ผู้เขียน หัวข้อ: สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 2  (อ่าน 671 ครั้ง)

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 2
« เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 07:45:26 PM »
นิยายเรื่อง สืบสวนหมายเลข 12 เป็นนิยายที่ผู้แต่งสร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการเพื่อความบันเทิงเท่านั้น  ทั้งชื่อสถานที่ เหตุการณ์  และตัวละคร ไม่มีอยู่จริง  เป็นการสมมติขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่สามารถอ้างอิงด้วยหลักฐานทางวิชาการใด ๆ  ในทุกแขนง  จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ
ผู้เขียนขอขอบคุณ นานาความรู้และบทความต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ต  และเพื่อน ๆ ในเว็บ forwriter.com  ที่เป็นแหล่งข้อมูลทางปัญญาและแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องนี้ 
 
*นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ห้ามมิให้ผู้ใดลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือทำซ้ำ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษตามกฏหมาย*


บทที่ 2   

นาฬิกาที่คอนโซลรถบอกเวลาตีห้าสิบห้านาที ภาพท้องฟ้าและถนนเลียบทะเลหัวหินที่มองผ่านกระจกรถยังเป็นสีฟ้าหม่นเข้มไปทั้งภาพ ทะเลยังสงบนิ่งเหมือนกำลังหลับไหลไม่ยอมตื่น กานต์พิชชากราฟิกดีไซน์เนอร์สาวเอื้อมมือไปแตะปุ่มปิดเครื่องปรับอากาศแล้วเปิดกระจกรถ ลมทะเลเย็นฉ่ำพัดพากลิ่นไอน้ำเค็มกรูเกรียวกันเข้ามา ทำให้ผมซอยสั้นเข้ารูปเอนลู่ เจ้าตัวแค่สะบัดให้ผมล้อเล่นกับสายลมแบบไม่ห่วงสวย พลางสูดกลิ่นไอท้องทะเลเข้าไปเต็มปอดอย่างสดชื่น

หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มที่กำลังนั่งทำหน้าที่โชเฟอร์อยู่หลังพวงมาลัย เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าอ่อนขับผิวสีแทนที่ลำแขนและใบหน้า กางเกงยีนผ้านิ่มใส่สบายทำให้เขาดูผ่อนคลายกว่าทุกวัน สายตาของชายหนุ่มจดจ้องอยู่ที่ถนนข้างหน้า ภาพใบหน้าคมเข้มด้านข้างทำให้เห็นสันจมูกโด่งได้รูปชวนมอง กานต์พิชชาเผลอไผลมองละเรื่อยไปยังเคราเขียวครึ้ม ริมฝีปากได้รูปและสันกรามที่ดูแข็งแรงโดยไม่รู้ตัว
 
“ตกหลุมรักสามีตัวเองเหรอ” ชายหนุ่มถามขึ้นโดยไม่ได้เหลือบตามามองเธอเลยสักนิด เขารู้ได้ยังไงกันนะว่าเธอกำลังมองเขาอยู่

“อี๋ ตกหลุมอะไรกันบ่อยๆ แค่จะดูว่าโชเฟอร์แอบหลับในหรือเปล่าน่ะ”

“ตกบ่อยๆ ก็ได้ไม่คิดตังค์” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ ด้านซ้ายโผล่ออกมานิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้น

หญิงสาวย่นจมูกให้ แล้วเบือนหน้าหันไปมองทิวทัศน์ข้างทางที่ไม่ค่อยจะเห็นอะไรมากนักเพราะยังมืดอยู่ แต่ที่ทำเป็นมองก็เพราะเธอไม่อยากจะจ้องหน้าเขาให้โดนจับได้อีก

เขาชื่อพงษ์พนัส พันตำรวจโทพงษ์พนัส เขาเป็นนายตำรวจกองปราบและเป็นสามีของเธอ เป็นผู้ชายยิ้มยาก มาดเข้ม ที่แต่ก่อนนั้นทำให้เธอหมั่นไส้มาก แต่หลังจากที่แต่งงานกันแล้ว เธอจึงรู้ว่าที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขันไม่เลวแต่มักจะปล่อยมุกแบบหน้าตาย ส่วนจะขำบ้างไม่ขำบ้างเธอก็ยังชอบมากกว่าเวลาที่เขาจริงจังเคร่งเครียดกับงาน เพราะถ้าถึงเวลานั้นแล้ว สารวัตรพงษ์พนัสเหมือนจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่ไม่มีใครกล้าล้อเล่นกับเขา โดยเฉพาะดวงตาคมกริบคู่นั้น ที่ดูเหมือนจะมองเข้าไปถึงความคิดอ่านของผู้คนได้อย่างทะลุปรุโปร่งจนน่ากลัว

