ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 10  (อ่าน 846 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 10
« เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2014, 01:42:49 AM »
บทที่ 10

   "ฮื้อ...อะไรของแกวะไอ้กระทง"

   ไก่ฟ้าทำเสียงรำคาญก่อนจะลดหนังสือพิมพ์กีฬารายวันลง และทันใดนั้นความสนใจต่อข่าวสารสโมสรฟุตบอลทีมโปรดที่กำลังจะก้าวสู่ตำแหน่งแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก็พลันถึงกาลสิ้นสุด เมื่อสายตาของไก่ฟ้าถูกตรึงอยู่กับหญิงสาวคนต้นเหตุที่ทำให้ลูกน้องสะกิดแขนเขาไม่หยุด ทฤษฎีโลกกลมยังคงใช้ได้ไก่ฟ้าไม่ติดใจจุดนี้เพราะหลายทีที่ได้เจอกับเพลินตะวันโดยบังเอิญ ทว่าวันนี้มันแปลกที่เธอมีไอ้หนุ่มหน้ามนช่วยถือถุงบวบเดินตามหลังต้อยๆ นี่สิ

   ผู้ชายคนนั้นคือใคร!

   "พี่ไก่เห็นไหม วันนี้น้องเพลินพกหนุ่มมาด้วย" เจ้ากระทงลูกน้องที่แสนจงรักภักดีและหูตาไวปานวอกยังคงกระตุ้นความสนใจให้ลูกพี่ได้ไม่หยุด

   "เออ! ฉันเห็นแล้ว ใครวะมันช่างกล้านักมายุ่งกับน้องเพลินของฉัน เดี๋ยวเถอะจะโดนมิใช่น้อย" ไก่ฟ้าคำรามออกมาอย่างดุดัน นัยน์ตาของลูกชายกำนันลุกวาว ขณะหัวใจของเขากำลังร้าวราน

   เป็นที่รู้กันทั่วทั้งตำบลร้อยบุญว่าเพลินตะวันเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวในชีวิตที่ไก่ฟ้าคิดจะรัก เขาให้สัญญากับเธอในใจ ใช่เลย เขาบอกกับเธอในใจด้วยเกียรติของลูกชายกำนันว่าจะขอรักเธอข้ามภพข้ามชาติ ความรักของเขาที่มีต่อเพลินตะวันมันยิ่งใหญ่มาก หากจะเปรียบเป็นต้นไม้มันก็เริ่มจากเมล็ดพันธุ์ชั้นเยี่ยมค่อยๆ เติบโตเป็นต้นกล้าหยั่งรากลึกแตกกิ่งก้านสาขาจนกลายเป็นต้นรักขนาดสามคนโอบ

   แม้น้องเพลินจะนิ่งเฉยไม่เคยมีปฏิกิริยาตอบสนองเขาก็ไม่สน เพราะเชื่อว่าผู้หญิงดีๆ มักจะสงวนท่าทีแบบนี้ทั้งนั้น ไม่เห็นจะเป็นไรถึงยังไงเขาก็รักน้องเพลินในแบบที่เธอเป็น ต่อให้เยือกเย็นเป็นน้ำแข็งแถวอลาสก้าหรือหลอมเหลวประหนึ่งลาวาในภูเขาไฟแถวหมู่เกาะอินโดเขาก็ยังรัก

   แต่วันนี้หัวใจที่แข็งแกร่งปานหินผากลับถูกภาพตำตากัดกร่อนจนเกือบจะกลายเป็นหินทรายแถวๆ แพะเมืองผี น้องเพลินคนดีพาชายไหนมาเหยียบย่ำหัวใจพี่ไก่ฟ้าถึงนี่ หรือเธอจะคิดว่ามาไกลถึงตลาดสามสุขแล้วไม่มีใครรู้ใครเห็น โธ่...น้องเพลินทำไมทำร้ายจิตใจกันอย่างนี้

   หัวใจของชายชาตรีเจ็บแปลบ ด้วยระยะห่างหลายร้อยเมตรบวกกับพิษรักทำให้ไก่ฟ้าดวงตาพร่าเลือนไม่อาจเห็นหน้าค่าตาศัตรูหัวใจได้อย่างชัดเจน เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าไอ้หนุ่มคนนั้นคือใครกันแน่

   "มองไม่เห็นวุ้ย! พวกแกช่วยฉันดูสิ มันเป็นใคร"

   สองสมุนรับคำสั่งพลางก้าวไปยืนเบื้องหน้าลูกพี่ จากนั้นเจ้ากระทงและกระทิงยกมือเท้าสะเอวแทบจะพร้อมกันราวกับนัดแล้วเพ่งสายตาไปที่เป้าหมาย ครู่เดียวเจ้ากระทงก็ดีดนิ้ว ลากเสียงร้องอย่างจำได้

   “อ๋อ...รู้แล้วๆ ว่ามันเป็นใคร"

   "ใคร" ไก่ฟ้าถามอย่างอดทนอยากจะแล่นไปบดขยี้ชายแปลกหน้าให้แหลกคามือ

   "นั่นน่ะก็เกษตรหวาผู้ฆ่าปลิงไงพี่ไก่ แหม...ไอ้เราก็เล็งตั้งนานนึกว่าใครที่แท้ก็เกษตรนี้เอง ว้า...อารมณ์เสีย" เจ้ากระทงบ่นผิดหวังเพราะคิดว่าจะเกิดศึกชิงนางกลางตลาดสามสุขให้เป็นข่าวใหญ่ลือไปหกตำบลเสียแล้ว พอเห็นเป็นเกษตรตำบลคนใหม่ก็หมดอารมณ์ลุ้นคงเหลือแค่อารมณ์สงสัย "ว่าแต่...ทำไมเกษตรหวาถึงมากับน้องเพลินของพี่ได้ล่ะ ปกติขวัญใจพี่ไก่ไม่ค่อยให้ใครช่วยนี่ ดูอย่างพี่ไก่สิเสนอหน้าไปช่วยทีไรเป็นได้หงายเงิบกลับมาทุกครั้ง"

   คนเคยหงายเงิบหรี่ตามองลูกน้องอย่างขัดจิต "ไอ้กระทง ฉันเกือบจะเคลิ้มเลี้ยงข้าวแกแล้วนะ ที่แกอุตส่าห์ทำให้ฉันเบาใจเรื่องผู้ชายที่มากับน้องเพลิน แต่แกต้องอดก็เพราะประโยคหลังนี่แหละ น้องเพลินของฉันเขาขี้เกรงใจโว้ย...เลยไม่อยากให้ใครต้องลำบาก"

