ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 11  (อ่าน 900 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 11
« เมื่อ: มิถุนายน 16, 2014, 01:39:02 AM »
บทที่ 11

   พลาด! คิดพลาด! ชีวิตพลาด! และจวนจะลงไปนอนดิ้นพราดๆ ทำไมผัดซีอิ้วของน้าอ้อยไม่อร่อยเหมือนเคย กินคะน้าก็ขม กลืนเส้นก็ติดคอ แถมกลิ่นซีอิ้วยังเหม็นหึ่ง!

   นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับไก่ฟ้า หรือว่าเขาลืมบีบแตรรถทักเจ้าแม่ตะเพียนทองตอนที่ขับผ่านตำหนักท่านมา จิตใจของเขาถึงได้หงุดหงิดหงุมหงิมเป็นยายฉิมเก็บเห็ดแบบนี้ นี่ขนาดผัดซีอิ้วของโปรดที่เคยกินอร่อยลิ้นก็แทบสิ้นรส

   ทั้งหมดนี้ก็เพราะโน่น...สองคนกลางทุ่งนาโน่นเลย ยิ่งมองยิ่งปวดใจทำไมจะต้องเดินตามกันต้อยๆ แบบนั้นมันบาดใจคนมองไม่รู้กันหรือไง เห็นแล้วก็อยากให้พ่อกำนันสั่งกวาดล้างพวกเพลี้ยให้สิ้นซาก เกษตรหวาจะได้ไม่ต้องพาน้องเพลินของเขามาลำบาก

   ไก่ฟ้าพลาดเองที่วันนี้เกิดอยากเล่นบทคุณชายแสนดี ทำใจกว้างสุขุมลุ่มลึก แล้วเป็นไงล่ะมานั่งเฉาเป็นพระเอกท้ายรถกระบะ เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเลือกเล่นผิดบท เพราะคู่พระนางสองคนบนคันนานั้นทำท่าจะหวานกันจนเพลี้ยสลบไปแล้ว ส่วนเขากับสมุนต้องมานั่งกินกับผัดซีอิ้วขมๆ ให้ระทมหัวใจ

   "แบบนี้พี่ไก่ ยังจะคิดว่าไม่มีอะไรอีกไหม" เจ้ากระทงพูดผ่านสายลมเหมือนไม่ใช่เรื่องร้ายแรงสำหรับคนฟัง

   แต่ขณะนี้ไก่ฟ้าไม่ใช่ผู้ชายโลกสวยอีกแล้ว ความไม่แน่ใจเกิดขึ้นตีคู่สูสีมากับความระแวง ของรักของเขาจะถูกผู้บ่าวแดนไกลมาขโมยไปจากอ้อมอก แต่รักกันก็ต้องเชื่อใจ ไก่ฟ้ายังสับสนกับความคิดของตัวเอง อยากจะยึดมั่นอุดมการณ์เดิม แต่หัวใจดันเสียศูนย์มันไขว้เขวไปหมด

   ในที่สุดลูกชายกำนันก็หมดอารมณ์จะกินต่อ จึงปิดกล่องผัดซีอิ้วแล้วคว้าขวดน้ำดื่มขึ้นมาเปิด ยังไม่มีคำโต้แย้งใดๆ หลุดออกมา มีแต่สายตาเท่านั้นที่ยังจับจ้องอยู่ที่หนุ่มสาวกลางทุ่ง

   "พี่ไก่เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ" กระทิงเห็นลูกพี่เงียบไปจึงถามอย่างเป็นห่วง ก่อนจะหันไปดุเพื่อน "แกเลิกทำร้ายจิตใจพี่ไก่สักทีเถอะไอ้กระทา พูดมากจริงนะ นี่แกเมากล้วยแขกน้าอ้อยไง๊"

   "ที่พูดก็เพราะฉันห่วง" กระทาหน้าเสีย แต่ก็ยังไม่ยอม

   "แต่แก..."

   "พอๆ ไม่ต้องทะเลาะกัน" ในที่สุดลูกพี่ต้องออกปากห้าม ไก่ฟ้าถอนใจยาว หมุนฝาปิดขวดน้ำดื่มแล้วเก็บใส่ถุงเรียบร้อย "ฉันไม่เป็นอะไร ที่เงียบเพราะกำลังคิดว่าจะจัดการเกษตรหวายังไงดี เท่าที่ดูเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจีบน้องเพลิน พวกแกลองคิดดีๆ ที่เราได้ตามมานี่ก็เพราะเกษตรหวานะ ลำพังน้องเพลินน่ะไม่คิดชวนพวกเราอยู่แล้ว แต่ความใกล้ชิดระหว่างกันมันอันตราย ฉันไม่อยากให้น้องเพลินอยู่ใกล้ผู้ชายคนไหนนานๆ จะจัดการโจ่งแจ้งแบบคราวที่แล้วก็ไม่ไหว ขืนทำอีกทีน้องเพลินโกรธตายชัก งานนี้ตัดสินกันที่กำลังไม่ได้ มันต้องใช้สมอง"

   "งั้นที่เงียบนี่คือคิดใช่ไหมพี่"

   "เปล่า แต่แผนน่ะต้องมีแน่ แค่ตอนนี้คิดไม่ออกโว้ย ฉันกำลังปวดใจอยู่ แกไม่เห็นสองคนนั้นหรือไง ฉันอิจฉาเกษตรหวาจนขนตาจะไหม้อยู่แล้ว" ไก่ฟ้าทำท่าฮึดฮัด จนลูกสมุนกลั้นขำไม่ไหว

   "โธ่ ฉันก็นึกว่านั่งคิดเรื่องอะไร ที่แท้..." เจ้ากระทิงยังพูดไม่ทันจบก็ขำกลิ้งจนหงายท้อง

