ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 12  (อ่าน 796 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 12
« เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2014, 02:22:55 AM »
บทที่ 12

   เพลินตะวันสะดุ้งน้อยๆ เมื่อเปิดหน้าต่างมาเจอกับแผ่นหลังชวนซบของเกษตรหวา เขากำลังมุ่งหน้าไปทางเรือนใหญ่หรือถ้าจะให้ถูกก็คงจะวิ่งออกไปทางหน้าบ้าน แม้จะเห็นสักวาตื่นมาวิ่งออกกำลังกายแบบนี้เป็นประจำ แต่เธอก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ที่จะต้องตื่นมาเจอผู้ชายอกสามศอกสวมเสื้อกล้ามโชว์ต้นแขนกำยำวิ่งผ่านเรือนไปทุกวันๆ บอกตรงๆ ต่อให้เป็นสาวถึกบึกบึนแค่ไหนก็คงจะอดรู้สึกสะเทือนซางไม่ได้ แล้วอีตาเกษตรนี่ก็ฟิตชะมัดตื่นมาวิ่งได้ทุกเช้าสิน่า บางวันเธอเดินสวนกับเขา บางวันก็เดินกลับเรือนมาด้วยกัน เพราะเธอเองต้องตื่นไปช่วยป้านุ่มเตรียมของใส่บาตร

   วันนี้เพลินตะวันตื่นสายไปหน่อย มันเป็นความผิดของคนที่เพิ่งวิ่งผ่านไปเมื่อกี้นั่นแหละ เมื่อคืนเธอนอนพลิกกลับไปมากว่าจะข่มตาหลับได้ จนป่านนี้เธอยังข้องใจไม่หายเลยว่าเมื่อวานเขาเป็นอะไรกันแน่ จะว่าทะเลาะกับแฟนก็คงไม่หรอก ออกจะจี๋จ๋ากันซะขนาดนั้น หรือว่าเครียดเรื่องย้ายอยากกลับบ้าน อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่ก็เขาตั้งเป้าหมายสร้างผลงานกับการประกวดของตำบลไว้แล้วจะมากังวลทำไม เฮ้อ...ไว้ค่อยตะล่อมถามทีหลังแล้วกัน ขืนนั่งเดาสุ่มแบบนี้เที่ยงเธอก็คงยังไม่ได้คำตอบ

   หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาแล้วรีบจัดการทำธุระส่วนตัวก่อนที่ป้าสีนุ่มจะมาตามถึงเรือน แม้ว่าจะเร่งตัวเองสักเท่าใดเธอก็ยังช้าและดูท่าว่าวันนี้ป้าสีนุ่มจะได้ลูกมือคนใหม่แล้ว เพลินตะวันยิ้มกว้างนัยน์ตาเป็นประกายขณะที่ยืนมองภาพสักวาหยิบขันข้าวส่งให้ผู้เป็นป้า ก่อนจะตามด้วยถุงกับข้าวและดอกไม้ ป้านุ่มคงมีความสุขเพราะหวังอยากจะให้หลานชายมาตักบาตรด้วยกัน หลังจากที่กล่อมพี่จันทน์ให้ตื่นมาใส่บาตรไม่เคยสำเร็จสักครั้งจนป้านุ่มทำใจและไม่เซ้าซี้พี่จันทน์ขี้เซาของเธออีก เว้นแต่วันสำคัญๆ ที่ป้านุ่มมักจะเอ่ยชวนและพี่จันทน์ของเธอก็รับปากแต่ก็ไม่เคยตื่นทันพระสักที วันนี้เห็นทีป้านุ่มจะเลิกง้อแบบถาวรเพราะได้หลานชายคนใหม่สมใจ งานนี้พี่จันทน์กะพ้อของเธอก็เตรียมตัวตกกระป๋องได้เลย

   "ทำไมเพิ่งมาล่ะเพลิน" ผู้เป็นป้าเอ่ยทักทันทีที่เธอเดินเข้าไปหา "ไม่ทันพระแล้วจ้ะแม่หนู สู้เกษตรหวาก็ไม่ได้วิ่งเสร็จแล้วยังมาตักบาตรกับป้าทัน ตื่นสายนะวันนี้น่าขายหน้าจริงๆ หลานสาวฉัน"

   เพลินตะวันหัวเราะและมองเลยไปที่เกษตรหวาของป้า ใบหน้าเขาดูสดชื่นแต่ดวงตายังเหมือนมีอะไรที่ต้องคิดอยู่ เธอจะจ้องมากก็กลัวเขาจะเข้าใจผิดจึงแค่ส่งยิ้มทักทายตามประสาก็แค่นั้น

   "วันนี้เพลินต่อให้เกษตรเขาก่อนหรอกป้า รับรองว่าพรุ่งนี้ไม่ได้กินเพลินหร๊อก" หญิงสาวแกล้งบอกเสียงสูง

   "อย่ามัวมายืนโม้อยู่เลย ช่วยเกษตรเขาเก็บของเถอะ แล้วพี่ชายเราน่ะตื่นหรือยัง ได้ข่าวว่าวันนี้จะต้องไปส่งดอกไม้ในตัวจังหวัดไม่ใช่เหรอ"

