ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 8  (อ่าน 415 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 188
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 8
« เมื่อ: เมษายน 21, 2014, 10:19:42 PM »
บทที่ 8

   “เอ่อ...ถ้าน้ำลดและมีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่ท่วมเข้าหมู่บ้าน งั้นเกษตรคงมีเวลาคิดหาวิธีปราบเพลี้ยให้ชาวบ้าน" เพลินตะวันมองหน้าเกษตรคนใหม่อย่างจริงจัง

   "เพลี้ย?" คนถูกมองเลิกคิ้วสูง ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเธอมากนัก เพลี้ยอะไรอีกล่ะ

   "ใช่เพลี้ย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลน่ะ เกษตรรู้จักไหม ตัวมันเป็นแบบ..."

   “พอๆ ไม่ต้องเวิ่นเว้อ” ด้วยเกียรติของเกษตรตำบลสักวาจะทนให้เธอดูถูกเขาไม่ได้เด็ดขาด ยัยผีกะหล่ำมือสากทำเสียงดูถูกเหมือนไม่แน่ใจว่าเขาจะรู้จักเพลี้ยที่เธอพูดถึง มันจะมากไปแล้ว ชายหนุ่มคิดอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก "คุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คิดว่าผมจะไม่รู้จักไอ้ตัวที่คุณพูดถึง เข้าเรื่องเถอะคุณมีปัญหาอะไรกับมัน"

   "ฉันน่ะไม่ แต่ชาวบ้านน่ะมี"

   “อ๋อ...ที่แท้ก็เรื่องของชาวบ้านนี่เอง” สักวาพยักหน้างึกงักไม่ได้รู้สึกผิดสักนิดที่ประโยคนั้นของเขาเป็นการว่าเหน็บอยู่กรายๆ

   เพลินตะวันใช่ว่าจะไม่รู้ตัว นายเกษตรปากร้าย คิดว่าเธอแคร์หรือไงกับถ้อยคำเสียดสีพวกนั้น จ้างให้ก็ไม่สนใจหรอก จะคิดยังไงช่างเขา ชาวบ้านสำคัญกว่า

   "ค่ะ มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน ที่คุณก็จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเหมือนกัน ตอนนี้มันระบาดมาก ถ้าเกษตรรู้จักเพลี้ยนั่น เกษตรก็คงจะรู้ด้วยใช่ไหมว่าผลของมันจะออกมายังไงถ้าพวกมันทำลายข้าวของชาวบ้าน เกษตรคิดว่าจะมีวิธีช่วยพวกเขาได้ไหม" ท่าทางคุกคามของหลานสาวทำให้ประมุขของบ้านต้องเอ่ยยั้ง

   "แกจะไปคาดคั้นอะไรกันวะ เกษตรหวาเพิ่งมาถึงยังไม่เต็มวันเลยนะ ให้เขาพักผ่อนก่อนสิวะ"

   "อ้าว...ชาวบ้านเดือดร้อน รอได้ด้วยเหรอลุงเบิ้ม"

   "เจ้าเพลิน” เสียงเนิบๆ นิ่มๆ ของป้าสีนุ่มดังขึ้น ก่อนที่มือบอบบางของคู่ชีวิตผู้ใหญ่เบิ้มจะตักแกงส้มใส่จานข้าวหลานสาว “วันนี้แดดร้อน ทุกคนคงจะเพลียน่าดู โดยเฉพาะหนุ่มๆ ของเรา เสร็จจากนี่แล้วป้าว่าแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยมาถกปัญหากัน อีกอย่างถ้านั่งคุยอย่างนี้มีหวังตะเพียนต้องกลับบ้านดึกแน่ๆ จริงไหมจ๊ะ”

   ตะเพียนทองยิ้มอย่างหวาดๆ และรีบพยักหน้าเห็นด้วยกับป้าสีนุ่ม ซึ่งทุกคนในที่นี้รู้ดี ยกเว้นเกษตรคน ใหม่ และถ้าใครที่คิดจะขัดคอป้าสีนุ่มละก็ผิดถนัด

   “จริงจ้ะป้า ฉันว่าเรารีบกินกันเถอะจ้ะ”

