ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 2 ลิขิตรักไฟร้อน  (อ่าน 957 ครั้ง)

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 2 ลิขิตรักไฟร้อน
« เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 09:07:16 AM »
*นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ห้ามมิให้ผู้ใดลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือทำซ้ำ
 หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษตามกฏหมาย*

บทที่ 2

เมื่อค้นตัวเองจนถ้วนทั่ว ค้นเข้าไปทุกซอกหลืบ ทุกซอกตับ จนหมดไส้หมดพุง ถ้าล้วงมือเข้าไปในกางเกงในได้ เธอคงทำไปแล้วล่ะ เธอไม่มีกระเป๋าสตางค์ ไม่มีเงินสักกะบาท แล้วเธอจะเอาเงินตรงไหนจ่ายค่ารถให้เขากันล่ะเนี่ย ความปวดแปลบแล่นปรี๊ดขึ้นสมองเป็นริ้วๆ ทำไมเธอสะเพร่าขนาดนี้เนี่ย เธอมองซ้ายมองขวา เผื่อบังเอิญเจอคนรู้จัก ทั้งที่คนในรถตู้มากมายแต่เธอก็รู้สึกอ้างว้างเดียวดายเหลือเกิน

ไม่มีกระเป๋าสตางค์ ไม่มีเงิน เธอจะทำเช่นไรดี ไอ้ที่ว่า เมา แฮงค์ โดนขับปาดหน้า หรือรถพังก่อนหน้านี้ยังไม่ซวยเท่าตอนนี้เลย ทำอย่างไรดี เธอหน้าซีด และปวดหัว เธอกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ เลวร้ายจนน่าขนลุก เหงื่อเริ่มออกทั่วทุกรูขุมขน อีกไม่กี่นาทีเธอคงจะเสียชีวิตเพราะขาดน้ำ

ทำอย่างไรดี ใครจะช่วยเธอได้บ้าง เธอนึกถึงนุสบา เป็นอีกครั้งแล้วที่เธอนึกถึงนุสบา เพื่อนของเธอที่ทำงานอยู่แถวๆ นั้นพอดี ในเส้นทางที่เธอกำลังผ่าน ช่างบังเอิญเหลือหลาย ซึ่งรินดาเคยมาหาเพื่อนของเธอบ่อยครั้ง หนุ่มแถวออฟฟิศของนุสบามีแต่หล่อๆ ทั้งนั้น เธอจำได้ โชคของเธอที่ยังนึกถึงเพื่อนออก นุสบาอาจจะช่วยเธอได้ ในยามสิ้นไร้ไม้ตอกและสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นนี้ เพื่อนย่อมช่วยเพื่อน เธอมั่นใจเช่นนั้น

มือบางที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อยกโทรศัพท์ขึ้นกดโทรหาเพื่อนของเธอ เธอแทบไม่รู้น้ำหนักของวัตถุทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่ในมือ หากรู้สึกหนักอึ้งที่สมองมากกว่า เหมือนใครเอาเหล็กของนักทุ่มน้ำหนักมาถ่วงไว้ หัวใจเต้นโครมคราม เธอหยุดหายใจ รอสัญญาณตื้ด...ตื้ด...และเข่นเขี้ยวในใจ ‘รับสักทีสิวะ’ การรอคอยให้นุสบามารับโทรศัพท์ในครั้งนี้ยาวนานและทรมานเหลือเกิน

“ฮัลโหล”

นั่นแหละเสียงเพื่อนสาวของเธอ หวานซะไม่มี เสียงของนุสบาทำให้ภาระทั้งหลายที่เกาะกุมภายในจิตใจคลี่คลายลงไปจนเกือบหมดสิ้น เพื่อนย่อมไม่ทิ้งเพื่อน และช่วยเหลือเพื่อนได้ในยามที่ตกระกำลำบากเช่นนี้ รินดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ช้าๆ ก่อนที่จะขาดใจตายลงไปเสียก่อน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงบางเบาคล้ายกระซิบกระซาบ กริ่งเกรงว่าคนอื่นจะได้ยิน

“เฮ้ย งานเข้าว่ะ”

“อะไรวะ” นุสบาเธอถามเสียงลั่น “พูดดังกว่านี้ก็ได้นะคะ”

