ผู้เขียน หัวข้อ: ของหวาน...ของหัวใจ - บทที่ 10 จับตัวตีตราจอง  (อ่าน 737 ครั้ง)

เหมือนพระจันทร์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 34
    • ดูรายละเอียด
กวีณาตื่นสายกว่าทุกวัน สองวันที่ผ่านมา หญิงสาวผจญภัยอยู่กับการเป็นอาสาสมัครพาผู้อาวุโสและเด็กกำพร้าเที่ยวทะเลร่วมกัน ทุกคนสนุกสนานร่าเริงสมกับที่เธอต้องเลือดตาแทบกระเด็นต่อรองเจรจากับโรงแรมนับสิบแห่ง สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่มักจะมีนักท่องเที่ยวใช้บริการมากมายจนไม่คิดจะง้อใคร หญิงสาวใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมเปียกชื้นไม่สนใจใยดีมันสักเท่าไหร่ ตั้งใจจะใช้ชีวิตช้าๆ ขี้เกียจแบบนี้ไปตลอดทั้งวัน

พักผ่อน
พักเอาแรงเตรียมตัวเอาไว้สำหรับงานต่อไป
การพาคนสองช่วงวัยมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาพร้อมกันได้ผลดีทีเดียวในด้านของการเยียวยาจิตใจ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หมายเลขบนหน้าจอไม่คุ้นตา ไม่มีการบันทึกเอาไว้

“สวัสดีค่ะ”กวีณาคาดเดาว่าน่าจะเป็นอาสาสมัครหรือมูลนิธิใดสักแห่งที่ส่งเบอร์เธอต่อๆ กันมา “คุณมาลาตีปวดท้องนะคะ ได้ๆ ค่ะ ไม่เกินยี่สิบนาทีสโนว์น่าจะไปถึง”

หญิงสาวจัดการกับตัวเองอย่างเร็วๆ ลืมสิ้นตรรกะเหตุผล แม่ของธิปกร้องโอดโอยอยู่ปลายสาย แทนที่มาลาตีจะโทรศัพท์หาลูกๆ หรือโรงพยาบาล แต่ผู้อาวุโสกลับเลือกจะโทรศัพท์หาเธอ

คนนอกครอบครัวที่เพิ่งจะรู้จัก

กวีณาใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีไปถึงบ้านธิปก บ้านฝาแฝดหลังใหญ่สองหลังที่ตั้งอยู่อาณาเขตรั้วเดียวกันเงียบสงบต่างจากวันที่เธอมาค้างแรม คนป่วยแต่งตัวสวยด้วยผ้าไทยๆ นั่งรอเธออยู่ก่อนแล้วคุณมาลาตีสวยงามเพียงเครื่องแต่งกายแต่ใบหน้าซีดเซียวปราศจากสีสัน  หญิงสาวรีบประคองอีกฝ่ายขึ้นรถ ขอโทษขอโพยผู้ใหญ่ในความคับแคบของยานพาหนะ นิสสันเอ็นวีสีขาวค่อนข้างเล็กอยู่แล้ว แถมยังมีอุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์สันทนาการมากกว่ายามปกติ


“อย่าหาว่าฉันสอดรู้สอดเห็นเลยนะ”มาลาตีรับรู้ข้อมูลข่าวสารของหญิงสาวมาครบถ้วน เพียงต้องการทวนซ้ำให้แน่ชัด

ก่อนจะจับตัวตีตราจองต้องมั่นใจว่ากวีณามีดีจริง ไม่ได้เสแสร้งหรือปรุงแต่ง

“ถามมาได้เลยค่ะ”กวีณาหันกลับมามองมาลาตีเพียงแวบเดียว ก่อนมุ่งมั่นกลับถนนหนทางข้างหน้า โชคดีที่โรงพยาบาลประจำตัวมาลาตีอยู่ไม่ไกลนัก ซ้ำเธอยังทราบเส้นทาง

“ธิปกซื้อรถคันนี้ให้เธอ”

“ใช่ค่ะ คุณปกซื้อให้”โบนัสชิ้นแรกในการทำงาน “พิเศษ”

“แล้วทำไมเธอไม่เลือกให้มันใหญ่โต หรูกว่านี้สักหน่อย”มันไม่ใช่เพียงคับแคบ ยังไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกทันสมัยใดๆ

“ไม่ไหวคะ สโนว์อยากให้มันบรรทุกของได้เยอะสักนิด ถ้าตัวใหญ่กว่านี้คงเลือกรถกระบะแล้วค่ะ แต่นั้นก็ใหญ่เกินไปขับไม่ไหว”กวีณาส่ายหน้า ยิ่งบรรจุได้เยอะ หญิงสาวก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองก็จะขนข้าวของเยอะตามไปด้วยจนท้ายที่สุดไม่มีปัญญายกข้าวของลงมา

“เล่มนี้เอาไว้หลอกเด็กหรือจ๊ะ”มาลาตีหยิบจับสมุดเล่มบางๆ ที่มีการ์ตูนตาหวานตัวโตอยู่เต็มพื้นที่

“หลอกให้เด็กๆ ได้ระบายสีค่ะ...ได้ฝัน”

“เธอไม่ได้ทำงานประจำ”

“อยากทำงานประจำเหมือนกันค่ะ แต่แค่เป็นอาสาสมัครประจำคุณปกยังไม่ยอมให้ทำเลย”

“ลูกชายฉัน...ปกเผด็จการขนาดนี้เลยหรือ”มาลาตีกำหมัด ไม่เคยมีสักวันที่สอนลูกให้กระทำกับเพศเดียวกันไม่ให้เกียรติ “สโนว์อย่าไปยอม หนูรู้ไหมช้างนี่มันขับเคลื่อนด้วยเท้าหลัง ช้างเท้าหลังมีอำนาจยิ่งกว่าช้างเท้าหน้า”

ยิ่งพูดของยิ่งขึ้น...
กวีณาอมยิ้มอยากบอกผู้อาวุโสนัก
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับธิปกไม่ใช่คู่รัก คู่ชีวิตจึงไม่มีใครเป็นช้างเท้าหน้า เท้าหลัง
มีเพียงช้างกับควาญช้าง   

“คุณมาลาตีหายปวดท้องแล้วเหรอคะ”หญิงสาวขมวดคิ้ว

“ยังปวดท้องอยู่เลย แต่ฉันจำเป็นต้องกดข่มความรู้สึกเอาไว้ไม่อยากให้เธอต้องตกใจ”ผู้อาวุโสโบกพัดและหนังสือในมือวุ่นวาย เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่สมบทบาท

“อดทนไว้นะคะ เดี๋ยวสโนว์เหยียบคันเร่ง เร่งความเร็วอีกหน่อยดีกว่า”

“ช้าๆ ก็ได้เธอ โบราณว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม”มาลาตีปราม ใช้สองมือกุมท้องตลอดระยะทาง สายตาแอบมองตุ๊กตาญี่ปุ่นบนหน้ากระดาษ

ไม่ได้เสริมแต่ง ไม่มีสีสันบนใบหน้าใดๆ
เพื่อความสมจริง มาลาตีไม่ทำแม้กระทั่งดัดขนตา

กวีณาโล่งอก โรงพยาบาลประจำครอบครัวอำนวยความสะดวกสบายทุกประการให้มาลาตี และเหมือนจะตรวจละเอียดถี่ถ้วนเพราะฝ่ายนั้นหายไปในห้องตรวจเกือบครึ่งชั่วโมง เธอมีบทบาทหน้าที่สำคัญเพียงนั่งรอรับยา คุยกับแพทย์ที่ทำการรักษานิดหน่อย

หญิงสาวไม่ทันได้สังเกต
มาลาตีออกมาจากห้องตรวจด้วยใบหน้าที่มีสีสันจากเครื่องสำอาง

“ค่อยยังชั่วค่ะ แค่อาหารเป็นพิษไม่กระทบกระเทือนอวัยวะภายใน”กวีณาถือถุงกระดาษเล็กๆ ในมือ

“เฮอ...ฉันยังต้องมาหาหมออีกตั้งสองรอบ”คนแต่งหน้าสวยแสร้งทำสีหน้าเบื่อหน่ายโลก

“เดี๋ยวสโนว์มาเป็นเพื่อนค่ะ”

“เธอสะดวก”

“สะดวกค่ะ มาได้สองครั้งเลย”ชีวิตผู้หญิงของธิปกแสนจะว่างงาน

มาลาตียื่นกระดาษนัดหมายส่งให้ว่าที่ลูกสะใภ้
ดีใจที่ไม่ต้องเกลี่ยกล่อมกันนาน

“วันนี้ ฉันขอเลี้ยงข้าวเธอเป็นการตอบแทน”