   "ตื่นแล้วจ้ะ อีกเดี๋ยวคงมากินข้าวกัน" เพลินตะวันเดินเข้าไปที่โต๊ะเล็กๆ สำหรับวางของใส่บาตร แล้วหยิบขันข้าวมาอุ้มไว้พลางบอกกับชายหนุ่ม "มาคุณ ฉันช่วยเก็บ"

   สีนุ่มมองดูข้าวของที่ไม่เยอะมาก เพลินตะวันเก็บคนเดียวก็หมด ภรรยาผู้ใหญ่เบิ้มจึงเอ่ยปากบอกกับชายหนุ่ม "เกษตรหวาจะกลับเรือนไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะ เจ้าเพลินมาแล้วไม่ต้องห่วงป้า เดี๋ยวจะได้มากินข้าวกัน วันนี้จะไปทางไหนกันล่ะ"

   "ไปไหนกันดีคุณ" หนุ่มสาวมองหน้ากันก่อนที่เพลินตะวันจะถามชายหนุ่มราวกับจะปรึกษา สักวาเงียบเพราะไม่รู้จะตอบยังไง สีนุ่มเห็นแล้วก็ส่ายหน้ายิ้มๆ นึกเอ็นดูเกษตรหนุ่มที่วัยไล่เลี่ยกับหลานชาย

   "งั้นเดี๋ยวค่อยมาคุยกันต่อแล้วกัน ไปอาบน้ำอาบท่าซะเถอะเกษตรแล้วมากินข้าวที่เรือนใหญ่จะได้ตกลงกันว่าวันนี้จะไปไหน เอาอย่างนี้ดีไหม"

   "ดีครับป้า งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ" สักวายิ้มกว้างกับภรรยาของผู้ใหญ่ ก่อนจะหันมาทางหลานผู้ใหญ่แล้วถามเพื่อความแน่ใจ "เก็บได้นะคุณ"

   "ไปเถอะ ฉันเก็บได้"

   เพลินตะวันเก็บของใส่บาตรเรียบร้อยก็เริ่มจัดโต๊ะอาหารทยอยยกถ้วยจานกับข้าวน่ากินมาวางไว้ สีนุ่มกลับเข้าห้องไปดูแลสามีที่วันนี้มีประชุมที่อำเภอ เพลินตะวันจึงต้องทำหน้าที่จัดโต๊ะคนเดียว หญิงสาวก้มลงหยิบจานในตู้หูก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาก็คิดว่าเป็นพี่ชายจึงร้องสั่ง

   "พี่จันทน์ยกถ้วยแกงจืดไปได้เลยนะ เดี๋ยวเพลินเอาจานกับช้อนตามไป" หญิงสาวประคองจานข้าวลุกขึ้นแล้วก็เห็นว่าเธอเข้าใจผิด "อ้าว คุณเองเหรอ ทำไมอาบน้ำเร็วจัง ฉันนึกว่าเป็นพี่จันทน์ซะอีก"

   "ผมก็อาบเหมือนทุกวันนั่นแหละ ไม่ช้าไม่เร็วหรอก" สักวาเดินมายกถ้วยแกงจืด คิ้วเข้มขมวดเมื่อเห็นยิ้มแปลกๆ ของหญิงสาว "ขำอะไร"

   "ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก จริงๆ ฉันก็อยากจะกวนประสาทคุณหรอกนะ แต่เห็นท่าหงอยๆ แบบนี้แล้วกลัวไม่สนุก คุณเป็นอะไรหรือเปล่า เหมือนจะเครียดๆ นะ" เพลินตะวันตัดสินใจถามเขาไปตรงๆ

   คำถามนี้ทำให้สักวาถอนใจเฮือกค่อยๆ ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้แทนที่จะยกถ้วยแกงจืดออกไป ชายหนุ่มเงยหน้ามองเธออย่างไม่แน่ใจ แต่ก็ยอมเปิดปากในท้ายที่สุด เขาต้องระบายความอึดอัดออกมาบ้าง และตอนนี้ยัยผีกะหล่ำคงเป็นคนเดียวที่เขาจะพูดคุยได้แบบไม่ต้องเก๊ก ไม่ต้องรักษาภาพ เพราะถึงจะเจอกันได้ไม่นานแต่เขากับยัยนี่ก็เบ่งพลังใส่กันมาแล้วหลายครั้งหลายคราชนิดที่ว่าไม่บันยะบันยังซะด้วย แล้วจะไปกลัวอะไรกับการที่จะต้องยอมรับว่ามีปัญหากับแฟน แต่เพื่อความมั่นใจสักวาจะขอคำมั่นสัญญาเธอสักหน่อยแล้วกัน

   "คุณต้องสัญญาก่อนนะว่าจะไม่หัวเราะเยาะผมถ้าเล่าให้ฟัง"

   "อื้อ...ฉันสัญญา ว่ามาสิ"

   "คุณเคยงอนแฟนแบบไม่มีเหตุผลไหม"