   เพลินตะวันสบตากับเพื่อน จากนั้นจึงหันไปทางป้า แน่นอนว่าปัญหาของเธอถูกป้านุ่มดีดกระเด็นตกใต้ถุนเรือนไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก้มลงเขี่ยข้าวในจาน หากแต่สมองยังครุ่นคิดวนเวียน คืนนี้เธอจำเป็นต้องหยุด แต่พรุ่งนี้เธอจะลุยเต็มที่

   เช้าวันรุ่งขึ้นเพลินตะวันตื่นแต่เช้ามาช่วยป้าสีนุ่นเตรียมกับข้าวใส่บาตร มันเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอ นับตั้งแต่สูญเสียพ่อแม่ไป สิ่งเดียวที่เธอพอจะทำให้พวกท่านได้นั่นคือการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ การกลับมาทำงานอยู่ที่บ้านทำให้เธอได้มีเวลาให้ตัวเองและมีเวลาให้ครอบครัวที่เหลืออยู่มากขึ้น

   น่าเศร้าที่บางคนพ่อแม่อยู่ครบแต่กลับไม่มีเวลาให้ท่าน ไม่เคยคิดว่าพวกท่านจะต้องการการดูแลเอาใจใส่ แต่สำหรับคนขาดแม่และสูญเสียพ่ออย่างเพลินตะวันนั้น ครอบครัวมีค่ามากที่สุด เธออาจจะดื้อรั้นดันทุรังกับใครๆ แต่เธอจะสงบได้อย่างรวดเร็วเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวไม่สบายใจกับการกระทำของเธอ โชคดีที่ทุกคนเข้าใจความคิดและทัศนคติของเธอ เมื่อเธอคิดจะทำสิ่งใด คนในครอบครัวก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

   หญิงสาวร่วมตักบาตรกับสีนุ่นและช่วยถือถาดขันข้าวขึ้นไปเก็บบนเรือนใหญ่ ก่อนจะเดินกลับเรือนของตน ขากลับเธอเจอสักวา ก็ค่อนข้างแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นเกษตรในชุดออกกำลังกาย สวมกางเกงวอร์มพร้อมเสื้อกีฬาแขนกุดอวดต้นแขนกล้ามเป็นมัดๆ มีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดคอ ท่าทางเขาคงจะออกมาวิ่งนานพอสมควรเพราะใบหน้าคมเข้มนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

   เขาเองก็ชะงักเมื่อเห็นเธอ แต่ก็ยังปากดีกวนประสาท “ตื่นแต่เช้าไปสำรวจเพลี้ยกระโดดหรือไงคุณ”

   เพลินตะวันขมวดคิ้วและเอียงคอมองเขาอย่างพิจารณา นี่ถ้าไม่เคยได้ยินเขาอ้อนแฟนมาก่อน เธอก็จะเชื่อสนิทใจเลยว่าตอนก่อนที่เขาจะเกิดมาเทวดาคงยัดตำแยใส่ปากฝากรักมาเป็นแน่ถึงพูดอะไรไม่ค่อยเข้าหูอย่างนี้

   “เปล่า ฉันมาใส่บาตรกับป้านุ่มกำลังจะกลับเรือน คุณล่ะไปวิ่งหนีหมาที่ไหนมาเหงื่อซ่กเลย” เธอว่าแล้วเดินต่อ ซึ่งเรือนของเธอกับเรือนพักของสักวาต้องใช้เส้นทางเดียวกันดังนั้นเขาจึงต้องเดินตามเธอไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

   “ผมก็คิดว่าวิ่งหนีพ้นแล้วนะ แต่ดันมาพลาดท่าโดนกัดเอาแถวนี้” เกษตรปากเสียโต้กลับมาไม่ลดละ

   “นี่เกษตร ฉันอยากจะทำความเข้าใจกับคุณก่อน” น้ำเสียงของเพลินตะวันนั้นหนักแน่นทีเดียว

   “เรื่องอะไรล่ะ”

   “ทุกเรื่อง!” เพลินตะวันรู้ตัวว่าถูกมองอย่างระแวง แต่เธอก็คิดไตร่ตรองดีแล้วสำหรับเรื่องนี้ “ฉันรู้สึกว่าคุณไม่ชอบหน้าฉัน อาจถึงขั้นเกียจขี้หน้าเลยด้วยซ้ำ”

