ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 7  (อ่าน 945 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 7
« เมื่อ: เมษายน 16, 2014, 11:28:16 PM »
บทที่ 7

   จันทน์กะพ้อกับนักเขียนสมองตันเพื่อนรักเดินทางมาถึงก่อนใครเพื่อน เพราะสองหนุ่มไม่ได้มีเหตุให้หยุดโต้คารมกันกลางทางเหมือนคู่ของน้องสาวกับเกษตรคนใหม่ แถมเจ้ารถคู่ใจก็ไม่โกโรโกโสเหมือนเจ้าฟ้าสะอื้นอีกด้วย ชายหนุ่มจอดรถหน้าบ้าน ยังไม่ทันได้ไปไหนก็ถูกป้าสีนุ่มเรียกให้ขึ้นไปยังเรือนใหญ่ กลิ่นหอมบางอย่างลอยออกมาจากในครัว

   วันนี้สีนุ่มลองทำขนมสูตรใหม่ พอเห็นหลานชาย กลับถึงบ้านเธอจึงรีบดึงตัวเอาไว้และยกถาดขนมกลีบลำดวนฉบับแม่นุ่มชวนชิมมาเสิร์ฟ

   "มาพอดีเลย กำลังหาหน่วยกล้าตาย ชิมขนมให้ป้าหน่อยนะสองหนุ่ม ป้าอยากรู้ว่าสูตรนี้ใช้ได้หรือเปล่า เผื่องานลอยกระทงปลายปีนี้ป้าจะได้ทำขายคู่กับกระทงของป้าศรีนวลเขา"

   “หุ่นอวบอ้วน ผิวขาวนวลกำลังดี ขอให้พี่จันทน์ชิมหน่อยนะจ๊ะ” เจ้าของสวนดอกไม้หยิบขนมขึ้นมาเอ่ยเสียงหวาน ก่อนจะส่งมันเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เพราะความเหนื่อยที่ต้องตะลอนส่งของทั่วจังหวัด จากตอนแรกที่ตั้งใจจะแค่ชิมสองหนุ่มก็เผลอลืมตัวจัดการขนมถาดนั้นจนเกือบหมดในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะโหราที่เคี้ยวจนแก้มตุ่ย หลังจากวางแก้วน้ำหวานลง นักเขียนหนุ่มก็ฉีกยิ้มประจบเจ้าของขนมทันที

   “อร่อยที่สุดเลยจ้ะป้า”

   “จริงเหรอลูก” ป้าสีนุ่นอุทานอย่างตื่นเต้น ก่อนบอกอย่างยินดี “งั้นกินเยอะๆ นะ เดี๋ยวป้าไปทำให้ใหม่ อันนี้อร่อยแล้วใช่ไหมพ่อจันทน์ พ่อโหร ใช้ได้นะ”

   “อร่อยที่สุดเลยครับป้า” สองหนุ่มประสานเสียง ผู้เป็นป้ายิ้มแก้มปริรีบกลับเข้าครัวเพื่อทำขนมเพิ่ม

   จันทน์กะพ้อไม่รอช้า นั่งเหยียดขาผ่อนคลาย เท้ามือหนึ่งไปด้านหลัง อีกมือก็นั่งลูบท้องอย่างแสนสุข ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มแอบมองเพื่อนอย่างครุ่นคิด พอลับหลังป้าหนุ่มสวนดอกไม้ก็เริ่มลงมือทำตามแผนที่ผุดขึ้นระหว่างทาง มันคงไม่ราบรื่นนักหากไอ้โหรยังนั่งตาแป๋วอยู่ตรงนี้ เขาคิดออกแล้วแต่ต้องไล่ไอ้เพื่อนซื้อบื้อไปไกลๆ ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวเหยื่อจะไหวตัวทัน ไอ้โหรมันยิ่งไม่เหมือนชาวบ้านเขาเสียด้วย

   "แกไปอาบน้ำอาบท่าไปไอ้โหร เย็นนี้ค่อยมากินข้าวที่นี่ แล้ววันนี้กรุณาแต่ตัวให้หล่อๆ หน่อยนะ อย่าเที่ยวได้ใส่ผ้าขาวม้ามาเชียวละแก เกรงใจลุงเบิ้ม"