   เจ้ากระทงผู้ลาภปากเพิ่งหลุดลอยไปเสียดายสุดแสน แต่ก็ยังมั่นใจในความจริงที่พูดออกมาเพียงแต่ว่าคราวนี้เจ้าตัวเลือกที่จะนิ่ง ไม่พูดอะไรให้แสลงใจลูกพี่ซ้ำสอง เพราะไม่แน่ว่าคราวนี้พี่ไก่อาจจะประเคนแข้งให้แทนข้าวก็เป็นได้

   "แล้วเอาไงต่อดีล่ะพี่ไก่" กระทิงลูกสมุนอีกคนขอความเห็น

   ลูกพี่ใหญ่เอานิ้วถูคางระหว่างมองหนุ่มสาวไกลๆ อย่างใช้ความคิด สมองของไก่ฟ้าประเมินความน่าจะเป็นออกมาทีละขั้นตอน เมื่อเหตุร้ายดูจะคลี่คลายไปเพราะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่มีสิทธิ์เป็นไปได้ตอนนี้สองคนนั้นคงไม่ได้มาสวีทหวานกันแน่ ไก่ฟ้าตะหนักดีแก่ใจว่าเกษตรหวาเป็นชายชาตรีที่มีน้ำใจล้นเปี่ยม ดูอย่างคราวนั้นที่ช่วยเอาปลิงออกจากหลังเขาสิ ไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจมาทำธุระอย่างอื่น แล้วทีนี้เมื่อน้องเพลินผู้แสนจะน่ารักและบอบบางของเขาต้องแบกถุงบวบหนักอึ้ง เกษตรหวาก็เลยเสนอตัวช่วยเหลือตามวิสัยหนุ่มน้ำใจงาม ใช่แล้ว! มันต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ 

   ลูกชายกำนันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อหาข้อสรุปให้กับตัวเองได้ ไก่ฟ้ามั่นใจว่ายังไงสเปคของเพลินตะวันก็ไม่ใช่แบบเกษตรหวา ถึงแม้ว่าในสายตาของสาวๆ ส่วนใหญ่อาจจะมองเกษตรตำบลคนนี้เป็นหนุ่มหล่อล่ำน่าลากไปขย้ำในดงปอเทือง แต่ก็นั่นแหละแค่คนส่วนใหญ่ โชคดีจริงๆ ที่น้องเพลินจัดอยู่ในกลุ่มผู้หญิงส่วนน้อยที่ไม่ได้ชายตาแลหนุ่มๆ แค่เพียงผิวเผิน เขารู้ดีเวลาที่น้องเพลินมองมันเป็นยังไง สายตาของเธอจะมองกราดถ้วนทั่วอย่างกับลำแสงเอ็กซเรย์ มองใครทีสายตาของเธอนี้ราวจะมองให้ทะลุไปถึงก้นบึ้งหัวใจ

   ผู้ชายในฝันของเพลินตะวันเป็นแบบไหนทำไมไก่ฟ้าจะไม่รู้ เกษตรหวานะเหรอ ฮึ ไม่ใช่แน่ๆ ฉะนั้นเขาก็สบายใจได้ มันอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ดีแล้วที่เขายังไม่ได้ลงมือทำอะไรที่มันรุนแรงและทำลายภาพพจน์ผู้ชายอารมณ์ดี นี่ถ้าเขาบุ่มบ่ามอย่างครั้งที่บุกปิดถนนละก็น้องเพลินต้องโกรธเขาจริงจังแน่

   "ไม่ต้องเอาไงทั้งนั้น แค่รู้ว่าเป็นเกษตรหวาฉันก็สบายใจแล้วละ ไม่มีอะไรหรอกเขาอาจติดรถน้องเพลินมาทำธุระก็ได้ พวกแกก็รู้ว่าเกษตรหวาเขาพักอยู่ชายคาเดียวกับน้องเพลินแล้วเขาก็เพิ่งย้ายมาใหม่ สุดที่รักของฉันก็แค่ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้นแหละ พวกแกได้ของครบหรือยังล่ะจะได้กลับบ้านกันสักที"

   "อ้าว...แล้วพี่จะไม่เข้าไปทักเขาหน่อยเหรอ" กระทงยังหวังเห็นลูกพี่แสดงพลังหนุ่ม

   "ไม่!" ไก่ฟ้าแข็งใจตอบพร้อมเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยขณะให้เหตุผล "กฎของฉัน ความรักคือการไว้ใจซึ่งกันและกัน ฉัน...รักน้องเพลินเกินกว่ามานั่งระแวงเรื่องไม่เป็นเรื่อง"

   พูดจบไก่ฟ้าก็เดินตรงไปที่รถ ปล่อยให้สองสมุนมองตามราวกับแผ่นหลังลูกพี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ก็ไม่ปาน กระทงและกระทิงค่อยๆ เบนหน้ามาสบตากันแล้วลงความเห็น

   "วันนี้พี่ไก่มาแปลกแกว่าไหม กล้าพูดนะ ไม่ระแวง อุแหม่...ตอนแรกนี่ฉันนึกว่าจะวิ่งไปกระชากเกษตรมาชกซะแล้ว"

   "แกพูดเหมือนไม่รู้จักพี่ไก่ อีกเดี๋ยวก็พาพวกเราไปปิดถนน เชื่อสิ" กระทิงบอกอย่างรู้นิสัยลูกพี่

   "เออว่ะ สงสัยจะจริง"

   สองสมุนของไก่ฟ้ามองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะวิ่งตามหลังลูกพี่ไปที่รถ ปล่อยให้ความรักของลูกพี่ไก่ฟ้าเป็นปริศนาต่อไป ก็เห็นพี่ไก่ตามจีบน้องเพลินตั้งแต่ยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กหญิงจนป่านนี้น้องเพลินก็ใกล้วัยตะกายคานเข้าไปทุกทีแล้วแต่ยังไม่เห็นจะมีวี่แววยอมตกลงปลงใจร่วมหอกับพี่ไก่สักที ช่างเป็นมหากาพย์ความรักที่ยาวนานนิรันดรจริงๆ
   เพราะว่าไก่ฟ้าพาลูกสมุนกลับบ้านไปก่อนแล้ว พวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้รู้ว่าแท้จริงนั้นผู้ชายน้ำใจงามในความคิดของเขามันผิด!