“แต่ว่า แต่”กวีณาโบกมือ

“อย่าปฏิเสธเลยจ๊ะ เรื่องแค่นี้เล็กๆ น้อยๆ”

“คือ...สโนว์”หญิงสาวยิ้มเขินๆ “ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องกินค่ะ หิวเหมือนกัน เพียงแต่หมอให้คุณมาลาตีทานอาหารได้แล้วหรือคะ”

ผู้อาวุโสอมยิ้ม รอบตัวกวีณาฉายชัดรังสีแห่งความสุข แม้จะไม่ใช่รุ้งงามเจ็ดสีหรือเป็นทองอร่าม
   
คนป่วยบอกทางซ้ายขวาให้สารถีนำพารถคันน้อยไปตามทาง ร้านอาหารเล็กๆ ที่ขายเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ ปรุงแต่งน้อยๆ ตามรสนิยมของกวีณาก็ปรากฏขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงอาหาร หญิงสาวยังถูกใจกับชิ้นงานโครเชต์ประดับอยู่ตรงส่วนนั้น ส่วนนี้ของร้าน อย่างเช่น ผ้าม่าน ที่รองแก้ว รองแจกัน พื้นที่ใช้สอยที่มีไม่มากนักตกแต่งด้วยบรรยากาศให้ใกล้เคียงกับการทานอาหารอยู่ในบ้าน กินข้าวพร้อมกับครอบครัว

“อร่อยมากเลยค่ะ”กวีณาเงยหน้าจากจานที่เห็นเพียงแต่สีเขียวเข้ม เขียวอ่อนของสารพัดผัก ก่อนต้องแปลกใจกับท่าทีของมาลาตี ฝ่ายนั้นทำเหมือนเขี่ยไปเขี่ยมา หน้าตาเหมือนป่วยเสียยิ่งกว่าตอนอยู่ที่โรงพยาบาล “คุณมาลาตีเหมือนจะไม่ชอบอาหารแบบนี้”

“หนูสโนว์ทำไมพูดแบบนี้ ฉันชอบมาก ร้านนี้เพื่อนๆ ฉันทุกคนเชียร์ให้มาทานให้ได้เลยนะ”ผู้สูงวัยพยายามทำหน้าปลาบปลื้มสุดชีวิต “สมกับคำร่ำลือ”ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้นข่าวลือ

หลอกลวงประชาชนมาก
มาลาตีฝืนใจใช้ส้อมจิ้มแครอทหั่นฝอยเข้าปาก เลิกฝากความหวังกับน้ำจิ้ม น้ำสลัด
ร้านนี้ทำอาหารได้รสชาติจืดเท่าเทียมกันหมด

แม้จะไม่ได้กินอาหารรสเผ็ดจัดเหมือนลูกชายคนโต แต่ผู้เป็นแม่ก็คาดหวังรสชาติอร่อยถูกใจจากทุกมื้ออาหาร มาลาตีมุ่งมั่นกลับบ้านเมื่อไหร่เธอจะสั่งพิซซ่าสี่ถาด
ล้างปากจากอาหารมื้อนี้

มาลาตีกล้ำกลืนฝืนเอาความจืดเข้าสู่ปากจนหมดจาน

“คุณมาลาตีรับของหวานอะไรดีคะ”

“อายุเยอะมากแล้วจ๊ะ  ไม่ค่อยอยากทานอะไรหวานๆ”มาลาตีคิดถึงไอติมรสมะม่วงทานกับข้าวเหนียวหวานมัน “หนูสโนว์ทานเถอะจ๊ะ”

“น้ำคะน้าแก้วหนึ่งละกันค่ะ”

มาลาตีกลั้นหายใจ น้ำคะน้ายังไม่ทันมาเสิร์ฟ ผู้อาวุโสก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นเขียวลอยมาจากครัว นึกอยากวิ่งหนีไปจากตรงนี้โดยเร็ว

กลั้นใจ!