รินดาสูดลมเข้าปอดอีกหนึ่งเฮือก พยายามตั้งสติ “แกมารอรับฉันที่ป้ายรถเมล์ได้เปล่าวะ หน้าบริษัทของแก” เธอป้องมือขณะกรอกเสียงแหลมหากพยายามบังคับให้ทุ้มต่ำลงไปในโทรศัพท์ ไม่อยากให้ใครได้ยิน เหมือนว่าสิ่งที่เธอกำลังพูดเป็นความลับของการก่ออาชญากรร้ายแรง สาวสวยชำเลืองหางตามองไปยังคนข้างๆ

“อะไรของแกวะ” อีกฟากถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

“เรื่องมันยาว” รินดาบอกไป

“ยาวแค่ไหนล่ะ” เพื่อนว่า

รินดาแทบประสาทกินกับคำถามของเพื่อน ตอนนี้เธอหน้าบูดและลืมที่จะบังคับน้ำเสียงให้ต่ำและเบาขณะพูดออกไป “เออ มันยาวมากเลยล่ะ”

“เล่ามาสิ”

“ฉันมีเรื่องให้แกช่วยหน่อย”

“เล่ามาก่อนสิวะ”

รินดาถอนหายใจหนักหน่วงขณะมือป้องโทรศัพท์และกรอกเสียงลงไปด้วยโมโหนิดหน่อย นึกอยากบีบคอนุสบาให้ตาย หากหล่อนนั่งอยู่หน้าเธอตอนนี้

“ฉันรถเสีย เลยขึ้นมาบนรถตู้ แต่ฉันไม่มีเงินสักกะบาท ลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ห้องแกนั่นแหละ แกมารอฉันที่ป้ายรถเมล์หน้าบริษัทของแกเพื่อจ่ายค่ารถให้ฉัน ฉันจะลงตรงนั้น”

แม้ว่าหญิงสาวจะมั่นใจว่าเธอได้พยายามทำเสียงให้แผ่วเบาเพียงใด ในขณะที่เธอสนทนากับเพื่อนของเธอ แต่ก็แน่ใจได้ว่าคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ต้องได้ยินแน่ๆ บางทีอาจจะได้ยินกันทั่วทั้งรถเลยด้วยซ้ำ

“เฮ้ย จะเป็นไปได้ยังไง” นุสบาอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อ

“เออ มันเป็นไปแล้วล่ะ” รินดาตอบกลับอย่างทุกข์ทน

“เฮ้ย ไม่ได้ ฉันกำลังจะเข้าประชุมเพื่อพรีเซนต์โครงการจัดซื้อจานดาวเทียมหนึ่งร้อยแปดสิบล้านอีกห้านาทีนี้แล้ว” เสียงอีกฝั่งราบเรียบ ไม่ได้มีอาการยินดียินร้ายกับสถานการณ์ของรินดาสักนิด

“แต่ฉันกำลังจะถึงหน้าบริษัทแกอีกไม่ถึงยี่สิบนาทีแล้วนะ ฉันจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่ารถเขาล่ะวะ” รินดาว่าด้วยรู้สึกฉุนเฉียวในใจ

“ฉันไปไม่ได้จริงๆ ว่ะ” เสียงเพื่อนสาวโอดครวญเหมือนกับขอโทษ

“แล้วฉันจะทำอย่างไรล่ะวะ” รินดาต่อว่าเพื่อนของเธอในใจ ทำไมไม่รู้จักหัดเรียงลำดับความสำคัญเสียบ้าง ว่าอะไรที่สำคัญกว่ากัน อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง

“ก็ยืมคนที่นั่งข้างๆ ก่อนสิวะ” นุสบาช่วยออกความเห็น

“ใครจะให้ยืมวะ ยังไม่รู้จักกันสักหน่อย” รินดาพูดอย่างหงุดหงิด

แต่เสียงของเพื่อนสาวของเธอกลับนุ่มนวลและสุขุมอย่างไม่น่าเชื่อ “...ลองดูก่อน อุปสรรคแค่นี้แกต้องผ่านมันไปให้ได้ แค่นี้นะ” พูดแค่นั้นแล้วรีบตัดสายไปทันที

“เดี๋ยวสิ เฮ้ย...”