ต่อข้างล่างนะคะ

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 10 part 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2014, 01:46:25 AM »
   ใบหน้าเกษตรตำบลคนรูปหล่อดูเย็นชาไร้อารมณ์ที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้า กลิ่นเหม็นเขียวของถั่วฝักยาวยังติดอยู่ที่ปลายเล็บ และตอนนี้เขาควรจะดีใจที่ได้พ้นจากแปลงผักของเพลินตะวันมาเสียได้ แต่เปล่าเลยหน้าที่ของเขายังไม่จบ เขายังต้องมาช่วยบริการหอบหิ้วถุงผักพะรุงพะรังให้ยัยผีกะหล่ำอีกด้วย

   สักวาอุ้มถุงบวบบรรจุน้ำหนักประมาณห้ากิโลกรัมเดินตามเพลินตะวันเข้าตรอกซอกซอยของตลาดสามสุข มันเป็นบวบถุงสุดท้ายซึ่งเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจุดหมายปลายทางของมันอยู่ร้านไหน ก็ได้แต่ปล่อยให้ยัยผีกะหล่ำนำทางไปเดี๋ยวถึงเมื่อไรก็รู้เอง

   แต่นี่มันบ้าที่สุดเลย ทุกอย่างดูจะผิดแผนไปหมดจากตอนแรกมีแค่รายการเก็บบวบก็กลายเป็นว่ามีออร์เดอร์สั่งของเพิ่มจากแม่ค้าในตลาด สักวาคิดว่าจะช่วยแค่เก็บบวบแล้วจะได้ออกสำรวจพื้นที่เกษตรกรรมในตำบลก็เลยต้องติดแหง็กอยู่ที่สวนผักต่อไปอีกตั้งครึ่งค่อนวัน กว่าจะเก็บบวบครบ กว่าจะเรียงถั่วฝักยาวเสร็จ หูเขาก็ได้ยินเสียงหลวงพี่ที่วัดโซโล่กลองเพลพอดี

   "เฮ้อ...ถึงสักที ร้านนี้แหละ"

   แม่สาวเจ้าของสวนผักหันมาบอกกับเขาราวกับเหนื่อยมาก ก็ได้ข่าวว่าผักสามสิบกิโลที่เอามาส่งวันนี้คุณเธอช่วยถือแค่ห้ากิโลเองนะ ที่เหลืออีกยี่สิบห้าน่ะหวาทั้งนั้น

   สักวาเดินตามเพลินตะวันตรงไปยังร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่ง ชายหนุ่มหยุดแหงนมองชื่อร้าน ตัวอักษรสีทองฉวัดเฉวียนเลียนแบบภาษาจีนสลักบนแผ่นไม้ขนาดใหญ่ ร้านนี้ชื่อว่าร้าน จักรพรรดิ เจ้าของร้านเป็นชายวัยสามสิบกว่าๆ น่าจะประมาณรุ่นราวคราวเดียวกับเขาหรือเป็นรุ่นพี่ ดวงตาเรียวเล็กบ่งบอกชาติพันธุ์ของอาเฮียเป็นอย่างดี ร่างเฮียสูงใหญ่กำยำ ผิวขาวราวหยวกกล้วย ท่าทางของอาเฮียคนนี้อัธยาศัยดีใช้ได้ และยัยผีกะหล่ำข้างๆ เขาก็ดูจะสนิทสนมกับเฮียแกน่าดู

   "เฮียเบนซ์ เพลินเอาบวบมาส่งให้แล้วจ้ะ"

   "เออๆ ฝากเอาเข้าไปวางในร้านให้เฮียทีเพลิน ไอ้เกี๊ยกมันไม่อยู่รับของแล้ว เอาข้าวไปส่งใจ๋ยังไม่กลับเลย" เฮียเบนซ์สั่งโดยไม่หันมามอง เพราะกำลังทำอาหารให้ลูกค้า

   "คุณเอาไปไว้บนโต๊ะนั้นเลย"

   เพลินตะวันบุ้ยปากบอกสักวาให้เอาถุงบวบไปวาง เกษตรตำบลจำต้องทำตามนั้นโชคดีที่บวบถุงนี้เป็นถุงสุดท้าย ก็ไม่แน่ว่าถ้ามีอีกสักถุงเขาอาจจะปรี๊ดแตกจับยัยผีนี่ยัดหม้อถ่วงน้ำซะให้หมดเรื่องไป แม่คุณเอ๊ย...พอได้ใช้นี่ก็ใส่เต็มที่ไม่มีเกรงใจกันเลย สักวารึสู้อุตส่าห์อดทนมาตั้งหลายชั่วโมงช่วยเธอเก็บบวบ เก็บถั่ว บรรจุถุงชั่งน้ำหนักและยังใจดีบริการหิ้วส่งถึงที่ รอให้เสร็จจากนี่ก่อนเถอะคุณนายเพลินตะวันจะต้องทำตามบัญชาท่านหวาบ้างละ

   "ขอบคุณมากเลยนะ เอ...วันนี้ทำไมเพลินมีผู้ช่วยรูปหล่อมาด้วย หรือว่า..." เฮียเจ้าของร้านเดินเข้ามายื่นค่าบวบให้ พอได้เห็นสักวาดวงตาเรียวเล็กก็ดูพร่างพรายเปล่งประกายล้อเลียนขึ้นมา ดีที่ว่าเพลินตะวันทักท้วงไว้

   "ไม่ต้องเดาเลยเฮีย นี่...เกษตรหวา เกษตรตำบลคนใหม่ของบ้านร้อยบุญ คุณๆ นี่เฮียเบนซ์เจ้าพ่อขาใหญ่ประจำตลาดสามสุขรู้จักไว้ซะ เผื่อมีปัญหาก็ปรึกษาเฮียได้ เฮียรู้จักทุกซอกซอย เฮียสู้ไม่ถอย พร้อมชนทุกคนที่มีปัญหายกเว้น ม.เมีย ที่เฮียเคารพ"

   เพลินตะวันแนะนำขำๆ เพราะภรรยาของเจ้าของร้านที่ชื่อคล้ายกันกับเธอแถมยังเป็นญาติห่างๆ กันด้วย  เมื่อต้องส่งผักให้ความห่างเริ่มขยับเข้าใกล้จึงกลายเป็นความสนิทสนมกับทั้งคู่มากจนหยอกล้อกันได้โดยที่อีกฝ่ายไม่โกรธ

   "ไม่เถียงโว้ย ผู้ชายเราจะเจริญได้ก็เพราะ ม.เมีย ที่ดีนี่แหละ" เฮียเบนซ์ยิ้มรับอย่างมีความสุข "แล้วจะไปไหนกันต่อหรือเปล่า"

   "ไม่ไปไหนแล้วเฮีย ว่าจะกลับบ้านเลย เกษตรหวาเขาอยากออกเยี่ยมลูกบ้าน"

   "แล้วกินอะไรกันหรือยัง กะเพราสักคนละกล่องไหมเดี๋ยวเฮียผัดให้"