   "ทำไมวะ นุ่งผ้าขาวม้ามันโล่งๆ สบายดีออก ทำอย่างกับฉันไม่เคยนุ่งผ้าขาวม้านั่งกินข้าวกับลุงเบิ้มอย่างนั้น แกบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าให้ทำตัวสบายเหมือนที่นี่เป็นบ้านฉัน" โหรากำลังเพลิดเพลินกับขนมกลีบลำดวนที่เหลืออย่างเอร็ดอร่อยหยุดเถียงเพื่อน เพราะตอนนี้เขาเริ่มชินกับการนุ่งผ้าขาวม้ามากขึ้นแล้ว เพิ่งรู้ว่ามันสบายกว่าใส่กางเกงตั้งเยอะ   แต่กระนั้นหนุ่มนักเขียนก็ยอมลุกเดินลงจากเรือนใหญ่หลังจากจัดการกับขนมที่เหลือจนหมด โหราไม่นึกเฉลียวใจเลยว่าเพื่อนรักคิดก่อการใหญ่ลับหลัง

   จันทน์กะพ้อแอบย่องมาชะโงกหน้ามองจนแน่ใจว่าเหยื่อพ้นพื้นที่อันตราย ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงพลางกดเบอร์น้องสาวนอกไส้และออกคำสั่งแบบรวดเดียวจบ

   "ตะเพียน เดี๋ยวเย็นนี้มากินข้าวที่บ้านลุงเบิ้มนะ มีแขกคนสำคัญจะแนะนำให้รู้จัก อ้อ...แล้วถ้ารักพี่วันนี้ขอให้ทำตัวสวยๆ ประดุจเทพีเลยนะน้อง อะไร ไม่บอก อย่าๆ อย่าเพิ่งสงสัย อยากรู้อะไรมาหาคำตอบเอง แค่นี้นะ"

   เจ้าของสวนดอกไม้ยิ้มอย่างหมายมาด แค่นี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนจันทน์กะพ้อ ที่เหลือก็แค่นั่งเวลารอให้สองคนนี้โคจรมาพบกัน อู๊ย...กามเทพจันทน์แทบรอไม่ไหวแล้ว

   เสียงเครื่องยนต์ของเจ้าฟ้าสะอื้นของเพลินตะวันเคลื่อนเข้าไปจอดที่โรงรถ แม้จันทน์กะพ้อจะได้ยินแต่ความปลื้มปิติกับแผนการ ยังทำให้ชายหนุ่มหน้าบานเป็นกระด้งแถมยังนั่งยิ้มหวานกับถาดขนม จนกระทั่งเพลินตะวันโผล่หน้าขึ้นมาบนเรือน

   "นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรพี่ นี่อย่าบอกนะว่าคิดถึงนางเอกลิเกจนตาลาย" เพลินตะวันแขวะพี่ชายด้วยใบหน้าเซ็งที่สุด "ลุงเบิ้มยังไม่กลับอีกเหรอ แล้วเกษตรเขาจะเอาเสื้อผ้าที่ไหนผลัดล่ะ"

   "เกษตรอะไรของแกวะ"

   "นู่นไง เกษตรคนใหม่ของตำบลเรา" น้องสาวบุ้ยหน้าไปด้านหลังพร้อมเปิดโอกาสให้พี่ชายได้ยลโฉมเกษตรคนใหม่ชัดๆ

   "เฮ้ย!" จันทน์กะพ้อตกใจแทบหงายท้อง เพราะเกษตรคนใหม่ดันกลายเป็นคนที่ยัยเพลินคว้ามาผิดตัว มาได้ไง ชายหนุ่มส่งสายตาเชิงถามไปที่น้องสาว

   "บังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิต เซอร์ไพรส์ไหมพี่" เพลินตะวันยักไหล่ตอบได้น่าหมั่นไส้ที่สุด

   “เออ...มาก” จันทน์กะพ้อตวัดสายตามองน้องเคืองๆ คนอุตส่าห์ถามเงียบๆ ไม่อยากให้แขกแตกตื่น แต่นังน้องแสบดันตอบได้ น่าดีดกะโหลกสั่งสอนสักที