เมื่อปลายสายวางไป รินดาก็พยายามโทรกลับไปอีก แต่อีกฝ่ายกลับไม่รับ ราวกับตั้งใจปล่อยให้เธอเผชิญอุปสรรคตามลำพัง หญิงสาวเหมือนตกอยู่ในเงามืด ห้วงแห่งความอ้างว้างและว้าเหว่ครอบคลุมจิตใจของเธออย่างหนักหน่วง ภาระอันหนักอึ้งได้ถาโถมเข้าสุมหัวเธออีกครั้งหนึ่ง

เธอนึกถึงตอนที่ต้องเดินไปบอกกับคนขับรถตู้พร้อมด้วยรอยยิ้มแหยๆ ว่า “พี่คะ หนูไม่มีเงินสักบาทเลยค่ะ พี่ให้หนูนั่งฟรีได้ไหมคะ”

พี่คนขับรถตู้ต้องโมโหมากแน่ๆ ต้องมองเธอด้วยสายตาที่ดูถูก ถากถาง เหยียดหยาม นึกต่อว่าเธอไปถึงวงตระกูล พงศาวดาร เขาคงตระโกนด่าเธออย่างฉุนเฉียวว่า “อะไรกันหน้าตาก็สวย หุ่นก็หรือออกจะดี ไม่มีเงินสามสิบห้าบาทได้อย่างไรกัน”

เขาอาจจะด่าเธอ ประจานเธอให้ได้อับอาย แจ้งความให้ตำรวจจับ อาจเลยเถิดไปถึงขนาดมีนักข่าวมาถ่ายรูปเธอไปประจานทางหน้าหนังสือพิมพ์ เอาเธอไปออกรายการทีวี
หมดกันแล้วเกียติยศศักดิ์ศรีและความดีที่อุตส่าห์สร้างสมมาต้องถูกทำลายย่อยยับไม่เหลือชิ้นดีภายในวันเดียว เพียงแค่ไม่มีเงินจ่ายค่ารถ สามสิบห้าบาท

รินดาพยายามควบคุมสติ นึกถึงคำพูดของเพื่อน ว่าให้ยืมเงินคนที่นั่งข้างๆ ปลายหางตาไปทางเจ๊ที่นั่งด้านข้าง หวังจะตีสนิทและยืมเงินแก ทว่า...ยามนี้แกหลับไปแล้ว หลับสนิทเหมือนตาย เหมือนว่าไปอดหลับอดนอนที่ไหนมาอย่างหนัก รินดาลอบถอนหายใจ แกคงได้ยินที่เธอคุยกับเพื่อนแล้วชิงเอาตัวรอดน่ะ

เมื่อรถตู้จอดสนิทที่ป้ายรถเมล์ก่อนจะถึงป้ายที่เธอจะลงอีกเพียงป้ายเดียว อีกเพียงป้ายเดียว ขณะที่เธอกำลังร้อนรนเหมือนยืนอยู่กลางพายุร้าย ท่ามกลางความเป็นกับความตาย ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี ชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดสูทอย่างดี นั่งอยู่ด้านหลังของเธอ ลุกขึ้นและก้าวผ่านเธอไป เขากำลังจะลงที่ป้ายนี้ เขาหันและทอดสายตามายังเธอด้วยแววตาที่ห่วงใยพร้อมด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก...อุ้ยตาย เขาหล่อมาก

ด้วยความรวดเร็ว เขายื่นธนบัตรใบละหนึ่งร้อยให้เธอพร้อมทั้งเอ่ยด้วยเสียงทุ้มว่า “เอาไว้จ่ายเป็นค่ารถนะครับ” แล้วเขาก็ลงจากรถไป ประตูของรถตู้เลื่อนปิดและยานพาหนะที่เธออาศัยกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า เธอกำธนบัตรใบละร้อยนั้นไว้ เหลียวคอหันมองเขาผ่านทางกระจกด้านหลัง ผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็หันมองไปทางเขาที่กำลังเดินจากไป ราวกับเขาเป็นวีรบุรุษ รินดาได้เห็นเพียงด้านหลังของเขา เธอมองจนเขาหายลับไปจากสายตา...

รินดาหันกลับมาและสงบจิตใจ แม้ไม่ได้จับจ้องใครอื่นแต่ก็เห็นได้ว่ามีบางคนแอบมองเธอ

เธอคิดย้อนไปเมื่อครู่ วินาทีนั้น ชั่วเวลานั้น เธอสบตากับเขา ยามนี้รินดาแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ด้วยรู้สึกปลาบปลื้มในใจ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในสังคมที่มีแต่คนแก่งแย่ง เห็นแก่ตัวเช่นนี้ จะมีผู้ชายคนหนึ่งที่มีน้ำใจอย่างเหลือเชื่อ

