ผู้เขียน หัวข้อ: สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 7  (อ่าน 515 ครั้ง)

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 7
« เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 09:56:25 AM »
นิยายเรื่อง สืบสวนหมายเลข 12 เป็นนิยายที่ผู้แต่งสร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการเพื่อความบันเทิงเท่านั้น  ทั้งชื่อสถานที่ เหตุการณ์  และตัวละคร ไม่มีอยู่จริง  เป็นการสมมติขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่สามารถอ้างอิงด้วยหลักฐานทางวิชาการใด ๆ  ในทุกแขนง  จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ
ผู้เขียนขอขอบคุณ นานาความรู้และบทความต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ต  และเพื่อน ๆ ในเว็บ forwriter.com  ที่เป็นแหล่งข้อมูลทางปัญญาและแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องนี้ 
 
*นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ห้ามมิให้ผู้ใดลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือทำซ้ำ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษตามกฏหมาย*




บทที่ 7   

      มณีนุชแนบตัวเข้าพิงผนังห้องหัวใจหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม แม้ว่าบานประตูจะปิดเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ล็อก มณีนุชจึงแง้มเปิดช่องไว้เป็นช่องบางๆ พอให้แนบใบหูแอบฟังได้ นางสังหรณ์ใจตั้งแต่เห็นผู้กองเดินถือซองเอกสารเข้าไปในห้องนั้นแล้วว่าจะต้องมีเรื่องสำคัญแล้วก็เป็นอย่างที่คาด แม้จะได้ยินบทสนทนาบ้างไม่ได้ยินบ้าง แต่ประโยคสุดท้ายที่สารวัตรสหัสชัยสั่งลูกน้องของเขานั้นค่อนข้างชัดเจน หลังจากได้ยินว่าให้ตรวจสอบทุกคนในบ้านว่ามีใครถนัดซ้าย นางก็ยืนขาสั่นเหงื่อซึม พอรวบรวมกำลังย่องออกมาพ้นบริเวณห้องรับแขกก็รีบวิ่งเข้าห้องส่วนตัว คว้าโทรศัพท์แล้วกดหมายเลขมือไม้สั่น

     “ยุทธ นี่แม่นะ” มณีนุชกระซิบใส่โทรศัพท์เสียงสั่นพร่า มือที่จับหูโทรศัพท์สั่นเทาจนแทบจะทำมันหลุด มืออีกข้างเกาะกุมอยู่ที่หน้าอกเสียงหัวใจเต้นโครมๆ เหมือนมันจะหลุดออกมาทางปาก

เพราะนางรู้ดีว่าชาญยุทธเป็นคนถนัดซ้ายมาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญก็คือ คืนนั้นหลังลุกออกมาจากโต๊ะอาหารค่ำก่อนที่นางจะเข้าห้องนอน นางเองก็เห็นชาญยุทธเดินออกมาจากห้องของเสี่ยรวีอย่างลุกลี้ลุกลนเช่นกัน นางกำลังจะเรียกเขาแต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะคิดว่าเขาอาจจะอารมณ์เสียเพราะโดนเสี่ยรวีเรียกไปดุด่าตามเคย

      “มีอะไรแม่”  เสียงชาญยุทธหงุดหงิด

      “แกอยู่ไหนนี่”

      “ทำไมล่ะ”

      “หนีไปเลยนะ หนีไปไกลๆ อย่ากลับมา” เสียงนางมณีนุชดังขึ้น นางแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ

     “ทำไมเนี่ยแม่ เกิดอะไรขึ้น ค่อยๆ พูดสิ ผมฟังไม่รู้เรื่อง”

      “ก็ตำรวจเค้าจะจับแกน่ะสิ เพราะผลพิสูจน์ศพพบว่าฆาตกรถนัดซ้าย โธ่...” นางปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ไม่สนใจว่าเสียงจะดังไปถึงห้องสอบสวนหรือไม่

“เฮ้ย!!”  เสียงชาญยุทธที่ปลายสายตกใจมาก 

ชาญยุทธต้องตกใจแน่นอน เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวในบ้านที่ถนัดซ้ายมาตั้งแต่เกิด และแน่นอนอีกนั่นล่ะ ที่เขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่าตัวเองได้ทำอะไรไว้