   "แล้วพี่ไก่จะทำยังไง"

   "ยังไม่รู้โว้ย อย่าเพิ่งถาม" ไก่ฟ้าทำหน้ายู่ "ว่าแต่ทำไมวันนี้ผัดซีอิ้วน้าอ้อยไม่อร่อยเลยวะ ผงชูรสหมดหรือไง"

   "เอ...ก็ไม่นะพี่ ฉันก็อร่อยปกติ แกล่ะกระทง"

   "ก็อร่อยเหมือนเดิม ที่พี่ไก่ไม่อร่อยสงสัยจะเป็นเพราะพิษรักแรงหึงซะล่ะมั้ง"

   "โถ...ไอ้กระทิงเดี๋ยวพ่อก็ถีบไปโน่น คนยิ่งหงุดหงิดอยู่" ไก่ฟ้ายกขาขู่ก่อนกำชับกับลูกสมุน "พวกแกเงียบไปเลยสองคนนั้นเดินกลับมาแล้ว อย่าเอ็ดไป เดี๋ยวไก่ตื่น"

   สามหนุ่มปรับหน้าตาและอารมณ์ให้เป็นปกติปกปิดความหงุดหงิด งุนงง สงสัยไว้มิดเม้นไม่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวที่เดินกลับมาได้รับรู้

   ทางด้านของหนุ่มสาวที่ตกเป็นเป้าหมายของไก่ฟ้าก็ไม่ได้สุขสันต์หรรษาอย่าที่ลูกชายกำนันเข้าใจหรอก เพลินตะวันแทบจะพ่นไฟใส่สักวาได้เลยทีเดียวตอนที่เขาออกปากเอ่ยชวนแก๊งลูกชายกำนันให้ร่วมเดินทางมาด้วย และจนขณะนี้หญิงสาวก็ยังไม่เลิกบ่น

   "เพราะคุณคนเดียวเลย ทำไมจะต้องไปชวนพวกพี่ไก่มาด้วย นี่มาสำรวจพื้นที่การเกษตรนะไม่ใช่มาเดินพาเหรดแห่เทียนพรรษา"

   "อ้าว...คุณ นี่ผมหวังดีนะ มากันเยอะๆ จะได้ไม่เหงา ทำยังกับว่าเราสองคนสมัครสมานสามัคคีดีนักนี่"

   "มันก็ใช่ เราไม่ค่อยจะถูกกัน แต่ฉันจะขอบคุณมากถ้าคุณจะปล่อยให้ฉันเหงาๆ อยู่กับต้นไม้ใบหญ้ามากกว่ามีพี่ไก่และเดอะแก๊งคอยนั่งสังเกตพฤติกรรมแบบนี้"

   "ถามจริง ไม่ดีใจเหรอที่มีติ่งคอยตามกรี๊ดแบบนี้ ลองคิดดูสิมีตั้งหลายวิธีที่จะแปลงความปลาบปลื้มของติ่งให้เป็นประโยชน์ อย่างเช่น...เกณฑ์พวกนั้นไปเก็บถั่ว คุณจะได้ไม่ต้องเบียดเบียนเวลาราชการของผม"

   "อ๋อ...เพราะอย่างนี้ใช่ไหม" เพลินตะวันหยุดเดินและหันหลังกลับไปจ้องหน้ายิ้มๆ ของเกษตรหวาและคิดว่าตัวเองเริ่มตามเขาทัน "บอกฉันทีว่าเข้าใจไม่ผิด คุณคิดจะแกล้งฉันที่ใช้คุณเมื่อเช้าด้วยการชวนพี่ไก่มาป่วนใช่ไหม"

   "ไม่ ไม่ ไม่" สักวาปฏิเสธพัลวัน แต่รอยยิ้มในหน้านั้นไม่จางหายไปไหนเลย "อย่ามองผมในแง่ร้ายอย่างนั้นสิ งานนี้ผมไม่ได้คิดทำเล่นๆ นะ"

   "คุณจำไว้เลยนะ แค้นนี้ถ้ามีโอกาส ฉันชำระแน่" ขู่เสร็จหญิงสาวก็สะบัดหน้าเดินหนีพร้อมพึมพำแช่งชักสักวาให้ตกคันนาขาเคล็ดไปเลย

   สักวายักไหล่ไม่หวาดหวั่นกับคำขู่และแรงอาฆาตของแม่สาวสวนผัก อย่างน้อยยกนี้เขาก็มีชัยละ ถึงมันจะแลกมากับอาการหูชาเพราะคำบ่นของเธอก็ตาม แต่ถ้านับเรื่องความสะใจแล้วก็ถือว่าคุ้ม ทีหน้าทีหลังจะได้เข็ดไม่หลอกใช้แรงงานเขาอีก แต่เพลินตะวันเป็นคนฉลาด คราวหน้าถ้าจะแกล้งเธออีกเขาคงต้องทำให้มันแนบเนียนกว่านี้

   เกษตรตำบลผู้ถูกโชคชะตาพาพลัดเข้ามาในบ้านร้อยบุญค่อยๆ ระบายยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาเริ่มมีอะไรสนุกๆ ทำแก้เบื่อแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าการยั่วให้แม่สาวสวนผักเกิดอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงได้นั้นจะบันเทิงเริงใจขนาดนี้ มั่นดีนักต้องจัดหนักเลย...

   ดูเหมือนวันนี้เพลินตะวันจะก้าวเท้าออกจากบ้านผิดไป เธอถึงต้องผจญกับคนบ้าๆ ทั้งเกษตรหวา พี่ไก่ฟ้าและเดอะแก๊งที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ท้ายรถนั่น หญิงสาวกรอกตามองฟ้า พ่นลมหายใจออกมา นึกปลงในใจว่าเธอจะหนีไปไหนได้

   "น้องเพลิน..."