“กานต์ล่ะ ง่วงไหม” เสียงทุ้มที่บอกถึงความรักความห่วงใยนั้นดึงเธอให้หันกลับไปมองเขาอีกครั้ง

“นิดหน่อยค่ะ แต่ลมทะเลเช้ามืดนี่ทำให้สดชื่นดีจัง ไม่ได้ตื่นเช้ามากขนาดนี้มาตั้งนานแล้ว”

“ไปถึงคฤหาสน์ริมผาแล้วอยากจะนอนพักหรือไปออกรอบกับพี่ล่ะ”

“ไปด้วยสิคะ กานต์จะไปฟังเสี่ยรวีคุยด้วย เรื่องอะไรจะมาทิ้งให้นอนหง่าวอยู่บ้านล่ะ เราตกลงกันแล้วว่าพี่นัสจะให้กานต์ช่วยคดีนี้ด้วยนะ อย่าทำเป็นลืม” หญิงสาวทำเสียงเข้ม

“จะลืมได้ไง มีตัวช่วยตามมาเตือนเสียขนาดนี้” ชายหนุ่มเอื้อมมือมาโอบศีรษะของกานต์พิชชาโน้มเข้าไปหาตัว หญิงสาวขยับเบียดเข้าไปใกล้ เขาจูบที่เรือนผมของเธอ แล้วสูดลมหายใจเหมือนดมกลีบดอกไม้

เมื่อพงษ์พนัสดึงมือไปกุมพวงมาลัยต่อ กานต์พิชชาก็เลยนั่งเอนตัวอิงต้นแขนแข็งแรงของเขาอยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกสุขใจเมื่อเธอนึกย้อนไปในวันวาน

หญิงสาวพบพงษ์พนัสครั้งแรกในคดีฆาตกรรมนักร้องสาว ซึ่งชโยดมเพื่อนของเธอรู้จักกับเหยื่อ จึงขอให้เธอช่วยสืบความจริง เมื่อเข้าไปอยู่ในทีมสืบสวนของเขากานต์พิชชาต้องพยายามอย่างหนักที่จะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง และเธอก็สามารถสืบหาความจริงได้ในที่สุด แต่กว่าที่เขาจะยอมรับเธอ กานต์พิชชาแทบจะถอดใจไปหลายหน ก็เพราะสารวัตรพงษ์พนัสคนนี้ล่ะ

เมื่อเวลาผ่านไปเธอได้ร่วมทำคดีกับเขาอีก ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข เอาชีวิตไปเสี่ยงอันตรายมาด้วยกัน ทำให้หญิงสาวได้รู้จักเขามากขึ้น และในที่สุดกานต์พิชชาก็บอกกับตัวเองว่า เขามีความหมายกับเธอมากเพียงใด ในวันที่เขาได้เสี่ยงชีวิตช่วยเธอเอาไว้ในการคลี่คลายคดีของแม่เธอเอง

“หลับสักตื่นสิ” พงษ์พนัสเอนศีรษะมาแตะเบาๆ ที่เรือนผมของเธอชั่วครู่ แล้วก็หันไปมองถนนต่อ

“ไม่ล่ะ... ใกล้จะถึงแล้วละคะ” หญิงสาวพูดแล้วก็ปิดปากหาวออกมา “ว่าแต่ทำไมต้องไปตีกอล์ฟกันแต่มืดขนาดนี้ล่ะ จะตีถูกหรือคะ มองลูกกอล์ฟยังไม่เห็นเลยนะนี่”

“ฮ่าๆๆ กว่าจะไปถึงสนามก็สว่างพอดี ไปแต่เช้าอากาศดีไม่ร้อนไง เสี่ยรวีแกเลยนัดเช้า ตีกอล์ฟไปคุยรายละเอียดกันไปด้วย”