   "ไม่ต้องๆ ลูกค้าเฮียเยอะเพลินขี้เกียจรอ เดี๋ยวหิวแล้วเพลินจัดการเองได้ไม่ต้องห่วง เฮียไปดูหน้าร้านเถอะ เพลินกลับเลยแล้วกันนะ" เพลินตะวันหันมาชวนชายหนุ่มข้างๆ "ไปคุณ กลับบ้านร้อยบุญกันดีกว่า"

   สักวายิ้มลาเจ้าของร้าน แล้วทั้งสองก็พากันออกมา ชายหนุ่มอาศัยจังหวะเดินกลับรถมองสำรวจตลาดหลังจากที่เมื่อกี้หอบผักเสียจนไม่ได้มองอะไรข้างทางเลย ว่าไปเขายังไม่มีโอกาสได้มาเดินเที่ยวตลาดสามสุขเลย แต่ก็คิดไว้แล้วว่าถ้ามีเวลาจะมาเดินหาของสวยๆ งามๆ ส่งไปให้แม่บานแย้มและจินตหราวาตีบ้าง

   "เกษตรอยากเดินเที่ยวสักรอบไหม วันธรรมดาแบบนี้คนไม่เยอะหรอก แต่ของก็ไม่ค่อยมีขายเหมือนกันต้องวันหยุดนั่นแหละถ้าเกษตรอยากได้พวกของขวัญของฝากนะ" เพลินตะวันถามอย่างมีน้ำใจแต่สักวากลับส่ายหน้า

   "ผมคงยังไม่ได้ย้ายกลับวันนี้ พรุ่งนี้หรอก ไว้ว่างๆ ค่อยมาเที่ยวก็ได้"

   "ตามใจ หิวไหมล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเก๊กฮวยถุงหนึ่ง" คราวนี้เพลินตะวันไม่รอคำตอบ หญิงสาวปราดไปที่ร้านขายหนังสือพลางตะโกนสั่งน้ำเก๊กฮวยสองถุง ได้ของเรียบร้อยก็เดินกลับมายื่นให้เขาถุงหนึ่ง "อร่อย ชื่นใจ หากินไม่ได้ง่ายๆ แล้วนะคุณ"

   "ขอบคุณ เป็นน้ำเก๊กฮวยที่แพงมาก แลกกับหยาดเหงื่อแรงงานครึ่งวันของผมเลยนะ" ชายหนุ่มค่อนก่อนดูดน้ำหวานในถุงจนยุบไปเกือบครึ่งด้วยความกระหาย รับคำสั่งคุณนายมาครึ่งวันได้ค่าตอบแทนเป็นเก๊กฮวยหนึ่งถุงสุดคุ้มไปเลยไอ้หวา

   "แหมเกษตรอย่าเพิ่งประชดสิ ฉันก็พอจะสำนึกในน้ำใจที่คุณให้ความช่วยเหลือหรอกน่า วันนี้ถ้าคุณไม่ช่วยคงเสร็จไม่ทันแน่ ขอบคุณนะ เดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าว" เพลินตะวันยิ้มกว้าง โยนความอาฆาตแค้นจากเมื่อคืนทิ้งไป ยอมเลิกโกรธที่เขาเอาน้ำราดหัวเธอก็ได้ เพราะวันนี้สักวาช่วยเต็มที่จนเหงื่อไหลท่วมตัวแต่ไม่ปริปากบ่นสักคำแม้ว่าหน้าหล่อๆ จะบูดบึ้งไปบ้างก็เถอะ ถือว่าเขาช่วยเธอไถ่โทษก็แล้วกัน

   เธอเองก็ดูออกว่าเขาไม่ชอบใจนักแต่ก็ยังทนช่วยจนเสร็จ ดังนั้นเธอก็จะทำเป็นลืมเรื่องน้ำขันนั้น เพราะหากจะพูดให้ถูกสักวาเองก็คงไม่ได้ตั้งใจราดลงมาที่หัวเธอหรอก เขาจะรู้ได้ไงว่าเธอแอบอยู่ตรงนั้น

   "ทำไมไม่จ้างใครมาช่วยล่ะ ผมว่างานคุณเยอะไปนะ ทำคนเดียวเมื่อไรจะเสร็จ บอกไว้ก่อนว่าผมไม่มีเวลาเหลือไปช่วยคุณเก็บผักทุกวันนะ"

   "ฉันก็ไม่ใช้คุณทุกวันหรอกน่า ค่อยๆ ทำไปเดี๋ยวก็เสร็จ จ้างคนอื่นเขาทำไม่เหมือนเราทำเองหรอก แต่บางทีถ้างานเยอะๆ รีบๆ ฉันก็จ้างเด็กๆ นะ เขาจะได้มีเวลาทำอย่างอื่นบ้างนอกจากเล่นเกมส์แล้วก็อุ้มไก่ชนตามพวกผู้ใหญ่เข้าบ่อน"

   "ตำบลคุณนี่ของเล่นเยอะดีนะ"

   "อยู่นานๆ ไปคุณก็จะรู้เอง ที่เห็นยังแค่ผิวๆ เตรียมตัวระทึกได้เลยเกษตรมีเด็ดกว่านี้อีกเยอะ" หญิงสาวยักไหล่แล้วก้มลงดูดน้ำเก๊กฮวย "ว่าแต่เกษตรอยากดูอะไรก่อน"

   เพลินตะวันเริ่มเข้าเรื่อง ตามที่ตกลงกันไว้ สักวาจะช่วยเธอจัดการส่งบวบจนเสร็จแล้วจากนั้นเธอจะพาเขาไปสำรวจให้ทั่วทั้งตำบลร้อยบุญ จากนั้นช่วงเย็นๆ เธอจะได้ไปฉีดน้ำหมักให้กับกวางตุ้ง ในเมื่อภารกิจแรกลุล่วงไปแล้ว เพลินตะวันก็ไม่อยากประวิงเวลาไว้อีก แดดมันร้อนจนเธอคร้านจะแกล้งตีรวนกับเกษตรหวาแล้ว

   "งั้นเราไปสำรวจคร่าวๆ ก่อนไหม ชาวบ้านเขาทำอะไรกันบ้าง ผมอยากรู้ปัญหาเพื่อว่าจะได้ปรับปรุงแก้ไขให้คำแนะนำได้ถูก"