ดำเนินการต่อตามแผนต่อไป

“ลายคล้ายๆ กับผ้าคลุมไหล่ที่ปกกับซันนี่ให้ฉันเมื่อคืนที่เจอกับสโนว์ครั้งแรกเลย”มาลาตีหลับหูหลับตาจิ้มมั่วๆ ไปที่แผ่นถักโครเชต์สีขาวรองแจกันใส่ดอกไม้   

แม้จะสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวร้านขายผ้าใหญ่ในตลาดพาหุรัดแต่มาลาตีไม่มีฝีมือใดๆ เรื่องแบบนี้ติดตัว

“คล้ายๆ ค่ะ หายากมากแล้วนะคะที่จะถักเอง ตอนนี้เห็นแต่แบบที่ใช้เครื่องจักร”กวีณาเพ่งพินิจ

“สโนว์เก่งนะ ถักผ้าคลุมไหล่ให้ฉัน ถักหมวกให้ปกกับซันนี่”

“ไม่เก่งเท่าไหร่หรอกคะ เพิ่งมาหัดถักไม่นานมานี่เอง พอดีมูลนิธิช่วยเหลือสังคมหนึ่งเขาขาดแคลนคนถักหมวก ถักผ้าพันคอ มีแต่คนบริจาคไหมพรหมก็เลยไปได้วิชามา”

“ฉันก็อยากทำโครงการบริจาคหมวก ผ้าพันคออะไรแบบนี้เหมือนกัน เธอสนใจร่วมงานกับฉันไหม”

“สนค่ะสน ถ้าเป็นเรื่องอาสาสมัครสโนว์สู้ตาย”หญิงสาวตาโต

“ดีเลยจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นเริ่มงานร่วมด้วยช่วยกันตั้งแต่วันนี้เลยนะ”

“ได้ค่ะ ตั้งแต่วันนี้เลยก็ได้ สโนว์อยู่ว่างๆ อยู่แล้ว”หญิงสาวฉีกยิ้มกว้าง
ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเพิ่งกระโจนลงไปในหลุมขนาดใหญ่ที่มาลาตีดักวางเอาไว้
   

กวีณามือไม้อ่อนหมุนพวงมาลัยเข้าสู่อาณาเขตที่คุ้นเคยแต่ไม่นึกอยากจะกลับมาเยือนมันอีก ตั้งแต่วันที่รับงานพิเศษจากธิปก เธอก็ไม่เคยอยากมาวุ่นวายกับงานปกติที่ตัวเองเคยทำ

ความสัมพันธ์บิดๆ เบี้ยวๆ กับธิปกเป็นเรื่องจริง แต่ความตั้งใจดีๆ ของเธอเป็นเรื่องจริงมากกว่า
มากเสียจนไม่อยากถูกมองด้วยสายตาแปลก คำพูดซุบซิบนินทาให้เหนื่อยให้หนักหัวใจ

“เราต้องมาเริ่มงานกันที่นี้หรือคะ”กวีณาสอบถามเพื่อความแน่ใจ

“ที่นี่แหละจ๊ะ วันนี้นัดประชุมกันรอบแรก สโนว์ไม่ต้องกลัวว่าจะตามคนอื่นเขาไม่ทัน”

“สโนว์ไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลยค่ะ สโนว์แค่”จะบอก “แม่”อย่างไรดีว่าเธอไม่อยากพบหน้าลูกชายของท่าน
ลางสังหรณ์บอกว่าธิปกจะไม่พอใจแน่ๆ

รถคันน้อยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งข้างคนขับเป็นใคร

“ถ้าเรื่องนายปก หนูสโนว์ไม่ต้องกังวลใจ ฉันโทรเช็คกับพุดซ้อนแล้ว วันนี้เจ้านายกับลูกน้องคู่นี้จะไม่อยู่ออฟฟิศ ไม่มีใครมาขัดขวางงานของเราได้”

กวีณาอมยิ้ม นึกอยากถอนหายใจยาวๆ โล่งอก

“ส่วนเรื่องคนอื่นๆ”มาลาตีเดาใจว่าท่าลูกสะใภ้ “ฉันคิดว่าสโนว์มั่นคงมากพอที่จะไม่ฟังพวกปากหอยปากปูเม้าท์กันเรื่องไร้สาระ ถอนตัวหนีหายไปจากการช่วยคนอื่น ไปจากงานนี้”

“ไม่ได้มั่นคงขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่เพียงสโนว์มั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดคิดร้ายต่อใคร”

“พร้อมลุยไปกับฉัน”

“พร้อมค่ะ”   

หญิงสาวปลอดโปร่งโล่งใจอยู่ได้เพียงครู่เดียว ผู้ชายที่ยืนคอยรอต้อนรับเธอกับมาลาตีสร้างความหนักใจไม่แพ้กับธิปก
กวีณาเกือบจะลืมไปแล้วว่าชลชาติทำงานอยู่ที่นี้
ต่างคนต่างก้าวถอยหลัง อยู่ห่างกันออกไปเพื่อจะมองกันและกันชัดเจนยิ่งขึ้น