“เสียดายคุณพ่อไม่น่าเป็นหวัดงอมแงม งานนี้เลยไม่ได้มาด้วยกัน เสี่ยรวีเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปีอุตส่าห์โทรมาหา หวังจะให้พวกผู้ใหญ่เขาตีกอล์ฟกันไป แล้วใช้แรงงานเด็กทำคดี ฮ่าๆๆ” หญิงสาวหัวเราะพลางเอื้อมมือไปตบไหล่พงษ์พนัส

“มีลูกเขยแล้วต้องใช้ให้คุ้มสิ” ชายหนุ่มยิ้ม

กานต์พิชชายิ้มให้กับคำว่า ‘ลูกเขย’ ที่พงษ์พนัสใช้เรียกตัวเองอย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะแต่ก่อนนั้นผู้การกริชวิทย์พ่อของเธอกับสารวัตรพงษ์พนัสเป็นเหมือนไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด พวกเขายืนอยู่คนละฟากของเส้นแบ่งที่เรียกว่าหน้าที่ จนเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายและความจริงปรากฎขึ้นมา ผู้ชายทั้งสองคนที่กานต์พิชชารักดังดวงใจจึงปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด และดูเหมือนจะเข้าพวกกันดีเกินไปเสียด้วย

“เห็นผู้การบอกว่าทางเสี่ยรวีนัดลูกชายกับสมุห์บัญชีที่ชื่อครรชิตมาตั้งแต่เมื่อวานเพื่อให้เอาเอกสารมาดู ไม่รู้ว่าได้เรื่องยังไงบ้างแล้วนะ” เสียงพงษ์พนัสเรียบเรื่อยเหมือนจะทบทวนสิ่งที่ผู้การกริชวิทย์ผู้เป็นพ่อตาเล่าให้ฟัง

“พ่อบอกว่าเสี่ยรวีสงสัยว่าคนที่ชื่อครรชิตจะโกงโรงพิมพ์หรือคะ”

“ใช่ เสี่ยรวีแกอยากให้เราช่วยสืบให้แน่ชัดว่ารายละเอียดเป็นยังไง โกงจริงหรือเปล่า ทำมานานแค่ไหน แล้วใช้วิธียังไง แกอยากรู้ทุกอย่าง อยากจะให้ชัดเจนทุกอย่าง เพราะครรชิตคนนี้ที่จริงเป็นลูกน้องคนเก่าคนแก่ที่อยู่กับเสี่ยรวีมานานมากแล้ว แล้วตอนนี้แกก็มอบหมายให้ช่วยลูกชายของแกอยู่” พงษ์พนัสอธิบายสิ่งที่ผู้การกริชวิทย์บอกกับเขา แล้วก็หันมาถามกานต์พิชชา “กานต์รู้จักคฤหาสน์ริมผาของเสี่ยรวีไหม”

“มีใครบ้างจะไม่รู้จักคฤหาสน์สไตล์โมร็อกโคของเสี่ยรวี วันก่อนกานต์ยังเห็นเป็นคอลัมน์ลงในนิตยสารเลย สวยมาก ๆ คฤหาสน์ริมผาหลังนี้ ไม่รู้ว่าราคากี่สิบล้าน รวยกันจังเนอะ”

“เสี่ยรวีแกเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ใหญ่ ไม่รวยก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วล่ะนะ คงเพราะมีเงินเยอะใช้กันจนเหนื่อย แกถึงวางมือได้ ให้ลูกชายสุดหล่อของแกสานงานต่อ” พงษ์พนัสบอกสิ่งที่เขารู้มา

ใบหน้าของชายหนุ่มที่พงษ์พนัสกำลังพูดถึงลอยไปลอยมาอยู่ในห้วงคิดคำนึงของกานต์พิชชา เธอแปลกใจตัวเองที่หัวใจเกิดเต้นแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เธอรู้จักเขา รวิสุต หนุ่มรุ่นพี่ที่เคยมีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันตอนเรียนอยู่ที่อิตาลี ถึงแม้จะไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขนาดจะเรียกว่าคู่รักได้ แต่ก็เป็นความอบอุ่นในหัวใจที่เธอไม่เคยลืมเลือน มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่รวิสุตจะเรียนจบและกลับมาบ้านเพื่อดูแลกิจการของครอบครัว ส่วนตัวกานต์พิชชาเองเมื่อเรียนจบแล้วก็ยังอยู่ทำงานที่อิตาลี หาประสบการณ์ต่ออีกถึงสองปีกว่าจะกลับมา