   "ส่วนใหญ่ก็จะมีทั้งทำนา ทำสวน ปลูกผักและเลี้ยงสัตว์พวกหมู ปลา ไก่ อะไรพวกนั้น แต่กิจการไม่ใหญ่ ทำเป็นแบบครัวเรือนมากกว่าระบบฟาร์ม ฉันจะอธิบายยังไงดีล่ะ แบบแผนวิธีการที่ใช้กันยังดูล้าหลัง เกษตรก้านก็พยายามสอนวิธีใหม่ๆ แล้วนะแต่ดูเหมือนว่าชาวบ้านยังไม่ค่อยตื่นตัวกันมากพอ" เพลินตะวันชี้แจงปัญหาเรื้อรังพลางปลดล็อกรถ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่ง จากนั้นทั้งสองก็พากันกลับบ้านร้อยบุญ

   ระหว่างทางหนุ่มสาวก็นั่งฟังเพลงกันเงียบๆ แล้วเพลินตะวันก็พาสักวามาหยุดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยแห่งบ้านร้อยบุญ และแม้ว่าเวลาจะปาเข้าไปเกือบบ่ายสองแต่ลูกค้าก็ยังนั่งเต็มทุกโต๊ะ หญิงสาวบอกว่าร้านนี้ถือเป็นจุดกระจายข่าวสารประจำตำบลเลยก็ว่าได้ เพราะร้านตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านกำนันไก่โต้ง ข่าวสารใดที่กำนันได้รับคำสั่งมาก็มักจะถูกถ่ายสำเนานำมาแปะไว้ที่ร้านนี้เช่นกัน บางครั้งจึงมีคนแกล้งเย้าแม่ค้าว่านี่คือที่ทำการของกำนันแห่งที่สอง

   "เดี๋ยวเราหาอะไรกินกันก่อนแล้วกัน ร้านนี้ฉันการันตีรสชาติไม่เป็นรองใคร แต่ถ้าไม่อยากความลับรั่วไหลคุณก็ต้องนั่งกินไปเงียบๆ น้าอ้อยเจ้าของร้านแกจิตวิทยาสูงมาก อะไรที่แกอยากรู้แกไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง มาใหม่แบบคุณนี่น้าแกชอบนัก นั่งซักละเอียดยิบเลยละ"

   "ฟังดูน่ากลัวนะ"

   "ไม่เท่าไร ก็แค่ต้องมีสติติดตัวตลอดเวลา จะได้ไม่พลาดท่าให้น้าอ้อย" เพลินตะวันยักคิ้วพลางเดินนำเข้าร้านและทักทายกับน้าอ้อยอย่างสนิทสนม

   สักวารู้ได้ทันทีว่าจริงๆ แล้วเพลินตะวันเป็นคนที่กว้างขวางมาก เธอเป็นคนที่รู้จักวิธีผูกใจทำให้ผู้คนเอ็นดูโดยไม่ต้องประจบประแจงแกล้งเอาใจ ทุกครั้งที่เธอพูดกับใครสิ่งที่ได้เห็นคือรอยยิ้มจริงใจเป็นอย่างแรก ติดตามต่อด้วยคำพูดรื่นหูฟังแล้วดูอ่อนน้อมให้ความเคารพผู้ที่เธอต้องติดต่อด้วย

   เพลินตะวันคงจะเป็นพี่เลี้ยงที่ดีให้เขาได้ ตราบใดที่เธอยังควบคุมตัวเองได้และกลายร่างเป็นนารีพิฆาตพ่นไฟแว้ดๆ อย่างวันแรกที่เจอกัน เขาจำได้และยังสงสารพ่อค้าโชคร้ายคนนั้นทุกคราวที่นึกถึง กว่าจะตกลงซื้อกะหล่ำจากยัยผีนี่ได้เฮียแกคงอยากกลั้นใจตายเสียหลายหน สรุปแล้ววันนั้นทั้งเขาและพ่อค้ากะหล่ำต่างดวงตกพอๆ กัน นึกแล้วก็ขำทำไปทำมาเขาก็หนีเธอไม่พ้น

   "น้าอ้อยจ๋า เพลินพาหนุ่มมาแนะนำให้รู้จัก นี่เกษตรหวาจ้ะ"

   สักวาได้รับการแนะนำตัวให้รู้จักกับเจ้าของร้าน น้าอ้อยเป็นหญิงที่ล่วงเลยวัยสาวมาแล้ว แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจน้าอ้อยจึงยังคงต้องทำตัวให้กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วชนิดที่สาวๆ บางคนยังอาย เกษตรตำบลคนใหม่มองริมฝีปากของแม่ค้าสาวใหญ่ที่ถูกฉาบด้วยสีแดงจัด เหนือขึ้นไปที่เปลือกตาน้าอ้อยเป็นสีม่วงมีกากเพชรวิ้งๆ ยามกะพริบตา

   ภาพลักษณ์ของน้าอ้อยทำให้สักวาคิดถึงคนที่บ้านนั่นคือแม่ครูบานแย้ม ผู้หญิงสองคนมีสไตล์การแต่งหน้าที่คล้ายคลึงกัน แต่แม่ของเขาจะเบากว่าน้าอ้อยนิดหนึ่งหากเทียบกันในยามปกติเช่นนี้ ทว่าเมื่อถึงคราวต้องขึ้นเวทีแล้วละก็นางเอกลิเกบางคณะยังแต่งหน้าสวยสู้แม่บานแย้มของเขาไม่ได้เลย

   "ร้านนี้ยินดีต้อนรับนะคะเกษตรหวา วันนั้นน้าอ้อยเห็นเกษตรแวบๆ แล้วละ ตอนที่เกษตรเข้าไปเอาปลิงออกให้พ่อไก่แล้วกลับบ้านไปพร้อมเจ้าเพลินน่ะ น้าอ้อยยังสงสัยอยู่เลยว่าเจ้าเพลินมันหักอกพ่อไก่ฟ้าแล้วหรือไง ถึงหิ้วหนุ่มอื่นขึ้นรถกลับบ้าน ทิ้งให้พ่อกำนันพาพ่อไก่ไปหาหมอคนเดียว"

   "น้าอ้อยก็พูดเกินไป หักองหักอกอะไรเพลินกับพี่ไก่ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย"

   "เออ...เราน่ะไม่ได้เป็นอะไรกับพ่อไก่หรอก แต่พ่อไก่ซี้...มันอยากจะเป็นอะไรกับเราจนตัวสั่นแล้ว"

   "พอๆ เลยน้า เพลินมาหิวๆ อย่าเพิ่งแซวให้โมโห ทำผัดไทให้จานหนึ่งสิ คุณกินอะไรดี" เพลินตะวันเปลี่ยนเรื่องด้วยการหันไปถามชายที่มาด้วย

   "เอาผัดไทอย่างคุณก็ได้"

