉันได้หรือไง นังโง่!”

เสียงตะคอกนั้นสะเทือนความรู้สึกคนฟังจนน้ำตาร่วงเผาะ และหยดต่อๆมาก็เอ่อท้นออกมาจากดวงตาสองข้างอย่างกักไม่อยู่ และมันก็ส่งผลให้รอยยิ้มค่อยๆปรากฏบนใบหน้าขึ้งเครียดของอมรา

“พี่อำภาทรมานใจแค่ไหน หล่อนกับแม่ก็ต้องเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่านั้น แต่ในเมื่อแม่หล่อนมันไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความผิดที่ตัวเองก่อไว้ หล่อนก็ต้องแบกรับความรู้สึกผิดบาปทุกข์ใจในส่วนของแม่เพิ่มเข้าไปด้วย ถึงให้หล่อนตายลงต่อหน้าฉันตอนนี้ มันก็ไม่สาสมกับสิ่งที่แม่หล่อนทำไว้กับพี่ฉันหรอก ฉันอยากเห็นหล่อนทรมาน เจ็บปวดและอยู่อย่างไม่รู้จักคำว่าความสุขไปจนกว่านรกจะมาเรียกตัวหล่อนไปนั่นแหละ นังกาฝาก!”

ศราวณีปล่อยเสียงสะอื้นที่กลั้นเอาไว้อย่างยากลำบากออกไปทันที เพราะเข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายชัดเจนแล้วในวินาทีนี้

ความพอใจของอมราก็คือการได้เห็นความทุกข์ทรมานของเธอ และตอนนี้เธอก็อยู่ในสภาวะที่สมใจอีกฝ่ายแล้ว

ในเมื่อมันเธอขอให้อมราบอกเองว่าต้องทำอย่างไร และตอนนี้คำตอบก็ชัดเจนแล้ว

มันไม่ยากหรอกที่จะอยู่อย่างทรมานจนกว่านรกจะมาเรียกตัว เพราะทุกวันนี้เธอก็แทบจะมองไม่เห็นอยู่แล้วว่าความสุขในชีวิตเธอมันซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง

“อย่ากังวลเลยค่ะว่าศราจะมีความสุข ความรู้สึกนั้นไม่ยินดีอยู่กับศราเลยด้วยซ้ำ”

“หล่อนจะบอกว่าหล่อนไม่มีความสุขที่ได้แต่งงานกับวรทย์อย่างนั้นเหรอ อย่ามาโกหกหน่อยเลย ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าหล่อนแอบชอบเพื่อนของหลานชายฉัน ขนาดเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วหล่อนยังกล้าคิดเพ้อเจ้อกับเขาได้ แล้วตอนนี้หล่อนได้ตำแหน่งเมียของเขา ถึงจะเป็นเมียที่วรทย์ไม่เต็มใจรับก็เถอะ แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหล่อนจะไม่ระริกระรี้ให้ท่าเขาน่ะ ทั้งแม่ทั้งลูก ร่านเหมือนกันไม่มีผิด”

ศราวณีปาดน้ำตาอย่างอ่อนแรง ความสุขที่ได้แต่งงานกับวรทย์อย่างนั้นเหรอ แม้แต่ความสุขจอมปลอม อมราก็ไม่ยอมให้เธอได้สัมผัสมันเลยหรือนี่

เสียงประตูเปิดและคนที่ปรากฏตัวก็คือคนที่วรทย์ฝากให้อยู่เป็นเพื่อนคนป่วย ศิระมีสีหน้าตกใจที่เห็นว่าใครอยู่ในห้องนอกเหนือจากศราวณี

“คุณน้า...มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“เพิ่งมา และก็จะกลับแล้ว”

ศิระหันไปทางน้องสาวแล้วความตกใจก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น แม้ศราวณีจะหยุดร้องไห้แล้วแต่ยังมีคราบน้ำตาเป็นหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเขาจะเข้ามาอยู่ เขาหันไปทางญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรักด้วยสีหน้าไม่พอใจ ระงับอารมณ์และคำพูดที่ไม่สมควรเอาไว้อย่างยากลำบาก

พี่ชายเดินเข้าไปยืนข้างเตียงก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะน้องสาวอย่างอ่อนโยน

“เห็นศรายังหลับอยู่ พี่เลยออกไปโทรศัพท์ข้างนอก ขอโทษนะปล่อยศราไว้คนเดียว ยกโทษให้พี่นะ”

ศราวณีพยักหน้าอย่างว่าง่าย พยายามฝืนยิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนไม่ได้เจ็บปวดมากมายอย่างที่เป็นกังวล แต่มันก็ตบตาพี่ชายได้ไม่เนียนนัก

“อยู่โอ๋แม่คนสำออยไปเถอะ น้ามาเองได้ก็กลับเองได้”

ศิระถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ เดี๋ยวผมจะให้คนขับรถไปส่ง”

“ไม่ต้อง น้าขับรถมาเอง ถ้าแกยังเห็นว่าน้าเป็นน้าอยู่ล่ะก็ แค่เดินไปส่งถึงหน้าลิฟต์ก็ได้”

ศิระหันมาทางน้องสาวอีกครั้ง

“พี่ไปส่งคุณน้าแป๊บเดียว อยู่ได้นะ”

ศราวณีรับคำอย่างว่าง่ายอีกครั้ง สายตาที่ทอดมองทั้งสองคนที่เดินออกไปนั้นมีแต่แววหมองเศร้า

เธอเบื่อกับการเป็นภาระของคนอื่น ถ้าจะเป็นทุกข์ ก็ควรมีแค่เธอคนเดียวที่ต้องเผชิญกับมัน ไม่ต้องการให้คนที่เธอรักต้องมาร่วมรับผิดชอบกับปัญหาที่มองไม่เห็นทางออกของเธออย่างนี้เลย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 06, 2014, 07:23:05 PM โดย สิริเลขา »