   “ก็...ไม่ถึงขนาดนั้น” เขาบอกเหมือนจะยอมรับ “ผมคิดว่ามันไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไรที่คุณลากผมไปมาระหว่างตลาด - ร้อยบุญ ร้อยบุญ - ตลาด แล้วคุณก็ยังทำผมเจ็บตัวด้วย คำขอโทษของคุณก็ดูเหมือนว่าพูดออกมาโดยไม่รู้สึกร่วมไปกับมัน”

   เพลินตะวันหยุดเดินและผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะหมุนร่างกลับมาเผชิญหน้ากับเขา “ถ้าวันนั้นฉันทำให้คุณขุ่นเคืองมากขนาดนี้ ฉันก็ขอโทษอีกทีแล้วกัน ก็ใช่ฉันมันสะเพร่าไม่ดูตามาตาเรือ ความจริงวันนั้นฉันควรถามคุณสักนิด แต่ทุกอย่างมันก็ผิดพลาดไปแล้ว ฉันย้อนเวลาไปถามคุณในตอนนั้นไม่ได้ นอกจากขอโทษ”

   “ทำไม”

   “ทำไมอะไร” เพลินตะวันไม่เข้าใจคำถาม

   “ก็ทำไมคุณถึงได้มาขอโทษผม เมื่อคืนยังทำท่าเหมือนผมเป็นหนอนกะหล่ำตัวล่ำๆ ที่คุณจ้องจะบี้ให้แหลกคามืออยู่เลย”

   “ไม่รู้สิ พอดีฉันมาคิดได้ว่า ถ้าฉันมีปัญหากับคุณมันจะมีผลกระทบหลายอย่าง อย่างแรกคือเราอยู่บ้านรั้วเดียวกัน และงานของฉันกับคุณก็แทบจะต้องพบเจอกันตลอด เพราะฉะนั้นฉันขอเริ่มต้นใหม่ เราดีกันนะ”

   เพลินตะวันยื่นมือออกมาข้างหน้าและฉีกยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร เห็นได้ชัดว่าเกษตรคนใหม่ปรับอารมณ์ตามเธอไม่ทัน

   สักวาดูงงๆ แต่ก็ยอมยื่นมือออกมาสัมผัสกับมือกระด้างของหญิงสาว แรงบีบหนักหน่วงบอกว่าเจ้าของมือสากนั้นยินดีที่จะโยนความบาดหมางระหว่างกันทิ้งไป

   “ฉันเคยติดตามลุงก้าน เอ๊ย เกษตรก้านลงแปลงบ่อยๆ คุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะอาสาเป็นพี่เลี้ยงให้”

   “ทำไมจะต้องรังเกียจด้วยล่ะ ดีเสียอีกมีคุณไปด้วยหมาจะได้ไม่กัด” สักวาหัวเราะออกมาอย่างชอบใจเมื่อแม่สาวมือสากตวัดสายตาเขียวปัดมาที่เขา “ผมล้อเล่นน่า”

   เพลินตะวันชำเลืองมองเหมือนจะค้อน แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินอีกครั้ง บรรยากาศที่เริ่มต้นอย่างขุ่นมัวเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี รับกับสภาพอากาศยามเช้าของบ้านร้อยบุญ ในช่วงท้ายฤดูฝนแบบนี้ยามเช้ามักจะสดใส หากพอตกบ่ายฝนก็จะเริ่มตั้งเค้าดำทะมึนดูน่ากลัว มรสุมกำลังจะผ่านพ้นไปพร้อมกับการลุ้นระทึกของชาวร้อยบุญว่าจะรอดจากอุทกภัยหรือไม่

   “ดูเหมือนฝนใกล้จะหมดแล้วนะ ถ้าพายุไม่เข้ามาอีก ร้อยบุญก็น่าจะรอด” สักวาชวนคุย

   “ตะเพียนก็บอกอย่างนั้นเหมือนกัน”

   “นี่ถึงขนาดพึ่งเจ้าแม่เลยเหรอคุณ” สักวาถามขำๆ เพราะเมื่อคืนผู้ใหญ่เบิ้มแนะนำกับเขาว่าตะเพียนทองนั้นเป็นร่างทรง