เหมือนจะมองเห็นกันชัดเจนมากขึ้นไปอีกเมื่อเริ่มต้นการประชุม กวีณานั่งตรงข้ามกับชลชาติที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดการวงประชุมและเจ้าของผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ถัดจากชลชาติก็มีหนุ่มๆ สาวๆ อีกสี่คนขนาบข้างชายหนุ่มเอาไว้ กวีณารู้จักแค่เพียงทิพย์ฤทัย มาลาตีนั่งฝั่งเดียวกับตัวเธอ

โครงการเพื่อสังคมของบริษัทครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากสองทาง ทางแรกคือจากตัวมาลาตีที่ในระยะหลังๆ มักจะมีคนมาขอบริจาค เชิญชวนให้ร่วมงานการกุศลในฐานะมารดาของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จลำดับต้นๆ อีกทางก็คือมักจะมีองค์กร บริษัททำโครงการในลักษณะเดียวมาขอส่วนลดพิเศษสินค้า อุปกรณ์กีฬาแลกกับการขึ้นโลโก้ในป้ายประชาสัมพันธ์ สื่อโฆษณา มากเสียจนชลชาติที่กุมบังเหียนด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์อยากทำมันเอง

โครงการที่แรกเริ่มเดิมทีจะบริจาคอุปกรณ์การกีฬาเป็นหลักให้กับโรงเรียนที่ห่างไกล สิ่งอื่นๆ ขยับขยายใหญ่โตในวงประชุม ทุกคนเห็นดีเห็นงามไปกับความคิดของมาลาตี

“ร่างกายต้องแข็งแรงถึงจะเล่นกีฬาได้ ฉันอยากบริจาคพวกเสื้อผ้า หมวกไหมพรมด้วย รู้นะ...ว่ามีคนทำกันเยอะแล้วแต่มันก็ยังไม่น่าจะพอ อากาศวิปริตแปรปรวนขึ้นทุกวัน”

“ดีนะครับ...การขอความร่วมมือกับคู่ค้าอื่นหรือสื่อต่างๆ ก็น่าจะง่ายขึ้น”ชลชาติพยักหน้า

“ปลาดาวเห็นด้วยนะคะแต่น่าจะมีสิ่งอื่นมากระตุ้นให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันถัก...”ทิพย์ฤทัยครุ่นคิด “เช่น ใครบริจาคหมวกไหมพรมห้าใบก็รับเสื้อกีฬา”หญิงสาวที่เป็นน้องใหม่ล่าสุดในทีมแสดงความคิดเห็น “สิบใบรับเป็นเชือกกระโดด”

ผู้ร่วมเข้าประชุมต่างเห็นด้วย
วิธีการของทิพย์ฤทัยได้ประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัท ได้ระบายสินค้าบางอย่างที่ค้างอยู่ในสต็อก

กวีณาเข้ามาพัวพันกับเรื่องราวเพราะเป็นคนเดียวที่พอจะฝีมือเรื่องงานเย็บปักถักร้อยและทำงานอาสาสมัคร หญิงสาวอยากให้โครงการนี้เริ่มตั้งแต่คนในบริษัทเอง ไปจนถึงมีการตั้งบูธตั้งจุดรับบริจาคตามแหล่งชุมชน

หญิงสาวยิ้มแย้มให้มาลาตีที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน รู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวพันกับการที่ชลชาตินั่งอยู่ตรงหน้า แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าชายหนุ่มคือคนอื่น แต่ความสุขที่เกิดขึ้นตอนนี้น่าจะเป็นเพราะเธอได้ช่วยธิปกทำงานมากกว่า

กวีณามีความสุขมากขึ้นไปอีก เมื่อประชุมเสร็จแล้วไม่เห็นแม้แต่เงาของธิปก
      


กวีณาเลือกสวมชุดกระโปรงตัวยาวสีสันสดใส รวบผมเป็นหางม้าง่ายๆด้วยผ้าผืนยาวลวดลายใกล้เคียงกับเสื้อผ้าที่สวมใส่เตรียมตัวส่งสองพ่อลูกกลับบ้าน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างกันไปแล้ว ทุกเย็นวันศุกร์สองพ่อลูกธิปกกับภากรจะหอบข้าวของเสื้อผ้ามานอนค้างที่บ้านเธอ ช่วงบ่ายๆ ของวันอาทิตย์เธอก็จะติดตามสองพ่อลูกไปเยือนที่บ้านของชายหนุ่มบ้าง ส่วนใหญ่เป็นการไปดูภาพยนตร์ ทานข้าวเย็นร่วมกัน หญิงสาวระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ยอมค้างคืน

