ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 13  (อ่าน 643 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 13
« เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2014, 12:09:52 AM »
บทที่ 13

   ต้นมะม่วงอายุหลายสิบปียืนต้นตระหง่านแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอยู่ริมฝั่งคลอง หลังวิกฤตน้ำผ่านไปอย่างฉิวเฉียดตอนนี้ทุกอย่างเริ่มกลับสู่สถานการณ์ปกติ ลำคลองที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของตำบลก็คืนสภาพใกล้เคียงกับตอนก่อนที่น้ำจะเพิ่ม หากนั่งอยู่ริมตลิ่งก็จะมองเห็นคราบดำจับใบหญ้าซึ่งมันบอกว่าปริมาณน้ำเคยเอ่อขึ้นไปถึงไหน สีน้ำที่เคยขุ่นแดงตอนนี้ก็ดีขึ้น แม้ไม่ใสจนมองเห็นข้างใต้ แต่คงพอให้ปลาและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้น้ำได้หายใจหายคอมากขึ้น

   ริมตลิ่งตอนนี้มีเบ็ดตกปลาทำจากไม้ไผ่ลวกสามคันปักเรียงกันลงไปในดิน ลูกพี่ใหญ่เจ้าของเบ็ดคันกลางนั่งเอนหลังพิงโคนต้นมะม่วง ดวงตาเหม่อมองฟ้าใสยากจะเดาได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ แน่นอนว่ามีลูกพี่ก็ต้องมีลูกน้องคู่ใจขนาบซ้ายขวา เจ้ากระทงพุ่งความสนใจไปยังทุ่นซึ่งลอยนิ่งเหนือผิวน้ำ ส่วนเจ้ากระทิงนั้นนั่งง่วนอยู่กับการจูนหาคลื่นวิทยุ บางช่วงเสียงเพลงก็ดัง บางครั้งก็เกิดคลื่นแทรกดังซู่ๆ จนคนเฝ้าทุ่นต้องหันมาดุ

   "เบาๆ สิวะ แกเล่นเปิดเพลงเสียงดังแบบนี้ปลาก็หนีหมดนะสิ"

   กระทิงเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้ว ก่อนจะเถียง "แกไม่รู้ก็เงียบไปกระทง นี่คือจิตวิทยาขั้นสูงในการจับปลาโว้ย ได้ผลยิ่งกว่าคาถาจินดามณีของพระสังข์ซะอีก"

   "เปิดเพลงไล่ปลาเนี่ยนะ"

   "ใครว่าไล่ เสียงเพลงอันไพเราะเสนาะหูจะช่วยเรียกปลามาต่างหาก เออ...เดี๋ยวคอยดู วิธีของฉันแล้วกัน วันนี้ได้กินปลาช่อนเผาเกลือแน่ๆ แกเตรียมท้องรอได้เลย" กูรูด้านการจับปลาคุยโวและหมุนคลื่นหาเพลงเรียกปลาต่อ ปล่อยให้กระทงเพื่อนยากนั่งขัดสมาธิมองอย่างไม่ต่อยจะเข้าใจนัก ครั้นจะหันไปปรึกษาลูกพี่ไก่ก็ไม่รู้ว่าในกายหยาบที่นอนเหม่อมองฟ้าอยู่นั้นยังมีวิญญาณอยู่ด้วยไหม แต่เพียงไม่นานเสียงเพลงของกระทงก็ดังขึ้น

   ...เธอมากับคำว่าใช่ มาทำอะไรกับใจของฉัน เธอพาไปดูสวรรค์ ก่อนจะผลักฉันตกเหวน้ำตา รับๆ ไม่ได้จริงๆ เมื่อถูกเธอทิ้งเหมือนโดนฟ้าผ่า ฝนไม่เคยตั้งเค้ามา อยู่ๆ น้ำตาตกมาท่วมใจ คนแรกที่ทำให้รัก คนแรกที่ทำให้เจ็บ ขนาดหายใจยังเจ็บ คิดดูว่าเจ็บแค่ไหน ขอบคุณที่หลอกให้รัก เกลียดตัวเองนักที่หลงปักใจ ยิ่งมากับคำว่าใช่ ยิ่งเจ็บเจียนตายใช่เลย...ใช่เลย เธอมากับคำว่า...

   "โว้ย!!!"

   สองสมุนที่กำลังเพลินกับเพลงสะดุ้งโหยง จู่ๆ ลูกพี่ใหญ่ก็ชันกายหยาบนั่งหลังตรงดวงตาขุ่นเขียวมองวิทยุแล้วเปลี่ยนไปที่เจ้าของ น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมยิ่งทำให้คนถูกจ้องใจสั่น "อย่าให้ฉันได้ยินท่อนเมื่อกี้อีกนะ ไม่อย่างนั้นจะเตะส่งทั้งคนทั้งวิทยุให้ลงไปหาคลื่นต่อในคลองโน่น"

   "ปิดแล้วจ้ะ ปิดแล้วจ้ะพี่" กระทิงหมุนปุ่มมื้อไม้สั่น เสร็จแล้วจึงยิ้มประจบ "แหม...แค่นี้ทำอารมณ์เสียไปได้ พี่ไก่ไม่ชอบพี่ไผ่เหรอจ๊ะ เพลงเขาเพราะดีนะพี่"

   "เพราะดี แต่มันจี้ใจดำว่ะ" ว่าแล้วไก่ฟ้าก็แหงนหน้ามองฟ้ากะพริบตาถี่คล้ายกำลังขับไล่น้ำตาลูกผู้ชายอกสามศอกให้ไหลย้อนกลับสู่ที่เดิม

   "อ๋อ...ที่แท้พี่ไก่อินกับเพลงนี่เอง แกก็หาเปิดเพลงให้มันตื๊ดๆ ปลอบพี่เขาหน่อยสิวะ จะได้คึกคักๆ" กระทิงสั่งเพื่อนอย่างใสซื่อ แต่พอเห็นลูกพี่กับเพื่อนไม่รับมุก เขาก็ได้แต่ยิ้มแหย "แฮ่ๆ ไม่ฮากันเหรอจ๊ะ"

