ผู้เขียน หัวข้อ: บุปผาแดนมังกร-บทที่ 1 เทพบุตรหยกขาว  (อ่าน 634 ครั้ง)

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
บุปผาแดนมังกร-บทที่ 1 เทพบุตรหยกขาว
« เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 12:40:01 PM »
   ในที่สุดแววปราชญ์ก็ได้พบกับเขาแล้ว แม้จะเห็นแค่เพียงแผ่นหลังแต่กลับคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ด้วยรูปร่างสูง ดูหนาบึกบึนอาจเป็นเพราะชุดคลุมยาวสีดำที่เขาสวมอยู่นั้นดูกรุยกรายพอสมควร เส้นผมสีดำสนิทยาวถึงแผ่นหลังเคลื่อนไหวตามแรงลมที่พัดมาปะทะ แววปราชญ์ได้แต่ยืนตะลึงลานอยู่กับที่ได้ยินเพียงท่วงทำนองเพลงอันเศร้าสร้อยสะเทือนอารมณ์

   คนผู้นี้คงทราบแล้วว่าแววปราชญ์ยืนอยู่จึงหันหน้ากลับมามอง เสียงเพลงหยุดชะงักขาดห้วงทำนอง ใบไม้ในมือปลิวไปกับสายลม ต่างจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไร้เสียงพูดคุยตอบคำ

   แววปราชญ์เห็นว่าเขามีรูปร่างหน้าตาสง่างาม ดวงตาโตสีดำสนิทรับกับจมูกโด่งเป็นสัน แล้วยังชุดที่สวมนั้นดูราวกับจอมยุทธ์ที่หลุดออกมาจากในนิยายกำลังภายใน

   มันคือความฝันกระมัง

   “เจ้าเป็นใคร?” เขาพูดกับเธอเป็นภาษาจีนพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ นัยน์ตาสีดำนั่นเหลือบมองแววปราชญ์ มองตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า “ช่างแต่งกายประหลาดยิ่งนัก”

   “คนที่ฉันเห็นเมื่อกี้คือคุณนี่เอง” แววปราชญ์เบิกนัยน์ตาโตแล้วถามชายหนุ่มเป็นภาษาจีน เธอเรียนรู้ภาษาจีนพื้นฐานสำหรับนักท่องเที่ยวจากเพื่อนมาหลายประโยค อย่างน้อยก็อยากลองพูดดูบ้าง “คุณเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นี่หรือคะ?”

   ชายหนุ่มผมยาวขมวดคิ้วเรียว ไม่เอ่ยตอบคำถามของแววปราชญ์กลับฟาดฝ่ามือกราดลงกับพื้น ส่งผลให้ร่างของหญิงสาวถูกพลังสายหนึ่งที่มองไม่เห็นโอบอุ้มและลากกลับเข้าสู่ตำหนัก
   “กรี๊ด! ลมบ้าหมูหรือไงเนี่ยแรงเป็นบ้า นี่คุณ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”

   ลมพัดแรงกระทั่งหอบเอาร่างแววปราชญ์กระเด็นมากองในตำหนักหมิงเยว่ พอลุกขึ้นมาได้ตั้งใจจะเปิดประตูไปดูอาการผู้ชายผมยาวคนนั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะกลิ้งตกบึงไปแล้วกระมัง ก็ปรากฏว่าประตูล็อคเสียนี่

   แววปราชญ์ร้อนใจจึงได้แต่ทุบประตูร้องเรียกให้ชายหนุ่มที่เธอพบคนนั้นหรือใครสักคนที่เผอิญผ่านมาเจอให้เปิดประตูให้ด้วย ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนคงกำลังตามหาเธอกันจ้าละหวั่นแล้วแน่ๆ

   ..........

   ภายนอกตำหนักหมิงเย่วปรากฏเงาดำหนึ่งสาย  ผู้มาเยือนสวมชุดดำคลุมร่าง ปกปิดหน้าตา แฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราดดุดัน เป็นผู้มีลมปราณสูงส่งคนหนึ่ง

   “ท่านคือเทพบุตรหยกขาว?”