ที่สำคัญไปกว่านั้น ชั่วเวลาที่เธอสบตากับเขา แค่เพียงแวบเดียว ราวกับทุกสิ่งอย่างหยุดนิ่ง และเธอจดจำใบหน้าเขาไว้ได้อย่างแม่นยำ เขาใส่สูทเข้มอย่างดี หน้าตาเขาออกไปทางฝรั่ง เขาเป็นหนุ่มต่างชาติ ผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า จมูกโด่ง เขาหล่อมาก ยิ่งกว่าใครทั้งหมดที่เธอเคยพบเห็น ผิวขาวเนียน ดวงตาสดใส เขาน่าจะอายุสามสิบห้า วินาทีที่แบงค์ร้อยในมือของเขาสัมผัสกับมือของเธอ เธอสบตากับเขาอย่างลึกซึ้ง ลึกล้ำเกินกว่าใครจะเข้าใจ เกินกว่าจะหาคำพูดเป็นหมื่นเป็นแสนมาเอ่ยอ้าง...


และนั่นก็ผ่านมาแล้วกว่าสองเดือน แค่เพียงวินาทีเดียวที่ได้สบตากับเขา รินดาจดจำเขาได้ และระลึกถึงเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่ายามหลับหรือตื่น เธอไม่เคยลืมใบหน้าเขาได้ หนุ่มฝรั่งคนนั้น และคิดว่าคงไม่มีวันลืม ตราบลมหายใจสุดท้าย อะไรจะปานนั้น รินดาคิดอยู่เสมอว่าเธอจะต้องเจอกับเขาอีกครั้ง เมื่อโลกหมุนรอบตัวเรา สักวันเมื่อสิ่งอัศจรรย์ได้เกิดขึ้น ผลักดันให้คนสองคนได้โคจรมาพบกันอีกครั้ง เธอเชื่อมั่นเช่นนั้น ว่าเธอจะต้องได้เจอกับเขาอีกแน่ หากเธอไม่รู้ว่าที่เธอจะได้เจอกับเขาอีกนั้นเป็นเพราะอะไร

“พรหมลิขิต”

นุสบาเป็นสาวสวยร่างเล็ก ความสวยน่ารักนั้น ไม่แพ้รินดาเหมือนกัน เธอบอกคำนั้นออกไปอย่างตื่นเต้น ‘พรหมลิขิต’ แทบจะเป็นตะโกนเสียด้วยซ้ำ ด้วยแววตาเปล่งประกายระยับ ด้วยความเชื่อ ขณะนั่งตรงข้ามกับรินดาอยู่ในร้านอาหารหรูภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง

“อะไร” รินดามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

“ก็พรหมลิขิตไงแก ที่แกเจอกับเขา เทพบุตรของแกบนรถตู้นั่นแหละ เป็นเพราะพรหมลิขิต” นุสบาบอกอย่างมั่นใจและศรัทธา ก่อนทิ้งท้ายด้วยประโยคภาษาอังกฤษอันสวยหรูว่า

“Do you believe in destiny?”

“นุส ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้ววะ ว่ามันไม่มีจริงอย่างที่แกว่าหรอก ไอ้คำว่า ‘พรหมลิขิต’ มันไม่มี” รินดาบอกแบบเดิมๆ อีกครั้ง

“ไม่มีได้อย่างไร แล้วแกพบเขาได้อย่างไร”

“บังเอิญ”

นุสบาส่ายหน้าอย่างระอา และพยายามเอ่ยอ้างเหตุผลโน้มน้าวอย่างจริงจัง “การที่คนสองคนที่อยู่ห่างแสนไกล เดินทางมาเจอกัน แกคิดหรือว่า มันแค่บังเอิญ แกเชื่ออย่างนั้นจริงๆ หรือวะ ที่ฉันได้พบเจอกับไมเคิลที่อยู่ห่างกันตั้งเป็นหมื่นไมล์ล่ะ ห่างไกลกันคนละขั้วโลก บังเอิญหรือเปล่าวะ และได้แต่งงานกัน แค่คิดว่าแค่บังเอิญหรือวะ”
“เพราะเว็ปหาคู่มากกว่ามั้ง” รินดาหักล้างอย่างฉับพลัน

รินดากับนุสบาสนิทกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน แม้จะชอบอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกัน แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจน นั่นคือ ‘ความเชื่อ’

“ฉันละขี้เกียจจะอธิบายให้คนสมองทึบอย่างแกฟัง”