   นั่นไงมหันตภัยเริ่มแล้วเพลินเอ๊ย!

   "อ้าว พี่ไก่ฉันนึกว่ากลับไปแล้วซะอีก ยังอยู่เหรอจ๊ะ" หญิงสาวแกล้งตีหน้าเหรอ

   ไก่ฟ้ากระโดดลงจากท้ายกระบะแล้วเดินมาหาหญิงสาวพร้อมขวดน้ำในมือ "โธ่...พี่จะทิ้งให้น้องเพลินตากแดดคนเดียวได้ไงล่ะจ๊ะ นี่จ้ะน้ำ เหนื่อยไหม"

   "ไม่หรอกจ้ะ ปกติเพลินอยู่ที่แปลงผักแดดแรงกว่านี้ นี่ตะวันจะตกดินอยู่แล้ว มันไม่ร้อนหรอก" หญิงสาวรับขวดน้ำมาแต่ยังไม่ทันได้เปิดดื่ม สักวาก็มาถึงพอดี เธอจึงเปลี่ยนใจส่งขวดน้ำให้เขาแทน "เอานี่เกษตร"

   "แหม...เหมือนรู้เลยนะ ขอบคุณครับ" เกษตรหนุ่มผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และกำลังคอแห้งยื่นมือไปรับขวดน้ำเปิดดื่มอักๆ ต่อหน้าเจ้าของแท้จริง

   ไก่ฟ้าน้ำตาจะไหล หัวใจของเขากำลังจะแหลกสลายไปในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ถ้าน้องเพลินจะห่วงใยเอาใจใส่เกษตรหวาแบบนี้ พื้นที่หัวใจของหญิงสาวที่มาดหมายอาจจะไม่เหลือให้เขายืนอีกแล้ว

   "เฮ้ย! พี่ไก่" สองสมุนเรียกลูกพี่อย่างตกใจ ขณะที่เข้าไปประคองร่างที่กำลังเซน้อยๆ นั้น

   "พี่ไก่เป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นลม กระทง กระทิงในรถมียาดม ยาลมอะไรไหมไปเอามาเร็ว" เพลินตะวันรีบสั่งการเมื่อเห็นท่าทางลูกชายกำนันไม่สู้ดีนัก

   "ไม่ต้องจ้ะ พี่ไม่ได้เป็นอะไร สงสัยลุกไวไปหน่อยมันเลยวูบ เอ่อ...น้องเพลินจ๊ะถ้ายังไงพี่ไก่ของกลับก่อนนะ"

   "จ้ะๆ แต่พี่ไก่ไหวแน่นะ" เพลินตะวันต้องการความมั่นใจ เพราะปกติแล้วไก่ฟ้าไม่ใช่คุณหนูขี้โรคที่โดนแดดโดนลมแล้วจะต้องล้มตึงแบบนี้ "ให้กระทงหรือกระทิงขับรถไปนะพี่อย่าขับเองมันอันตราย"

   "พี่ดีใจนะที่น้องเพลินยังเป็นห่วง นึกว่าอยากให้พี่ไก่คนนี้ตายเร็วๆ ซะอีก"

   "ฮื้อ...อะไรของพี่" หญิงสาวดุ "กระทิงขับรถไปแล้วกัน ส่วนกระทงก็ดูแลลูกพี่ให้ดี"

   หญิงสาวช่วยประคองไก่ฟ้าและค่อยกำกับสองสมุน เมื่อรถของลูกชายกำนันแล่นออกไป ก็เหลือแค่เธอกับสักวา เพลินตะวันหันกลับมาเจอรอยยิ้มรู้ทันและสายตาจับผิดก็เท้าเอวถามเขาตรงๆ

   "ยิ้มอย่างนี้หมายความว่าไง"

   "ก็...หมายความว่าใครน้า ปากบอกว่าไม่ชอบติ่งอย่างนั้น ไม่ชอบติ่งอย่างนี้ แต่พอเห็นติ่งเซก็รีบถลาไปประคองเลย เอ๊ะๆ แบบนี้เขาเรียกว่าไงนะ ปากไม่ตรงกับใจหรือเปล่า"

   "สาบานเลยนะว่าถ้าฉันปากตรงกับใจจริงๆ ละก็ คุณนี่แหละที่จะโดนหนักกว่าเพื่อน เก็บปากคุณไว้จู๋จี๋กับนางไหยอดรักเถอะ"

   หญิงสาวเดินขึ้นรถและติดเครื่องยนต์จนสักวาต้องรีบขึ้นรถตามเพราะเกรงว่าคุณเธอจะทิ้งเขาไว้กลางทุ่ง ซึ่งในภาวะอารมณ์ของเพลินตะวัน ณ จุดนี้ สักวาไม่ไว้ใจเธอเลย

   "โอเคๆ คุณใจเย็นๆ นะ ผมไม่ล้อแล้วก็ได้" ชายหนุ่มบอกขณะดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด "ผมขอโทษ สัญญาว่าจะไม่แกล้งล้อคุณเรื่องคุณไก่ฟ้าอีก"

   คำตอบของเพลินตะวันคือการเข้าเกียร์จนรถกระชาก โชคดีที่สักวาคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่ได้แผลที่ระลึกจากเธอ

   "คุณเพลินฟังผมนะ คุณต้องคิดว่าตอนนี้คุณกำลังขับรถ มันไม่ใช่แค่เราสองคนที่เสี่ยง ยังมีเพื่อนร่วมท้องถนนเดียวกับเราอีกนะ คุณช่วยลดแรงอารมณ์ลงหน่อยเถอะ เพื่อความปลอดภัยนะ เดี๋ยวผมช่วยฉีดน้ำหมักก็ได้เอ้า!"