   "อย่ามัวมานั่งตาค้างอยู่พี่ เกษตรเขาเพิ่งกลับจากช่วยชาวบ้านกรอกทรายใส่กระสอบ คงเหนียวตัวแย่แล้วมั้ง กระเป๋าเสื้อผ้าก็ติดรถลุงเบิ้มไปอีก ฉันวานพี่จันทน์หาเสื้อผ้าให้เขาผลัดก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันมา" เพลินตะวันกลับหลังหันเดินลงบันได

   "แกจะไปไหน" พี่ชายรีบถาม เมื่อน้องก้าวลงบันไดได้สองขั้น

   "จะไปอาบน้ำไงพี่ ร้อนจะตายอยู่แล้ว" คนที่ยังไม่ทันได้ไปไหนตะโกนตอบพร้อมก้าวต่อ

   "ไอ้โหรมันกำลังอาบอยู่ แกอย่าเพิ่งไป ขึ้นมาคุยกับฉันก่อน"

   "ฉันก็ไม่ได้จะเข้าไปอาบห้องเดียวกับพี่โหรนะพี่" เพลินตะวันเดินลงบันไดอีกขั้น จันทน์กะพ้อก็ว่าอีก

   "นั่นแหละมันน่าเกลียด มานั่งเล่าเรื่องเกษตรให้ฉันฟังดีกว่า เป็นไงมาไงกัน" หนุ่มสวนดอกไม้ขยับที่ให้เกษตรคนใหม่ "มาครับเกษตร มานั่งก่อน"

   เกษตรคนใหม่นั่งลงอย่างว่าง่าย ความจริงแล้วสักวาขี้เกียจยืนฟังสองพี่น้องเถียงกันมากกว่า แค่นี้ก็ปวดขาปวดแขนจะแย่ ยัยผีกะหล่ำนี่ก็ดื้อน่าดู ส่วนคนพี่ก็หวงเกินเหตุ จะหวงทำไม วัยใกล้คานขนาดนี้จะมีใครก็ให้มีไปเถอะ...เป็นเขาหน่อยไม่ได้ จะแถมกะหล่ำให้อีกสองคันรถเลยด้วยเอ้า!

   ผู้บ่าวสายเลือดสารคามได้แต่นั่งมองหน้างอๆ ของสาวสวนผัก จันทน์กะพ้อเดินหายเข้าไปหยิบขวดน้ำเย็นและแก้วมาเตรียมให้ สักวาเทน้ำบริการตัวเองและนึกปลงอนิจจังกับชะตาชีวิตตัวเอง ดูเหมือนลักขณาราศีเกิดของเขาจะถูกดาวมฤตยูเคลื่อนทับดวงชะตาเป็นแน่ เขาถึงหนีไม่พ้นคนเพี้ยนๆ ในตำบลนี้

   โอ้...พระพรหมใยต้องส่งผมมาที่นี่ ต่อให้มันบังเอิญ โลกกลม ผมก็กลุ้มนะคร้าบบบบ!!!




   ดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนลงต่ำจนลับหาย เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำถูกทดแทนด้วยแสงนีออนจากหลอดไฟจอมประหยัด รถผู้ใหญ่เบิ้มตีโค้งผ่านรั้วบ้านแล่นเข้าไปจอดป้ายประจำรวมกับรถของหลานๆ ข้าราชการระดับท้องถิ่นลงจากรถและกระชับปมผ้าขาวม้าที่ผูกเอวให้แน่น ก่อนเดินขึ้นเรือนตามกลิ่นหอมของอาหารที่ภรรยาสุดที่รักเตรียมไว้คอยท่า

   "กลับมาแล้วเหรอพี่ผู้ใหญ่ เหนื่อยไหมพี่ นี่น้ำเย็นจ้ะ" สีนุ่นเดินออกมาต้อนรับคู่ชีวิตพร้อมกับส่งแก้วน้ำเย็นชื่นใจให้

   "ขอบใจจ้ะแม่นุ่ม" ผู้ใหญ่ยิ้มกว้างพลางชะเง้อหาหลานๆ "พวกนั้นไปไหนกันล่ะ เจ้าเพลินพาเกษตรกลับมาถึงหรือยัง"