   "ฮากริ๊บละสิ เดี๋ยวแกจะเจอดรามาจัดหนัก" กระทงซึ่งโดนจัดไปก่อนหน้าเอนตัวกระซิบเตือนเพื่อนผ่านด้านหลังลูกพี่

   สายลมพัดหอบไอแดดเข้ามา เสียงเพลงกล่อมปลาเงียบไปแล้ว สามสหายก็อยู่ในความสงบ จากบรรยากาศที่เคยสนุกสนานก็เริ่มอึมครึมและอัดอัดจนท้ายที่สุดกระทิงก็สวมวิญญาณผู้กล้าเปิดปากถามลูกพี่ไปโต้งๆ งานนี้เป็นไงเป็นกัน มันทนไม่ไหวแล้ว

   "ฉันรู้นะว่าพี่ไก่กำลังมีปัญหาหัวใจ แต่ฉันขอได้ไหม อย่าซึมเศร้าเหงาหงอยเป็นหิ่งห้อยลดความอ้วนอย่างนี้เลยนะพี่ นี่มันก็เป็นอาทิตย์ๆ แล้วที่ฉันเห็นพี่เอาแต่เหม่อมองฟ้า แล้วไหนล่ะจ๊ะแผนการที่พี่ไก่ว่าจะคิด คิดออกหรือยัง หรือจะปล่อยให้น้องเพลินจากไป ส่วนพี่ไก่ก็จมอยู่ในเหวน้ำตาอย่างนี้"

   "โห..." กระทงครางพลางมองเพื่อนอย่างทึ่งในความกล้า นี่มันไม่รู้ใช่ไหมว่าพี่ไก่อารมณ์ไม่ดี

   "แกไม่ต้องตกใจขนาดนั้น ฉันจำจากเพลงที่แกเปิดเมื่อกี้ไง" กระทิงยักคิ้วแผล็บก่อนจะเค้นลูกพี่ต่อ "ว่าไงล่ะจ๊ะพี่ไก่ จะตัดใจหรือจะไปต่อ"

   ลูกชายกำนันผู้ทนทุกข์ทรมานในใจมาตลอดทั้งสัปดาห์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก สิ่งที่เห็น สิ่งที่เขารู้สึกมันทำให้ปวดหนึบไปทั้งใจ หลังจากเจอกันคราวก่อนและโดนเพลินตะวันกีดกันออกมาจากวงโคจรของเธอราวกับว่าเขาเป็นดาวพลูโตที่อยู่ไกลเกินไป นาทีนั้นลูกฮึดมันหดหายต่อให้รักเธอสักแค่ไหนแต่ถ้าโดนแบบนั้นหิ่งห้อยอย่างเขาก็คงไม่มีเรียวแรงเบ่งดวงไฟ อยากจะวิ่งร้องไห้ฟูมฟายกลางสายฝนให้เหมือนพระเอกละครตอนอกหักมากกว่า

   แต่ในความเป็นจริงเขาทำไม่ได้! ไก่ฟ้าไม่อาจแบกตำแหน่งลูกชายกำนันไปวิ่งร้องไห้กลางสายฝนราวคนคลั่งได้ ถ้าพ่อรู้ว่าเขาจีบหญิงไม่ติดจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในเมื่อเลือดความเจ้าชู้มันตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นทวด เขาผิดเองที่เผ่าเหล่าเลือกจะรักน้องเพลินคนเดียว ทั้งที่ตำบลร้อยบุญก็มีสาวงามมากมายหมายปองจ้องตะครุบตำแหน่งสะใภ้กำนัน ทางเลือกเดียวที่มีให้เขาทำก็คือนั่งแหงนหน้ามองฟ้าให้น้ำตามันไหลในใจ ปกปิดความลับนี้ไว้ไม่แพร่งพรายให้ใครได้รู้ยกเว้นเจ้าสองสมุน

   "แกสองคนคิดว่าน้องเพลินของฉันจะมีใจให้เกษตรหวาไหม"

   "ไม่จ้ะพี่ไก่ อย่าหลงประเด็น ฉันไม่อยากได้คำตอบในรูปคำถามอย่างนี้ของพี่ ฉันแค่อยากจะรู้ชัดๆ ว่าพี่จะทำยังไงกับน้องเพลิน พี่จะตัดสินอนาคตหัวใจตัวเองยังไง บอกมา"

   บทจะโหดขึ้นมาเจ้ากระทิงก็สอบเข้มลูกพี่ได้อย่างเลือดเย็น ดูคำถามมันสิเปิดโอกาสให้ไก่ฟ้าได้หนีซะที่ไหน จี้ใจดำกันเข้าไป ไอ้ลูกสมุนบังเกิดเกล้าช่างทำกันได้ นี่เขาตกเป็นจำเลยมันแล้วใช่ไหม

   "ฉันไม่รู้" ไก่ฟ้าโพล่งออกมาอย่างสับสน "ฉันคิดไม่ออกและน้องเพลินก็ทำให้สมองของฉันตีบตันไปหมด ที่คิดได้แน่ๆ คือฉันจะไม่มีวันยอมเสียน้องเพลินให้เกษตรหวาเด็ดขาด"

   "แต่ฉันคิดว่าศัตรูที่น่ากลัวของพี่ไก่ไม่น่าจะใช่เกษตรหวานะจ๊ะ ดูท่าเขาก็เฉยๆ บางทียังแอบเปิดทางให้เราอีก จะมีก็แต่คนของเรานี่แหละที่น่าเป็นห่วง ฉันกลัวว่าใจของน้องเพลินจะเผลอไปตกปรักรักเกษตรหวาเข้า"
 
   "ไอ้กระทง...ปรักนั่นเขาใช้กับควายโว้ย คนเขาใช้คำว่าหลุม" กระทิงแย้งเพื่อน

   "เออ นั่นแหละ จะปรัก จะหลุม ตกไปก็ไม่เหลือ"