นั่นคือประโยคที่นุสบาบอกกับเธอ หล่อนว่าเธอเป็นคนสมองทึบ รินดานึกค้านในใจ เพื่อนของเธอนั่นแหละที่สมองทึบ ไม่มีคำว่า ‘พรหมลิขิต’ อย่างที่นุสบาว่า ไม่มีใครลิขิต มีแต่ตัวเราเองนี่แหละ เป็นผู้ลิขิต รินดาเชื่อเช่นนั้นมาแสนนาน อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา นั่นก็เพราะเราทำมันขึ้นมาทั้งนั้น

หากนุสบามักค้านเธอว่า “นิว แกฟังนะ ทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ล้วนถูกกำหนดมาแล้วทั้งนั้น ให้ดำเนินไปตามเส้นทาง ไม่ว่าแกจะฝืนอย่างไร แกก็ไม่มีทางเอาชนะอำนาจลึกลับที่ลิขิตโชคชะตาของพวกเราได้หรอก สักวันแกจะเข้าใจ”


รินดาดึงความคิดให้กลับมาสู่โลกปัจจุบัน ตอนนี้เกือบแปดโมงเช้าแล้ว เธอนั่งอยู่ในรถสีแดงที่จอดหน้าออฟฟิศแห่งหนึ่งกลางเมืองใหญ่ เมื่อประตูรถถูกเปิดออก ขาขาวเนียนสวยเรียวจึงก้าวออกมา รองเท้าส้นสูงจิกลงที่พื้นซีเมนต์อย่างมั่นคง

ร่างระหงออกจากรถและยืนขึ้นเต็มความสูง กระโปรงยีนสั้นเหนือเข่าและเสื้อเชิ้ตสีครีมรัดรูปเข้ากันอย่างลงตัว กระเป๋าสะพายหนังสีเขียวอ่อนช่วยเสริมให้เธอดูเก๋ไก๋เข้าไปอีก แว่นตากันแดดสีดำทำให้ใบหน้าเล็กนั้นโดดเด่นตั้งแต่ที่เธอโผล่หน้ามาตั้งแต่ตอนแรก

รินดาเชิดหน้าอย่างมาดมั่นและก้าวขาไปที่ประตูของออฟฟิศที่เธอทำงาน เพื่อจะเข้าไปทำงานในที่แห่งนั้น ก่อนที่เธอจะยกมือบางขึ้น ประตูก็ถูกดึงเปิดจากด้านในด้วยมือชายหนุ่มคนหนึ่ง และเมื่อรินดากรีดกรายเข้าไป หนุ่มหล่อในเสื้อเชิ้ตท่าทางดีที่ยืนซุ่มดักรออยู่แล้วก็เอ่ยทักว่า

“โห น้องนิวคนสวย วันนี้แต่งตัวจี๊ดได้ใจพี่สันต์มาก” หนุ่มหล่อยิ้มหวานมองไล่ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาโลมไล้ขาขาวสวยอย่างชื่นชมคลั่งไคล้ และหนุ่มๆ อย่างน้อยสองคนที่โต๊ะทำงานใกล้ๆ หันมองที่สาวสวยอย่างสนใจ

หญิงสาวถอดแว่นตากันแดดออก ใส่ลงในกระเป๋าสะพายแล้วยิ้มเล็กน้อยอย่างมั่นใจ ใบหน้าของเธอแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงเบาบางเท่านั้น เน้นความผ่องใสอ่อนวัยแบบธรรมชาติ ใบหน้าเธองดงามหมดจด ผิวแก้มเนียนใสอย่างเด็กสาว

“น้องนิวคนสวยไปกินข้าวต้มกับพี่ไหมคืนนี้” คนที่ชื่อสันต์เอ่ยปากชักชวน สายตาที่มองหญิงสาวแพรวพราวจนน่ารังเกียจ

รินดาแสยะยิ้ม สบตากับสันต์ชั่วครู่ “ไม่ดีกว่าค่ะ นิวไม่อยากยุ่งกับคนที่มีเมียแล้ว”

หนุ่มหล่อหน้าเสียเล็กน้อย หากเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น เขาก็ยิ้มออกมาได้ “ถ้านิวยอมไปกับพี่คืนนี้ เดี๋ยวพี่จะรีบกลับบ้านไปหย่ากับเมียเลยจ้ะ”

รินดาเหยียดยิ้มอย่างนึกเดียดฉันท์ “อย่าดีกว่าค่ะ นิวไม่อยากทำให้ครอบครัวใครแตกแยก”