   "ถึงแล้วจ้ะพี่ หนุ่มๆ เขานั่งคุยกันอยู่ข้างในนั่นแหละ ส่วนแม่หลานสาวเห็นบอกว่าจะไปอาบน้ำ อีกเดี๋ยวคงโผล่มา"

   "งั้นพี่เบิ้มไปอาบน้ำบ้างดีกว่า เดี๋ยวได้ออกมากินข้าวกัน หิวไส้จะขาดอยู่แล้ว" พ่อบ้านร้อยบุญลูบพุงอ้อน "เออ...แล้วบ้านพักของเกษตรหวาเรียบร้อยหรือยังแม่นุ่ม"

   "ฉันให้ชะอมจัดการทำความสะอาดและเอาเครื่องนอนไปให้ครบแล้ว เข้าพักได้เลยจ้ะ แต่เห็นว่ากระเป๋าเสื้อผ้าของเกษตรอยู่ท้ายรถของพี่นี่"

   “ใช่ พี่เพิ่งนึกได้ตอนที่ไปถึงบ้านกำนันนั่นแหละ จะเอากลับมาให้ก็น่าเกลียด เดี๋ยวผู้ใหญ่หมู่อื่นเขาจะรอนาน แล้วนี่เกษตรอาบน้ำอาบท่าหรือยัง”

   “เรียบร้อยจ้ะ ก็เอาเสื้อผ้าพ่อจันทน์ให้ยืมก่อน หุ่นใกล้ๆ กัน ใส่ด้วยกันได้”

   "แหม...เมียพี่นี่สุดยอดสตรีหมายเลขหนึ่งของหมู่บ้านจริงๆ" เพิ่มบุญยกนิ้วโป้งชื่นชม

   “พี่ก็มายอฉัน เด็กๆ เขาจัดการกันหรอก” สีนุ่มตีที่อกสามีเบาๆ แก้เขิน ก่อนจะเดินไปเปิดฝาชีโชว์กับข้าวยั่วน้ำย่อย

   ผู้ใหญ่เบิ้มจุ๊ปากราวจิ้งจก เอ่ยชมเมียรักไม่ขาดปาก ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเขาทำบุญด้วยอะไร ชาตินี้ถึงได้สุดยอดภรรยาอย่างสีนุ่มมาแนบข้าง ตลอดชีวิตสมรสที่ผ่านมา ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่จะทะเลาะเบาะแว้งให้ขุ่นข้องหมองใจ บ้านจึงได้อบอุ่นเสมอมา แม้ว่าลูกชายคนเดียวของผู้ใหญ่และสีนุ่มจะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็ได้หลานสองคนซึ่งเอ็นดูราวลูกในไส้มาทำให้คลายเหงา เพิ่มบุญหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ก่อนเดินหายเข้าไปในห้อง





   สักวานั่งหันหน้ามาทางด้านนอก เขาจึงมองเห็นผู้ใหญ่ที่อาบน้ำประแป้งจนขาวไปทั้งตัว เดินเข้ามาพร้อมกับป้าสีนุ่ม ชายหนุ่มจึงส่งยิ้มทักทาย จันทน์กะพ้อหันกลับมาเห็นลุงกับป้าก็ขยับตัวให้ผู้ใหญ่ได้มีที่นั่ง หากแต่ลุงเบิ้มส่ายหน้า บุ้ยใบ้ให้ย้ายไปที่ระเบียงบ้าน

   "ไปครับเกษตร ลองชิมฝีมือป้านุ่มดู รับรองอร่อยจนลืมกลืน"

   "แล้วคุณโหรล่ะครับ" สักวาถามถึงชายอีกคนที่หายเข้าครัวไปเมื่อสักพัก กระทั่งตอนนี้ยังไม่กลับออกมา

   "ช่างมันเถอะเกษตร ไอ้โหรมันคงไม่หลงในครัวจนหาทางออกไม่ได้หรอก" จันทน์กะพ้อโบกมือว่อน ไม่สนใจเพื่อน