   "ฉันไม่ยอมหรอก" ไก่ฟ้าบอกอย่างเด็ดเดี่ยว "น้องเพลินเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ฉันรักตลอดมา เกษตรหวาเป็นใครวะ อยู่ๆ จะมาคว้าหัวใจฉันไป ยังไงฉันก็ไม่ยอมง่ายๆหรอก"

   "ต้องให้ได้อย่างนี้สิพี่" กระทิงชอบอกชอบใจกับท่าทางขึงขังของลูกพี่ "ฉันพอคิดอะไรออกแล้ว"

   "อะไรวะ" กระทงแย่งไก่ฟ้าถาม ลูกชายกำนันจึงได้แต่นั่งเฉยรอฟัง

   "ก็เราทำไมไม่ใช้ชื่อพ่อกำนันให้เป็นประโยชน์ล่ะจ๊ะ เกษตรหวาจะส่งตำบลร้อยบุญเข้าประกวดอะไรนั่น ยังไงเรื่องก็ต้องผ่านพ่อกำนัน เราก็ใช้ข้ออ้างนี้เสนอตัวช่วยอีกแรง ลองถ้าพ่อกำนันออกปากแล้วใครจะกล้าค้าน แล้วพี่คิดดูสิจ๊ะพ่อกำนันกับผู้ใหญ่เบิ้มน่ะเข้าขากันจะตาย ชี้ไม้เป็นนก ชี้นกเป็นไม้ ว่าไงว่าตามกันตลอด งานนี้เราคงไม่โชคร้ายโดนลุงผู้ใหญ่ขัดขวางหรอกมั้ง"

   "โห..." กระทงครางทึ่งอีกรอบ มองเพื่อนอย่างไม่เชื่อตาตัวเอง "นี่แกแอบกินอาหารบำรุงสมองแล้วไม่แบ่งฉันใช่ไหมไอ้กระทิง"

   "ไอ้บ้า" กระทิงร้องออกมาอย่างกระดากแล้วว่า "ฉันฉลาดจากภายในสู่ภายนอก ของพวกนั้นไม่จำเป็นหรอกน่า"

   "แต่วันนี้แกฉลาดเหมือนโด๊บยาทั้งโรงงานเลยว่ะไอ้น้องรัก" ไก่ฟ้าเหมือนซากที่ถูกชุบชีวิตให้มีความหวังอีกครั้ง ลูกชายกำนันตบบ่าของลูกน้องเบาๆ พลางสบตาอย่างซาบซึ้ง อึ้ง ทึ่ง และอีกหลายอารมณ์ประเดประดัง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นความยินดีปรีดาอย่างหาที่เปรียบมิได้ ใครจะคิดว่าสมุนจอมมึนจะมีความคิดล้ำลึกเช่นนี้ ชายหนุ่มลุกขึ้นตบไล่เศษหญ้าที่ติดกางเกงแล้วสั่ง "ไปๆ เก็บๆๆ อุปกรณ์ กลับบ้านก่อน ส่วนปลาช่อนเผาเกลือถ้าพวกแกอยากกินจริงๆ เอาเงินไปซื้อที่ตลาดนัดเลย แต่ต้องเป็นวันอื่นนะ เย็นนี้เราจะไปกินข้าวบ้านน้องเพลินกัน"

   สองสมุนร้องเฮอย่างชอบใจ พากันลุกขึ้นเก็บของแข็งขัน เบ็ดไม้ไผ่ถูกรวบมัดรวมกัน กระปุกบรรจุเหยื่อปลอมถูกใส่ลงในถังซึ่งว่างเปล่า แต่ชายหนุ่มทั้งสามกลับไม่นึกเสียใจเลยสักนิด ทั้งลูกพี่ลูกน้องกระปรี้กระเปร่าราวกับปลาได้น้ำ เมฆหมอกของความร้าวรานเคลื่อนผ่านหัวใจไก่ฟ้าไปแล้ว จริงอย่างที่กระทิงมันว่าก็ถ้าพ่อกำนันออกปากใครเล่าจะกล้าคัดค้าน โว้ๆๆ สวรรค์เปิดทางให้เขาแล้ว อุแหม่...มีลูกน้องฉลาดมันดีอย่างนี้นี่เอง




   อีกมุมหนึ่งของตำบลเพลินตะวันกำลังยืนเอามือไพล่หลัง เอียงคอ เอาใจช่วยสักวาให้รอดชีวิตจากการไต่สะพานไม้ไผ่สีสุกลำเดียวที่เจ้าของสวนพาดใช้ข้ามท้องร่องในสวนมะม่วง ริมฝีปากบางได้รูปเม้มเข้าหากันซ่อนรอยยิ้ม ดวงตาเธอเปล่งประกายฉายแววลุ้นและให้กำลังใจคนที่ยืนแขนแกว่งไปแกว่งมาหาจุดสมดุลตรงกลางสะพาน

   "เอ้าๆ เกษตรดีๆ สิ เดี๋ยวก็ตกน้ำตกท่าไปล่ะไม่ต้องเลย ฉันให้นั่งหลังรถกลับนะจะบอกให้"

   "คุณก็อย่าเพิ่งมาพูดกวนสมาธิสิ" สักวาเถียง สายตายังจ้องสะพานนิ่งก่อนกลั้นใจก้าวยาวข้ามไปอีกเหยียบพื้นดินอีกฝั่ง ถึงแล้วก็เป่าลมออกจากปากอย่างโล่งใจ...เขารอดแล้ว

   เพลินตะวันผู้ชำนาญกับการไต่สะพานไม้ไผ่ลำเดียวยิ้มนิดๆ ก่อนส่งสมุดจดคืนให้เจ้าของ หลังจากที่เธออาสาถือมันข้ามมาให้เพราะหากสักวาพลาดพลั้งตกร่องน้ำไปข้อมูลทั้งหลายในสมุดนั้นจะได้ไม่เปียกปอนเสียหาย

   "ข้ามเก่งขึ้นแล้วนี่" หญิงสาวเอ่ยชม

   "ก็ธรรมดา" ชายหนุ่มยักไหล่พลางคุยโว "ผมสักวานะครับ เรื่องแค่นี้ข้ามทีสองทีก็เทิร์นโปรได้แล้วละ"