   ข้อเสนอของสักวาได้ผล เพลินตะวันเหยียบเบรกดังเอี๊ยดแล้วหันมาทางเขา "คุณพูดจริงนะ"

   "จริง"

   "ก็ได้ ตอนนี้หมดเวลางานของคุณแล้ว ห้ามพูดว่าฉันเบียดเบียนเวลาราชการอีก งานนี้คุณเป็นคนเสนอตัวช่วยเอง"

   สักวากัดริมฝีปาก ดูเหมือนเขาจะเสียท่าเธอซะแล้ว แต่เอาวะเพื่อความปลอดภัย เขาลืมไปได้ยังไงกันนะว่ายัยนี่ทั้งโหดทั้งเขี้ยว ชายหนุ่มนั่งเงียบยอมรับโดยดุษฎี

   เพลินตะวันออกรถอีกครั้งอย่างนุ่มนวลต่างจากครั้งแรกราวฟ้ากับเหว ดูเหมือนการเสนอตัวช่วยเธอฉีดน้ำหมักของเขาจะทำให้อารมณ์ของยัยผีกะหล่ำดีขึ้นผิดหูผิดตา เพราะนอกจากการขับรถที่ดีเยี่ยมแล้วแม่เจ้าพระคุณยังอุตส่าห์เปิดเพลงให้เขาฟังแก้กลุ้มอีก

   เชื่อแล้วว่าบ้านร้อยบุญเป็นศูนย์รวมของยอดมนุษย์สุดพิลึกพิลั่น เอ๊ะ! หรือว่าเขาหลงเข้ามาในอีกจักรวาลของค่ายหนังมาเวลกันแน่ ก็หลงดีใจว่าชนะ เฮอะ! ที่ไหนได้ละ คุณนายเพลินตะวันมาเหนือเมฆแบบนี้ พี่หวาจะแย่เอานะ แค่คิดถึงกลิ่นน้ำหมักสมัยเรียนก็สยองแล้ว ไม่อยากจะนึกถึงน้ำหมักของยัยผีกะหล่ำเลยให้ตายสิ!
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 21, 2014, 08:27:33 PM โดย มะนอแน่ »

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 11 (จบบท)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2014, 03:13:29 AM »
   ป้าสีนุ่มละสายตาจากหม้อแกงส้มเมื่อได้ยินเหมือนเสียงผิวปากฮัมเพลงเบาๆ ของใครสักคนมุ่งตรงมาห้องครัวที่เธอยืนอยู่ รอสักครู่ก็เห็นเพลินตะวันยืนยิ้มหวานอยู่ตรงกรอบประตูห้อง สตรีหมายเลขหนึ่งในดวงใจผู้ใหญ่เบิ้มขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนเอ่ยถามหลาน

   "มีใครโทรมาเหมาผักหรือไงถึงได้อารมณ์ดีอย่างนี้"

   "เปล่าหรอกป้า ก็แค่ที่สวนผักได้คนงานวีไอพีมาใหม่ ทำงานใช้ได้ขนาดมืออาชีพยังอายเลยนะป้า นี่ถ้าออกจากราชการแล้วไม่มีอะไรทำเพลินยอมทุ่มเงินจ้างจริงๆ" เพลินตะวันหัวเราะ ขณะเดินเข้ามาหาผู้เป็นป้าและแย่งทัพพีไปคนแกงเอง

   "คนงานใหม่เหรอ" สีนุ่มถามซ้ำเพราะสะดุดหูกับคำว่าราชการของหลานสาว

   "ใช่จ้ะ คนงานใหม่ไฟแรงมาก..." เพลินตะวันพูดไปเรื่อยๆ โดยที่มือยังคนแกงส้มอยู่ "วันนี้ป้านุ่มหุงข้าวเยอะหรือเปล่า เพลินคิดว่าคนงานใหม่ของเพลินคงจะเจริญอาหารมากกว่าทุกวันนะจ๊ะ"

   "เดี๋ยวก่อนเจ้าเพลิน" สีนุ่มยกหม้อแกงลงจากเตา แล้วเท้าเอวมองหลานสาวอย่างคาดคั้น "นี่อย่าบอกนะว่าคนงานที่พูดถึงคือเกษตรหวา"

   "อู๊ย...จะใครล่ะป้า ก็เกษตรหวานั่นแหละ ป่านนี้หมอบกระแตไปแล้วมั้ง เห็นเดินลากขากลับเรือนไปโน่นแหละ"

   "ตายแล้ว! นี่เพลินใช้ให้เกษตรหวาทำอะไรอีก ก็ไหนตอนเช้าว่าให้ช่วยเก็บถั่วแล้วช่วงบ่ายจะสำรวจหมู่บ้านกันไงล่ะ"

   "ก็ตามแผนนะป้า" ระหว่างตอบคำถามเพลินตะวันก็เริ่มลงมือจัดสำรับกับข้าวไปด้วย "บ่ายนี้เพลินพาเกษตรหวาไปดูที่นามา แล้วก็ถือโอกาสสำรวจเพลี้ยไปในตัว โดยรวมแล้วก็ไม่ถือว่าระบาดหนักเหมือนกับจังหวัดข้างๆ บ้านเรา โชคดีที่ฝนตกด้วย เวลาเปิดน้ำทิ้งไข่เพลี้ยมันก็ออกไปหมด"

   "ถ้าตามแผนอย่างว่าแล้วทำไมเกษตรหวาถึงได้เดินลากขากลับเรือนล่ะหึ?"