เวลาพัดพาผู้คนให้กระจัดกระจายเลือนหายกันไปเหมือนเม็ดทราย แล้วเวลาก็พัดพาผู้คนเหล่านั้นกลับมาพบกันอีกครั้ง หากได้มีโอกาสพบกันที่คฤหาสน์ริมผา เธอสงสัยว่ารวิสุตจะยังจดจำเด็กสาวใส่แว่นหนาเตอะคนนั้นได้หรือเปล่านะ...

“กานต์รู้จักพี่รวิสุตลูกชายเสี่ยรวีด้วย” หญิงสาวพูดขึ้นมาลอยๆ

พงษ์พนัสหันมามองและเลิกคิ้วให้เธอ จากนั้นก็หันไปมองถนน เขาไม่ได้พูดอะไร

“ตอนที่เรียนอยู่อิตาลี พี่รวิสุตเป็นรุ่นพี่กานต์สองปีค่ะ ไม่ได้เจอกันนานแล้วเหมือนกัน”

“หล่อสมคำล่ำลือไหม” พงษ์พนัสถามทั้งที่ยังจ้องมองถนนตรงหน้า

“หล่อมากกกกก...” กานต์พิชชาลากเสียงให้เห็นภาพ

แล้วเธอก็ต้องรีบร้องเตือนพงษ์พนัสเมื่อเห็นเขาไม่ได้ชะลอรถ เมื่อใกล้จะถึงทางเลี้ยวขึ้นไปยังหน้าผาที่ตั้งคฤหาสน์  “เอ้า!  เดี๋ยวจะเลยทางขึ้นนะคะ”

“อุ่ย... ขอโทษที”

ล้อรถหมุนซ้ายบดผิวถนนดังเอี๊ยดโยนผู้โดยสารตัวเอนเทไปด้านขวาอย่างกะทันหัน พงษ์พนัสยกแขนซ้ายมากันตัวกานต์พิชชาไว้ทันทีทั้งที่มีเข็มขัดนิรภัยอยู่แล้ว เขาทำอย่างนี้เหมือนทุกครั้งที่รถเบรกกระทันหันหรือมีอุบัติเหตุ จากนั้นชายหนุ่มก็หมุนพวงมาลัยกลับเข้าสู่เส้นทางตรงปกติเมื่อรถเริ่มไต่ถนนขึ้นเนิน

“ขอโทษจ้ะ ไม่ทันเห็นป้ายบอกทางน่ะ อันมันเล็กนิดเดียว” ชายหนุ่มบอกขณะยังจดจ่ออยู่กับทางขึ้นผาที่เป็นถนนเส้นเล็กคดเคี้ยว

กานต์พิชชาเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เธอขยับตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น และเพ่งดูทางข้างหน้าที่กำลังจะพาไปยังคฤหาสน์ริมผา จึงไม่ทันสังเกตใบหน้าของพงษ์พนัสที่แดงเรื่อขึ้นมา เมื่อเขาคิดอะไรจนใจลอยทำให้ขับรถเลยทางขึ้น

รถโฟร์วีลเล่นมาอีกเพียงครู่เดียวพงษ์พนัสก็เขม้นมองออกไปยังอาคารที่เห็นอยู่ด้านหน้าลิบ ๆ
“เราขับมาถึงโมร็อกโคแล้ว”

พงษ์พนัสชะลอรถเมื่อขับเข้ามาใกล้จนเห็นคฤหาสน์สไตล์โมร็อกโคสีขาวชั้นเดียว หลังคาสูงเป็นรูปโดมปลูกสร้างอยู่ริมผา ขณะนี้แดดเช้าเริ่มส่องแสงแรงขึ้นจนสามารถมองไปเห็นผิวน้ำทะเลเบื้องหลังคฤหาสน์เป็นประกายระยิบระยับ แต่ประตูรั้วด้านหน้าตัวอาคารกลับมีแสงสีแดงวูบวาบจากกล่องไฟบนหลังคารถตำรวจ ที่จอดอยู่เต็มลานหน้าบ้านถึงสามคัน