   "โม้มากกว่ามั้งเกษตร เมื่อกี้ฉันยังเห็นคุณสั่นพั่บๆ กลางสะพานอยู่เลย"

   "เฮ้อ พอทีๆ" คนสั่นกลางสะพานโบกมือห้าม "คุณนี่พลาดทีไรถ้าไม่ซ้ำเหมือนจะนอนไม่หลับนะ ไปเลย ไปลาลุงเจ้าของสวนกัน เราจะได้กลับบ้านไปช่วยป้านุ่มทำกับข้าว เมื่อกี้ได้ยินแว่วๆ ว่าจะมีแขกไม่ใช่เหรอ"

   สาวสวนผักพยักหน้า "อืม...ไม่รู้ว่าแขกที่ไหนเหมือนกัน แต่ท่าทางคงสำคัญน่าดู ป้านุ่มถึงโทรมาสั่งให้แวะเก็บผักกลับไปด้วย"

   "งั้นก็รีบเถอะ กว่าจะออกจากนี่ กว่าจะไปเก็บผักอีก แขกจะถึงบ้านก่อนเราเสียก็ไม่รู้" สักวาชวน ก้าวเท้าออกเดินนำตรงไปยังบ้านเจ้าของสวนที่อยู่ไม่ไกล

   ก่อนกลับลุงทุยเจ้าของสวนเก็บมะม่วงอ่อนใส่ถุงฝากไปให้ป้านุ่มตำน้ำพริก หนุ่มสาวลากลับพร้อมของฝาก เพลินตะวันทำหน้าที่สารถีเช่นเดิมและทำอย่างนี้มาทั้งสัปดาห์ ตลอดเวลาที่ได้เก็บข้อมูลด้วยกันนั้นทำให้ทั้งสองเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น แม้จะมีเผลอตัวกวนอารมณ์อีกฝ่ายให้ระคายใจไปบ้างแต่ก็เพิ่มสีสันในการทำงานไม่ให้จืดชืดเกินไปนัก อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่สักวาแบกปัญหาแน่นอกมาปรึกษาเพลินตะวันนั้นก็เป็นได้ ใครจะไม่ชอบเวลาที่ถูกมองว่าพึ่งพาได้ล่ะ เพลินตะวันไม่ได้อยู่ในข่ายยกเว้นหรอก ชอบเสียอีกที่ช่วยเหลือคนอื่น ยิ่งคนกวนๆ อย่างสักวาด้วย ในใจลึกๆ เธอยังแอบสมน้ำหน้าเล็กๆ ที่สุดท้ายเขาก็ไปไม่รอดต้องกลับมาพึ่งคนที่เคยนินทาว่าร้าย อย่างนี้ไม่ให้เธอสะใจได้ยังไงกัน

   แต่เพลินตะวันก็ไม่ได้สมน้ำหน้าเขาอย่างเป็นทางการหรอก ดูหน้าเขาวันนั้นก็รู้ว่าทุกข์หนัก ต้องโทษพี่จันทน์นั่นแหละที่เข้ามาขัดจังหวะเลยกลายเป็นว่าเรื่องทั้งหมดก็หยุดอยู่แค่นั้นเองไม่ได้พูดกันต่อ เธอก็รอๆๆ ให้สักวาเปิดปากปรึกษาอีกครั้ง แต่เขาก็เหมือนรู้ตัวว่ากำลังอ่อนแอจนถึงขีดสุดพอได้สติก็เฉยเสียอย่างนั้น

   ไม่พูดก็ไม่พูด ไม่เห็นจะเป็นไร เดี๋ยวทะเลาะกันใหม่ทนไม่ไหวก็คงอยากปรึกษาเธอเองแหละ หรือหากไม่อยากพึ่งเธอก็ยังมีเจ้าแม่ตะเพียนทองอีก อยากได้ทางไหนขอให้บอกมาเถอะ เพลินจัดให้ได้ทุกแนว หญิงสาวขำในใจ เอื้อมมือไปเปิดวิทยุในรถฟังคลอไป ขณะที่เกษตรตำบลก็นั่งอ่านบันทึกในสมุดจดงานของเขา ผ่านสวนผักเพลินตะวันก็เปิดประตูตั้งใจจะติดเครื่องยนต์เปิดแอร์ให้เขาได้อ่านงานไปสบายๆ แต่สักวากลับปิดสมุดโยนไว้หน้าหน้ารถแล้วมองเธออย่างแปลกใจ

   "ดับเครื่องสิคุณ เดี๋ยวผมไปช่วยเก็บผัก"

   เพลินตะวันหมุนกุญแจดับเครื่องยนต์ตามที่เขาบอก ทั้งสองเดินตามกันเข้าไปในแปลงผัก หญิงสาวสั่งให้เขาทำงานถนัดนั่นคือเก็บถั่วฝักยาว ส่วนตัวเธอนั้นเดินแยกไปที่แปลงคะน้า สักวาเดินไปในอาณาจักรถั่วฝักยาวอย่างคุ้นเคย ตอนนี้จมูกเขาเริ่มจะชินกับกลิ่นเหม็นเขียวของมันแล้ว ทำไปทำมาเขาก็ต้องช่วยเธอเก็บผักไปส่งก่อนที่จะได้ทำงานอยู่ดี นี่ขนาดคุณนายเพลินตะวันเธอไม่อยากเบียดเบียนเวลาราชการนะ

   "เกษตรเก็บเสร็จยัง ฉันได้คะน้ามาแล้วนะ"

   สักวาหันกลับไปมองก็เห็นเจ้าของสวนผักชูคะน้าในกำมือ แว่วๆ ว่านั่นก็ใกล้จะได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้วคงไม่แคล้วเป็นเขาอีกนั่นแหละ...คนงานกิตติมศักดิ์ สักวายิ้มอย่างปลงๆ ลงมือเก็บถั่วได้จำนวนหนึ่งก็กลับไปสมทบกับเธอที่รถ คราวนี้คงได้ถึงบ้านกันสักที