   "งั้นสองจาน ด่วนเลยนะน้า หิวมาก" หญิงสาวสั่งพลางบอกให้สักวาไปนั่งรอที่โต๊ะส่วนตัวเธอนั้นเดินเลยไปตักน้ำมาบริการให้เขา

   ระหว่างรอผัดไทเพลินตะวันกับสักวาก็คุยสัพเพเหระไปเรื่อย บางเรื่องก็ขำจนต้องหัวเราะออกมา จึงไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังตกเป็นเป้าสายตาของเจ้ากระทงซึ่งปั่นจักรยานมาจอดเทียบหน้าร้านเพื่อซื้อกล้วยแขก

   สมุนไก่ฟ้าถึงคราชะงักเมื่อมองเข้าไปเห็นหวานใจลูกพี่กับหนุ่มคนที่คิดว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ บางทีลูกพี่ไก่อาจจะโลกสวยเกินไป ก็ถ้าไม่มีอะไรกันจริง แล้วเหตุใดถึงมานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันแถวนี้ แทนที่ส่งผักเสร็จจะแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

   ท่าจะไม่ดีเสียแล้ว...กระทงวิเคราะห์รูปการณ์ สายตายังจับจ้องคนทั้งคู่อย่างอยากรู้อยากเห็น ปากก็คันยิบๆ อยากจะถามน้าอ้อยให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็กลัวว่าเป้าหมายจะไหวตัวทันงานใหญ่จะพานเสียไป อย่างนี้ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย น้องเพลินช่างกระไรนัก พาหนุ่มมาเย้ยแถวปลายจมูกพี่ไก่นี่เอง ทนไม่ไหวแล้ว! เรื่องนี้ต้องขยาย ให้รู้กันไปว่าพี่ไก่ฟ้าจะทำใจเย็นอยู่ได้!

   กระทงจ่ายเงินค่ากล้วยแขกและรีบปั่นจักรยานกลับบ้านฝุ่นตลบ ถึงบ้านก็วิ่งตึงๆ ขึ้นเรือนชะเง้อคอมองหาลูกพี่ กำนันไก่โต้งซึ่งเพิ่งเลิกจากการดูมวยไทยเจ็ดสีเห็นเข้าจึงถามอย่างสงสัย

   "มองหาอะไรของแกวะ"

   "พี่ไก่ล่ะจ๊ะพ่อกำนัน พี่ไก่อยู่ไหน"

   "อ้าวใต้ถุนบ้านไม่มีหรอกเหรอ เมื่อกี้มันก็นั่งดูมวยกับฉันนี่แหละ แต่จู่ๆ มันก็บอกว่าจะไปอาบน้ำให้จิรายุ แกลองลงไปดูสิ คงอยู่แถวนั้นนั่นแหละ"

   "จ้ะๆ งั้นฉันไปหาพี่ไก่ก่อนนะจ๊ะ" ว่าแล้วเจ้ากระทงก็รีบวิ่งลงไปจากเรือน ทิ้งให้กำนันไก่โต้งยืนมองด้วยความสงสัย

   เจ้ากระทงเดินผ่านช่องว่างระหว่างสุ่มไก่ที่วางอยู่เรียงรายใต้ถุนเรือนอย่างคล่องแคล่ว เป็นที่รู้กันดีว่าพ่อกำนันชื่นชอบไก่ชนมาก สมัยเด็กๆ นั้นเป็นเซียนไก่ตัวยง ว่างเมื่อไรต้องหาเรื่องชนไก่อยู่เรื่อย กำนันตอนนั้นเคยบ้าหนักถึงขนาดอุ้มไก่ไปตีกับไก่ครูใหญ่มาแล้วเพื่อแลกกับการได้เลื่อนชั้น แต่พอเวลาผ่านไปความคึกคะนองก็ลดลงสำนึกในผิดชอบชั่วดีมากขึ้น เดี๋ยวนี้กำนันไม่ตีไก่แล้ว แต่ยังคงเลี้ยงไว้ดูเล่นด้วยใจรัก จะมีก็แต่ไก่ฟ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ยังอุ้มไก่ไปตีกับคนอื่นบ้างเป็นครั้งคราว

   ไก่ฟ้านั้นได้รับการอิทธิพลเรื่องไก่ชนมาจากผู้เป็นพ่อตั้งแต่เล็ก กระบวนการดูแลและเอาใจใส่ไก่ฟ้าทำได้ยอดเยี่ยมไม่เป็นรองใคร สมาชิกไก่ชนทุกตัวที่ถูกครอบอยู่ในสุ่มต่างรักเจ้าหนุ่มไก่ฟ้ากันมาก เวลาเห็นเดินเข้ามาหาทีไรเป็นได้โก่งคอขัน ตีปีกพึ่บพั่บดีใจกันยกใหญ่

   "พี่ไก่ๆ" เจ้ากระทงเรียกลูกพี่ที่กำลังง่วนอยู่กับการกล่อมเจ้าไก่ชนเหลืองหางขาวนามว่าจิรายุ

   "อะไร นี่แกช่วยลดเสียงลงหน่อยได้ไหม เดี๋ยวถ้าจิรายุตกใจฉันจะไล่เตะแกนะไอ้กระทง" ลูกพี่ใหญ่ขู่ขึงขังแต่มือนั้นกลับลูบคอไก่ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา "มีอะไรก็ว่ามา แค่อย่าทำเสียงดัง เดี๋ยวไก่ตื่น"

   "น้องเพลินจ้ะพี่ น้องเพลินอยู่ร้านน้าอ้อยกับผู้ชาย"

   "หา!!!" ไก่ฟ้าลืมตัวอุทานเสียงดังจนจิรายุสะดุ้ง ชายหนุ่มรีบส่งไก่ให้เจ้ากระทิงเอาเข้าสุ่มแล้วเดินเข้าไปคาดคั้นเจ้ากระทง "เล่ามาให้หมด น้องเพลินมากับใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร"

   "มากับคนเดิม เกษตรหวา ที่ร้านน้าอ้อย คุยกันหนุงหนิง"

   "ปัดโธ่! ฉันก็นึกว่าใคร ก็แล้วมันมีปัญหาตรงไหนลองเล่ามาซิ" เพื่อไม่ให้เสียงของพวกเขาดังรบกวนบรรดาไก่วีไอพีทั้งหลาย ลูกชายกำนันจึงชวนลูกน้องไปนั่งคุยกันต่อที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นมะขามหลังบ้าน

   "ฉันรู้นะ ว่านิยามรักของพี่ไก่คือการไว้ใจ แต่นี่มันจะเกินไปไหม ท่าทางของสองคนนั้นมันเลยเส้นคนรู้จักกันธรรมดาแล้วนะพี่ ฉันอยากให้พี่ไปเห็นด้วยตาตัวเอง"

   "นี่แกดูหนังมากไปหรือเปล่าไอ้กระทง น้องเพลินกับเกษตรหวา ผับผ่าสิอะไรจะไวปานนั้นถึงขั้นหนุงหนิง" เจ้ากระทิงเองก็ไม่ค่อยอยากเชื่อ

   คนคาบข่าวหันไปมองลูกพี่ ไก่ฟ้าเองก็ย่นคิ้วมองลูกน้องและทำท่าเหมือนว่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ไม่เด็ดขาด! เจ้ากระทงไม่ยอมอีกแล้วน้องเพลินจะทำร้ายหัวใจลูกพี่ไก่ไม่ได้ กระทงไม่ยอม!