พูดจบร่างอรชรก็เดินผ่านชายหนุ่มไป ปล่อยให้สันต์ยิ้มค้างอ้างว้างตรงนั้นเพียงลำพัง ห้องทำงานแห่งนั้น ถูกกั้นเป็นล็อคๆ มีโต๊ะทำงานและคอมพิวเตอร์ตั้งประจำอยู่ทุกโต๊ะ พนักงานทั้งชายและหญิงในห้องนั้น กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น มีเพียงชายหนุ่มสองสามคนเท่านั้นที่ชะงักงานของตัวเองแล้วหันมาจับจ้องสาวสวยที่เพิ่งผ่านประตูเข้ามา รินดาไม่ได้สนใจใคร เธอเดินไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น มีกุหลาบสีขาวหนึ่งดอกวางอยู่บนโต๊ะทำงานพร้อมกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีข้อความว่า ‘ขอโทษ จากเอก’

สาวสวยยิ้มและเบ้ปาก เธอนั่งลง ส่ายศีรษะเล็กน้อย จับกุหลาบดอกนั้นโยนใส่ถังขยะใบเล็กๆ ข้างโต๊ะทำงานของเธออย่างง่ายดาย และไม่เคยนึกเสียดาย ไม่ต้องอ่านข้อความบนกระดาษหญิงสาวก็รู้ว่าเป็นของใคร ก็แฟนคนสุดท้ายที่เธอเพิ่งเลิกไปเมื่อสามเดือนก่อน ป่านนี้ยังเฝ้าส่งกุหลาบมางอนง้อขอคืนดีแทบทุกวัน

...ไร้ค่า...หญิงสาวไม่เคยคิดให้อภัยกับคนที่ทรยศต่อความรักของเธอ

บานประตูอีกห้องถูกเปิด พี่ตุ๊กตาผู้เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้โผล่หน้าออกมาแล้วเอ่ยเรียก “นิว มาหาพี่หน่อย”

รินดาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เดินผ่านประตูเข้าไปยังอีกห้อง นั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับหญิงสูงวัยกว่าซึ่งเป็นเจ้าของห้อง พี่ตุ๊กตาอายุราวสี่สิบปี ทว่ายังดูสวยเช้ง หล่อนอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีชมพูพร้อมด้วยเสื้อสูทสีดำคลุมทับกับกางเกงยีนขายาวซึ่งดูปราดเปรียวและเหมาะสมกับคำว่า ‘working woman’

“มีอะไรคะพี่” รินดาเอ่ยถามทันทีที่ก้นถึงพื้นโซฟา

“มีงานด่วนน่ะ” พี่ตุ๊กตาว่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“อะไรหรือคะ”

“งานนอกน่ะ ด่วนด้วย บ่ายนี้เลย”

“ได้สิคะ นิวพร้อมลุยได้ทุกที่อยู่แล้ว เกี่ยวกับอะไรคะ” รินดาเอ่ยถามด้วยท่าทีสนใจ

“ของบริษัทเอสโฟสน่ะ เห็นว่าเขาจะทำโรงแรมแห่งใหม่ที่ชลบุรีน่ะ” พี่ตุ๊กตาว่า

“เอสโฟส” รินดาย้ำชื่อบริษัทนั้นอีกครั้ง ใครก็รู้จักบริษัทนี้ดี เพราะเป็นเจ้าของโรงแรมระดับห้าดาวในกรุงเทพตั้งสองแห่ง และยังมีธุรกิจทำบ้านจัดสรรอีกหลายแห่ง เอสโฟสเป็นบริษัทที่ร่ำรวยมหาศาล มีมูลค่าทรัพย์สินหลายหมื่นล้านบาท

“กี่คนคะ” หญิงสาวถาม

“เขาขอแค่คนเดียว” พี่ตุ๊กตาบอก

“ได้ค่ะ”

“ช่วงเช้านี้ก็นั่งเตรียมข้อมูลและเอกสารไปแล้วกัน สักสิบโมงก็ออกไปได้เลยนะ เผื่อรถติดด้วย” เจ้าของห้องแนะนำ

“ค่ะ” รินดารับคำสั่งด้วยรอยยิ้ม

หลังออกจากห้องพี่ตุ๊กตา หญิงสาวสืบหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ทเพื่อเป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจหรือในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าจ้าง เวลาทำงาน รินดาตั้งใจ ทำงานที่ได้รับหมอบหมายให้ดีที่สุด บริษัทที่ทำงานอยู่เป็นบริษัทที่รับทำวิจัยการตลาดให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย

และสาวสวยอย่างรินดาก็ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด เป็นมือหนึ่งของบริษัทก็ว่าได้

เริ่มแรกที่เธอเข้ามาสมัครงานในบริษัทแห่งนี้ งานแรกที่เธอได้รับมอบหมายคือทำแบบสอบถาม นั่นคือการเดินไปตามบ้านคนพร้อมกับแบบสำรวจ เคาะประตูบ้านคนทีละหลังตามเส้นทางที่ได้รับมอบหมาย ไถ่ถามและกรอกข้อมูล พวกเขาอยู่กันกี่คน ทำอาชีพอะไร มีความเป็นอยู่อย่างไร ชอบกินอะไร ซื้อของที่ไหน ชอบการเดินเที่ยวห้างหรือไม่ อะไรทำนองนี้ ก็ได้ชุดละหนึ่งร้อยบาท

เพราะผ่านการสอบถามคนมาเยอะ รู้ว่าคนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ต้องการอะไรบ้าง สินค้าชนิดไหนที่พวกเขาจะซื้อบ่อย เวลาว่างงานแล้วพวกเขาชอบไปผักผ่อนที่ไหนกัน หรือสิ้นเปลืองเงินทองไปกับเรื่องอะไรบ้าง เมื่อวันเวลาผ่านไปพร้อมกับประสบการณ์ความรู้ที่หญิงสาวค่อยๆ สะสมทีละเล็กทีละน้อย เกือบสิบปีที่เธอทำงานอยู่ที่นี่ ทำให้ตอนนี้เธอไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว เธอได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า คอยอบรมรุ่นน้องๆ ที่เข้ามาใหม่

ตอนนี้ถือได้ว่าเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว ก็มีต้องคอยให้คำแนะนำกับบริษัทใหญ่ๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่ต้องใช้เงินมากๆ ซึ่งเธอไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง

 “รับกาแฟหน่อยนะครับ อย่าเครียดมากนะจ๊ะ”

สันต์ยกกาแฟมาวางให้ถึงที่โต๊ะ เขายังตื้อไม่เลิก หญิงสาวหันมายิ้มให้เล็กน้อยแบบเซ็งๆ ก่อนจะหันกลับไปมองที่หน้าจอมอนิเตอร์ต่อ เมื่อเห็นว่าสาวสวยไม่มีทีท่าสนใจ สันต์ก็เดินคอตกกลับไปทำงานของตนเอง ถัดจากนั้น หนุ่มๆ สองสามคนแวะเวียนเอาน้ำ เอากาแฟมาส่งมาเสิร์ฟให้รินดาถึงโต๊ะทำงาน ซึ่งหญิงสาวเองไม่ค่อยได้สนใจนัก
หลังจากที่เลิกคบกับแฟนคนสุดท้าย หญิงสาวก็ยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ใครได้เข้ามาในหัวใจ และคงเป็นอย่างนี้ไปอีกแสนนาน เธอมั่นใจว่าเป็นเช่นนั้น เพราะเธอรู้สึกได้ว่าเธอได้มอบหัวใจให้ผู้ชายคนหนึ่งไปแล้ว...

สิบโมง รินดาก็ออกจากออฟฟิศไป เธอนั่งกินข้าวลำพังในร้านอาหารแห่งหนึ่ง จากนั้นขับรถสีแดงไปยังบริษัทเอสโฟสตามแผนที่ที่พี่ตุ๊กตาเขียนให้ เธอค่อนข้างสับสนนิดหน่อยกับลายมือยุกยิกของเจ้านายเธอ อย่างไรก็แล้วแต่ เธอก็มาถึงบริษัทเอสโฟสจนได้ในตอนเที่ยงกว่า

เมื่อรถสีแดงเข้าที่ลานจอดหน้าตึกสูงลิบลิ่ว รินดาก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋าสะพาย แหงนหน้าขึ้นมองไปด้านบนสุดและคะเนว่ามันมีกี่ชั้นกันแน่ สำนักงานของบริษัทนี้ดูใหญ่โตเหลือเกิน หญิงสาวก้าวเดินไปยังลิฟต์ กดไปยังชั้นยี่สิบสองตามที่ได้นัดแนะกับพี่ตุ๊กตามา