ไม่อยากผูกพันกับครอบครัวนี้ไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงธิปกกับภากร ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับมาลาตีเป็นไปอย่างก้าวกระโดดทั้งจากงานการกุศลที่โครงการกำลังใกล้เสร็จต้องลงมือทำจริงๆ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การเป็นเพื่อนฝ่ายนั้นไปโรงพยาบาล ล่าสุดกวีณายอมทำตามใจมาลาตีด้วยการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ใช้ยาคุมกำเนิดที่สั่งจ่ายถูกต้องจากมือหมอ

‘ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ฉันเป็นห่วงเธอมากเลยนะ ใช้ยาคุมไปนานๆ ฉันได้ยินเขาพูดกันมานานแล้วว่าจะทำให้มีลูกยาก เวลาอยากมีจริงๆ ก็มีไม่ได้’

คำพูดของมาลาตีสะท้านสะเทือนสิ่งที่เธอเคยกังวล การได้ใกล้ชิดกับภากรยิ่งทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับเด็กๆ จนนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าถ้าตัวเองต้องเป็นหมัน ไม่มีความสามารถในการมีลูก ชีวิตจะเหี่ยวเฉาขนาดไหน กวีณาพบแพทย์เฉพาะทางเรื่องนี้เกือบครึ่งชั่วโมง เปลี่ยนจากยาคุมแผงละสิบบาท เป็นยาคุมไฮโซราคามากกว่ากันเกือบห้าหกเท่า

“เตรียมเสื้อผ้าไปเผื่อด้วย”ธิปกสวมกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง วางคางตัวเองบนบ่าอีกฝ่าย

“ไม่มีทางค่ะ”หญิงสาวอมยิ้มให้กับภาพสะท้อนในกระจก ลูบแขนชายหนุ่มไปมา “ยังไงสโนว์ก็จะไม่ค้างที่บ้านคุณปกเป็นอันขาด”

“สโนว์...เอาเปรียบผมกับซันนี่”

“ไม่ได้เอาเปรียบสักหน่อยค่ะ คุณปกกับซันนี่ใจง่ายกันเองมากกว่า สโนว์ไม่เคยชวนด้วยซ้ำ”

“ผู้หญิงสมัยนี้ใจร้ายแฮะ...”ธิปกกระชับวงแขน “ต้องโดนลงโทษซะให้เข็ด”ชายหนุ่มหอมแก้กวีณาฟอดใหญ่

“คุณปกไม่เล่นแล้วค่ะ เดินทางกันเลยดีกว่า เดี๋ยวจะเย็นจะย่ำไปมากกว่านี้”ผู้หญิงสมัยนี้ใจเต้นเป็นกลองรบ

ในอ้อมกอดของธิปก
เหมือนเธอเป็นเจ้าหญิงของโลกใบนี้

“รีบไปก็ได้ คืนนี้อย่าคิดถึงกัน อย่ามาเข้าฝันผมนะ”ธิปกยิ้มเจ้าเล่ห์

พื้นที่ส่วนหนึ่งในกระเป๋าลูกชายอุทิศให้กับเสื้อผ้าของกวีณามีครบทั้งชั้นนอก ชั้นใน
เจ้าของกระเป๋าให้ความร่วมมือโดยดีพร้อมวาจาแก่แดด


“อายุเยอะกันมากแล้วแต่ยังทำตัวเหมือนเด็กวัยรุ่นใจแตก”

ครอบครัวสิริพงษ์ไพศาลศิลป์อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาบนโต๊ะอาหาร อาหารเวียดนามเจ้าอร่อยเสิร์ฟขึ้นโต๊ะพร้อมกับผัดสารพัดชนิดถาดใหญ่ถูกใจกวีณา หญิงสาวไม่แน่ใจว่าคิดเข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่า มื้ออาหารทุกเย็นวันอาทิตย์ของครอบครัวนี้เน้นไปทางผักสด หรือถ้าไม่มีผักก็มักจะมีอาหารจานหนึ่งจืดสนิท ปรุงแต่งด้วยขั้นตอนไม่มากนักเหมือนมันเกิดมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ปล่อยให้คนในครอบครัวนี้เรียกหาพริกป่น น้ำปลามาเติมในจานของตัวเองวุ่นวายไปหมด