   "อ๋อ...ก็พอดี เสร็จจากตรงนั้นแล้วเพลินจะไปฉีดน้ำหมักที่แปลงผักจ้ะ เกษตรหวาใจดี๊ใจดีรับอาสาช่วยเพลินฉีดซะหมดทุกแปลงเลย"

   ผู้เป็นป้าได้ยินคำหลานรักก็รู้สึกเหมือนลมจะจับเสียให้ได้ แปลงผักของเพลินตะวันน่ะกินเนื้อที่เกือบสิบไร่แค่เธอไปเดินไม่เท่าไรก็ปวดแข้งขาจะแย่ แล้วนี่เกษตรหวาต้องสะพายถังน้ำหมักไล่ฉีดเกือบหมดนั่น โอย...ป่านนี้ไม่ตับแตกตายไปแล้วเหรอ สีนุ่นทนหมั่นไส้คนที่เดินไปมาไม่ไหวจึงตีเผลียะเข้าที่ต้นแขนหลานรัก

   "บอกมาเลยว่าไปทำเจ้าเล่ห์ไม้ไหน เกษตรหวาถึงต้องฉีดน้ำหมักให้ ไม่ไหวเลยนะเจ้าเพลิน เกษตรเขาเพิ่งย้ายมาเรายังไปแกล้งเขาอีก ทำไมไม่ตั้งใจช่วยเขาทำงานล่ะลูก"

   "ก็เขาอยากแกล้งเพลินก่อนทำไม" ในที่สุดเพลินตะวันก็หลุดปากออกมาจนได้ หญิงสาวมองหน้าป้าแล้วยิ้มแหย แต่ผู้เป็นป้ากลับตีหน้าดุ

   "ไม่ต้องยิ้มเลย ป้าไม่สนุกด้วยนะ รีบยกสำรับไปที่โต๊ะแล้วเลยไปดูเกษตรหวาที่เรือนเขาด้วย ทางนี้เดี๋ยวป้ากับสองหนุ่มจัดการต่อเอง"

   "เพลินช่วยป้าจัดโต๊ะดีกว่า เกษตรหวาน่ะให้พี่จันทน์ไปตามก็ได้"

   "ไม่ต้องใช้คนอื่น เรานั่นแหละไปเลย ผ่านเรือนก็เรียกพ่อจันทน์กับพ่อโหรมาหาป้าด้วย"

   เมื่อเจอมาตรการเด็ดขาดของผู้เป็นป้าเพลินตะวันก็ไม่กล้าจะบ่ายเบี่ยงอีก แม้ในใจยังนึกเถียงข้างๆ คูๆ ว่าไม่เห็นจะต้องห่วงอะไร เกษตรหวาตัวใหญ่อย่างกับตึกฉีดน้ำหมักแปลงผักแค่นี้ไม่คณามือหรอก ป้านุ่มก็กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง ป่านนี้เกษตรคนดีไม่นอนอ้อนน้องจินนี่แล้วเหรอ เฮ้อ! นี่เธอคงจะต้องย่องไปอีกแล้ว ขืนไปทะเล่อทะล่าก็เหมือนว่าจะเข้าไปขัดคอคู่รักยังไงก็ไม่รู้แฮะ

   เพลินตะวันลงจากเรือนใหญ่ของลุงกับป้าเดินชมนกชมไม้เพราะไม่อยากไปเหยียบเรือนเกษตรหวาสักเท่าไร ประสบการณ์จากการไปครั้งที่แล้วเธอยังจำได้ว่าเปียกโชกไปทั้งร่าง หญิงสาวไม่ลืมที่จะหยุดหน้าเรือนของตัวเองแล้วตะโกนเรียกพี่ชายกับเพื่อนให้ไปหาป้าสีนุ่ม สาวสาวผักลัดเลาะไปจนเกือบถึงก็หยุดมองคนที่สวนมา สักวาเดินหน้าบอกบุญไม่รับกันเลยทีเดียว

   "นั่นเกษตรจะไปไหน หิวข้าวแล้วเหรอ หรือว่าจะรีบกินรีบกลับมานอนอ้อนแฟน" หญิงสาวเอ่ยทักยั่วเย้า

   "ผมกำลังอารมณ์ไม่ดี คุณมีอะไรว่ามาเลย"

   "เฮ้ๆ เกษตรหงุดหงิดใครมาเนี่ย มีอะไรบอกฉันได้นะ"

   "ตกลงคุณไม่มีธุระกับผมใช่ไหม งั้นผมไปที่เรือนผู้ใหญ่ก่อน ถ้านึกได้ว่าจะคุยอะไรกับผมก็ตามมาแล้วกัน" สักวากำลังจะเดินผ่านหญิงสาวไปอย่างไม่ไยดี

   แต่มีหรือที่เพลินตะวันจะยอมให้เขาทำอย่างนั้น หญิงสาวรีบคว้าแขนเขารั้งเอาไว้ ร่างสูงใหญ่ของสักวาหันกลับมา เป็นเพลินตะวันนั่นละที่ถอยไปข้างหลังเมื่อได้ประจันหน้ากันตรงๆ

   "นี่คุณโกรธฉันขนาดนี้เลยเหรอ"

   "เปล่า ไม่ใช่คุณ ผมไม่ได้โกรธคุณ แต่ถ้าคุณยังไม่เลิกกวนใจผมภายในห้านาทีนี้ ผมอาจจะเผลอหักคอคุณก็ได้" เขาขยับเข้ามาคุกคามจนเธอต้องล่าถอย เสียงทุ่มต่ำจริงจังจนน่าหวาดหวั่น "เก็บธุระของคุณไว้คุยกันที่โต๊ะอาหาร และทางที่ดีคุณควรกลับเรือนไปอาบน้ำทาแป้งให้สมกับตำแหน่งว่าที่ลูกสะใภ้กำนันก็ดีนะ อย่ามายืนทำหน้ามันแผล็บแถวนี้"