   “ฉันไม่ได้ถามเจ้าแม่ ฉันถามยัยตะเพียนต่างหาก คุณทำเป็นเล่นไปยัยนั่นเก่งนะเรื่องดินฟ้าอากาศนี่” เพลินตะวันไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมเพื่อนรักถึงเชี่ยวชาญด้านนี้ ปล่อยให้สักวาคิดว่าเป็นอิทธิฤทธิ์เจ้าแม่ตามที่เขาเชื่อนั่นแหละ เธอก็ขี้เกียจอธิบายด้วย

   “แถวนี้น้ำท่วมบ่อยไหม”

   “แทบจะไม่เคยเลย”

   “ไม่น่าล่ะ แต่ทุกคนก็ดูช่วยกันดีนะ”

   “ก็เพราะว่าพวกเขามีผลผลิตรอเก็บเกี่ยวอยู่นะสิ มันไม่คุ้มกันหรอกถ้าจะอยู่เฉยๆ ปล่อยให้น้ำท่วมทุ่งและรอเงินชดเชยจากรัฐที่ค่อนข้างแน่ชัดมักจะมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์”

   “ยังไง” สักวาถามกลั้วหัวเราะ

   “ก็อุปสงค์กับอุปทานมันขัดแย้งกันนะสิ เราลงทุนไปตั้งเยอะแต่เขาชดเชยนิดเดียว แต่ก็นะโทษเขาก็ไม่ได้ ช่างเถอะ ฟังจากที่ลุงเบิ้มบอกเมื่อคืน ฉันคิดว่าตำบลเราน่าจะรอด”

   “ฝนเว้นช่วง น้ำก็จะลดระดับลง ถ้าคันกั้นไม่พังก็น่าจะพอไหว เมื่อวานเสริมคันกันอีกร่วมห้าสิบเซ็นต์” สักวารู้ดีเพราะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมคันกั้นน้ำ

   “ขอให้เป็นอย่างที่คุณว่าเถอะ ถ้าน้ำไม่ท่วม ฉันก็จะดีใจมากๆ เดี๋ยวฉันจะเลยไปดูน้ำสักหน่อย คุณอยากไปด้วยกันไหม” เพลินตะวันกับสักวาเดินคุยกันมาจนกระทั่งถึงเรือน หญิงสาวจึงหันมาชวนและเขาก็พยักหน้า

   “ได้สิ เสร็จจากนั้นถ้าคุณว่างก็ช่วยไปส่งผมที่แปลงนาที่คุณว่ามีเพลี้ยกระโดดหน่อย”

   “งั้นอีกชั่วโมงเจอกันที่บ้านนู้น” หญิงสาวหมายถึงเรือนใหญ่ของลุงกับป้า “เราต้องไปกินข้าวเช้ากันที่นั่น ป้านุ่มทำเผื่อคุณไว้แล้ว”

   “ผมเกรงใจลุงกับป้าคุณจัง”

   “ไม่ๆๆ ไม่ต้องคิดมาก ตอนลุงก้านอยู่ก็แบบนี้แหละ เราอยู่กันจนเหมือนญาติ อีกหน่อยคุณก็ชิน”

   “ตำบลอื่นมีแบบนี้ไหม มีบ้านหลังใหญ่ มีอาหารอร่อยๆ ครบทุกมื้อ”

   เพลินตะวันยิ้มนัยน์ตาเป็นประกายสดใส “คุณอาจจะโชคร้ายเรื่องย้ายผิดที่ แต่คุณก็โชคดีที่ได้ย้ายมาอยู่ตำบลร้อยบุญ เกษตรตำบลอื่นน่ะไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก อาหารการกินก็ต้องหาต้องทำเอง ส่วนที่อยู่ก็ที่ทำการหมู่บ้าน อันที่จริงโครงการนี้ของเกษตรอำเภอคนเก่าก็ดีนะ แต่สงสัยท่านจะลืมคิดไปว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลอื่นเขาไม่ได้บ้าพลังเหมือนกำนันไก่โต้งกับลุงของฉัน เกษตรคนอื่นก็เลยซวยไป แต่คุณอย่าเที่ยวไปอวดเรื่องนี้กับเพื่อนๆ เกษตรคนอื่นเชียวนะ เพราะว่ามันจะยิ่งทำให้พวกเขาอิจฉาคุณมากขึ้น”

   “คุณด้วยรู้เหรอว่าผมย้ายมาผิดที่”