“พี่นัส...”  กานต์พิชชาหน้าตื่น

“ไปดูกัน”  พงษ์พนัสชะโงกหน้าต่างรถออกไปดู  สีหน้าบอกความกังวล

ชายหนุ่มจอดรถแอบข้างทางเพื่อไม่ให้เกะกะรถตำรวจ  ทันทีที่เปิดประตูรถ ตำรวจในเครื่องแบบนายหนึ่งก็เอ่ยทักพร้อมกับยกมือขึ้นแตะหมวกทำความเคารพ

“สวัสดีครับ  คุณอยู่ที่นี่หรือครับ?”

“เปล่าครับ  เสี่ยรวีนัดพวกเรามาพบ เกิดอะไรขึ้นครับ?”

“งั้นเชิญด้านในดีกว่าครับ  ผมจะพาไปพบท่านสารวัตร”

ตำรวจนายนั้นไม่ตอบคำถาม แต่ดูจากสีหน้าของเขา กานต์พิชชาเดาได้ว่าน่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ทั้งสามคนเดินไปตามทางโรยกรวด รอบบริเวณบ้านถูกกั้นด้วยเทปสีเหลือง ต้นสนที่ปลูกเป็นแนวข้างทางเอนลู่ไปตามแรงลมหนาว เสียงดังซู่ซ่าเหมือนใครกำลังกระซิบกระซาบน่าขนลุก   





“สวัสดีครับ!!”

เสียงทุ้มห้าวเอ่ยทักดังมาจากทางเดินด้านใน เมื่อสองหนุ่มสาวก้าวเข้ามาถึงบริเวณห้องรับแขก ตำรวจในเครื่องแบบยศพันตำรวจตรีผิวคล้ำแดดจนเป็นสีทองแดง หน้าปรุรอยสิวเก่า และมีหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดเดินออกมาต้อนรับ แต่ทันทีที่เขาเห็นหน้าพงษ์พนัส สารวัตรหน้าเครียดก็ฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเต็มปาก แล้วร้องทักออกมาทันที

“เฮ้ย!! ไอ้นัส... สารวัตรพงษ์พนัส”

“อ้าว!  นึกว่าใคร  สารวัตรสหัสชัยนี่เอง” พงษ์พนัสยื่นมือออกไปจับมือกับสารวัตรหนุ่มด้วยความดีใจ

“โอ้โฮเว้ย!! ไม่ได้เจอกันนานมากเลย” สารวัตรสหัสชัยเขย่ามือเพื่อนแรงๆ

“นี่ กานต์พิชชา เมียฉัน” พงษ์พนัสหันมาทางกานต์พิชชา

“สวัสดีครับ” สารวัตรสหัสชัยยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร ก้มศีรษะให้เล็กน้อย

“นี่สารวัตรสหัสชัย เพื่อนเก่าเก๋ากึ้ก ” 

“สวัสดีค่ะ”

เมื่อกานต์พิชชายกมือไหว้แล้ว พงษ์พนัสจึงเอ่ยถามทันทีด้วยความร้อนใจ “เกิดอะไรขึ้น?”

“ฆาตกรรมเสี่ยรวี”

“หา...!” แม้จะพอรู้ว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่ทั้งพงษ์พนัสและกานต์พิชชาก็ไม่ได้คิดว่าคนที่ตั้งใจจะมาพบกลับต้องมาประสบชะตากรรมร้ายแรงขนาดนี้

“แล้วแกมาบ้านเสี่ยรวีเขาเรื่องอะไร” สารวัตรสหัสชัยตรงเข้าประเด็น

“เสี่ยรวีเป็นเพื่อนกับผู้การกริชวิทย์พ่อตาฉัน ผู้การเลยขอแรงให้ฉันกับกานต์มาคุยกับเสี่ย เพื่อให้ช่วยสืบเรื่องการฉ้อโกงภายในโรงพิมพ์ของเสี่ย”

“อื่มม์ มีเรื่องนี้ด้วยหรือ” สารวัตรสหัสชัยย่นหัวคิ้ว “บางทีเรื่องนี้อาจจะมีอะไรเชื่อมโยงกับการตายของเสี่ยรวีก็เป็นได้”
 