   สักวาผละไปทางเรือนใหญ่ ส่วนเพลินตะวันก็ยืนควันออกหูอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่ มันธุระกงการอะไรของเขากันที่บังอาจมาเอื้อนเอ่ยเรื่องที่มันกระทบใจเธอแบบนี้ มันน่าให้อดให้ได้ บ้าเอ๊ย! รู้อย่างนี้จับกดถังน้ำหมักเสียก็ดี

   "ฉันก็แค่จะมาตามคุณไปกินข้าวเท่านั้นแหละ เห็นเดินกลับเรือนเหมือนวิญญาณจะออกจากร่างอย่างนั้น ก็ว่าจะมาดูให้มั่นใจด้วยว่าตายหรือยัง นี่คุณได้ยินที่ฉันพูดไหม" หญิงสาวตะโกนไล่หลัง แล้วก็ได้ยินเขาตะโกนกลับมาอย่างฉุนเฉียว

   "ยังอยู่ฉีดน้ำหมักให้คุณได้อีกหลายถังก็แล้วกัน"

   บ้าเอ๊ย...เพลินตะวันทั้งขำทั้งเคือง หญิงสาวยืนมองแผ่นหลังที่เคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะหายไปทางเรือนใหญ่ ดูเอาเถอะเกษตรหวาคนนี้ปากคอร้ายกาจ ช่างประชดประชัน แต่ก็แปลกที่เธอไม่เคยคิดโกรธเขาจริงๆ จังๆ ได้เลยสักครั้ง อาจจะเป็นเพราะตัวเขาด้วยกระมัง เห็นเฮี้ยวๆ แบบนั้นแต่ก็ยังพึ่งพาอาศัยได้ แม้จะรู้ว่าเขามีจุดประสงค์อย่างไรเธอก็ยังพอทำใจยอมรับ สักวาไม่ใช่คนประเภทที่ว่าเอาดีใส่ตัวอย่างเดียว เขานึกถึงชาวบ้านเสมอ ถึงจะไม่ได้ดีเลิศอย่างก้านแก้วเกษตรตำบลคนก่อนแต่ก็ถือว่าร้อยบุญโชคดีที่ได้เกษตรคนนี้มาประจำการ

   แล้วตกลงเขาโมโหอะไร นี่เธอยังงงไม่หาย จะให้เข้าใจว่าโมโหที่เธอใช้เขาฉีดน้ำหมักแปลงผักนั้นก็คงไม่ใช่แน่ จริงอยู่ที่ตอนไปถึงแปลงผักกันนั้นสักวาจะดูอัดอั้นตันใจที่เดินเกมพลาดให้เธอหลอกใช้อีกรอบ แต่พอได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการประกวดกันสักพักมันก็พอจะทำให้บรรยากาศระหว่างกันดีขึ้น

   สักวาสนใจน้ำหมักชีวภาพและเขายังตาไวเหลือบไปเห็นแกลลอนน้ำส้มควันไม้ของเธอ สิ่งของพวกนี้นับว่ามีประโยชน์มาก หากเกษตรกรหันมาใช้อย่างจริงจังก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดสารพิษตกค้าง หัวข้อเรื่องยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในตำบลจึงเป็นเหมือนการบ้านที่สักวาต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะหากทำได้จริงตำบลร้อยบุญก็จะได้รับการพิจารณาเกิดจับผลัดจับผลูได้รางวัลขึ้นมาสักวาก็รับความดีความชอบไปเต็มๆ ดังนั้นช่วงที่อยู่แปลงผักแม้จะเหนื่อยหนักสักหน่อยแต่ก็พอเห็นลู่ทาง สักวาจึงพอมีกำลังสู้ต่อ แม้กระทั่งนั่งรถกลับมาด้วยกันเขาก็ยังคงพูดถึงเรื่องนี้อยู่ โดยไม่มีท่าทีโกรธจัดขนาดนี้

   "ไปเดินชนเสาเรือนมาหรือเปล่าวะ"

   สุดท้ายเธอก็ได้แต่บ่นกับตัวเองแล้วเดินกลับเรือน ก็ตั้งใจจะไปอาบน้ำนั่นแหละ แต่ไม่ได้คิดจะทำให้สมกับตำแหน่งที่สักวากระแนะกระแหนหรอก เหนียวตัวจะตายกลิ่นน้ำหมักก็เหม็นหึ่ง ขืนไปนั่งกินข้าวบนเรือนใหญ่สภาพนี้ลุงเบิ้มคงไล่ให้เธอไปนั่งกินในครัวคนเดียวแน่



   โต๊ะอาหารบ้านผู้ใหญ่เบิ้มยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม ลูกหลานและแขกมากันครบ ผู้ใหญ่พุงยื่นนั่งเป็นประธาน จันทน์กะพ้อ โหรา และสักวานั่งแถบเดียวกันสามหนุ่มสามสไตล์ ฝั่งตรงข้ามก็เป็นสีนุ่มสตรีหมายเลขหนึ่งของหมู่บ้านและเพลินตะวันหลานสาวคนสวย

   วันนี้เกษตรตำบลดูเจริญอาหารอย่างที่เพลินตะวันว่าไว้ เธอลอบมองคนฝั่งตรงข้ามกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เขาคงเริ่มชินกับข้าวฝีมือป้าสีนุ่มแล้ว ความเขินอายก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลุงเบิ้มกับป้านุ่มใจดีกับคนอื่นเสมอ สักวาเองก็อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับจันทน์กะพ้อนั่นจึงทำให้ทั้งสองยิ่งเอ็นดูมองเกษตรหนุ่มเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง

   "พอกินได้ไหมจ๊ะ จืดไปหรือเปล่า ป้าก็ลืมถามเกษตรหวาไปว่าชอบรสไหนจะได้ทำถูก"