   ไม่กี่นาทีต่อมาเพลินตะวันก็ตีโค้งขับรถแล่นผ่านเข้ารั้วบ้านผู้ใหญ่เพิ่มบุญ สิ่งแรกที่สักวาเห็นหลังจากลงรถคือภาพของโหราถือไม้กวาดดอกหญ้ากวาดบริเวณหน้าบ้าน ไม่ถึงกับขัดตาแค่ไม่คิดว่าจะได้เห็นนักเขียนจอมกวนในมาดพ่อบ้านมากกว่า ชายหนุ่มเหลือบไปมองหญิงสาว ซึ่งเธอก็ยักไหล่บอกกับเขาก่อนเดินถือถุงผักขึ้นเรือนใหญ่

   "สงสัยจะแขกสำคัญจริง ถึงขั้นใช้นักเขียนดังมากวาดบ้าน เกษตรไปล้างหน้าล้างตาเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปช่วยป้านุ่มทำกับข้าวก่อน"

   "งั้นเดี๋ยวเสร็จแล้ว ผมมาช่วยนะ" สักวาเดินกลับเรือนพักตนเพื่อจะล้างเนื้อตัว

   วันนี้แดดแรงจัดและเขาก็เสียเหงื่อไปกับการตรวจเยี่ยมเกษตรกรถึงสี่รายเรียกว่าจัดหนักส่งท้ายกันเลยทีเดียว ต่อไปก็จะต้องมานั่งวิเคราะห์ปัญหาของเกษตรกรแต่ละรายแล้วค่อยหาทางจัดการแก้ไข ซึ่งโดยรวมแล้วเกษตรกรของบ้านร้อยบุญนั้นจะมีปัญหาคล้ายคลึงกันนั่นคือราคาผลผลิตตกต่ำและผูกขาดกับผู้ค้าคนกลางเพียงผู้เดียว ไม่มีสิทธิ์และอำนาจในการต่อรองราคา แต่ก็ยังดีที่มีหลานชายหลานสาวของผู้ใหญ่เบิ้มของชาวบ้านคอยดูแลให้ความช่วยเหลือ การถูกเอารัดเอาเปรียบจึงไม่รุนแรงเหมือนอย่างแต่ก่อน

   สักวาถอดรองเท้า ก้าวขึ้นเรือน ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ห้อง วางสมุดจดงานไว้บนเตียงนอน กลับมาคืนนี้จะอ่านอีกรอบและเขียนแผนงานไปเสนอกับสีทันดร เขาพอมีโครงการในใจบ้างแล้ว แต่ยังไงก็ต้องมาทบทวนอีกทีเพื่อความแน่นอน ทว่าตอนนี้เขาคงต้องอาบน้ำคลายร้อนเสียก่อน จะได้ไปช่วยผู้ใหญ่เบิ้มกับป้าสีนุ่มรับแขกคนสำคัญ




   เสียงรถดังมาจากหน้าบ้าน คนในครัวยิ่งอลหม่านกันยกใหญ่ สีนุ่มที่วันนี้ได้ลูกมือเพิ่มเป็นโขยงแถมแต่ละคนก็สูงใหญ่กันทั้งนั้น ครัวที่เคยเดินเหินสะดวกวันนี้กลับมีผู้คนขวักไขว่แทบจะชนกันตายเสียหลายครั้ง

   "เสร็จยังล่ะพี่จันทน์ ฉันจะใช้เตาต่อ"

   "เดี๋ยวสิ เอ๊ะ! เจ้าเพลินนี่ รีบนัก ทำไมไม่ผัดรอแขกตั้งแต่เมื่อวานวะ" จันทน์กะพ้อดุน้องแล้วยังคนต้มยำอย่างสบายใจ ก่อนจะใช้ช้อนตักน้ำต้มจากปลายทัพพีมาชิมรสชาติ "จี๊ดจ๊าดสะใจ ไม่เสียหลายที่เกิดเป็นหลานป้าสีนุ่ม ใครได้กินต้มยำของพี่จันทน์วันนี้ละก็ได้เพ้อพกยิ่งกว่าโดนนะจังงังซะอีก"

   "พอเถอะพ่อคุณ มัวลีลาอยู่นั่น รีบยกหม้อลงแล้วตักต้มใส่ถ้วยซะจะได้ยกออกไป" สีนุ่นส่ายหน้ากับหลานชายขี้โม้ ก็พอดีกับที่สักวาเดินกลับเข้ามาในครัวหลังจากยกกับข้าวไปตั้งที่โต๊ะอาหาร

   "มีอะไรให้ผมช่วยยกอีกไหมครับ" ชายหนุ่มถามก่อนจะอุทานอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นต้มยำในถ้วย "ว้าว...พอเสร็จแล้วนี่น่ากินสุดๆ เลยคุณจันทน์"

   "ต้องอย่างนั้นสิครับเกษตร นี่ต้มยำหนุ่มโสดสามสหาย ใครได้กินเข้าไปรับรอง..."

   "จู๊ดๆ" เพลินตะวันที่กำลังเทน้ำมันใส่กระทะพูดแทรกขึ้นมาจนพี่ชายหันไปทำตาขวางใส่

   "นางกำลังอิจฉาเรารู้ไหมเกษตร คอยดูเถอะว่าผัดคะน้าหมูกรอบของนางน่ะจะกินได้ไหม" จันทน์กะพ้อกระซิบกระซาบ จนผู้เป็นป้าที่มองอยู่หัวเราะขำ มืออูมๆ ขอป้านุ่นตีต้นแขนหลานชายที่ช่างค่อนขอด ก่อนจะผละไปที่หลานสาว

   "เดี๋ยวป้าผัดให้เจ้าเพลิน เราไปเตรียมจานเถอะไป๊"

   "นั่นไงขนาดป้านุ่นยังไม่กล้าปล่อยให้ทำเลย"

   สักวายิ้มกับพี่ชายของหญิงสาว ในใจก็เห็นจริงตามนั้น แต่จะเสียงดังไปให้เธอเขมือบหัวทำไมล่ะ เขาก็ไม่ค่อยอยากจะปลุกวิญญาณผีกะหล่ำให้ลุกขึ้นมาอาละวาดหรอก นี่ก็ยังรอลุ้นว่าถ้าเธอเห็นหน้าแขกสำคัญเข้าจะมีปฏิกิริยายังไง ไม่อยากจะนึกภาพเลยให้ตายสิ!