   "หะ!" เพลินตะวันมองเขาหน้าเหวอและเกือบผิดคำสัญญาหัวเราะออกมาซะแล้ว ดีที่ยั้งตัวเองไว้ทัน ที่แท้ก็มีปัญหากับแม่ยอดยาใจจริงๆ โถๆๆ เกษตรหวาปรึกษาน้องเพลินน่ะมาถูกทางแล้ว "คุณทะเลาะกับนางไหเหรอ"

   สักวาพยักหน้ายอมรับกลายๆ ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ "ก็ไม่เชิงทะเลาะกันหรอก ยังไม่ทันได้เถียงกันเลยด้วยซ้ำ แต่คุณเคยเป็นไหม อารมณ์แบบอยากเรียกร้องให้คุณไก่ฟ้ามาอยู่ใกล้ๆ ดูแลไม่ห่าง ตัวติดกันตลอด"

   "เดี๋ยวนะเกษตรหวา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ไก่หะ!" หญิงสาวเท้าสะเอวถามเสียงเขียว หน้าเธอเริ่มหงิกงอจนสักวาต้องยกมือยอมแพ้ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจว่ายัยผีกะหล่ำจะโกรธเขาด้วยเรื่องอะไร อ๋อ...เขาก็ลืมไป นายไก่ฟ้าไม่ใช่แฟนยัยนี่แต่เป็นติ่ง

   "ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว ลืมที่ผมพูดไปแล้วกัน เฮ้อ...เราก็นึกว่าช่วยได้" ชายหนุ่มผุดลุกฉวยหยิบถ้วยแกงจืดมาถือไว้เตรียมยกออกไป แต่เสียงของเพลินตะวันทำให้เขาต้องชะงัก

   "ทำไม นางไหงอนที่คุณไม่มีเวลาให้เธองั้นเหรอ"

   "พูดให้ถูกผมว่าช่วงนี้จินนี่ต่างหากที่ไม่มีเวลาให้ผมน่ะ" สักวานั่งลงอีกครั้งและเริ่มต้นเล่าราวกับอัดอั้นมาเป็นชาติ

   เพลินตะวันฟังไปนานเข้าก็ต้องลากเก้าอี้มานั่งเพราะชักรู้สึกเหมื่อยขา ว่าไปแล้วเธออยากให้โหรามาอยู่ตรงนี้ด้วยจริงๆ รับรองว่าพี่นักเขียนของเธอจะต้องได้พล็อตรักหวานล้ำมาเขียนเป็นเรื่องได้แน่ๆ

   "ทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละ" สักวาสรุป

   ศิราณีเพลินตะวันกะพริบตาปริบๆ ด้วยความที่มั่นใจในทฤษฎีแน่นปึ้กจากการดูหนังรักมาแล้วนับร้อยเรื่อง แต่เธอกลับลืมไปว่าตัวเองนั้นขาดประสบการณ์ด้านความรักภาคปฏิบัติ เธอไม่มีสิทธิที่จะไปสอนจระเข้อย่างสักวาซึ่งดูท่าว่าจะว่ายน้ำคล่องปร๋อ ความรักจริงๆ เป็นยังไงหญิงสาวยังอธิบายไม่ได้เลย ถ้าให้บอกรายละเอียดเรื่องการปลูกบวบเหลี่ยมก็ว่าไปอย่าง แต่เมื่อเขาอุตส่าห์บากหน้าเล่ามาจนถึงขั้นนี้จะให้เธอไม่ดูดำดูดีก็กระไร เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเป็นทุกข์ ถึงจะไม่เคยรู้จักแต่เธอก็คอหนังรักตัวยงมันคงมีสักเรื่องละที่ตรงกับสถานการณ์ของสักวา

   "คุณไม่ค่อยได้คุยกับเธอหรือเปล่าเธอก็เลยรู้สึกน้อยใจสุดท้ายก็มาเหวี่ยงใส่คุณอย่างนี้" ศิราณีมือใหม่เริ่มเดาสุ่ม

   "จินนี่ไม่เคยมีปัญหากับเวลาของผม" สักวาแก้ต่างให้คนรัก "เธอเข้าใจผมมาตลอด แม้ว่าตอนที่รู้ว่าผมย้ายผิดเธออาจจะหงุดหงิดไปบ้าง แต่เมื่อคุยกันเข้าใจทุกอย่างก็คลี่คลาย จินนี่ก็กลับมาเป็นแฟนที่น่ารักเหมือนเดิม แต่..."

   "แต่อะไร" เพลินตะวันขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้พลางถามอย่างตื่นเต้น

   "แต่เพ่หิวข้าวแล้วน้องเพลิน..."