ทิพย์ฤทัยตักขนมบัวลอยใส่ถ้วยเล็กๆ แจกจ่ายสมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นการตบท้ายมื้ออาหาร ลูกสาวคนเล็กของบ้านยังแจกกระดาษโน๊ตสีสวยพร้อมกับดินสอให้ทุกคนในครอบครัว

“วันลงคะแนนเลือกที่เที่ยวประจำปีของครอบครัวค่ะพี่สโนว์”ทิพย์ฤทัยไม่ได้แจกอุปกรณ์ลงคะแนนให้กวีณา

“อ๋อค่ะ...”อดีตเลขารับคำ ธิปกกับครอบครัวมักจะพาเที่ยวทั้งคณะหนึ่งหรือสองรอบในวันเวลาเดียวกันของปี แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังจะประชาธิปไตยแบบนี้

“ผมว่า...”ภากรที่นั่งคั่นใกล้เด็กชายฝาแฝด ลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเสนอความคิด “พี่สโนว์เป็นแฟนพ่อปกก็เท่ากับว่าเป็นอีกคนในครอบครัวของเรา ต้องมีสิทธิ์ออกเสียง”

“ชิ...เพิ่มอีกเสียงเพื่อที่ตัวเองจะได้มีโอกาสเพิ่มขึ้นนะสิ”อาสาวคนสุดท้องเบ้ปาก

“เบื่อมีอารู้ทัน เมื่อไหร่อาปลาดาวจะมีแฟนสักทีจะได้เลิกยุ่งกับผม”ภากรลงจากเก้าอี้ ผละจากถ้วยขนมหวานไปหากวีณา
งานนี้เด็กชายต้องการพรรคพวกทีมเสริม

ตามปกติการลงคะแนนเสียงของบ้าน ปู่ซึ่งเป็นทั้งผู้ตัดสินและผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะไม่เลือกสถานที่ใดๆ กระดาษของฤทธิชัยมักจะว่างเปล่า มาลาตีผู้เป็นย่ามักจะเลือกเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพเน้นสถานที่ทางธรรมหรือไม่ก็เป็นสถานที่เกี่ยวกับความสวยความงาม ครอบครัวสี่คนของมนิดามักจะเลือกเที่ยวชายทะเล หลายครั้งหลายหนที่มนิดาเข้าข้างบ้านนี้

ปล่อยให้เขากับพ่อเป็นทีมเดียวกัน
สองหัวดีกว่าหัวเดียวแต่เหมือนมันไม่ค่อยพอเพียงกับสถานการณ์นี้
ภากรเอียนทะเลเต็มทน

“พี่สโนว์ลงคะแนนเสียงกับพวกเรานะครับ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ”กวีณาส่ายหน้า เมินหน้าหนีสายตาเศร้าสร้อย “กดดัน”ของภากร

ถ้าหลงไปกับสายตาของเด็กชายตัวกลม
เธอคงหลงผูกพันไปกับครอบครัวนี้ไปตลอดชีวิต

“ทำไมละครับ ทำไมจะทำไม่ได้”

“พี่สโนว์ไม่ได้เป็นคนในครอบครัวนี้สักหน่อยคะ...ซันนี่”หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาๆ

เบาเสียยิ่งกว่าความตั้งใจของตัวเอง
ใจหาย เสียงหาย

“ทำไมจะไม่ใช่ละครับ ผมเห็นพ่อปกหอมแก้ม กอด แล้วก็นอน...”
ไม่ทันที่เด็กชายจะพูดจบ กวีณาก็ใช้สองมือตะครุบภากร มือหนึ่งปิดปาก อีกมือหนึ่งล็อกคอ

กลัวนัก...