   "ทำแบบที่ป้านุ่มเคยทำเถอะครับ ผมกินง่ายๆ อีกอย่างกับข้าวของป้านุ่มอร่อยมากเลยครับ" เกษตรหนุ่มบอกอย่างจริงใจ

   ฝ่ายคนถูกชมก็ยิ้มปลื้ม สั่งหลานสาวให้ตักข้าวใส่จานสักวาเพิ่ม "งั้นกินเยอะๆ เลยนะ เพลินตักข้าวให้เกษตรหวาอีกหน่อยสิ"

   เพลินตะวันลุกขึ้นเดินถือโถข้าวไปตักใส่จาน สักวาพึมพำขอบคุณเบาๆ สีหน้าเขาเรียบเฉยไร้ความฉุนเฉียว เธอสังเกตเขามาพักใหญ่แล้วละว่าสักวาเก็บอาการได้ดีมาก ชายหนุ่มเลือดร้อนที่โมโหหน้าเขียวหน้าเหลืองเมื่อครู่สาบสูญไปจากโลกนี้ไม่เหลือแม้เถ้าธุลี หรือฮอร์โมนเขาจะทำงานผิดปกติ สักวาถึงมีอาการผีเข้าผีออกอย่างที่เธอเห็น

   "วันนี้เจ้าเพลินมันพาไปดูอะไรมาบ้างล่ะเกษตร" ผู้ใหญ่เบิ้มชวนคุยอย่างเช่นทุกวัน

   "ไปดูที่นาครับ วันนี้ไปดูผืนที่กว้างกว่าคราวก่อน เพลี้ยเริ่มลดลงแล้วครับ คงเป็นเพราะฝนตกและชาวบ้านก็ฉีดยาช่วยด้วย"

   "ข้าวก็เพลี้ยกวน ดอกไม้ก็เป็นเชื้อรา ไม่มีอะไรที่มันได้มาง่ายๆ เลยนะครับ" จันทน์กะพ้อร่วมวงด้วย

   "ว่างๆ ผมของติดรถไปดูสวนดอกไม้คุณจันทน์บ้างนะครับ"

   "ยินดีเลยครับ กำลังอยากได้คนช่วยพอดี" จันทน์กะพ้อบอกกลั้วหัวเราะ ตั้งใจจะเย้าเกษตรเล่นๆ แต่กลับโดนผู้เป็นป้าดุซะได้

   "พวกแกพี่น้องนี่ยังไง จ้องจะใช้แต่เกษตรหวา เขาก็มีงานเขานะ" สีนุ่นมองหลานชายก่อนจะปรายตามาทางหลานสาวซึ่งเหมือนจะเป็นนกรู้นั่งก้มหน้าสารวนกับจานข้าวโดยไม่เงยขึ้นมามองใครทั้งนั้น สีนุ่มเห็นแล้วก็หมั่นไส้หลานสาวข้างๆ

   "ไม่เป็นไรหรอกครับป้านุ่ม ถ้าว่าผมก็ช่วยได้ ดีซะอีกนะครับนี่ถ้าคุณเพลินไม่พาไปฉีดน้ำหมักผมก็ไม่มีโอกาสได้เห็นน้ำส้มควันไม้ของเธอ ว่าจะถามตั้งแต่อยู่บนรถแล้วว่าได้มาจากไหน" คราวนี้สักวาถามสาวสวนผักโดยตรง

   "เออใช่ น้ำส้มควันไม้ พี่ว่าจะไปแบ่งมาฉีดสร้อยทองสักสามสี่แกลลอน ใกล้หมดหรือยังยัยเพลิน" จันทน์กะพ้อแทรกขึ้นมา

   เพลินตะวันพยักหน้ากับพี่ชายแล้วว่า "เหลืออีกหกแกลลอน"

   "งั้นพอไปเอาชุดใหม่ก็ชวนเกษตรหวาไปด้วยสิ" เจ้าของสวนดอกไม้สั่งน้องสาว ก่อนจะหันไปหาเกษตรหนุ่มที่นั่งท้ายแถว "ยัยเพลินเขาเอาน้ำส้มควันไม้มาจากลุงเปิ่นครับ แกเผาถ่านขายเป็นอาชีพ เมื่อก่อนก็เผาเตาชาวบ้านเอาแกลบหมกส่งๆ พอยัยเพลินมันกลับมาเจอก็แนะนำให้แกรู้จักกับเตาเผาแบบใหม่ คราวนี้ละเข้าทางเลยเผาง่ายสบายกว่าแบบเก่าแล้วยังรองน้ำส้มควันไม้มาขายให้ยัยเพลินได้อีก"

   "เหมือนพี่จะเคยเปิดเจอในอินเตอร์เน็ตบ้างนะจ๊ะ เตาเผาที่ทำมาจากพวกถังน้ำมันใบใหญ่ๆ ใช่ไหมน้องเพลิน" โหราก็ให้ความสนใจกับเตาเผาอีกคน

   "ใช่จ้ะพี่โหร เพลินโชคดีที่ลุงเปิ่นแกยอมฟัง ตอนแรกก็กลัวว่าแกจะดุ หาว่าเราจุ้นจ้าน แต่พอแกเห็นสิ่งที่เราทำแล้วมันได้ผลดีแกก็ยอมรับและทำตาม ตอนนั้นเพลินบอกกับแกว่าถ้าเผาแบบเก่าก็จะได้แค่ถ่าน แต่ถ้าเผาแบบใหม่จะได้อย่างอื่นด้วย เพลินซื้อน้ำส้มควันไม้จากแกตลอดเลยนะ แล้วก็แนะนำเพื่อนๆ ให้มาอุดหนุนแกด้วย ถ้าคุณสนใจฉันก็จะพาไปดู" ตอนท้ายเธอพูดกับสักวา ซึ่งเขาก็พยักหน้าขรึมๆ เป็นเชิงรับรู้