   "พี่จันทน์!" เพลินตะวันนึกอยากจับพี่ชายใส่หม้อแกงจืดแล้วปิดฝาตั้งเตาไฟ ช่างโผล่มาได้ช่วงเวลาสำคัญ เลยไม่รู้กันว่า แต่ ของสักวานั้นคืออะไร หญิงสาวที่ถูกขัดจังหวะตวัดสายตามองพี่ชายและว่าเอาตรงๆ "เสียนิสัยมาแอบฟังคนเขาคุยกัน"

   "น้อยๆ หน่อยน้อง ถ้าพี่คิดจะแอบฟังแล้วพี่จะโผล่เข้ามาเสนอหน้าทำไมไม่ทราบ ว่าแต่...คุยเรื่องอะไรกันเหรอ ถึงต้องแอบมากระซิบกันในครัว" จันทน์กะพ้ออยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที แต่ด้วยความหิวที่มีมากกว่าความอยากรู้หนุ่มสวนดอกไม้จึงเลิกสนใจแล้วเปลี่ยนมาเร่งน้องสาวที่นั่งค้อนขวับๆ ใส่เขา "เกษตรรีบไหม ต้องคุยธุระให้จบเลยหรือเปล่า งั้นผมเอาแกงจืดกับจานไปกินข้าวรอก่อนนะ หิวมาก"

   "ไปพร้อมกันนี่แหละครับ ผมแค่คุยกับคุณเพลินเรื่องทั่วๆ ไป เอาเป็นว่าเราออกไปกินข้าวกันดีกว่า"

   "กู๊ด ไอเดีย" จันทน์กะพ้อขยิบตาใส่เกษตรหนุ่มก่อนจะเดินตามกันออกมาจากห้องครัวเพื่อเริ่มต้นมื้อเช้าและแยกย้ายต่างคนก็ต่างไปทำหน้าที่ของตน

   ประเด็นรักร้าวของสักวาจึงมีอันต้องพักไว้ก่อน เกษตรหนุ่มนั่งยิ้มแย้มและร่วมพูดคุยกับทุกคนบนโต๊ะอาหารด้วยความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้น เขาเอียงหน้าไปทางโหราที่กำลังเล่าเรื่องตลกเรียกเสียงหัวเราะ นักเขียนสมองตันคนนี้มักมีอะไรขำๆ มาเล่าอยู่เสมอๆ จะว่าไปแล้วการย้ายผิดมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวร้ายนักสำหรับเขา มีที่พักที่ต้องบอกว่าดีที่สุดในบรรดาเพื่อนเกษตรตำบลด้วยกัน มีอาหารแสนอร่อยของป้านุ่ม มีบรรยากาศของครอบครัวที่อบอุ่นที่ยากจะหาได้

   ความทุกข์ที่สะสมมาทั้งคืนดูจะเบาบางลงเมื่อได้ระบายให้ใครฟังเขาก็โล่งอกอย่างน้อยก็ไม่ทุกข์คนเดียวให้ยัยผีกะหล่ำมาแบ่งๆ ไปบ้าง เรื่องจินตหราวาตีนั้นเขามั่นใจว่าจัดการได้ ก็ใช่ว่าจะไม่เคยโกรธ ไม่เคยง้อ เพื่อนางไหหัวใจของพี่หวาไม่ท้ออยู่แล้ว




   เรื่องของหัวใจถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง แม้สักวาจะหัวใจร้าวระบมแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยคิดเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงาน ยิ่งงานช้างระดับจังหวัดแบบนี้เขายิ่งต้องทุ่มเทอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เสียยี่ห้อลูกชายราชินีหมอลำบานแย้มแห่งโกสุมพิสัย ภารกิจแรกของสักวาคือการเยี่ยมชมสวนดอกไม้ของจันทน์กะพ้อ ระหว่างที่นั่งกินข้าวเช้ากันนั้นเขาได้ยินป้าหลานคุยกันถึงเรื่องส่งดอกไม้ในตัวจังหวัด ยัยผีกะหล่ำคงเห็นเขาสนใจจึงขออนุญาตพี่ชายตามมาชมสวนด้วย

   จะว่าไปแล้วครอบครัวของผู้ใหญ่เบิ้มจัดว่าเป็นครอบครัวเกษตรกรโดยแท้ ถึงจะมีคนรุ่นใหม่อย่างหลานทั้งสองแต่ก็ไม่ยอมทิ้งรากเหง้าตรงข้ามหลานๆ กลับมาสานงานต่อได้อย่างน่ายกย่อง พูดให้หรูก็คือนำความรู้มาบูรณาการได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ สักวารู้มาว่าหลานทั้งสองของผู้ใหญ่เบิ้มเรียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่โดดเด่นทางสายงานการเกษตร ซึ่งหากไม่อยากกลับมาทำงานสวนที่บ้านพวกเขาก็มีทางเลือกอื่น เช่น สอบเข้ารับราชการหรือไม่ก็ทำงานวิจัยให้บริษัทเอกชน มีหนทางหาเงินมากมายแต่ก็เลือกที่จะกลับมาใช้ชีวิตเกษตรกร แม้ว่าพี่น้องจะดูสลับงานกันไปบ้าง แต่หุ่นอย่างเพลินตะวันจะมาจับพวกงานสวยงามอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้คงไม่ไหว สักวาไม่คิดสนับสนุน บอกตรงๆ ว่าหุ่นเธอไม่ให้ ไปจับจอบขึ้นแปลงผักนั่นแหละเหมาะสมกับพลังของเธอ