      “ตาอุ่น น...น...น...  ..เอาอะไรเย็นๆ มากระแทกปากหน่อย”   

     เสียงตำรวจในเครื่องแบบตะโกนเรียกเจ้าของบ้านวัยชรา ที่ปลูกเพิงหมาแหงนเป็นทั้งที่พักและขายของเบ็ดเตร็ดพวกเครื่องดื่มและของใช้เล็กๆ น้อยๆ อยู่ริมทางขึ้นคฤหาสน์ริมผา ทั้งตาอุ่นและยายจันเป็นคนดูแลความสะอาดให้คฤหาสน์ริมผาแบบไปเช้าเย็นกลับ ในช่วงที่เจ้าของบ้านยังไม่มาพัก และเมื่อเจ้าของบ้านมาพักก็จะมาทำความสะอาดเฉพาะบางวันที่ถูกเรียกตัวขึ้นไปเท่านั้น

     “อ้าวคุณตำรวจ ไปไหนมาเหงื่อโทรมกายมาเชียว”

ตาอุ่นทักทายด้วยยิ้มกว้างเห็นฟันหลอ แกผละจากกะละมังล้างแก้วมาประจำที่ที่หน้าเตากาแฟ ยกถุงกาแฟสีคล้ำขึ้นเทถ่ายน้ำสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำลงในถ้วยแก้วตูดจีบที่โปะน้ำแข็งบดไว้จนพูนปากแก้ว

     “จะไปไหนรอดล่ะตา มะงุมมะงาหราอยู่แถวนี้ล่ะ ยังไม่พบวี่แววอาวุธของกลางเลย นี่เพิ่งขึ้นจากตีนผากันมา คว้าน้ำเหลวเป๋วแถมยังร้อนโคตรๆ ถ้ายังไม่เจอ พรุ่งนี้คงไม่ต้องมาแล้ว” ตำรวจร่างท้วมบ่นพึม

     “อ้าวทำไมล่ะ”

ยายจันเป็นพนักงานเสิร์ฟผู้เอาแก้วโอเลี้ยงมาวางให้คุณตำรวจ แล้วยืนเท้าเอวย่นหน้าผากอย่างสนใจใคร่รู้  ส่วนตาอุ่นเดินกลับไปล้างแก้วต่อ
      “ฆาตกรมันคงเขวี้ยงลงทะเลไปแล้วน่ะซี้ น้ำทะเลซัดไปไหนต่อไหนแล้ว หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอร้อก” ว่าแล้วตำรวจตัวอ้วนเหงื่อชุ่มรอบรักแร้เป็นวง ก็ยกโอเลี้ยงขึ้นดูดรวดเดียวครึ่งแก้ว

      “มันมีคนนอกรึเปล่าว้างานนี้ ที่อยู่กันคืนนั้นก็ผู้หญิงทั้งนั้น ก็มีลูกชายกับตาแก่ตัวเล็กๆ อีกคนที่เป็นผู้ชาย ไม่น่าจะมีใครทำได้นะ” ตำรวจอ้วนวิเคราะห์สถานการณ์

      “อ้าว นายชาญยุทธก็อยู่บ้านไม่ใช่เหรอ” ยายจันเอ่ยถามทำหน้าย่น

      “ไม่อยู่” ตำรวจลากเสียงตอบ

      “อยู่”  ตาอุ่นลากเสียงเถียงทันควันมาจากโต๊ะวางกะละมังล้างแก้ว

      “หา จริงอ่ะ!!” ตำรวจอ้วนแทบสำลักโอเลี้ยง

      “เอ้า ก็ข้าเห็นกะตาว่าตอนเย็นวันนั้นน่ะ แกขับรถขึ้นไปที่คฤหาสน์ริมผา ท่าทางคงอารมณ์ไม่ดีล่ะ ขับสะวี้ดสะว้าดซะจนฝุ่นงี้ฟุ้งเข้าร้านข้าตลบอบอวลไปหมด” ตาอุ่นอดรนทนไม่ได้จึงเลิกล้างแก้ว สะบัดมือจนน้ำกระจายแล้วเดินมารวมกลุ่ม 