   เวลาที่สักวารอคอยมาถึงในอีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ขบวนลูกมือของสีนุ่มเดินชักแถวกันออกมาจากครัว ที่โต๊ะอาหารมีกำนันไก่โต้งกำลังคุยอยู่กับผู้ใหญ่เบิ้มเจ้าของบ้าน ส่วนไก่ฟ้านั้นนั่งยิ้มหวานพุ่งสายตาไปที่หญิงสาวท้ายแถว เพลินตะวันชะงักเท้าชั่วครู่ ทว่าไก่ฟ้าก็แทบควันออกหูเมื่ออยู่ๆ เกษตรหวาก็เดินตามหลังมาและแย่งโถข้าวสวยในมือหญิงสาวไปถือไว้เอง เขาไม่อาจจะรู้ได้ว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน ยังไม่ทันได้ตั้งตัวหูก็ได้ยินว่าที่พี่เขยก็เอ่ยทักทาย

   "สวัสดีจ้ะลุงกำนัน ฉันก็นึกว่าใครที่แท้ก็ลุงกำนันกับน้องไก่นี่เอง" จันทน์กะพ้อยกมือไหว้ โหราและเพลินตะวันพากันทำตาม มีเพียงสักวาเท่านั้นที่ทำได้แต่เพียงกล่าวทักทายเพราะในมือมีโถข้าว ภรรยาและขบวนหลานๆ เข้านั่งประจำที่ เพลินตะวันรับโถข้าวจากสักวาแล้วเดินไปตักใส่จานของแขก

   "เป็นไงบ้างเกษตรหวา อยู่บ้านร้อยบุญสบายดีไหม" กำนันไก่โต้งเอ่ยถามชายหนุ่ม

   "สบายดีครับ โชคดีมากที่ได้กำนันและลุงผู้ใหญ่คอยดูแล"

   "อยู่ที่นี่ก็ให้คิดซะว่าเป็นเหมือนลูกหลานคนหนึ่งเถอะนะ คนที่นี่ไม่มีพิษภัยหรอก ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้มาเยี่ยมเกษตรเลย แต่ก็อย่างว่าช่วงนี้งานมันเยอะไปหมด บางเรื่องผมเองยังต้องฝากให้ผู้ใหญ่เขาช่วยดูแลเลย"

   "ไม่เป็นไรหรอกครับกำนัน ผมเองก็ว่าจะเข้าไปหากำนันเหมือนกันครับ มีเรื่องอยากปรึกษา" สักวาเริ่มเกริ่นเพื่อที่จะโยงไปถึงเรื่องการประกวด กำนันไก่โต้งน่าจะรู้เรื่องบ้างแล้ว แต่ยังไงเขาก็อยากจะบอกเองกับตัวอีกครั้ง จะส่งบ้านเขาประกวดจะไม่บอกเจ้าของบ้านให้รับรู้ได้อย่างไร

   "งั้นกินข้าวกันก่อนดีไหมครับแล้วเราค่อยคุยธุระกัน" ผู้ใหญ่เบิ้มกล่าวเชื้อเชิญและตัวกำนันก็เห็นดีด้วย

   "ผมก็มีธุระจะมาคุยด้วยเหมือนกัน แต่เอาตามผู้ใหญ่ว่าเข้าท่ากว่า ช่วงนี้ตำบลเราไม่ค่อยได้จัดงาน คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่นุ่มเหมือนกันนะนี่"

   "อย่างนั้นก็กินเยอะๆ เลยจ้ะพี่กำนัน วันนี้มีลูกมือช่วยทำหลายคนเลยเสร็จทัน กินเยอะๆ เลยนะจ๊ะพ่อไก่ไม่ต้องเกรงใจคนกันเองทั้งนั้น" สีนุ่มยิ้มอ่อนหวานให้กับหนุ่มใหญ่ซึ่งเป็นรุ่นพี่และลูกชายซึ่งมีวี่แววว่าสนใจหลานสาวของเธออยู่

   มื้อเย็นที่ค่อนข้างพิเศษกว่าทุกวันได้ผ่านไป เจ้าของบ้านก็ชวนแขกย้ายไปนั่งเล่นกันที่นอกชาน รับลมเย็นระเรื่อยให้ชื่นใจ โชคดีที่บ้านผู้ใหญ่ไม่มียุงกวนเลยนั่งคุยกันได้โดยไม่ต้องกังวล ผู้ใหญ่เบิ้มสั่งหลานชายให้เดินเข้าไปยกโถยาดองกับแก้วออกมา เมื่อจันทน์กะพ้อวางโถยาดองภายในมีเหล้าแช่สมุนไพรจนได้สีแดงแก่ ผู้ใหญ่เบิ้มรินยาดองใส่แก้วเล็ก

   "ลองสักหน่อยนะครับ ดองทิ้งไว้ตั้งแต่เดือนห้า พอดีว่าลูกบ้านเอาน้ำผึ้งมาให้" แก้วยาดองถูกยืนไปให้กำนันไก่โต้ง ก่อนที่เจ้าของยาดองจะเลยไปถามลูกชายกำนัน "ลองสักหน่อยไหมพ่อไก่ เลือดลมจะได้เดินคล่องๆ"

   "ไม่ดีกว่าจ้ะ" ไก่ฟ้าปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม สายตาของเขาคอยจะเสไปมองหลานสาวเจ้าของบ้านอยู่เรื่อย "วันนี้น้องเพลินไปทำอะไรบ้านลุงทุยเหรอจ๊ะ พี่ไก่เห็นขับรถออกมาจากทางบ้านแก"