   “ไม่รู้ก็บ้าแล้ว เมื่อวานตอนคุณอ้อนแฟนคุณน่ะ ฉันได้ยินคุณพูดหมด”

   “นิสัย” ชายหนุ่มหน้ามุ่ย ออกปากว่าอย่างไม่เกรงใจ แต่เธอกลับหัวเราะ ถอดรองเท้าแตะก้าวลงไปในอ่างล้างเท้าและขึ้นเรือน เห็นหญิงสาวขึ้นบันไดได้สองขั้น สักวาก็ได้ยินเสียงเธอลอยมา

   “เกษตรกลับเรือนไปอาบน้ำแต่งตัวไป๊ เดี๋ยวจะพาไปปราบเพลี้ย”

   ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วเดินตรงไปยังเรือนพักของตน ว่าไปการผูกมิตรกับยัยผีกะหล่ำนั่นก็ดีไปอย่าง เขาจะได้ไม่ต้องมาปวดขมับ ตับ ไต คิดหาถ้อยคำต่อล้อต่อเถียงกับเธอให้สิ้นเปลืองพลังงาน แม้ว่าจะค่อนข้างงุนงงกับอารมณ์แปรปรวนของยัยนั่น จะไม่งงยังไงไหว เมื่อวานยังกัดเขาอยู่ พอเช้าตรู่มาขอผูกมิตร สงสัยเมื่อคืนจะละเมอตกเตียงหัวโขกพื้นจนสมองกลับกระมัง




   หญิงสาวผู้ถูกนินทาลับหลังไม่ได้สมองกลับอย่างที่สักวาคิด เพลินตะวันหันกลับไปมองด้านหลังของเกษตรคนใหม่ ก่อนถอนใจออกมาแรงๆ ให้ตาย! เธอนอนคิดพลิกไปพลิกมาตลอดทั้งคืนก่อนจะตัดสินใจชวนเขาไปอย่างนั้น เหตุผลก็ง่ายแสนง่ายนั่นคือเพื่อความสงบสุขในการทำงาน เธอไม่อยากให้ความบาดหมางของเธอกับเขาเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพราะรู้ดีว่าตัวเองนั้นแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ค่อยจะออกนัก ทำไงได้คนเรามันก็ต้องมีข้อเสียกันทั้งนั้น ก็เรื่องนี้แหละที่ทำให้เธอคิดหาหนทางจบปัญหาทุกอย่างให้งดงาม

   เธอรู้ว่าสักวาไม่ได้ตั้งใจมาพัฒนาร้อยบุญแต่แรก เขามาเพราะความผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสารเรื่องการย้าย น้ำเสียงละห้อยหาของเขาที่พร่ำรำพันกับคนรักยังสะเทือนใจเธอไม่หาย มีคนรักรอเขาอยู่ที่บ้านเกิดและตอนนี้ฝ่ายนั้นก็เหมือนจะยังไม่หายโกรธเขา

   สักวาคงจะอยู่เป็นภาระของป้านุ่มไม่นาน เธอพอคาดเดาเหตุการณ์ได้ เป็นใครก็คงทำแบบเดียวกัน ถ้ามีโอกาสสักวาก็คงจะร่อนใบขอย้ายกลับบ้านเกิดทันที

   “ก็ใช้ชีวิตที่นี่ให้มีความสุขแล้วกันนะเกษตร” หญิงสาวอวยพรก่อนเดินผ่านนอกชานเปิดประตูเรือนเข้าไปภายใน

   สมาชิกทุกคนมาเจอกันอีกครั้ง มื้อเช้าที่เรือนใหญ่วันนี้มีกับข้าวหลายอย่างตั้งรออยู่ ลุงผู้ใหญ่และหลานๆ ปรึกษากันหลังกินข้าวอิ่ม วันนี้เพลินตะวันต้องเก็บถั่วฝักยาวไปส่งที่ตลาด ส่วนจันทน์กะพ้อกับโหรานั้นไม่ต้องไปส่งดอกไม้ที่ไหน เพราะวันพระเพิ่งผ่านไป สองหนุ่มจึงตั้งใจจะไปดูคันกั้นและจะอยู่เฝ้าดูระดับน้ำร่วมกับชาวบ้านหมู่อื่น