   น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าเป็นบุรุษ

   “หาใช่ไม่ ข้าคือกระบี่ไร้นาม บึงวิเวกแห่งนี้ยินดีต้อนรับสหายผู้มาเยือนทุกท่านแต่เกรงว่าครั้งนี้คงไม่สะดวก”

   “หากท่านไม่ให้คำตอบที่ข้าพึงพอใจข้าคงต้องลงมือแล้ว”

   คนชุดดำชักกระบี่ ผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเทพบุตรหยกขาวเพียงโบกแขนเสื้อแล้วจู่โจมกลับด้วยฝ่ามือลงสู่ท้องน้อยของผู้บุกรุก

   ชายชุดดำถลันถอยห่างไปไกลหลายวา กระอักโลหิตแล้วหัวร่อเย็นชา

   “เป็นท่านที่บีบบังคับข้าเอง”

   ชายชุดดำลึกลับชักกระบี่จู่โจมอีกครั้ง เป้าหมายกลับเป็นตำหนักหมิงเย่ว หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นยังอยู่ในตำหนัก ด้วยพลังฝีมือของผู้บุกรุกอาจส่งผลให้ตำหนักพังทลายและเกิดอันตรายกับนางอย่างแน่นอน

   “อย่าแตะต้องนาง”

   ผู้บุกรุกแค่นเสียงดังเฮอะ ขยับรอยยิ้มเมื่อพริบตาเดียวเทพบุตรหยกขาวยืนขวางอยู่เบื้องหน้าและชักอาวุธประจำกายออกมาแล้ว มันส่องประกายแวววาวอาบไล้ด้วยแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าลงไปทุกที ทุกที

   กระบี่ไป๋หู (จิ้งจอกขาว) อาวุธที่ไม่เคยได้ดื่มโลหิตของคู่ต่อสู้เลยแม้แต่ครั้งเดียวด้วยผู้เป็นนายของมันถือคติว่า 'เราเป็นผู้ขี้ขลาด ท่านสู้เราหนี ท่านฆ่าเราป้องกันตัว' ครั้งนี้ที่เทพบุตรหยกขาวยอมหันคมดาบเข้ารับมือด้วยก็เป็นเพราะห่วงความปลอดภัยของสตรีผู้นั้น

   “ข้าได้รับคำตอบแล้ว ขอลา”

   ผู้บุกรุกปริศนาบรรลุเป้าหมายในการมาเยือนตำหนักหมิงเย่วแล้วจึงก้าวออกจากบึงวิเวก หลบเร้นกายลงจากเขา ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะดังสะท้อนสะท้านทั่วอาณาบริเวณ

   เทพบุตรหยกขาวลดกระบี่ในมือลง เหลือบตามองสตรีในห้อง แม้เห็นเพียงลางเลือนก็พอทราบว่านางคงตื่นตะหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย

   ภัยพิบัติครานี้คงหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง ล้างมือจากยุทธภพแล้วไซร้ไยยังไม่หลุดรอดพ้น?

   เจ้าของตำหนักหมิงเย่วผลักประตูเข้ามาดูหญิงสาวแปลกหน้า เห็นนางยืนตะลึงลานอยู่กับที่ จึงปลอบด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน

   “แม่นางไม่ต้องหวาดกลัวอันใดไป คนผู้นั้นลงจากเขาไปแล้ว”

   “จริงเหรอคะ?” หญิงสาวแปลกหน้าเริ่มรู้สึกตัวหลังจากช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกตำหนักหมิงเยว่ นางขยับตัวแล้วเข้ามาเขย่าแขนของเขา “เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นหรือคะ? โอย ฉันนึกว่าคุณจะเป็นอะไรไปแล้วเสียอีก ทำไมเราไม่โทรศัพท์หาตำรวจละคะ?”

   เทพบุตรหยกขาวฟังแล้วไม่เข้าใจภาษาที่นางพูดออกมาเลยสักนิดเดียว

   “เจ้ากำลังพูดอะไร? นี่เจ้ามาจากที่ใดกันแน่?”

   เทพบุตรหยกขาวขมวดคิ้วมุ่น ความหวาดระแวงเข้ามาแทนที่ความห่วงใยในสวัสดิภาพของหญิงสาวท่าทางเสียขวัญคนนี้เสียแล้ว เมื่อสักครู่มีผู้บุกรุกลึกลับซ้ำยังมีฝีมือสูงพอตัวและยังอาจล่วงรู้ระแคะระคายถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาอีกด้วย หรือว่าสตรีนางนี้จะเป็นสายลับที่ถูกใช้มาเพื่อให้มาค้นหาข้อมูลอะไรบางอย่างจากเขา

   การแปรเปลี่ยนนาม หลบเร้นกายจากยุทธภพนั้นหาใช่เพราะเบื่อหน่ายความวุ่นวายประการเดียวไม่ หากแต่เทพบุตรหยกขาวยังคงมีคนๆหนึ่งที่จำเป็นจะต้องปกป้องไว้ด้วยชีวิตของตนเองอยู่ต่างหาก ดังนั้นจึงให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริงของตนไม่ได้อย่างเด็ดขาดเพราะมันอาจเป็นการชักนำเหตุเภทภัยไปสู่คนๆนั้นได้

   ปลายกระบี่เรียวยาวและคมกริบซึ่งมีนามว่า 'ไป๋หู' จ่อเข้าที่คอหอยของสตรีเบื้องหน้า  น้ำเสียงของชายหนุ่มเจ้าของนิวาสสถานกลับกลายเป็นเย็นชา

   “ใครส่งเจ้ามา?”