พงษ์พนัสยกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วพูดกับสารวัตรสหัสชัยอย่างตรงไปตรงมา

“สารวัตร แกจะว่าอะไรไหม ถ้าเราจะขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การสืบคดีนี้ด้วย แบบไม่เป็นทางการ”

“เราหรือ?” สารวัตรสหัสชัยเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

“กานต์พิชชาเคยช่วยฉันปิดคดีมาได้หลายเคสแล้ว”

“ว้าว ” สารวัตรสหัสชัยหันไปมองกานต์พิชชาอย่างทึ่งจัด แล้วก็หันไปพูดกับพงษ์พนัส “ถ้าสารวัตรพงษ์พนัสรับรองมานี่ ฉันก็โอเคเลยนะ ฮ่าๆๆ”  สารวัตรสหัสชัยยิ้มอย่างเปิดเผยพลางตบไหล่เพื่อนดังป้าบ เขาดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่าและดูเหมือนยิ่งดีใจที่จะได้พงษ์พนัสมาช่วยงาน แม้ว่าจะยังคลางแคลงการทำงานขอกานต์พิชชาอยู่ก็ตาม “งานนี้ได้ร่วมสืบคดีกับสิงห์กองปราบ คงสนุกเหมือนวันเก่าๆ กันล่ะ ศพอยู่ในห้องทำงานทางนี้ว่ะ” ชายหนุ่มชี้นิ้วพร้อมกับเดินนำไปยังห้องที่เกิดเหตุ ซึ่งถูกล้อมด้วยเทปสีเหลืองอีกชั้นหนึ่ง

“เจ้าหน้าที่เขาเก็บวัตถุพยานและถ่ายภาพตามขั้นตอนต่างๆ ไปหมดแล้ว ส่งมอบคืนสถานที่ให้กับตำรวจเมื่อครู่นี่เอง” สารวัตรสหัสชัยพูดไปเดินไป

“ไม่ต้องห่วง ดูแต่ตา มืออย่าต้อง ของจะเสีย กานต์เขาเข้าใจแล้ว” พงษ์พนัสยกสองมือขึ้นในท่ายอมแพ้ เขารู้ว่าสารวัตรสหัสชัยเกรงว่ากานต์พิชชาที่เดินตามมานั้น จะไม่รู้ขั้นตอนและความสำคัญของการรักษาสถานที่เกิดเหตุ เขาจึงบอกเพื่อนให้สบายใจ

สารวัตรสหัสชัยหันมาพูดกับกานต์พิชชา “ผมไม่เคยคิดว่าไอ้นัสมันจะยอมมีลูกทีมเป็นพลเรือน โดยเฉพาะเป็นผู้หญิงเสียด้วย ฮ่าๆๆ”

“อะไรก็เป็นไปได้ค่ะสารวัตร” กานต์พิชชายิ้มหวานให้เขา

เธอรู้ว่าคงจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งแล้ว ไม่มีใครจะเชื่อหรอกว่าเธอช่วยสืบคดีได้ แต่อย่างน้อยอาจจะเป็นเพราะคำรับรองของพงษ์พนัส สารวัตรสหัสชัยก็เลยยังเปิดโอกาสให้เธอ

“ผมเคยได้ยินกิติศัพท์ของผู้การกริชวิทย์มานานแล้วตั้งแต่สมัยท่านยังไม่เกษียณ ว่าเป็นคนที่มีฝีมือเก่งกาจคนหนึ่ง ผมชื่นชอบท่านตั้งแต่สมัยที่ท่านเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาอาชญาวิทยา แต่ไม่ยักกะทราบมาก่อนว่าท่านมีลูกสาวสวยขนาดนี้” ท้ายประโยคเขาหันมาหลิ่วตาให้พงษ์พนัส