   "ก็ไม่แน่นะครับ" สักวาเอ่ยแซวขำๆ หลังจากได้พูดคุยกันพักใหญ่ ก็พอจับเค้าได้ว่าโหราจัดเป็นหนุ่มประเภทไม่เต็มเต็งนักและจันทน์กะพ้อก็ช่วยยืนยันความคิดอีกแรงว่านักเขียนคนนั้นเป็นยอดบุรุษสุดรั่ว

   เพลินตะวันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนใบหน้าผ่องใสเดินขึ้นเรือนมา กลิ่นแป้งเด็กโชยเข้าจมูกของชายหนุ่ม มันส่งผลให้สักวารู้สึกอ้างว้างอย่างหาที่เปรียบมิได้ หากได้ชิดใกล้จินตหราวาตีเฉกเช่นตอนนี้เขาคงรู้สึกดีไม่น้อย จมูกของเขาคงได้สัมผัสและรับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงระยับ รับประกันความรัญจวนชวนฝัน ไม่ใช่กลิ่นแป้งเด็กไร้เดียงสาแบบที่เพลินตะวันใช้ เฮ้อ...หดหู่หัวใจชะมัด

   เสียงถอนหายใจของสักวาดังเกินกว่าที่คิดไว้ ผู้ใหญ่เบิ้มจึงถามด้วยความเป็นห่วง "เกษตรกินกับข้าวบ้านนอกได้หรือเปล่าครับ"

   "ได้ครับผู้ใหญ่" ชายหนุ่มรีบอธิบายแก้ความเข้าใจอีกฝ่าย "จริงๆ ผมก็เป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกันครับ กับข้าวของป้านุ่มน่ากินมากครับ คงอร่อยน่าดู"

   "ไม่คงหรอกเกษตร กับข้าวของหม่อมป้าถนัดนุ่มนะ สุดยอด" จันทน์กะพ้อยกยอป้าสะใภ้ เพลินตะวันหมั่นไส้จึงว่าแขวะ บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มครื้นเครงด้วยเสียงหยอกล้อของพี่น้องที่นั่งล้อมวง จนกระทั่งเสียงใสๆ ของใครอีกคนแทรกแทรกเข้ามา

   "โอ้โฮ...วันพิเศษอะไรคะเนี่ย กับข้าวเต็มโต๊ะเลย"

   "อ้าว...ตะเพียน มาลูกมา นั่งข้างป้าก็ได้ กินข้าวกันลูก" สีนุ่มเอ่ยชวน พลางตักข้าวใส่จานให้หญิงสาว

   "แหม...นี่ถ้าพี่จันทน์ไม่โทรไปชวน ตะเพียนคงพลาดลาภปากมื้อนี้แน่ๆ" สาวร่างทรงนั่งลงข้างสีนุ่มและตรงข้ามกับเพลินตะวัน พลางส่งยิ้มให้กับแขกแปลกหน้า

   "ตะเพียน นี่เกษตรหวา เกษตรตำบลคนใหม่ของบ้านเรา รู้จักกันไว้" ผู้ใหญ่เบิ้มแนะนำคนสำคัญของหมู่บ้านให้ได้รู้จักกัน

   "สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะเกษตรหวา ฉัน...ตะเพียนทองค่ะ หรือเกษตรจะเรียกตะเพียนตามอย่างลุงผู้ใหญ่กับป้านุ่มก็ได้" หญิงสาวส่งยิ้มผูกมิตร

   สักวายิ้มตอบ เริ่มรู้สึกว่าเขาเจอคนที่ไม่เพี้ยนบ้างแล้ว “สวัสดีครับคุณตะเพียน ยินดีเช่นกันครับ”

   "เอ...แล้วนี่พ่อโหรหายไปไหนล่ะพ่อจันทน์ ไปตามมาเร็วเกษตรหิวแย่แล้วได้ข่าวว่ากรอกทรายใส่กระสอบตลอดบ่ายเลยไม่ใช่เหรอ"

   "ไม่เป็นไรครับป้านุ่ม ผมยังไม่หิวเท่าไร" แต่ในใจค้านหัวชนฝา สักวาหิวจนจะกินช้างได้อยู่แล้ว นายนักเขียนหายไปไหนนะ