   "พาเกษตรหวาไปหาข้อมูลมาจ้ะ เอ๊ะ! แล้วพี่ไก่เห็นได้ไง" เพลินตะวันมองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ หวังว่าไก่ฟ้าคงไม่แอบสะกดตามเธอเหมือนในหนังหรอกนะ นั่นน่ะมันบ้าชัดๆ

   "อ๋อ...พี่กับเจ้าสองคนที่บ้านกลับมาจากตกปลาจ้ะ ทันเห็นรถน้องเพลินไวๆ" ไก่ฟ้าทำตัวสบายๆ ไม่คาดคั้นกดดันหญิงสาวเพราะตอนนี้ผู้ใหญ่อยู่เยอะ ทำอะไรโฉ่งฉ่างมากไปก็ไม่ดี ชายหนุ่มเปลี่ยนไปถามสักวาเพื่อที่จะได้นำพาผู้ใหญ่ทั้งสามเข้าเรื่องกันสักที "เก็บข้อมูลไปถึงไหนแล้วครับเกษตร ใกล้เสร็จหรือยัง มีอะไรก็บอกนะครับผมกับลูกน้องเต็มใจช่วยเพื่อหมู่บ้านของเรา"

   "เออ เจ้าไก่พูดเรื่องนี้ผมก็นึกขึ้นได้" กำนันไก่โต้งรับมุกลูกชายราวกับเตรียมกันไว้ ก่อนกล่าวต่อไปว่า "ผมรู้จากเกษตรอำเภอแล้วนะครับเรื่องการประกวด ที่มาวันนี้ก็อยากคุยเรื่องนี้ด้วย"

   "ก็เรื่องนี้เหมือนกันครับที่ผมอยากแจ้งให้กำนันได้ทราบ"

   "แหม...พวกเรานี่ช่างใจตรงกันดีจริงๆ" กำนันไก่โต้งหัวเราะกับความพอเหมาะพอดีของหัวข้อที่จะคุย "เกษตรดอนเขาก็บอกๆ มาบ้างแล้วครับ มาวันนี้ก็อยากจะถามเกษตรว่ามีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า ต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มก็ถามได้เลย"

   "ตั้งแต่รับเรื่องมาผมก็ออกพบเกษตรกรในตำบลจนครบแล้วครับ ได้ข้อมูลมาบ้างพอสมควร ก็คิดโครงการคร่าวๆ ไว้แล้วครับกำนัน เราต้องมีกิจกรรมให้ความรู้กับเกษตรกร ผมคิดว่าจะแยกเป็นหมวดหมู่ไป เพื่อให้เกษตรกรเข้าร่วมตามความถนัดก่อน จะให้ชาวนามาทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์ก็คงไม่ตรงเป้าประสงค์นัก แต่ผมก็คิดว่าเกษตรกรและลูกหลานจะต้องมีความรู้ครบทุกหมวดหมู่ครับ"

   "แล้วโครงการที่ว่านี่มีอะไรบ้างเหรอเกษตร" กำนันย่นคิ้วอย่างสงสัย

   "ยังไม่ลงตัวครับ แต่หลักๆ จะเน้นให้เกษตรกรใช้ความรู้ของตัวเองมาบูรณาการกับความรู้ใหม่ที่เราจะส่งเสริมให้พวกเขาทำ เป็นการพัฒนาจากตัวเกษตรกรโดยตรงเลยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นครับ อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขราคาผลผลิตที่เกษตรกรมักจะผูกขาดกับพ่อค้า เราจะต้องหาทางออกเรื่องการกระจายผลผลิตโดยที่เกษตรกรไม่ขาดทุนและไม่ก่อหนี้ให้เป็นภาระครอบครัวครับ"

   "เพลินขอเพิ่มเติมนิดนะคะ" เพลินตะวันถือโอกาสที่สักวาพักหายใจเสนอความคิดบ้าง

   "เอาสิหนูเพลิน ช่วยๆ กัน หมู่บ้านเราจะได้เจริญๆ"

   "เพลินคิดว่าเราน่าจะมีโครงการให้พวกบุตรหลานเกษตรกรและเด็กๆ ในชุมชนได้ทำกันค่ะ เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ไม่เอาแต่ขลุกกันอยู่ในร้านเกมอย่างเดียว"

   "ผมเห็นด้วยนะ แต่เราจะไม่อัดความรู้จนเด็กเบื่อ เราอาจจะทำเกมที่ให้ทักษะความรู้ หรือแรลลีเกษตรอะไรก็ว่ากันไป" สักวาเห็นด้วย เพราะครั้งหนึ่งเพลินตะวันเคยชี้ให้เขาดูเด็กๆ ที่ขลุกกันอยู่ที่่ร้านเกม บางคนยังเล็กเกินกว่าจะมานั่งเล่นในนั้นด้วยซ้ำ

   "เรื่องเล่นเกมนี่ผมถนัด" ไก่ฟ้ารีบสอดเพราะกลัวตัวเองจะถูกลดบทบาท "เกษตรกับน้องเพลินอยากได้แบบไหนล่ะ กัดปลา ตีไก่ ปั่นจิ้งหรีด อู๊ย...พี่ไก่ระดับเซียน"

   สักวากับเพลินตะวันหันไปสบตากำลังก่อนยิ้มเหย พูดอะไรไม่ออก มีเพียงจันทน์กะพ้อเท่านั้นที่นั่งขันจนสีนุ่มต้องแอบหยิก และขึงตาดุใส่หลานชายซึ่งกำลังทำตัวเสียมารยาท

   "คือผมชอบเกมที่น้องไก่คิดน่ะครับลุงกำนัน แหม่! ถ้าจะมันเนาะโหร เนาะ" เจ้าของสวนดอกไม้พยักเพยิดกับเพื่อน โหราไม่อยากถูกดุด้วยจึงเลือกที่จะก้มหน้าซ่อนประกายพราวในดวงตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเมื่อข่มอารมณ์ขันได้สำเร็จ หนุ่มนักเขียนจึงช่วยพูดเปลี่ยนเรื่องให้