กานต์พิชชาเดินตามชายหนุ่มทั้งสองไปตามทางเดินสู่ห้องด้านขวาของตึก ผ่านห้องรับแขกที่เคยลงภาพในนิตยสาร ซึ่งเมื่อมาเห็นสถานที่จริงแล้วสวยกว่าในหนังสือหลายเท่า เพดานสูงห้อยโคมแก้วสีขนาดใหญ่ ผนังก่ออิฐด้านหนึ่งฉาบปูนหยาบๆ สีน้ำตาลแดง เจาะเป็นช่องหน้าต่างโค้งวางของประดับพวกเครื่องแก้ว เครื่องทองเหลือง พื้นกระเบื้องดูรู้ว่านำเข้ามาจากแดนไกล เฉพาะตรงกลางส่วนรับแขกถูกปูทับด้วยพรมทอมือผืนหนา มีเก้าอี้ไม้ขนาดสามที่นั่งตัวใหญ่ปูทับด้วยเบาะผ้าทอมือสีสดหนานุ่มสามตัว ตั้งล้อมรอบโต๊ะกลางที่ทำจากถาดทองเหลืองขนาดใหญ่อลังการ มีกาน้ำชาและแก้วสีในถ้วยรองโลหะวางอยู่สี่ห้าใบ

กานต์พิชชาสังเกตเห็นสารวัตรสหัสชัยขมวดคิ้วเหมือนลังเล เมื่อทั้งหมดมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่เกิดเหตุ เขาคงกังวลว่าหากปล่อยให้หญิงสาวเดินเข้าไปถึงในห้อง และเห็นฉากการฆาตกรรมเธออาจจะเป็นลมไป จึงหยุดยืนอยู่เพียงหน้าห้อง มองกานต์พิชชาแล้วหันไปทางพงษ์พนัสเป็นเชิงขอคำปรึกษา

“เอ่อ... คือศพไม่น่าดูเท่าไหร่ กลิ่นก็... นะ”

พงษ์พนัสเข้าใจ เพื่อนของเขาคงไม่อยากให้หญิงสาวเห็นสภาพศพที่น่าสยดสยอง ลำพังกลิ่นคาวเลือดที่อวลอยู่ในห้องยังลอยออกมาส่งกลิ่นแรง ตัวเขาเองยังขมวดคิ้วด้วยความกระอักกระอ่วน

“กานต์  รอพี่ตรงนี้ดีกว่า” พงษ์พนัสหันมาพยักหน้ากับหญิงสาว

กานต์พิชชาชะงักเท้าอย่างว่าง่าย ตอนนี้เธอเลยได้แต่ยืนรออยู่ในห้องรับแขกด้านนอก แต่เพียงพักเดียว ด้วยความอยากรู้เธอก็มายืนเมียงๆ มองๆ เข้าไปในห้องที่เปิดประตูไว้ สิ่งที่พงษ์พนัสเห็นกานต์พิชชาก็เห็น เพียงแต่ไกลออกมาหน่อยเท่านั้นเอง

   ร่างของเสี่ยรวีนอนคว่ำหน้าอยู่ใกล้โซฟาเดย์เบดสีแดงก่ำข้างผนัง ลำตัวนอนทับมือขวาที่กุมท้อง ส่วนแขนซ้ายยื่นไปด้านหน้า ศีรษะหันด้านข้างทำให้เห็นใบหน้าซีดขาวปราศจากสีเลือด มีรอยช้ำเขียวตามแขนและใบหน้า ที่เห็นชัดคือรอยปริแตกที่ขมับขวา หนังตาหลุบต่ำแต่ปิดไม่สนิทมองเห็นดวงตาที่ไร้แววชีวิต และที่น่าขนลุกคือพรมทอมือลวดลายละเอียดสีแดงที่เสี่ยรวีนอนทับอยู่นั้น มันอุ้มเลือดข้นๆ ไว้ชุ่ม สีแดงของพรมชุ่มเลือดเข้มขยายเป็นวงกว้าง ดูเหมือนเสี่ยรวีจะนอนเลือดไหลจนหมดตัวก่อนจะสิ้นใจ นั่นคือที่มาของกลิ่นคาวที่คละคลุ้งไปทั่วห้อง

“ใครเป็นคนพบศพ?” พงษ์พนัสเอ่ยถามขณะเดินเข้าไปในห้อง

“คุณมณีนุช แม่นมของคุณรวิสุต แกกำลังจะไปถามเสี่ยรวีที่ห้องนอนว่าจะทานอะไรเป็นมื้อเช้า พอเดินผ่านห้องทำงานก็เห็นแสงไฟลอดออกมาทางช่องใต้ประตูเลยเปิดเข้ามาดูก็พบศพ”

“ที่นี่มีใครอยู่บ้างล่ะ?”