   "เกษตรหวาครับ ถ้าสมมติว่าตำบลร้อยบุญได้เป็นตำบลเกษตรกรรมตัวอย่างขึ้นมา เกษตรหวาคิดว่าจะจัดงานฉลองแนวไหนครับ" นักเขียนสมองตันที่หลบหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุงถามอย่างนึกสนุก

   "ผมคงไม่กล้าหวังขนาดนั้นหรอกครับคุณโหร"

   "คิดไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง อย่างผมดั้นด้นมานี่ก็อยากได้พล็อตดีๆ ไปเขียน แต่ไอ้เพื่อนจันทน์สงสัยมันจะเข้าใจผิดคิดว่าผมอยากได้พล็อตบ้านไร่ปลายทุ่ง ตั้งแต่มานี่จิกใช้ไม่ว่างเว้น" โหราว่ากระทบเพื่อนรัก คนถูกว่ากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเป็นต่อ

   "ก็แกบอกเองว่าตัน คิดอะไรไม่ออก ฉันก็เลยช่วยทะลวงพล็อตให้แกอยู่นี่ไง ได้ออกกำลังกายมากๆ สมองจะได้ปลอดโปร่งไม่ดีเหรอ"

   "เออ...ดี" โหราลากเสียงประชด "แต่ฉันจะหมดแรงตายในดงดอกไม้ของแกซะก่อนที่จะเขียนนิยายจบเรื่อง"

   "งั้นที่พี่โหรถามเกษตรหวาอยู่นี่ คือพี่ต้องการฉากงั้นเหรอ" เพลินตะวันร่วมวงสนทนาอย่างนึกสนุก

   "ช่าย...พี่อยากเขียนอะไรที่แปลกใหม่ แบบที่ บ.ก. อ่านแล้วต้องร้อง โฮ๊ะ! หะ! คุณพระช่วย! ตลอดทั้งเรื่องน่ะจ้ะ"

   "แล้วคุณโหรอยากให้งานฉลองรางวัลเป็นแบบไหนล่ะครับ" สักวาถามกลับและเห็นจันทน์กะพ้อส่ายหน้ายิ้มๆ แต่ยังไม่ได้ขัดคออะไร

   "พูดไปเดี๋ยวจะหาว่าผมบ้า" โหรายังไม่ยอมบอก จนเพลินตะวันชักอยากรู้ขึ้นมาบ้าง

   "บ้ายังไงพี่โหร"

   "อ๊าว! ก็พี่อยากได้ฉากงานวัด ขอแบบอลังๆ เลยนะเกษตร มีมหรสพครบชุด จัดหนักๆ ทั้งรำวง ลิเก หนังกลางแปลง สาวน้อยตกน้ำบลาๆๆ เอาให้เขียนบทบรรยายได้สักสามสิบหน้าเลยเป็นไง เกษตรพอจัดให้ผมได้ไหมครับ" ตอนท้ายนักเขียนหันไปถามผู้รับผิดชอบโครงการซึ่งฝ่ายนั้นก็ยิ้มรับพร้อมกับคำตอบนุ่มนวล

   "อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการโครงการประกวดนะครับว่าพวกท่านอยากเห็นงานฉลองรางวัลแบบอลังๆ อย่างคุณโหรหรือเปล่า"

   "จะยากอะไรวะไอ้โหร แกอยากได้ก็บนเข้าสิ ถือว่าช่วยเกษตรเขาอีกทาง เสนอสินบนหนักๆ เผื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแกจะเมตตา" จันทน์กะพ้อแนะนำขำๆ แต่โหรากลับดีดนิ้วอย่างถูกใจความคิดของเพื่อน

   "โอ้...ไอ้เพื่อนจันทน์ วันนี้พูดถูกใจพี่จริงๆ เดี๋ยวเย็นนี้พี่เลี้ยงเบียร์สามขวด แต่ว่า..."

   "แต่ว่าอะไรอีกครับไอ้เพื่อนโหร"

   "แต่ว่าแกต้องพาฉันไปโฉบแถวตำหนักเจ้าแม่ตะเพียนทองก่อนนะสิ ฉันจะได้มีแรงบันดาลใจในการเสนอสินบน จะว่าไปก็ไม่ได้เห็นหน้าเพื่อนน้องเพลินมาหลายวันแล้วนะ คิดถึงเจ้าแม่ใจจะขาด โอ๊ย...ไม่ไหวละยิ่งคิดยิ่งรุมร้อน ฉันขอตัวไปเก็บบัวก่อนแล้วกัน ผมขอตัวก่อนนะครับเกษตรหวา น้องเพลิน" โหราแยกตัวไปเก็บบัวอีกทาง หลังจากฝึกงานกับจันทน์กะพ้ออยู่หลายวันจนเชี่ยวชาญวิทยายุทธทั้งเก็บบัว ตัดดาวเรืองและสร้อยทอง ตอนนี้นักเขียนหนุ่มสามารถช่วยงานได้โดยไม่ต้องมีจันทน์กะพ้อยืนเป็นพี่เลี้ยงอีกต่อไป