   "งั้นเราไปพิสูจน์กันไหม เอาให้ชัดๆ ไปเลย ร้านน้าอ้อยแค่นี้เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึง สองคนนั่นคงยังกินกันไม่เสร็จหรอก มื้อนี้ฉันเลี้ยงพี่ก็ได้เอ้า!"

   "โอ้...งั้นรีบไปเลย ไปๆ กระทิงรีบเลยแก" ไก่ฟ้ากุลีกุจอทันที ไม่ใช่เพราะจะไปจับผิดเพลินตะวันหรอก แต่รีบเพราะกลัวลูกน้องเปลี่ยนใจ จะยังไงก็แล้วแต่การได้กินของลูกน้องมันไม่ได้มีโอกาสบ่อยนักหรอกโดยเฉพาะของฟรีจากไอ้กระทงกับไอ้กระทิงนี่

   ห้านาทีต่อมาสามบุรุษสุดรั่วก็เดินต่อแถวเข้าไปในร้านน้าอ้อย ไก่ฟ้าเอ่ยทักสาวใหญ่เจ้าของร้านก่อนจะเดินยิ้มหน้าบานไปนั่งโต๊ะเดียวกับเพลินตะวัน แวบแรกที่เห็นรอยยิ้มของนางในดวงใจไก่ฟ้าก็หูอื้อตาลายเพราะน้อยครั้งนักที่น้องเพลินจะยิ้มให้เขาแบบเดียวกับที่กำลังยิ้มให้เกษตรหวา หรือจะเป็นอย่างที่ไอ้กระทามันว่าไว้ ไก่ฟ้ารีบปราดไปนั่งข้างหญิงสาวแล้ววาดลวดลายร่ายคำหวาน

   "บุพเพนำพาให้เรามาเจอกันอีกแล้วนะจ๊ะน้องเพลิน แบบนี้ไม่เรียกเนื้อคู่พี่ไก่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกเนื้ออะไร"

   เนื้อร้าย...มะเร็งไง

   เพลินตะวันช่วยหาคำจำกัดความ สองมือรวบช้อน ยิ้มให้คนมาใหม่อย่างเสียมิได้ ถามไปอีกเรื่อง "มาหาอะไรกินรอบบ่ายเหรอจ๊ะพี่ไก่"

   "มาหาหัวใจ เอ๊ย! ไม่ใช่จ้ะ" ไก่ฟ้ารีบเปลี่ยนคำพูดเพราะเห็นหัวคิ้วที่ย่นจนแทบจะชนกันของเพลินตะวัน "พี่มาหาอะไรกินอย่างน้องเพลินว่านั่นแหละ นั่งดูมวยกับพ่อแล้วหิวเลยแวบมา โชคดีวันนี้กระทงมันเสนอตัวเป็นเจ้ามือพี่เลยพลาดไม่ได้ ว่าแต่น้องเพลินกับเกษตรหวาไปไหนกันมาหรือจ๊ะ"

   "ไปส่งผักที่ตลาดมา" น้องเพลินเป็นคนตอบ ขณะที่เกษตรหวาแค่นั่งยิ้มเฉยๆ

   ไม่มีพิรุธหลุดมาเลยไก่ฟ้าจึงต้องเดินหน้ารุกต่อ "อิ่มแล้วจะไปไหนกันต่อ"

   "ผมว่าจะให้คุณเพลินพาสำรวจหมู่บ้านสักหน่อยครับ พอดีผมรับโครงการจากสำนักงานมาเลยอยากหาข้อมูลดูก่อน คุณไก่ฟ้าว่างหรือเปล่า สนใจไปด้วยกันไหมครับ คนยิ่งเยอะยิ่งครึกครื้นนะ"

   "เอ่อ...ฉันว่าไม่ ไม่รบกวนพี่ไก่ดีกว่า พี่กลับไปดูมวยกับลุงกำนันต่อเถอะจ้ะ" เพลินตะวันรีบแทรกและแอบเตะขาเกษตรให้หยุดเสีย สั่งแล้วว่าให้นั่งกินไปเงียบๆ โถ...พออ้าปากพูดทีก็หางานให้เธอเลย

   "อู๊ย...สำหรับน้องเพลินของพี่ ไม่มีคำว่ารบกวนหรอก ในนี้มันมีแต่ความยินดีจ้ะ"ไก่ฟ้าชี้ที่อกข้างซ้ายแล้วยิ้มหวาน นัยน์ตาเชื่อม

   "แต่ว่าพี่ไก่หิวไม่ใช่เหรอจ๊ะ” เพลินตะวันพยายามหาทางหนีสุดชีวิต “เพลินไม่รบกวนหรอกจ้ะ พี่ไก่ค่อยๆ กินให้สบายใจแล้วกลับไปดูมวยต่อ เพลินกับเกษตรหวาไปกันได้สบายมาก เกษตรอิ่มแล้วใช่ไหม"

   ตอนท้ายเพลินตะวันถามหนุ่มหล่อ ด้วยประสบการณ์ที่เรียนรู้จากหญิงสาวทำให้ไก่ฟ้าเข้าใจทะลุปรุโปร่ง น้องเพลินไม่อยากให้เขาไป จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่มันทำให้เขาปวดหัวใจเป็นที่สุด เมื่อเธอเห็นคนอื่นดีกว่าหัวอกไก่ฟ้าถึงครากลัดหนอง ความไว้ใจที่มีเริ่มสั่นคลอน

   ลูกชายกำนันสบตากับสองสมุนที่รอดูท่าที ก่อนจะบรรจงฉีกยิ้มให้หญิงที่แอบหลงรักมาเนิ่นนาน สมองไก่ฟ้าขบคิดเร็วไวในที่สุดเขาก็เจอทางออกอันงดงามให้กับเพลินตะวันแล้ว