หญิงสาวออกจากลิฟต์และก้าวมาตามทางเดิน ในที่สุดเธอก็ได้พูดคุยกับสาวสวยนางหนึ่งอายุประมาณสามสิบกว่าๆ ที่นั่งอยู่หน้าห้องประธานของบริษัทแห่งนี้

“ฉันมาจากบริษัทก้าวไกลค่ะ” รินดาแนะนำตัว

พนักงานสาวสวยคนนั้นที่รินดาเข้าไปคุยด้วย ลุกขึ้นยิ้มแย้มต้อนรับอย่างเป็นกันเอง “อ๋อ ค่ะ จะไปชลบุรีด้วยกันใช่ไหมคะ”

“ค่ะ” รินดาตอบรับพร้อมรอยยิ้มแจ่มใส รู้สึกดีกับการต้อนรับอันอบอุ่น

“เดี๋ยวรอสักยี่สิบนาทีนะคะ ท่านประธานกำลังเซ็นเอกสารอยู่ค่ะ พอบ่ายพวกเราก็ไปกันเลยค่ะ” เธอคนนั้นว่า

“ค่ะ” รินดาไม่มีปัญหาอะไร

“ชื่ออะไรคะ อ๋อ คุณรินดาใช่ไหมคะ” เธอคนนั้นถามและตอบเองเสร็จสรรพพร้อมกับมองดูเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ

“รินดาค่ะ” สาวสวยแนะนำตัวเองอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม

“ดิฉันสมใจค่ะ” พนักงานสาวของที่นั่นกล่าวแนะนำตัวและบอกให้เธอรอด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “นั่งรอก่อนนะคะ”

รินดานั่งรอที่เก้าอี้แถวนั้นอย่างง่ายๆ มองความเรียบร้อยของเสื้อผ้าตัวเอง นึกอยากเข้าห้องน้ำ เวลายังเหลืออยู่สักเล็กน้อย เธอจึงขออนุญาตพนักงานของที่นั่นหรือคุณสมใจที่เพิ่งรู้จักแล้วไปห้องน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น

ในห้องน้ำนั้นเรียบหรูและสะอาดสะอ้านทีเดียว รินดามองดูหน้าตัวเองในกระจก ใบหน้าเรียวเล็ก ยังสวย จมูกโด่งนิดๆ พอน่ารัก ริมฝีปากบางสวยได้รูปแต่งแต้มลิปสติกสีอ่อนดูน่าจูบ เธอหันซ้ายหันขวา ผิวหน้ายังเต่งตึงใช้ได้ ไม่มีร่องรอยหมองคล้ำให้เห็นสักนิด ทรวดทรงก็ใช้ได้ เธอลูบมือที่หน้าท้องราบเรียบของเธอ ไม่มีชั้นไขมันให้เห็นสักนิด
เมื่อมั่นใจในตัวเองพอสมควรแล้ว เธอก็ก้าวออกจากห้องน้ำ พอเดินกลับมา สาวสวยหน้าห้องที่ชื่อสมใจก็เรียกเธอ “คุณรินดาคะ ไปกันได้แล้วค่ะ”

รินดายิ้มขึ้นแล้วเดินเขยิบเข้าไปใกล้ จังหวะเดียวกันนั้น ชายร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนขายาวและรองเท้าหนังสีดำมันวับก็ก้าวออกมาจากห้องท่านประธานบริษัท และเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ รินดาหันไปสบตากับชายคนนั้นและกลั้นหายใจ

“นี่คือคุณริชาร์ด บอสของเราค่ะ” คุณสมใจกล่าวแนะนำ

แค่แวบเดียว รินดาก็จำเขาได้ทันที เขาคือผู้ชายที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อสองเดือนก่อน เขาเป็นคนให้เงินค่ารถตู้แก่เธอ เธอจำเขาได้แม่นทีเดียว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 123
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 2 ลิขิตรักไฟร้อน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 11:45:24 AM »
เจอพรหมลิขิตเข้าให้แล้ว

mamae

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 2 ลิขิตรักไฟร้อน
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 10:30:22 PM »
ลุ้นแทบแย่ เป็นพี่ไม่มีตังค์ คิดไม่ออกเลยนะนั่นว่า จะทำไง สงสัยต้องให้เขาด่าแน่เลย

rayya gandy

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 28
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 2 ลิขิตรักไฟร้อน
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 03:33:25 PM »
สวัสดีค่ะ...แวะมาทักทายค่ะ...

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 2 ลิขิตรักไฟร้อน
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2014, 12:26:54 PM »
 ;D