   "นี่ยังมีแขกอีกเหรอจ๊ะ บ้านนี้คึกคักดีจัง" ตะเพียนทองยิ้มในตาเป็นประกายสนุกสนาน ช่างเป็นอิริยาบถที่น่ารัก จนเพลินตะวันยังนึกละอาย เพราะให้ตายเธอก็ไม่มีวันเลียนแบบความสดใสมีชีวิตชีวาของเพื่อนได้

   "มีเพื่อนพี่จันทน์อีกคนหนึ่ง ชื่อพี่โหร เดี๋ยวก็ได้เจอ คนนี้น่าจะถูกชะตากับแกนะตะเพียน เพราะว่าพี่เขาเป็นนักเขียน"

   ไม่ทันขาดคำโหราก็พาใบหน้าแฉล้ม ยิ้มกว้างมาแต่ไกล "ใครอยากเจอพี่เหรอจ๊ะน้องเพลินคนสวย"

   นักเขียนหนุ่มเลือกนั่งเก้าอี้ถัดจากตะเพียนทอง เพราะเล็งแล้วว่าสมดุล ฝั่งตรงข้ามมีไอ้เพื่อนรัก น้องเพลินและเกษตรหวา ฝั่งเขาก็จะเป็นป้านุ่ม และ...และใครหว่า คิ้วเข้มขมวดครุ่นคิด แขกสาวผู้นี้โผล่มาได้ไง ชายหนุ่มพยายามเหล่และเล็ง จังหวะเดียวกับที่ตะเพียนทองหันมามองเขา และนั่นจึงทำให้ทั้งคู่ประสานสายตากันโดยบังเอิญ

   เฮ้ย!!!

   สองเสียงอุทานพร้อมเพรียง หากแต่อารมณ์คงต่างกันชนิดสุดลิ่ม โหรานั้นยิ้มร่าราวกับฟ้าเป็นใจจับเธอมาวางไว้ข้างๆ ขณะที่ตะเพียนทองก็ขนลุกขนพองบอกไม่ถูกที่ได้เจอโจทก์เก่า โลกมันแคบได้ขนาดนี้เชียวหรือ เธอถึงเจอไอ้บ้ากามคนนี้ง่ายๆ อย่างกับนัดกันไว้ ทำไมน้องจุกไม่เตือนกันบ้างนะ

   "ร้องพร้อมกันแบบนี้ พวกแกรู้จักกันแล้วรึ" จันทน์พ้อจ้องจับผิดเพื่อนตัวและเพื่อนน้องสาว

   "ปะ เปล่าหรอกพี่ คุณคนนี้แค่หน้าคล้ายๆ กับไอ้โรคจิตคนหนึ่งที่ฉันเจอที่ตลาดน่ะ" ตะเพียนทองจงใจบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ความนัยว่าเธอไม่อยากยุ่งกับเขา

   ด้วยสัญชาตญาณของนักเขียนผู้ปราดเปรื่องมีหรือโหราจะไม่เข้าใจความหมาย แน่นอนละว่าการเจอกันครั้งแรกที่ไม่ค่อยประทับใจระหว่างพระนาง ย่อมนำมาซึ่งเหตุการณ์มากมายจนสุดท้ายได้รักกัน แล้วเมื่อสวรรค์เป็นใจประเคนคนที่ใช่มาให้ถึงที่แบบนี้ เรื่องอะไรเขาจะปล่อยให้เธอหลุดมือไปล่ะ ไม่มีทางซะหรอก

   "เออใช่ไอ้จันทน์ ฉันก็ไม่รู้จักคุณคนนี้หรอก แค่หน้าคล้ายๆ กับสาวสวยคนหนึ่งที่ฉันเจอที่ตลาดเมื่อวันก่อน สวยสะเด็ดเผ็ดร้อน เห็นแล้วอยากจะช้อนด้วยวงแขนแล้วพาเธอไปท่องแดนเนรมิต" นักเขียนหนุ่มวาดลีลาคารม ก่อนแสร้งถอนหายใจด้วยใบหน้าแสนเศร้า "แต่น่าเสียดายว่ะ เจ้าหล่อนจะรู้ไหมนะว่าขโมยหัวใจฉันไปทั้งยวง"