   “งั้นเดี๋ยวเกษตรก็ไปกับฉันเลย ไปดูคันกั้นน้ำเสร็จแล้วก็ไปเก็บถั่วข้างๆ แปลงถั่วเป็นนาลุงนวย ถ้าเกษตรไม่ช่วยฉันเก็บถั่ว เกษตรก็ไปเดินดูเพลี้ยกระโดดที่นั่นรอฉันก็ได้”

   สักวาหันไปมองหญิงสาวเพราะสะดุดหูกับคำพูดของเธอ นี่อย่าบอกนะว่าเธอคิดว่าเขาจะช่วยเก็บถั่ว งานใครงานมันเถอะแม่คุณ

   “เอาเป็นว่าผมจะไปเดินดูเพลี้ยแถวนั้นรอคุณแล้วกัน”

   เพลินตะวันหัวเราะแล้วแกล้งบอกอย่างผิดหวัง “โธ่...ฉันก็นึกว่าจะได้คนช่วยแล้วเชียว ก็ได้ๆ เอาตามนั้นแหละ”

   ดูเหมือนสถานการณ์ที่ดีขึ้นระหว่างเธอกับสักวาจะทำให้ทุกคนตกใจและตามไม่ทัน ก่อนลงจากเรือนใหญ่จันทน์กะพ้อที่ทนสงสัยอะไรได้ไม่นานก็ดึงแขนน้องสาวเอาไว้ เมื่อเห็นว่าสักวาลงเรือนไปเรียบร้อยจึงได้ถาม

   “บอกพี่หน่อยเถอะน้องรัก แกญาติดีกับเกษตรเขาตั้งแต่ตอนไหนวะ”

   “ตอนเช้า”

   “อะไรวะ เมื่อคืนยังทำท่าเหมือนจะโดดงับหูเขาอยู่เลย”

   “พี่จันทน์ก็...” เพลินตะวันลากเสียงยานคาง “ฉันน่ะมืออาชีพ เวลาทำงานฉันก็อยากจะได้ร่วมงานกับคนที่ไม่มีปัญหา ฉันก็เลยจัดการเคลียร์กับเกษตรแถมยังใจดีอาสาเป็นพี่เลี้ยงให้เขาด้วยน้า”

   “โห...ไม่น่าเชื่อ น้องเพลินนี่สุดยอดจริงๆ” โหรายังอดทึ่งไม่ได้

   “ก็ต้องทำค่ะพี่โหร ดีกว่ามามีปัญหา อีกอย่างเราอยู่กันแค่นี้ เพลินขี้เกียจฟังป้านุ่มบ่น”

   “คิดได้อย่างนี้ก็ดี” จันทน์กะพ้อเห็นด้วย “รีบลงไปเถอะ เดี๋ยวเกษตรเขาจะรอนาน”

   “จ้ะ ฉันไปนะพี่” เพลินตะวันยิ้มหวาน โบกมือลาสองหนุ่ม แม้ว่าทั้งหมดจะต้องไปเจอกันที่คันกั้นน้ำอีกครั้ง

   “งงไหมไอ้โหร” จันทน์กะพ้อกอดอกมองลงจากเรือนเห็นเกษตรกำลังขึ้นฟ้าสะอื้นปุโรทั่ง “บางทีฉันก็ตามอารมณ์ยัยเพลินไม่ทันจริงๆ ว่ะ”

   “แกก็อย่าไปคิดอะไร น้องเพลินก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากมีปัญหา สงบศึกซะเรื่องจะได้ไม่เยอะ ฉันว่าน้องสาวแกทำถูกแล้ว”

   “ถูกต้องสำหรับมัน แต่คงไม่ถูกใจสำหรับใครบางคน” จันทน์กะพ้อทิ้งท้ายอย่างครุ่นคิด ก่อนจะคลายมือออกและตบไหล่เพื่อน “ช่างมันโว้ย เราไปกันดีกว่า เสร็จแล้วฉันจะพาแกไปชะเง้อมองหลังคาตำหนักเจ้าแม่”

   แม้จะถูกใจ แต่โหราก็ยังแก้อายด้วยการด่าเพื่อนรักขมุบขมิบ

   “ไอ้บ้าจันทน์ ฉันเขินนะ แต่รีบไปเถอะ แกอย่ามัวช้าสิ”