   ลับหลังร่างสูงใหญ่ของโหราไปไม่นาน เจ้าของสวนดอกไม้ก็โปรยขึ้นมาอย่างขำๆ "ผมไม่นึกสงสัยเลยว่าทำไมมันถึงต้องมาอยู่ที่นี่แทนที่จะนั่งเขียนนิยายอยู่ในกรุงเทพ นี่ผมยังหาสาเหตุอยู่ว่าที่มันไม่มีผลงานออกมาเป็นเพราะว่าคิดไม่ออกหรือดอดไปจีบเมีย บ.ก. เข้าเขาถึงไม่ตีพิมพ์งานของมัน"

   "ตกลงพี่โหรคิดจีบตะเพียนจริงๆ เหรอพี่"

   "แกดูท่าทางมันสิ จริงหรือเล่น" จันทน์กะพ้อบอกอย่างหมั่นไส้ "ฉันล่ะอยากจะให้ตะเพียนเสกหนังควายไบซันเข้าท้องไอ้บ้านั่นสักสี่ห้าแผ่นมันจะได้เลิกซ่า นี่ถ้าลุงเบิ้มกับป้านุ่นได้ยินที่มันพูดเมื่อกี้มีหวังโดนด่าไฟแลบ โทษฐานไปลบหลู่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในหมู่บ้าน เกษตรหวาก็อย่าไปฟังมันมากนะครับ"

   "ผมว่าคุณโหรแกตลกดีนะครับ มีอารมณ์ขัน ผมยังคิดเลยว่าจะไปหาซื้องานเก่าๆ ของแกมาอ่าน"

   "ไม่ต้องหรอกครับที่ห้องผมก็มี เมื่อก่อนมันส่งมาให้อ่านบ่อยๆ บางเรื่องส่งไฟล์มาให้ก่อนส่งสำนักพิมพ์ซะอีก ถ้าเกษตรอยากได้เดี๋ยวให้เจ้าเพลินมันหยิบมาให้แล้วกัน ขืนรอผมหยิบเองคงไม่ได้อ่านหรอก"

   "คุณอย่าลืมเตือนฉันแล้วกัน" เพลินตะวันบอกกับชายหนุ่ม "เรามาเริ่มงานกันเลยไหม เดี๋ยวพี่จันทน์จะตัดดอกไม่ไม่ทันด้วย"

   "เอาสิ รบกวนคุณจันทน์พาเดินชมสวนหน่อยนะครับ"

   "ตามมาเลยครับ" เจ้าของสาวดอกไม้บอกด้วยความเต็มใจ ก่อนเดินนำหน้าพลางหยุดอธิบายเป็นจุดๆ

   สวนดอกไม้ของจันทน์กะพ้อไม่ได้ปลูกแค่เพียงชนิดเดียว หลานชายผู้ใหญ่เบิ้มจัดสรรที่ดินได้ดีพอสมควร รอบนอกขุดคูรอบและเอาดินมาทำเป็นคันกั้นน้ำสูงพอที่จะวางใจได้ว่าน้ำไม่ท่วม ในคูนั้นก็ปลูกบัวซึ่งโหรากำลังคัดเลือกดอกที่ใช้ได้เพื่อนำไปขายพร้อมๆ กับสร้อยทองและดาวเรืองที่กำลังตัด

   "ทำไมดาวเรืองตรงนั้นถึงปลูกในถุงล่ะครับ" เกษตรหนุ่มหยุดถามอย่างสงสัย

   "อ๋อ...แบ่งไว้สำหรับขายทั้งต้นครับ บางทีมีพวกจัดสวนติดต่อขอซื้อมา ตอนแรกๆ ถึงขั้นมาขุดกันเองเลยก็มี แต่ต้นดอกไม้เราเสียหายเยอะครับ หลังๆ ผมเลยสั่งให้คนงานแบ่งปลูกใส่ถุงไว้ส่วนหนึ่งเพื่อขายให้งานจัดสวนโดยเฉพาะระหว่างรอคนมาซื้อเราก็ตัดดอกขายไปพลางๆ ได้เงินเหมือนกันครับ"

   สักวารีบจดข้อมูลลงสมุดที่ถือติดมือมา หลังจากผ่านแปลงดาวเรื่องก็เลยมาถึงแปลงสร้อยทอง ช่อสีเหลืองอมเขียวเล็กๆ ชูชันเต็มแปลงดอกของมันยังไม่บานเต็มที่ จันทน์กะพ้ออธิบายว่าดอกสร้อยทองนั้นจะเก็บเกี่ยวขณะที่ดอกยังไม่บานเพราะใส่ถังอัดน้ำแข็งเก็บไว้ได้อีกหลายวัน ตัวปัญหาของสร้อยทองจะเป็นพวกเชื้อราจึงจำเป็นต้องฉีดยาประจำ วัชพืชก็เป็นอีกอย่างแต่ไม่สร้างความเดือดร้อนมากเกินไปตราบใดที่ยังถอนทิ้งทัน