   "ไอ้บ้า หัวใจอะไรของแก ทั้งยวง มันต้องทั้งดวงสิวะ" จันทน์กะพ้อช่วยแก้

   "ก็มันไม่ใช่แค่หัวใจอย่างเดียวนี่หว่า เจ้าหล่อนนะเอาตับ ไต ไส้ ม้ามของฉันยกยวงไปหมด" โหรารำพัน ขณะที่โจรขโมยหัวใจคันไม้คันมือยิกๆ อยากจะฟาดใบหน้ากวนๆ ด้วยจานสักเปรี้ยง

   "นั่นมันคนหรือปอบแน่วะ" จันทน์กะพ้อค่อนขอด

   ตะเพียนทองถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ร่างทรงสาวไอจนหน้าตาแดงก่ำ ชายหนุ่มข้างๆ ก็ใจดีรีบส่งแก้วน้ำให้ ตบท้ายด้วยการวางฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังบอบบางคล้ายลูบหลังเด็ก ทว่าคนถูกลูบรู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ใช่

   "เอามือคุณออกไปจากหลังฉัน" หญิงสาวขู่เสียงเขียว

   "ก็ผมเป็นห่วงคุณนี่ครับ" หนุ่มกรุงยิ้มเก๋ ก่อนจะคอหด เมื่อโดนสาวเจ้าตวาดอีกหนึ่งแว้ด นั่นแหละมือใหญ่ถึงยอมหยุด

   "สำลักอะไรลูก ดีขึ้นไหม" สีนุ่มถามพร้อมวางมือลูบหลังแทนโหรา

   "ดีขึ้นแล้วจ้ะป้า ฉันว่าเรากินข้าวกันเถอะจ้ะ เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมด ฉันไม่อยากกลับบ้านดึกด้วย" ตะเพียนทองอยากกลับซะเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่เกรงใจลุงกับป้าของเพลินตะวันแล้วละก็ นายนักเขียนปากดีนั่นโดนไปแล้ว

   "เอาๆ งั้นลงมือเลยเกษตร ตามสบายครับ คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของเกษตรอีกหลังแล้วกัน" ประธานหัวโต๊ะบอก และลงมือตักกับข้าวให้ศรีภรรยาด้วยความเคยชินเป็นอันดับแรก ก่อนตักใส่จานของตน

   อาหารมื้อแรกที่บ้านร้อยบุญรสชาติอร่อยสมราคาคุยของเจ้าถิ่น ความหิวทำให้สักวาเจริญอาหารขึ้นอีกเท่าตัว บรรยากาศบนโต๊ะยังคงมีเสียงคุยบ้างเป็นครั้งคราว การแลกเปลี่ยนข้อมูลเบื้องต้น ทำให้ทุกคนรู้ว่าสักวาคือบุตรชายหมอลำชื่อดังแห่งโกสุมพิสัย กระนั้นก็ยังไม่วายถูกสาวข้างๆ กระเซ้าเสียตรงจุด

   "เกษตรน่าจะจีบนางไหเป็นแฟนนะท่าทางจะเกื้อกูลกันน่าดู" พูดจบก็หัวเราะคิกคัก ขัดหูคนฟังเป็นที่สุด

   "เป็นแฟนนางไหน่าจะสบายกว่า จีบพวกแม่ค้าขายผัก ขายปลานะครับ อย่างน้อยก็เจริญหูเจริญตามากกว่า" สักวาตอบเรียบๆ

   "ฮั่นแน่ เกษตรหวา...พูดแบบนี้ แอบมีนางไหเป็นแฟนอ๊ะเปล่า" โหราจับไต๋เขาได้ คำถามของหนุ่มนักเขียนทำให้ทุกสายตาจดจ้องรอคอยคำตอบอย่างจดจ่อ รอยยิ้มน้อยๆ ประดับใบหน้าเกษตรหนุ่มยืนยันคำตอบได้เป็นอย่างดี "อ๊ะๆ ยิ้มแบบนี้ ไม่ผิดแน่ ที่แท้ก็แอบซ่อนนางไหในสี่ห้องใจนี่เอง กิ้วๆ"