“เอ่อ...ขอให้สโนว์ลงคะแนนด้วยนะคะ”หญิงสาวหน้าแหย ต่างจากทุกคนที่กำลังมองเธอด้วยดวงตายิ้มแพรวพราว

“พี่สโนว์ได้สิทธิ์นั้นค่ะ”ทิพย์ฤทัยอมยิ้ม ยื่นปากกาและเศษกระดาษให้สมาชิกใหม่ล่าสุดของคนในครอบครัว

“ซันนี่จะให้พี่สโนว์เขียนลงกระดาษว่าอะไรดี”

เด็กชายตัวกลมยักคอ ยักคิ้ว
“ทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี”

“อะไรนะคะ”

“ทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี”

กวีณาขมวดคิ้ว เขียนตามคำบอกของเด็กชายอย่างงงๆ หญิงสาวหันมองคนโน้นคนนี้ ใบหน้ายิ้มแย้มของทุกคนเปลี่ยนไป แม้กระทั่งคุณฤทธิชัยยังทำสีหน้าพะอืดพะอม เหยเก

หญิงสาวคาดเดาสองสาเหตุ
บางทีบัวลอยในถ้วยอาจจะขม หรือไม่ก็เป็นเพราะทุกคนกลัวจะได้เที่ยวทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรีของภากร

การจับฉลากย้ายมาทำที่ห้องนั่งเล่น เศษกระดาษของทุกคนหน้าตาเหมือนกันหมดถูกหมุนถูกม้วนเป็นทรงกระบอกยาวใส่อยู่ในขวดโหลใสมีฤทธิชัยเป็นผู้จับสลากเหมือนเช่นทุกครั้ง

“ปีนี้เราจะได้ไปเที่ยวกันที่...”คุณปู่คลายแผ่นกระดาษ ประมุขของบ้านขมวดคิ้วเพียงนิดเดียวก่อนจะประกาศผล “ทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี”

ภากรกระโดดกรี๊ดร้องตัวลอย ดูเหมือนเด็กชายจะเป็นคนเดียวที่ดีใจ

“ในที่สุดผมก็จะได้เที่ยวป่าแล้ว...ผมชนะอาปลาดาวจนได้”

“เชอะ...”ทิพย์ฤทัยสะบัดหน้าจนคอแทบหัก “เที่ยวป่าจะมีน้ำ มีไฟใช้ไหมนี่”

“ไม่มี เราจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติกันเต็มที่ มีแต่ช้างกับกวางให้ดู”ภากรหันไปเชิญชวนมนพลกับศุภโชค “ไปดูช้างกับกวางกันนะ แฟ็บกับฟู เราจะได้เห็นสัตว์ป่าตัวเป็นๆ”

เด็กชายสามคนร่วมด้วยกันรื้อกองหนังสือบนชั้นวางหาหนังสือที่เกี่ยวกับป่าเขาขึ้นมาอ่าน ปล่อยความหนักใจให้ผู้ใหญ่แบกรับไว้

คนเป็นอาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนหันมาคุยกับกวีณา

“ดีจังนะคะ...ได้ทำงานกับพี่สโนว์ แล้วยังจะได้เที่ยวกับพี่สโนว์อีก”

“ทำงานกับพี่สโนว์”ธิปกที่นั่งใกล้ๆ ทวนคำ ขมวดคิ้ว

“เอ่อ...ไม่มีอะไรคะ”กวีณาหัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“นี่พี่สโนว์ยังไม่ได้บอกพี่ปกอีกเหรอคะ”ทิพย์ฤทัยเบาเสียงราวกระซิบ
จงใจเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
มั่นใจว่าตัวเองทำไปเพราะความปรารถนาดี

“สโนว์มีความลับกับผม ขึ้นไปคุยกับบนห้องดีกว่า”ธิปกพื้นเสียง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน นิตยสารธุรกิจในมือถูกทิ้งขว้างอย่างไม่สนใจใยดี คนตัวโตกว่าจับแขนหญิงสาวบีบบังคับกลายๆ ให้ออกจากห้อง

“คุณปก...ไม่มีอะไรจริงๆ นะคะ”กวีณาทำยิ่งกว่ากระซิบ
นึกอยากเที่ยวทุ่งใหญ่นเรศวรเสียตั้งแต่ตอนนี้
ในป่าคงมีพื้นที่มากพอที่จะหลบพายุอารมณ์ของธิปก

ทิพย์ฤทัยมองตามธิปกและกวีณาไปจนสุดสายตา ไม่เคยรู้เลยจริงๆ ว่าการแอบรักผู้ชายคนหนึ่งจะมีพลังรุนแรงเสียจนเธอกลายร่างเป็นนางมารร้าย

ลำพังเธอคนเดียวคงไม่สามารถแยกกวีณาออกจากชลชาติได้สำเร็จ
ต้องอาศัยพี่ชายอีกแรง...