      “แน่ใจนะตา”  ตำรวจอ้วนหูผึ่ง

      “เออ... ยายจันก็เห็นนี่”  ตาอุ่นหันมาหาพวก ยายจันพยักหน้าหงึก

      “เห็นตอนกี่โมง”

      “ไม่รู้เวลาเป๊ะๆหรอก แต่มืดค่ำแล้วนะ”

      “แล้วเห็นแกขับกลับออกมาหรือเปล่า” ตำรวจอ้วนชะโงกหน้ามาถามทันที น้ำเสียงบอกว่าตื่นเต้น

      “ฮื๊อ” ตาอุ่นส่ายหน้า “ไม่เห็นหรอก ค่ำแล้วข้าก็นั่งกินข้าวอยู่หลังบ้านกับยายจัน จากหลังบ้านมันมองไม่เห็นถนน ไม่รู้หรอกว่ากลับออกมาหรือเปล่า”

   “โห... ขอบใจมากครับตา ผมไปล่ะ” ตำรวจอ้วนวางสตางค์ไว้ให้ รีบผลุนผลันออกจากร้านไป โดยไม่สนใจจะรอเงินทอน



   
      พงษ์พนัสเพ่งสมาธิขณะอ่านรายงานจากนิติเวชโดยละเอียดอีกครั้ง สารวัตรสหัสชัยเพิ่งกลับเข้ามานั่งที่โซฟาหลังจากเดินออกไปสั่งงานลูกน้อง ส่วนกานต์พิชชายืนเหม่ออย่างใช้ความคิดอยู่ที่ข้างหน้าต่าง

ภาพศพของเสี่ยรวียังติดตากานต์พิชชาอยู่เหมือนคลื่นแทรกที่ปรากฎเข้ามาในมโนนึกเป็นพักๆ ที่น่าแปลกก็ตรงที่ใบหน้าของเสี่ยรวีดูเหมือนจะอมยิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุข ดวงตาหรี่ปรือไร้แววมองตรงมาที่เธอตอนที่เธอจ้องมองศพของเขา ช่างเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ขนลุกเสียจริงๆ กานต์พิชชาส่ายหัวให้กับความคิดสยองขวัญของตัวเอง

“จากรายงานนี่มีรอยฟกช้ำเหมือนถูกซ้อมก่อนเสียชีวิต” พงษ์พนัสเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน

“เห็นได้ชัดว่าคนร้ายเป็นผู้ชาย ผู้หญิงไม่น่าจะมือหนักขนาดนั้น” สารวัตรสหัสชัยค่อนข้างมั่นใจ

“แกคิดว่าไอ้รอยเก่านี่เกี่ยวไหมวะ” พงษ์พนัสหันไปถามเพื่อน

“ไม่น่าจะเกี่ยวนะ รอยนิ้วหักนั่นมันนานตั้งเป็นเดือนมาแล้ว”

“อื่มม์... แต่ถ้ายังไงก็น่าจะถามคุณรวิสุตว่าพ่อของแกเคยมีอุบัติเหตุอะไรมาบ้างหรือเปล่าในช่วงเดือนสองเดือนมานี่นะ” พงษ์พนัสลูบปลายคางที่มีเคราเขียวครึ้ม เขาไม่อยากปล่อยผ่านมันไป

ขณะนั้นมีตำรวจตัวอ้วนเดินมาเยี่ยมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าประตู

      “เอ้า ว่าไง”  สารวัตรสหัสชัยพยักหน้า

      “ขออนุญาตครับผม มีเบาะแสเพิ่มครับ”

ตำรวจนายนั้นทำความเคารพแล้วถ่ายทอดสิ่งที่เขาได้ยินจากตาอุ่นและยายจันให้สารวัตรสหัสชัยฟัง

     “ข้อมูลนี่ยืนยันคำให้การของคุณชาลี ที่ว่าเห็นคุณชาญยุทธที่หน้าห้องทำงานของเสี่ยรวี” สารวัตรสหัสชัยหันไปมองหน้าพงษ์พนัส “ใครบางคนกำลังตกที่นั่งลำบากแล้วล่ะ”
     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 04, 2014, 10:00:41 AM โดย lung_tom »