   "งั้นเอาอย่างนี้ เพื่อที่เราทั้งหมดจะได้ไม่ต้องเสียเวลา" ไก่ฟ้าส่งยิ้มให้สาวใหญ่หน้าร้านแล้วสั่งเสียงหวาน "น้าอ้อยจ๋าทำผัดซีอิ้วสามกล่องอย่างด่วนเลยจ้ะ ฉันจะเอาไปกินระหว่างที่น้องเพลินกับเกษตรหวาสำรวจหมู่บ้าน เร็วๆ เลยนะ เดี๋ยวฉันเดินกลับไปเอารถก่อน"

   "พี่ไก่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยจ้ะ"

   เสียงปรบมือจากสองสมุนทำให้ผู้เป็นลูกพี่ใหญ่ยืดได้อีกหน่อย ไม่เสียทีที่เกิดเป็นลูกพ่อกำนันไก่โต้ง หากพี่ไก่ฟ้าตั้งใจจะตามน้องเพลินก็อย่าหวังหนีกันเลย มันเหนื่อยเปล่า คราวนี้จะจับตาดูไม่ให้พลาดเลยเชียว น้องเพลินที่รักพี่ไก่อุตส่าห์ไว้วางใจ ทำไมต้องทำเหมือนไม่อยากให้เขาไปด้วย ลับลมคมในน่าสงสัยจริงๆ หรือว่าจะเป็นอย่างที่ไอ้กระทงมันคาดไว้

   โอ้ไม่นะ! น้องเพลินกับเกษตรหวา ไม่ๆ ต้องน้องเพลินกับพี่ไก่ต่างหาก ไอ้หนุ่มหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิเว้ย!

   “กระทง กระทิง เดี๋ยวน้องสองคนกลับไปรถมานะ พี่ไก่จะนั่งรอกับน้องเพลินที่นี่”

   “ได้เลยจ้ะพี่ แล้วพวกฉันจะรีบกลับมา” ลูกน้องรับคำแล้วพากันออกจากร้านเดินกลับไปที่บ้าน

   ไก่ฟ้ายิ้มให้สักวาพลางนึกขอบคุณที่ยังอุตส่าห์ชวนเขา เพลินตะวันเสียอีกนั่งเฉยไม่ชวนแล้วยังตั้งท่าจะชิ่งกันซึ่งหน้าอีกน่าตีจริงๆ

   “ความจริงคุณไก่ไปด้วยกันก็ได้นะครับ โอ๊ย!” สักวาร้องออกมาเมื่อหน้าแข้งของเขาถูกแม่สาวสวนผักเตะเข้าเต็มแรง ชายหนุ่มตวัดสายตามองเธอเพื่อขอคำตอบ แต่ยัยนั่นกลับทำหน้าหงิกใส่เขา

   “ให้พี่ไก่เอารถไปเองนั่นแหละดีแล้ว ขากลับจะได้ไม่ต้องตามส่งกันให้เสียเวลา” เพลินตะวันให้เหตุผล แต่สักวากลับทำหน้าไม่เข้าใจ หญิงสาวจึงต้องเตือนถึงกฎของการนั่งกินอาหารร้านน้าอ้อย “เกษตรหวา ก่อนมาฉันบอกว่าไง นั่งหาวิธีทำให้เราชนะดีกว่าไหมคะ”

   “งั้นคุณกับคุณไก่ก็ไม่ต้องเกรงใจผมนะ ผมเข้าใจเวลาที่คนรักเจอกันเขาก็อยากจู๋จี๋กันเป็นธรรมดาให้คิดว่าตรงนี้ไม่มีผมแล้วกัน ตามสบายนะครับคุณไก่”

   สักวาทิ้งระเบิดไว้ก่อนที่เขาจะคว้าแก้วน้ำไปกดน้ำใหม่ เกษตรหนุ่มแทบกลั้นยิ้มไม่ไหวที่ได้แกล้งคน ท่าทางยัยผีกะหล่ำจะแพ้ทางนายไก่ฟ้า ดูเธอจะสยองๆ อีกฝ่ายยังไงไม่รู้ ทางด้านลูกชายกำนันเขาก็จำได้แม่นละว่าครั้งแรกที่เจอไก่ฟ้ากับสมุนถึงกับลงทุนปิดถนนดักรถเขาไว้เพื่อเคลียร์ใจกับเธอ

   จันทน์กะพ้อบอกว่าไก่ฟ้าชอบเพลินตะวันมานานและทำตัวเป็นติ่งยัยผีกะหล่ำราวกับเด็กสาวตามกรี๊ดไอดอลเกาหลี มาเห็นของจริงอย่างนี้สักวาก็ขำนะสิ คารมลูกชายกำนันช่างหวานเลี่ยนไม่รู้ไปเรียนจีบสาวกับพระเอกลิเกคณะไหน ตอนเขาจีบนางไหยังไม่ใช้สำนวนลิเกๆ แบบนี้เลยให้ตาย!

   สะใจเป็นบ้าที่ได้เห็นเพลินตะวันทำหน้าเหมือนกะหล่ำสำลักน้ำ ใช้งานเขาดีนักจับทางได้แบบนี้ก็สนุกนะสิ สักวาจะแกล้งให้ไปไม่เป็นเลยคอยดู

   เกษตรหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม อารมณ์ดีขึ้นมาเป็นกองนี่เป็นครั้งแรกของวันเลยก็ว่าได้ที่เขารู้สึกมีชัยเหนือเจ้าถิ่นอย่างเพลินตะวัน ความเหนื่อยล้าที่ได้รับมาจากแปลงสารพัดผักของเธอดูจะเปลี่ยนเป็นความรื่นเริงขึ้นมา สักวารู้สึกขอบคุณไก่ฟ้าที่เข้ามาทำให้เขามีตัวช่วยในการเอาคืนยัยผีกะหล่ำบ้าง

   แล้วน้องเพลินจะได้รู้ว่าอย่ามาหือกับพี่หวา!

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 270
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 10
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2014, 01:50:13 PM »
เข้ามาหา มุ้งมิ้ง ฮ่าๆ

เขียนเข้าไปๆๆๆ มะนอแน่  ;D
            เดี๋ยวพี่มาเชียร์เรื่อยๆๆ
                 เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย
                        เราไม่ดื่ม ฮ่าๆ
Licht und Schatten トーキョーグール-

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 10
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2014, 07:36:19 PM »
ฮ่าๆๆๆ รับแซบค่ะหัวหน้า

จบแล้วเรามามุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง สุดติ่งกิงก่องแก้วด้วยกันนะเคอะ

 ;D ;D ;D