   “กรี๊ด! จู่ๆทำไมหันดาบมาหาฉันเสียล่ะ เอามันออกไปนะ” หญิงสาวแปลกหน้าร้องอย่างหวาดผวา ขวัญหายกระเจิดกระเจิงทวีคูณ กระบี่เรียวยาวมีด้านคมทั้งสองด้านกลับเรียกว่าดาบ

   “บอกมา”

   เทพบุตรหยกขาวหมุนกระบี่ในมือจ่อคอหอยหญิงสาวในระยะประชิดกว่าเดิมกระทั่งปลายกระบี่นั้นทิ่มแทงผิวเนื้อของนาง เจ็บจนสะดุ้งตัวโยน

   แววตาของหญิงสาวเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก นางขยับตัวก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ แต่กระบี่ไป๋หูยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างไม่ลดละ เหงื่อไหลซึมผุดพราวเต็มใบหน้า

   เทพบุตรหยกขาวมองออกว่านั่นเป็นเพราะความกลัว ใครบ้างล่ะไม่กลัวตาย ในเมื่ออาวุธแหลมคมมาจ่อคอขนาดนี้ และสายตาของเขาก็ไม่ได้บ่งบอกว่ากำลังล้อเล่นอยู่เลยสักนิด

   ชายหนุ่มเห็นอาการตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อแตกเหงื่อแตนของหญิงสาวใต้คมกระบี่ก็พลันนึกสงสารขึ้นมาจับใจ ทว่า...ความประมาทนั้นเป็นหนทางสู่ความตายมิใช่หรือ? หากการใจอ่อนในวันนี้ส่งผลลัพธ์ร้ายแรงต่อคนๆนั้นก็เป็นตนเองที่จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

   กองทัพนับหมื่นนับแสนอาจพ่ายได้แม้แต่กับสตรีเพียงนางเดียวหรือที่เรียกกันว่ากลลวงหญิงงาม ดังนั้นอย่ายอมให้ใบหน้าไร้เดียงสานั่นหลอกอย่างเด็ดขาด ต้องสืบสวนที่มาของนางให้กระจ่างแจ้งให้จงได้

   ไม่ทันที่เทพบุตรหยกขาวจะตัดสินใจใช้วิธีการข่มขู่ขั้นต่อไปกับเชลยสาวแปลกหน้า นางกลับสลบไปเสียก่อน

   เทพบุตรหยกขาวมองร่างสตรีที่นอนแน่นิ่งกับพื้นห้อง นางสลบจริงๆหรือเป็นแค่เล่ห์กลของนางกันแน่นะ

   .........

   แววปราชญ์ฟื้นขึ้นมาในห้องที่ว่างเปล่า หญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวา หยิกแก้ม ทุบศีรษะตนเอง หวังว่านี่คงเป็นแค่ความฝัน

   ใช่แล้ว การต่อสู้ระหว่างคนชุดดำกับผู้ชายเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายคนนั้นเป็นแค่ความฝันเท่านั้น ตอนนี้เธอตื่นแล้วและจะต้องออกไปจากตำหนักหมิงเย่วเสียที ป่านนี้เพื่อนๆคงร้อนใจจะแย่แล้วที่เธอมาหายตัวไปนานๆ อย่างนี้

   แววปราชญ์ผลักประตูห้อง เห็นสะพานไม้ทอดยาวสู่ทางเดินลึกเข้าในป่า หญิงสาวทิ้งตำหนักหมิงเย่วไว้เบื้องหลังวิ่งไปตามทางเดินเพื่อไปหาเพื่อนๆของเธอ ทิ้งความทรงจำเฉียดใกล้ความตาย ทิ้งความหวาดผวาให้บรรเทาเบาบางลง เมื่อได้พบกับเพื่อนๆแล้วแววปราชญ์หวังว่าเธอคงจะรู้สึกดีขึ้น

   ทางเดินรกร้างเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระตะปุ่มตะป่ำซ้ำบางช่วงยังมีกิ่งไม้ร่วงลงมากีดขวางเส้นทางเดินทำให้แววปราชญ์ล้มลุกคลุกคลาน ใบหน้าถูกหนามเกี่ยวกระทั่งเลือดออกซิบๆ ใบหน้าขาวนวลมีรอยขีดข่วนทั้งที่หน้าผากและจมูก แต่เธอไม่สนใจ ขอให้ได้ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก็พอแล้ว

   อยากกลับบ้าน!