“ทั้งคฤหาสน์นี่ก็มีคุณมณีนุชแม่นมของคุณรวิสุต คุณรัตนาภรรยาคนที่สองของเสี่ย คุณชลีรัตน์ลูกติดของคุณรัตนา คุณครรชิตสมุห์บัญชี และคุณรวิสุตลูกชายของเสี่ยรวมห้าคน ตอนนี้ผมให้ทั้งหมดเก็บตัวอยู่ในห้องของตัวเองเพื่อรอสอบปากคำหลังจากจัดการเคลื่อนย้ายศพแล้ว... อ้อ!.. ยังมีอีกคนคือคุณชาญยุทธลูกติดของคุณมณีนุช ที่ยังไม่กลับบ้าน กำลังให้โทรตามตัวกลับมา”

“คนใช้ล่ะ?”

“คนรับใช้มีสองคนตายาย ชื่อตาอุ่นกับยายจัน เป็นคนท้องถิ่น บ้านพักอยู่หัวมุมถนนที่แยกขึ้นมาที่ผานี่ล่ะ  แกดูแลคฤหาสน์แบบไปเช้าเย็นกลับสัปดาห์ละสองสามวันในช่วงที่ยังไม่มีใครมาพัก แต่ถ้าเสี่ยและครอบครัวมาพักก็จะมาทำงานบ้านเฉพาะเวลาที่เรียกลงไปเท่านั้น คืนเกิดเหตุอยู่บ้านตัวเอง ทั้งสองคนมีพยานอ้างที่อยู่”
“โทรศัพท์ของเขาอยู่ไหม”

“อยู่ในกระเป๋ากางเกง ส่งไปตรวจแล้ว”

สารวัตรสหัสชัยถ่ายทอดสิ่งที่มีอยู่ในมือให้เพื่อนได้รู้อย่างละเอียด พงษ์พนัสกวาดตามองทั่วบริเวณห้อง  ถัดจากตรงที่พบศพออกมาทางขวาคือโต๊ะเขียนหนังสือขนาดใหญ่ เอกสารและของบนโต๊ะไม่ถึงกับกระจัดกระจาย แต่ก็ไม่ได้วางเป็นระเบียบนัก ด้านซ้ายของห้องเป็นชั้นหนังสือที่ทำจากการก่ออิฐฉาบปูนเป็นช่องเล็กบ้างใหญ่บ้าง วางหนังสือ  ถ้วยรางวัลกอล์ฟและกรอบรูปของเจ้าของห้อง ดวงตาของพงษ์พนัสมาหยุดอยู่ที่ผนังที่ถูกตกแต่งด้วยอาวุธโบราณของโมร็อกโคและชนเผ่าทะเลทราย ชายหนุ่มหันไปมองสารวัตรสหัสชัยพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ผนัง

“ใช่... มันหายไป”

สารวัตรสหัสชัยพยักหน้ารับ สิ่งที่สารวัตรพูดถึงก็คือมีดสั้นโบราณของโมร็อกโค ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงปลอกมีดปลายงอนโค้งแปลกตา ความยาวประมาณยี่สิบเซ็นติเมตร ทำจากโลหะเงินเก่าฝังหินสีงดงาม ปลอกมีดเปล่านี้แขวนอยู่บนผนังรวมกับอาวุธโบราณชิ้นอื่นๆ ลวดลายบนปลอกมีดสลักเสลาอย่างประณีตประกาศชัดเจนว่าเป็นของแท้ราคาแพง แน่นอน...ใบมีดย่อมเป็นเหล็กเนื้อดีที่คมกริบทีเดียว แต่ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 23, 2014, 12:02:49 PM โดย lung_tom »

mamae

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • ดูรายละเอียด
Re: สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 01:01:58 PM »
ปกติไม่เคยอ่านนิยายแนวสอบสวนสืบสวนเลย ตื่นเต้นดีแฮะ

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 2
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 01:49:19 PM »
ขอบคุณคุณมะแมที่แวะมาอ่านค่ะ หวังว่าจะติดตามให้กำลังใจลุงในบทต่อๆไปนะคะ  ;D ;D ;D