   "ผมว่ากิจกรรมสำหรับเด็กๆ นั้นก็ต้องเหมาะสมกับวัยนะครับ ส่วนตัวผมอาจจะแนะนำได้เรื่องหนังสือ ดนตรีแล้วก็กีฬาที่ผมถนัด เกษตรหวากับน้องเพลินอยากได้อย่างไหนก็บอกมาได้เลย ผมช่วยเต็มที่"

   กำนันไก่โต้งกวาดสายตามองหน้าหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ยังมีไฟในการพัฒนา สิ่งที่กำนันอาวุโสมองเห็นอีกอย่างคือความตั้งใจดีที่จะทำให้คนในหมู่บ้านอยู่กันอย่างมีคุณภาพ ผู้ใหญ่เบิ้มโชคดีนักที่มีหลานๆ ขยันขันแข็งและมีอุดมการณ์ที่ดี ตั้งอยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่ละเมอเพ้อพกยกตำรับตำรามาข่มคนรุ่นเก่า แม้สิ่งที่ได้ฟังตอนนี้จะยังเป็นเพียงความคิด แต่เขาก็หมดห่วง เขาเชื่อมันว่าสักวาจะพาตำบลร้อยบุญไปสู่ความสำเร็จได้โดยไม่ยาก

   แต่คนที่น่าห่วงและน่ายันให้ตกเรือนก็เห็นจะเป็นลูกรักของเขานี่แหละ ปัดโธ่! พ่อพามาโชว์กึ๋น เจ้าลูกรักดันโชว์โง่ซะจุกจนพูดไม่ออก กัดปลา ตีไก่ แหม...มันน่าโดนสักเปรี้ยง โทษฐานที่พูดไม่คิด แต่ละกิจกรรมที่หลุดออกมาจากปากสร้างสรรค์มากจนพ่อแทบนั่งน้ำตาจะไหลด้วยอับอาย อย่างนี้กระมังถึงชนะใจหลานสาวผู้ใหญ่เบิ้มไม่ได้จนต้องไปอ้อนให้เขาช่วย เสียยี่ห้อผู้ชายตระกูลไก่จริงๆ

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 13 (จบบท)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 11:01:04 PM »
   "ก็เอาเป็นว่า เกษตรไปร่างโครงการที่พูดมาแล้วกันนะ พอมีเวลาเราก็นัดมาคุยกันแบบนี้ หลายคนหลายความคิด มีอะไรก็เอามาแบ่งกันเล่าให้ฟัง จะได้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์" กำนันสรุปพลางหันไปสบตากับผู้ใหญ่ที่นั่งพยักหน้าเห็นด้วย

   "โชคดีจริงๆ นะที่เราได้เกษตรหวามาช่วยพัฒนาหมู่บ้าน"

   "ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับลุงผู้ใหญ่ ผมก็ทำไปตามหน้าที่ งานนี้ต้องยกความดีให้คุณเพลิน คุณจันทน์แล้วก็คุณโหรครับ ทุกคนล้วนแล้วแต่เต็มใจช่วยกันอย่างเต็มที่"

   "มีอีกเรื่องที่ผมอยากจะช่วย" กำนันเกริ่นมองลูกชายที่ยิ้มเหนียมๆ ก่อนจะมองเลยไปสบตาทุกคนในที่นั้น "เจ้าไก่เขาอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง ซึ่งผมก็เห็นด้วยเพราะช่วงนี้ เจ้านี่กับลูกสมุนมันว่างกันเกินไปเลยคิดว่าจะมาฝากใช้ช่วยงานเกษตรกับหนูเพลิน หากมีอะไรให้ช่วยก็ไม่ต้องเกรงใจนะหนู เจ้าไก่มันเต็มใจทำให้ทุกอย่าง"

   "เอ้อ..." เพลินตะวันอ้ำอึ้งคิดหาทางเลี่ยงไม่ถูก ครั้นจะหันไปปรามเจ้าของเรื่องเธอก็เหมือนโดนหมัดน็อคเมื่อได้ยินเสียงเกษตรคนเก่งรับปากกับกำนันอย่างยินดี

   "ผมต้องขอบคุณกำนันแทนชาวบ้านด้วยนะครับ เท่าที่ฟังจากกำนันเมื่อครู่ก็พอรู้แล้วว่าคุณไก่ต้องเป็นประโยชน์สำหรับการประกวดครั้งนี้แน่นอนครับ" สักวาว่าพลางสะกิดหญิงสาวให้เฉยไว้ เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะอ้าปากค้าน พอเธอสงบเขาจึงกล่าวต่อ "ไว้ผมเขียนโครงการเสนอเกษตรดอนผ่านเรียบร้อยเมื่อไร ผมจะรีบบอกกำนันทันทีเลยครับ"

   "เชิญเลยครับเกษตร จะย้ายไปกินข้าวบ้านผมบ้างก็ยินดีเลย งานนี้เต็มที่เพื่อบ้านร้อยบุญ จริงไหมไก่" ตอนท้ายกำนันถามลูกชายเสียงต่ำ

   "จริงจ้ะพ่อ"

   กำนันไก่โต้งแสร้งยกข้อมือที่ผูกนาฬิกาเรือนโก้ขึ้นดู แล้วทำทีชวนลูกชาย "นี่มันก็ดึกมากแล้ว เห็นจะต้องลากลับบ้านเสียที จะได้พักผ่อนกัน"

   ไก่ฟ้ามองหลานสาวผู้ใหญ่เบิ้มอย่างอาวรณ์ก่อนหันไปหมายจะอ้อนพ่อ "พ่อจ๋า...ฉันยังไม่ได้"

   "ไก่...” กำนันลากเสียงเหี้ยม ทำตาขุ่นใส่ลูกชายพร้อมบอกซ้ำ “กลับเถอะลูก"

   ไก่ฟ้าใจสลายทำอะไรไม่ได้นอกจากเหลือบมองเพลินตะวันอย่างเสียดาย แล้วหมุนร่างเดินตามหลังพ่อลงเรือนไปอย่างเงียบๆ