   สักวาเดินลัดเลาะตามคันนาพร้อมกับสำรวจเจ้าตัวปัญหาอย่างขมักเขม่น หลังจากแยกกันตรงแปลงถั่ว ชายหนุ่มก็เดินผ่านแปลงกะหล่ำ แปลงกวางตุ้ง และแปลงบวบของเพลินตะวันไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมือเธอถึงได้ด้านและหยาบกระด้างขนาดนั้น

   ไม่อยากเชื่อเลยว่าทั้งหมดที่เขาเห็นเป็นฝีมือของเพลินตะวัน ยัยผีกะหล่ำทำได้ยังไง ผักหลายชนิดถูกปลูกในพื้นที่ขนาดยี่สิบไร่โดยประมาณ เธอบอกกับเขาอย่างภูมิใจว่าทุกอย่างที่เขาเห็นได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอแต่เพียงผู้เดียว ขึ้นแปลง ขุดหลุม เพาะเมล็ดหรือแม้กระทั่งการต่อสายน้ำหยด

   แปลงถั่วฝักยาวของเธอก็คงประมาณสองงานเศษ สักวาไม่ได้เข้าไปใกล้เพราะมันปลูกอยู่คนละด้านกับนาลุงนวย เพลินตะวันชี้อาณาเขตและอธิบายกับเขาว่านาใครเป็นนาใคร ก่อนจะถามเขาเป็นครั้งสุดท้าย

   “แน่ใจนะว่าไม่ช่วยกันเก็บถั่วจริงๆ สนุกน้า”

   “เอาไว้สนุกวันหลังดีกว่า วันนี้ผมตั้งใจมาปราบเพลี้ย เสียใจด้วยนะสาวน้อย” สักวาทิ้งท้ายแล้วปลีกตัวออกมา

   เพลินตะวันไม่มีปัญหาอยู่แล้วกับเรื่องแค่นี้ เธอไม่เซ้าซี้และมุ่งหน้าไปทำงานของตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่วายตะโกนข้ามฟากมาที่เขา

   “เดินดีๆ นะเกษตร ตกคันนาขาหักระวังนางไหไม่รักนะ”

   แล้วเธอก็ผลุบหายไปในดงถั่วฝักยาวที่เลื้อยพันหลักสูงท่วมหัว สักวาถูกทิ้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจีกว้างไกลสุดลูกตา อากาศยามเช้าสดชื่นนัก นานมาแล้วที่เขาไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้ สักวาหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปหยดน้ำปลายยอดข้าวแล้วส่งให้สาวคนรักพร้อมข้อความสั้นๆ เช้านี้พี่คิดถึงจินนี่ที่สุด

   ชายหนุ่มเริ่มการเดินสำรวจตามที่เคยทำมา การสุ่มเก็บตัวอย่างประชากรเพลี้ยกระโดดว่าพวกมันแพร่กระจายมากน้อยเพียงใด เขาผ่านนาของลุงนวยไปสู่ผืนนาที่ติดต่อกัน แดดยังไม่ร้อนมากนักและเมื่อเริ่มงานสักวาก็มักจะลืมปัญหาอื่นจนหมด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาเจอยัยผีกะหล่ำเดินไต่คันนามาหาเขานั่นแหละ

   “เก็บถั่วเสร็จแล้วเหรอ”

   “เสร็จแล้ว” เธอพยักหน้าที่มีเม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดขึ้นมาตามไรผม “เป็นไงบ้างเพลี้ยเยอะไหม”

   “ก็พอมีอยู่นะ แต่ว่าไม่น่ากลัวเท่าไรหรอก อาจจะเป็นเพราะฝนตกแล้วเจ้าของนาเปิดน้ำทิ้งเพลี้ยมันเลยขยายพันธุ์ไม่ได้ แต่ยังต้องดูที่นาแปลงอื่นด้วย จริงสิเดี๋ยวคุณต้องไปส่งถั่วที่ตลาดใช่ไหม ผมขอติดรถไปหาพี่ดอนหน่อยสิ”

   “ได้เลย เกษตรจะเดินดูต่ออีกไหมล่ะ ฉันจะได้ช่วยหา เสร็จแล้วเราก็ไปแลกรถกับพี่จันทน์ จากนั้นก็ไปตลาด” หญิงสาววางแผนการเดินทาง