   "ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสองต้องฝึกงานของคณะ มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมว่า ยาฆ่าหนอน ฆ่าหญ้าที่ดีที่สุดคือนี่" หนุ่มสวนดอกไม้ยกมือขึ้นแล้วเอานิ้วชี้แตะนิ้วโป้ง "ตรามือ เจอหนอนให้บี้ เจอหญ้าให้ถอน"

   "แปลงเล็กๆ ก็ถอนเพลินอยู่หรอก วิทยุสักเครื่องเปิดเพลงกล่อมสบายใจ แต่มาระดับพ่อค้ารายใหญ่ก็ไม่ไหว" เพลินตะวันแย้ง

   "นั่นมันสวนผักของแกแล้วล่ะเจ้าเพลิน สวนดอกไม้ฉันน่ะไม่ค่อยได้ใช้สารเคมีหรอกนะ อย่างกับหญ้าก็ใช้คนงานถอน พี่บอกแกตั้งหลายครั้งเรื่องคนงาน แต่แกก็ยังอยากขยันโชว์พลัง เกษตรหวาก็ระวังๆ ตัวหน่อยนะครับ ขืนอยู่ใกล้ยัยเพลินมากๆ จะถูกคุณเธอใช้เอาได้"

   "คุณจันทน์เตือนช้าไปแล้วครับ กลิ่นถั่วฝักยาวยังเหม็นเขียวติดมือผมอยู่เลย" สักวาหัวเราะหึๆ พลอยทำให้เพลินตะวันขำไปด้วย

   "คุณลองไปเล่าให้พี่โหรฟังสิ เผื่อจะได้เป็นพระเอกนิยายกับเขาบ้าง ชีวิตรันทดซะขนาดนี้" หญิงสาวแนะนำเล่นๆ แต่พี่ชายของเธอกลับสนับสนุนจริงจัง

   "ว่าไปเรื่องของเกษตรนี่ก็คล้ายๆ นิยายอยู่นะครับ จะย้ายกลับบ้านแท้ๆ โชคชะตายังเล่นตลกส่งมาร้อยบุญซะงั้น แล้วนี่ได้เบาะแสหรือยังครับว่าทำไมการย้ายถึงผิดพลาด"

   "ยังเลยครับ คงต้องสืบต่อไป"

   “ผมเอาใจช่วยแล้วกันนะครับเกษตร เรื่องนี้มันมีกลิ่นทะแม่งๆ อยู่”

   สักวาเงียบ ไม่ปริปากบอกในสิ่งที่เขาได้รู้มา ตอนนี้ตัวเขาเองก็ชักจะเอนเอียงและเชื่อในสิ่งที่จันทน์กะพ้อสงสัยเพราะไม่ใช่แค่เจ้าของสวนดอกไม้คนเดียวเท่านั้น ความเคลือบแคลงของพี่หนิงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของเขา หากภาคินหักหลังเขาจริงมันจะต้องมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะ เกษตรหนุ่มรีบโยนความฟุ้งซ่านทิ้งไป เวลานี้เขาต้องหาหนทางกลับบ้านก่อนเรื่องอื่่นเอาไว้ทีหลัง

   เมื่อเสร็จจากสวนดอกไม้สักวาก็ถูกพาไปพบเกษตรกรอีกหลายคน เขาเริ่มเข้าใจความคิดของสีทันดรแล้วตำบลร้อยบุญนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะลงชิงชัยในความเป็นเจ้าแห่งตำบลเกษตรกรรมเพราะมีทั้งพืชสวน พืชไร่ และปศุสัตว์ แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็น่าสนใจทีเดียว สมุดบันทึกงานของสักวาถูกใช้ไปหลายหน้าจนถูกสาวเจ้าถิ่นเอ่ยแซวว่าจะพอไหม

   และหลังจากล่ำลาเกษตรกรรายสุดท้ายของครึ่งวันเช้าเพลินตะวันก็พาสักวามาแวะหาอะไรกินกันที่ร้านน้าอ้อย ก่อนลงจากรถสาวสวนผักก็ไม่ลืมที่จะกำชับถึงกฎเหล็กตามที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งสองพากันเดินเข้าไปในร้านและสอดส่ายสายตามองหาที่ว่าง เที่ยงวันแบบนี้ลูกค้าน้าอ้อยแทบจะขี่คอกัน ไม่มีที่ว่างสำหรับทั้งคู่จนเพลินตะวันเกือบชวนสักวากลับถ้าไม่ได้ยินเสียงเรียกจากมุมร้านด้านในสุด

   "น้องเพลิน"

   "จะบ้าตาย" หญิงสาวเบนหน้าไปตามเสียงเรียก ก่อนจะพึมพำเบาๆ

   สักวาตาไวเห็นเข้าก็ผิวปากถูกใจจนยิ้มกริ่ม "สงสัยคุณไก่จะจองที่นั่งไว้เผื่อเราสองคนด้วยนะคุณ ไปเถอะ"