   แววปราชญ์ตื่นมาวิ่งจ็อคกิ้งตั้งแต่ตีห้าทุกวัน ทั้งยังเรียนมวยไทยและยูโดด้วยทำให้ร่างกายยืดหยุ่นแข็งแรง วิ่งลงจากเขาแค่นี้สบายหายห่วง ขอเพียง 'สองคนนั้น' ที่สู้กันอย่างกับในหนังกำลังภายในจะไม่หลุดออกมาในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วติดตามเธอมาเป็นใช้ได้

   แม้มันจะเป็นแค่ความฝันก็ตาม แววปราชญ์ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะหงออยู่ภายใต้คมกระบี่บอบบางเล่มนั้นได้ ปกติหญิงเก่งไม่กลัวใครอย่างเธอน่าจะลองสู้กับผู้ชายคนนั้นดูสักตั้งแต่ตัวเองกลับกลัวเขาจนเป็นลมไปเสียนี่ น่าอายจริงๆ

   ผู้ชายผมยาวคนนั้นช่างน่ากลัว สัญชาตญาณของเธอมันบอกว่าเขาเป็นคนเก่งจริงซึ่งเธอไม่ควรอาจหาญไปต่อกรด้วย

   แววปราชญ์รู้สึกว่าเธอเองวิ่งมาร่วมครึ่งชั่วโมงได้แล้ว แต่ไม่เห็นวี่แววว่ามีผู้คนอยู่แถวนี้เลย มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ตำหนักหมิงเย่วตั้งอยู่บนเขาแถบชานเมืองก็จริงอยู่แต่มันก็น่าแปลกจริงๆที่ตลอดทางที่เธอวิ่งมานั้นไม่เห็นมีใครคนอื่นสักคน

   มันชักจะยังไงๆแล้วซิ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?

   หญิงสาวหยุดยืนพักเหนื่อยใต้ต้นไม้สักครู่ โชคดีจริงๆที่มีลำธารเล็กๆอยู่ใกล้จะได้ดื่มน้ำให้ชื่นใจสักหน่อยแล้วค่อยวิ่งต่อ เธอนั่งยองๆก้มหน้าลองมองผิวน้ำใสราวกับกระจกแล้ววักน้ำขึ้นดื่มอย่างหิวกระหายจากนั้นก็ลูบหน้าลูบคอพอให้หายร้อน นี่ถ้ามีเวลามากกว่านี้สักหน่อยจะกระโดดลงไปเล่นในน้ำเลยด้วยซ้ำน่าจะสนุกดีเหมือนกัน เอาไว้กลับเมืองไทยแล้วค่อยหาเวลาว่างนัดเพื่อนๆกลุ่มเดิมไปเที่ยวน้ำตกให้ฉ่ำปอดไปเลย

   สายน้ำที่เป็นวงกระเพื่อมนั้นสะท้อนภาพหญิงสาวผมยาววัยประมาณยี่สิบปีเศษ ผิวขาวเหลือง หน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่ง แววปราชญ์ถอนหายใจเตรียมลุกขึ้นเพื่อจะไปหาเพื่อนๆต่อ

   แววปราชญ์ต้องหยุดชะงักตัวแข็งทื่อ ด้านหลังของเธอมีใครสักคนยืนค้ำศีรษะอยู่ แววปราชญ์ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เธอรู้ดีว่าคนคนนี้เก่งกว่าเธอมากนัก ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขามาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่แถมยังกระบี่ในมือนั้นยังพาดอยู่ที่คอของเธอด้วย!

   ถ้าจำไม่ผิดคนคนนี้คือผู้บุกรุกที่ประมือกับผู้ชายผมยาวคนนั้น!

   ตกลงนี่เธอกำลังฝันอีกแล้วใช่ไหม?

   “คงไม่ถึงกับให้ข้าต้องใช้กำลังหรอกนะ”

   ..........

   เทพบุตรหยกขาวหลบเร้นกายอยู่หลังพุ่มไม้ เห็นหญิงสาวแปลกประหลาดซึ่งน่าสงสัยว่าอาจจะเป็นสายลับที่ถูกฝ่ายใดฝ่านหนึ่งใช้มาสืบเรื่องของเขาเองถูกชายชุดดำจี้สกัดจุดจนขยับตัวไม่ได้ จากนั้นร่างของนางก็ถูกชายคนนั้นจับยัดลงในถุงผ้าสีดำขนาดใหญ่

   บุรุษผู้นั้นเป็นผู้บุกรุกที่ประมือกันเมื่อไม่กี่ชั่วยามมานี้เองอย่างแน่นอน หรือนางจะมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับคนผู้นั้น?

   ชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาไล่ตามทั้งสองคนไปโดยเว้นระยะห่างพอประมาณ หากชายชุดดำรู้ตัวว่ามีผู้ติดตามมาก็ไม่เป็นไร คาดว่าคนผู้นี้คงวางแผนให้ตนติดตามไปเพราะมีเป้าหมายในใจอยู่แล้วอย่างแน่นอน

   ชายชุดดำหยุดยืนที่ลานกว้างเชิงเขา นำร่างหญิงสาวออกมาจากถุงมัดด้วยเชือกโยงไว้กับต้นไม้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วชายชุดดำก็เปล่งเสียงดังกังวาน

   “เทพบุตรหยกขาว ข้ารู้ว่าท่านติดตามข้ามา จงออกมาเถิด”

   ผู้ถูกเอ่ยเรียกนามก้าวออกมาจากพุ่มไม้ ถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

   “นางไม่ใช่พวกเดียวกันกับเจ้าหรอกหรือ?”

   “ข้าควรจะเป็นฝ่ายถามท่านมากกว่ากระมัง นางมีความเกี่ยวพันอันใดกับท่านกันแน่?”

   ชายชุดดำกอดอกนิ่งฟัง รอคำตอบอย่างใจเย็น

   เทพบุตรหยกขาวขบคิด เรื่องราวช่างซับซ้อนนัก นางไม่ใช่พวกเดียวกับชายชุดดำ ทั้งก่อนปล่อยให้นางออกมาจากตำหนักหมิงเย่วได้โดยสะดวกโดยไม่คิดเข้าขัดขวางเพราะหวังจะตามสืบถึงต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด แต่แล้วดูเหมือนเรื่องราวจะกลับหน้ามือเป็นหลังมือเสียแล้ว

   ระหว่างที่นางสลบ เทพบุตรหยกขาวได้สัมผัสมือของนาง ตรวจสอบว่ามีวรยุทธ์หรือไม่ก็พบว่านางเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา หรือจะเก็บงำประกายไว้จนมิดชิดจนมองเพียงผิวเผินไม่ออก

   จิตใจของเทพบุตรหยกขาวว้าวุ่นสับสน เกรงว่ารูปการณ์นี้อาจบ่งบอกกลายๆว่าหญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้เป็นเพียงผู้รับเคราะห์คนหนึ่งเท่านั้น

   จู่ๆเชือกที่ผูกรั้งร่างของหญิงสาวผู้นั้นก็ขาดลง ร่างของนางลอยละลิ่ว ชายชุดดำรับร่างนั้นไว้และใช้ดาบในมือจ่อคอหอยตัวประกันเพื่อป้องกันไม่ให้หนีไปได้

    “หากท่านไม่ตอบคำถามของข้าก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานีต่อคนของท่านเลยนะ”

    ผู้บุกรุกชุดดำแย้มรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้าดั่งผู้มีชัย มิทราบว่ากระบี่ไป๋หูชักออกจากฝักเมื่อใด สัมผัสเพียงสายลมพัดผ่านกาย รู้สึกเย็นสบายแล้วพลันเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดราวกับร่างกายกำลังจะปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในเวลาต่อมา

   ร่างตัวประกันหายไปจากอ้อมแขนที่มีรอยฟันเป็นทางยาว โลหิตไหลซึมเป็นดวงใหญ่ราวกับกลีบดอกไม้ผลิบาน

   ฝีเท้าแผ่วเบาราวขนนกก้าวจากไปอย่างเงียบงัน เสียงใบไม้ต้องสายลมดังกังวานราวกระดิ่งขับขานในฤดูใบไม้ผลิ สวยงามราวกับภาพในความฝัน

mamae

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • ดูรายละเอียด
Re: บุปผาแดนมังกร-บทที่ 1 เทพบุตรหยกขาว
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 10:43:00 PM »
น่าติดตามค่ะ

rayya gandy

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 28
    • ดูรายละเอียด
Re: บุปผาแดนมังกร-บทที่ 1 เทพบุตรหยกขาว
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 03:30:30 PM »
สวัสดีค่ะคุณโนเนโกะ...เขียนสนุกค่ะ ใช้คำได้สละสลวย เรญ่ายังทำไม่ได้ขนาดนี้เลยค่ะ...