   “แล้วทำไมเราไม่เอารถคุณจันทน์มาตั้งแต่แรก” สักวาอดสงสัยไม่ได้

   “ก็มันชิน นี่ฉันเกรงใจคุณหรอกถึงได้คิดจะไปเปลี่ยนรถ ถ้าตัวคนเดียวฉันก็ซิ่งไปกับฟ้าสะอื้นแล้ว”

   “ขอบคุณที่ยังคิดถึงผม”

   เพลินตะวันหรี่ตามองคนพูดและรู้ว่าถูกประชด เกษตรหวานี่ไม่คิดจะเก็บความไม่ชอบไว้กับตัวเลยนะ จะอะไรนักหนากับรถคู่บารมีของเธอ ไม่อยากจะคุยว่าสภาพแบบนี้เคยบรรทุกผักทีเต็มคันรถมาแล้วนะคะเกษตร

   “ผมไม่ได้รังเกียจรถเก่า ขอให้เข้าใจไว้ด้วย แต่ไอ้รถคันนี้มันทำผมเจ็บตัวมาแล้ว คุณจะดูแผลไหม” สักวาทำท่าจะดึงริมฝีปากล่างของตัวเองโชว์แผลให้เธอดู

   “ไม่ต้องๆ” เพลินตะวันรีบห้ามแล้วบอกให้เขาเดินตามไปที่รถ




   เพลินตะวันเดินกลับมาที่รถหลังจากหอบถุงถั่วฝักยาวไปส่งให้ร้านอาหารตามสั่งทั่วทั้งตลาด สักวาปิดปากเงียบและไม่ยอมเสนอตัวช่วยเธอแม้แต่น้อย พอเธอเปิดประตูรถเขาก็พูดว่า

   “คุณออกกำลังกายแบบนี้ทุกวันมิน่าถึงไม่มีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกิน”

   “ไม่ต้องมาพูดดีเลยเกษตร ช่วยฉันหอบหน่อยก็ไม่ได้” เธอย่นจมูกใส่ก่อนติดเครื่องยนต์ “ไปสำนักงานเลยนะ

   สักวาพยักหน้าเงียบ แม้ในใจจะรู้สึกสนุกขึ้นมานิดหน่อยที่ได้แกล้งยัยผีกะหล่ำได้ รถแล่นออกจากตลาดได้ไม่นานก็ถึงสำนักงานเกษตรอำเภอ ชายหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อเพลินตะวันก้าวลงจากรถมาด้วย

   “จะไปไหน”

   “เธอชูถุงถั่วที่ล้วงจากหลังเบาะให้เขาดู “จะเอานี่ไปฝากพี่เอยสักหน่อยไหนๆ ก็มาแล้ว”

   ยัยผีนี่ช่างกว้างขวางเสียจริง สักวาคิดค่อนแล้วเดินเข้าไปในสำนักงาน เมื่อก้าวพ้นบันไดก็พบกับสีทันดรที่เดินอยู่แถวนั้นพอดี

   “อ้าว หวา เพลินมาพอดีเลย” เกษตรอำเภอร้องออกมาอย่างดีใจ รีบเดินเข้ามาใกล้พวกเขา “พี่กำลังอยากเจอ กะว่าจะให้พี่เอยโทรไปตามอยู่เชียว ไปคุยกันที่ห้องดีกว่า มีงานใหญ่มารออีกแล้วไอ้น้อง”

   ประโยคหลังสีทันดรบอกกับสักวาโดยเฉพาะ เกษตรอำเภอรูปหล่อตบบ่าเกษตรตำบลรุ่นน้องแล้วกล่าวอย่างยินดี จะมีก็แต่สักวานั่นแหละที่รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา งานใหญ่อีกแล้ว ดูเหมือนที่นี่จะมีเรื่องให้เขาตื่นเต้นตลอดเวลาเลยจริงๆ

   จากน้ำท่วม สู่เพลี้ยกระโดด แล้วนี่ยังจะมีงานใหญ่อีก ไม่อยากจะคิดว่าฟ้าเข้าข้าง แต่นี่มันช่างเหมาะแก่การสร้างผลงานจริงๆ ชายหนุ่มยิ้มกริ่มอย่างมีความหวัง

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 343
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 8
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2014, 07:59:50 PM »
ผสมเรื่องงานการเข้าไปในเรื่องได้น่าเชื่อดีจังค่ะ  ;D  เก่งอ่ะ