   ไม่ต้องรอผู้นำ เกษตรหัวใจฟกช้ำเมื่อเช้าก็เดินตรงไปเข้าไปหาลูกชายกำนันโดยไม่ปรึกษาหญิงสาวที่มาด้วยกันสักคำ เพลินตะวันไม่มีทางเลือกนอกจากก้าวตาม ดูท่าดวงเธอช่วงนี้จะไม่ดีเอาซะเลยหลบไก่ฟ้าไม่เคยพ้น นั่นก็เหมือนล่องหนได้ เธอจะไปไหนก็แวบไปดักหน้าได้หมด

   "ทำหน้าให้มันดีๆ สิคุณ คนเขาอุตส่าห์มีน้ำใจ" สักวาหยุดรอและกระซิบกับเธอให้พอได้ยินกันสองคน

   "หมดอร่อยละฉันงานนี้" บอกอย่างเซ็งจัด ก่อนจะยิ้มแยกเขี้ยวให้ลูกชายกำนัน "พี่ไก่จะอิ่มแล้วเหรอจ๊ะถึงเรียกฉันมานั่งต่อ"

   "ใครว่าล่ะ พี่ก็เพิ่งมาถึง นี่เพิ่งสั่งผัดซีอิ้วไปหยกๆ น้องเพลินกับเกษตรหวามานั่งด้วยกันสิจ๊ะ นี่นะโต๊ะสุดท้ายพอดีเลย"

   "แหม...ขอบคุณนะครับคุณไก่ โชคดีจริงๆ เลยที่ได้เจอกัน งั้นพวกเราขอนั่งด้วยนะครับ" สักวาว่าแล้วก็ดึงแขนหญิงสาวให้นั่งลง และกวักมือเรียกลูกน้องน้าอ้อยเพื่อสั่งอาหาร

   ไก่ฟ้ายิ้มหวานจ้องเพลินตะวันราวกับเธอเป็นขนม หากแต่ใต้โต๊ะมาหินนั้น ขาของลูกชายกำนันถูกขาลูกน้องเตะยิกๆ เพื่อให้เขาสังเกตความสนิทสนมของสองหนุ่มสาว ไก่ฟ้าพยายามเตะกลับเพื่อบอกลูกน้องเป็นนัยว่าเขารับรู้แล้ว แต่เจ้าสองสมุนนั่นยังไม่เลิกจนชายหนุ่มต้องส่งสายตาเขียวปั้ดเป็นการเตือน

   "น้องเพลินไม่ถามพี่สักคำเลยเหรอว่าเมื่อวานเป็นไงบ้าง" ลูกชายกำนันเริ่มออดอ้อน

   "ก็ไม่เห็นพี่ไก่บุบสลายตรงไหนนี่จ๊ะ ฉันก็คิดว่าพี่ไม่เป็นไร"

   "ใครว่าล่ะน้องเพลิน พี่ไก่น่ะนะเจ็บหนักจนต้องซดน้ำใบบัวบกปั่นหมดไปเป็นเหยือกๆ เนาะกระทิงเนาะ" เจ้ากระทงรีบหาคนสนับสนุน

   "ใช่จ้ะน้องเพลิน พี่ไก่นะน่าสงสารกลับถึงบ้านนี่สั่นสะท้านไปทั้งตัว นอนครางฮือๆ อย่างกับนกพิราบที่วัดเลยจ้ะ"

   "เดี๋ยวนะ" เพลินตะวันห้ามตัวเองไม่ให้หัวเราะไม่ได้เสียแล้ว จากไก่ฟ้ากลับกลายเป็นนกพิราบไปซะแล้ว หญิงสาวพยายามกลั้นขำอยู่นานกว่าจะได้ถามต่อ "เมื่อวานฉันได้ข่าวว่าพี่ไก่มีอาการคล้ายๆ จะเป็นลม นี่พี่อาการหนักขนาดนี้เลยเหรอ"

   "ผมว่าน่าจะไปเช็คสุขภาพบ้างนะครับ" สักวาก้มหน้าซ่อนยิ้มจนปวดแก้ม เขาเองก็เห็นแบบเดียวกับเพลินตะวันนั่่นแหละ

   "แหม...น้องเพลินกับเกษตรหวาก็อย่าไปฟังไอ้พวกนี้มากนักเลย ความจริงผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ ก็แค่หน้ามืดนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

   "นั่นสินะ ฉันก็ว่าพี่ไก่ออกจะแข็งแรง ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก"

   "ว่าแต่น้องเพลินเถอะจ้ะ ไปไหนกันมา"

   "ก็พาเกษตรดูแถวๆ นี้แหละจ้ะ แต่วันนี้พี่ไก่ไม่ต้องตามไปให้กำลังใจหรอกนะ ฉันกลัวว่าเดี๋ยวจะหน้ามืดไปอีก"

   เยส! เพลินตะวันร้องในใจที่ปิดประตูทุกบานไว้แล้ว หญิงสาวเหลือบมองเกษตรหนุ่มด้วยสายตาข่มขู่ คราวนี้ถ้าเกษตรหวาคิดจะชวนไก่ฟ้าให้ไปด้วยกันอีกละก็ได้เห็นฤทธิ์เธอแน่