   เพลินตะวันชักคันปากอยากจะถามนักว่า ผีออกแล้วหรืออย่างไร แต่เมื่อเห็นผู้เป็นป้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังไว้ทัน ขืนพูดอะไรไปตอนนี้ป้านุ่นต้องจัดการเธอขั้นเด็ดขาดแน่ คงไม่ใช่แค่ว่ากระทบอย่างเมื่อสักครู่หรอก

   "จะว่าไปแล้วตำบลเรานี่ก็มีของดีเยอะนะ ยิ่งมาได้เกษตรคนใหม่ไฟแรงด้วยโล่รางวัลคงไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกนะเกษตรนะ"

   "ก็ต้องดูด้วยครับผู้ใหญ่ว่าชาวบ้านเขาจะสู้กับเราหรือเปล่า แต่ยังพอมีเวลา ตอนนี้ผมขอสำรวจให้ทั่วก่อนดีกว่า"

   "ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกนะเกษตร อ้อ...แล้วถ้าเจ้าเพลินมันเกเรก็บอกผมได้ไม่ต้องเกรงใจ"

   สักวายิ้มแล้วมองเลยมาที่หญิงสาว ก่อนตอบลุงของเธอ

   "ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมคิดว่ารับมือเธอไหว"

   หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นวงอาหารก็ย้ายไปนั่งที่ไปออกันที่หน้าจอโทรทัศน์ ผู้ใหญ่เบิ้ม จันทน์กะพ้อและโหราต่างแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับข่าวสารที่กำลังรับชม เพลินตะวันช่วยป้าจัดการเก็บกวาดเช็ดถูง่วนอยู่ในครัว สักวาเดินลงจากเรือนใหญ่เป็นคนแรก เห็นใบหน้าที่อ่อนล้าของเกษตรหนุ่มแล้วทุกคนไม่คิดจะดึงเขาไว้ ปล่อยให้พักจะได้หายเหนื่อย เพราะพรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีกมาก

   ถึงเรือนพักแทนที่จะนอนหลับเอาแรงสักวากลับนั่งที่นอกชานแหงนหน้ามองดาวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้ถูก เขาไม่ชอบความคิดของตัวเองในตอนนี้เพราะมันมีแต่จะทำให้จิตใจหดหู่ เขาไม่อยากคิดมาก ไม่อยากระแวง แต่ก็ห้ามความคิดตัวเองไม่ได้ หนุ่มพลัดถิ่นกะพริบตาถี่ๆ ขณะก้มมองโทรศัพท์ในมือ แสงสว่างจากหน้าจอทำให้เขาแสบตา ที่แหงนมองฟ้าก็เพื่อให้ดวงตาได้ผ่อนคลายหลังจากนั่งเพ่งจอมือถือมาเกือบชั่วโมง

   สัญญาณยังดังยาวไปเรื่อยๆ จินตหราวาตีกำลังทำอะไรทำไมถึงไม่รับสายเขา เธอคุยกับใครอยู่อย่างนั้นเหรอ หรือเธอจะโกรธที่เมื่อเย็นเขาไปพูดผิดหูเธอเข้า แต่นั่นมันคือความจริง สักวาหวนนึกถึงเหตุการณ์หลังจากที่เขากลับมาจากฉีดน้ำหมักให้เพลินตะวัน

   เขาโทรหาจินตหราวาตีตามปกติ แต่ไม่รู้ว่าเธอหงุดหงิดอะไรมา เธอขอร้องให้เขาทำเรื่องย้ายกลับ สักวาให้เหตุผลกับคนรักอย่างใจเย็น เขาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ยังไม่เข้าที่เข้าทางเลยด้วยซ้ำ ขอให้เธอทนรออีกสักหน่อย แล้วจะรีบกลับไปสู่ขอมาเคียงคู่ แต่มันคงจะไม่เข้าหูสาวคนรักเธอเริ่มฟูมฟายต่อว่าที่เขาไม่เคยมีเวลาให้เธอ เธออยากได้คนรักที่คอยเคียงข้าง คอยเอาใจ แต่สักวาก็ให้เธอไม่ได้ สุดท้ายก็ตัดสายกันไปดื้อๆ เขาพยายามโทรไปง้องอนทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเธอจะยอมรับสายและพูดจากันดีๆ

   ชายหนุ่มมองเวลาบนหน้าจอ มันดึกพอสมควรแล้ว จึงตัดสินใจส่งข้อความไปหานางไหสุดที่รัก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้ค่อยเริ่มง้อเธอใหม่ คืนนี้เขาแทบจะยืนไม่ไหวแล้วบ่าที่สะพายถังน้ำหมักหนักอึ้ง อาจเพราะร้างรากับการลงแปลงมานาน พอมาโหมทำจริงจังก็เลยเป็นอย่างนี้ เพราะยัยผีกะหล่ำแท้ๆ เชียว

   เกษตรหนุ่มเข้าห้องปิดไฟแล้วล้มตัวนอนก่อนจะผล็อยหลับไปในเวลาไม่นาน ชายหนุ่มพลัดถิ่นคงลืมสังเกตตัวเองว่าคืนนี้มีสิ่งผิดปกติเล็กๆ เกิดขึ้น ไม่ได้มีแค่แม่นางไหสุดสวาทจินตหราวาตีที่เขาคิดถึงเท่านั้น แต่ยังมีหญิงสาวอีกนางหนึ่งที่แทรกเข้ามาในภวังค์ สักวาจะรู้ไหมว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาครุ่นคิดถึงหญิงอื่นที่ไม่ใช่จินตหราวาตีเพียงคนเดียว