   "ไอ้โหร ไอ้บ้า ไปล้อเกษตรเขาทำไมวะ" จันทน์กะพ้อห้ามยิ้มๆ กลัวเกษตรหนุ่มจะเขิน

   หนุ่มนักเขียนหุบปากทว่ารอยยิ้มยังไม่จางจากใบหน้าคมเข้ม ผู้ใหญ่เบิ้มและภรรยารวบช้อนแล้วนั่งฟังหนุ่มๆ สาวๆ กระเซ้าเย้าแหย่กัน

   "แล้วคุณโหรล่ะครับ หนีกรุงมาอยู่นี่ สาวๆ แฟนคลับคงคิดถึงแย่"

   โหราจะตอบ แต่จันทน์กะพ้อเร็วกว่า "อู๊ย...เกษตรหวาพูดอะไรอย่างนั้น หนังหน้ายังไอ้โหรเนี่ยนะใครจะไปคิดถึงลง ทั้งบ้าทั้งรั่ว"

   "ทำไมดูถูกกันอย่างนี้ล่ะไอ้จันทน์เพื่อนรัก ถึงจะรั่วจะบ้าแต่ว่าผมก็รักจริงนะครับคุณตะเพียน”

   ทั้งโต๊ะหัวเราะฮากับท่าทางออดอ้อนของโหรา แค่มองตาก็รู้แล้วว่านักเขียนหนุ่มจากเมืองฟ้าอมรพลัดตกลงไปในหลุมรักสาวบ้านร้อยบุญโครมเบ้อเร่อ

   ฝ่ายสาวสติดีอย่างตะเพียนทองแทบไม่ต้องไตร่ตรองมากมาย อย่างไรเธอก็ไม่หน้ามืดไหลตามน้ำไปกับโหราแน่ๆ มือเรียววางแก้วน้ำกระทบกับโต๊ะดังกึก ดวงตาคมกริบมองชายหนุ่มราวจะกินเลือดกินเนื้อ หากแต่ยังไม่มีวาจาใดๆ เล็ดลอดออกมา แต่ท่าทางอย่างนั้นก็ชัดเจนว่าตะเพียนทองไม่ได้ฮาด้วย

   "อิ่มแล้วเหรอลูก"

   "จ้ะป้านุ่ม" ตะเพียนทองตอบขรึมๆ พร้อมเปลี่ยนประเด็นไปถามเพื่อนสาว "เรื่องน้ำพอไหวไหมเพลิน"

   "ถามผู้ใหญ่สิ มาถามอะไรฉันละ" คนถูกถามโบ้ยให้ลุงเป็นคนตอบ

   ผู้ใหญ่ขมวดคิ้ว ใบหน้าเครียด "ไม่น่าจะมีปัญหานะ เมื่อกี้ตอนประชุม กำนันก็บอกว่าน้ำข้างบนเริ่มเพลาๆ ลงแล้ว แต่ก็ยังไว้ในใจไม่ได้"

   "เพลาๆ บ้างก็ดีแล้วละจ้ะ จะได้แก้ปัญหาทีละเรื่อง" สาวร่างทรงยิ้มอย่างเบาใจ ไม่ยอมชายตาแลคนข้างๆ โหราอ้าปากค้างมาหลายรอบ ครั้งนี้ก็เช่นกันหนุ่มนักเขียนพูดไม่ทันอีกจนได้ เมื่อตะเพียนทองชิงถามเพลินตะวันตัดหน้าเขา "แกคุยเรื่องนั้นกับเกษตรหวาหรือยังยัยเพลิน"

   เรื่องนั้น เรื่องไหน เรื่องอะไรกัน ชายผู้ถูกเอ่ยถึงมองตะเพียนทองอย่างสนใจ เมื่อสาวฝั่งตรงข้ามเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เขาก็ยิ่งงงหนัก ยัยผีกะหล่ำมีปัญหาอะไรขึ้นมาอีกล่ะคราวนี้   
[/color]

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 7
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2014, 07:32:18 PM »
ผู้ใหญ่เบิ้มจุ๊ปากราวจิ้งจก  << ฮ่าๆๆ ชอบค่ะชอบ
คุณจิเขียนได้ตลกดีค่ะ อ่านเพลิน อารมณ์ดีเลย
เป็นกำลังใจให้เขียนจบและได้พิมพ์ทันทีเลยนะคะ ^_____^