ผู้เขียน หัวข้อ: สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 10  (อ่าน 649 ครั้ง)

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 10
« เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 10:56:53 AM »
นิยายเรื่อง สืบสวนหมายเลข 12 เป็นนิยายที่ผู้แต่งสร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการเพื่อความบันเทิงเท่านั้น  ทั้งชื่อสถานที่ เหตุการณ์  และตัวละคร ไม่มีอยู่จริง  เป็นการสมมติขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่สามารถอ้างอิงด้วยหลักฐานทางวิชาการใด ๆ  ในทุกแขนง  จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ
ผู้เขียนขอขอบคุณ นานาความรู้และบทความต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ต  และเพื่อน ๆ ในเว็บ forwriter.com  ที่เป็นแหล่งข้อมูลทางปัญญาและแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องนี้ 
 
*นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ห้ามมิให้ผู้ใดลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือทำซ้ำ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษตามกฏหมาย*



บทที่ 10   

      “เมื่อคืนนอนหลับไหม” พงษ์พนัสเอ่ยถามขึ้นตอนที่นั่งมาด้วยกันในรถ

เขาสังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากที่รวิสุตได้มาอาละวาดฟาดหางเอากับทีมตำรวจแล้ว กานต์พิชชาก็ดูเงียบขรึมเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดไปตลอดทั้งวัน

แทนคำตอบ หญิงสาวถอนหายใจ

“กานต์กำลังลำบากใจแล้วใช่ไหม” พงษ์พนัสพูดต่อโดยไม่ได้หันไปมองหน้าเธอ ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว เขาจึงถามเข้าประเด็น “อยากจะให้เราถอนตัวออกจากคดีไหม”

“ไม่ค่ะ” หญิงสาวหันมาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “คุณพ่อก็กำชับมากับพี่นัสแล้วนี่คะ ว่าให้รีบทำคดี ท่านต้องการทราบว่าใครคือฆาตกรฆ่าเพื่อนของท่าน”

“ถ้าอย่างนั้น... เราควรจะมาตกลงกันก่อน”

“ตกลงเรื่องอะไรคะ”

“กานต์ต้องปรับความคิดปรับทัศนคติเสียใหม่ ดึงตัวเองออกมาจากความรู้สึกและความสัมพันธ์เก่าๆ ที่เคยมีให้ได้ ไม่อย่างนั้นพี่เองก็จะพลอยลำบากใจไปด้วย”
พงษ์พนัสพูดเสียงเรียบ เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเคลียร์ประเด็นนี้กับเธอให้รู้เรื่อง

“พี่นัสหมายความว่ายังไงคะ” กานต์พิชชาย่นหัวคิ้ว

“ตราบใดที่เรายังไม่มีหลักฐานชัดเจน และยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ ทุกคนยังเป็นผู้ต้องสงสัย พี่พูดถูกไหม”

“ค่ะ”

“คุณรวิสุต ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”

“พี่นัส อย่าใจแคบสิคะ”

ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าหางเสียงของกานต์พิชชาเริ่มไม่พอใจ

“กานต์แคร์ความรู้สึกของเขา อย่าปฎิเสธเลย” พงษ์พนัสยังควบคุมน้ำเสียงไว้ได้ ทั้งที่ภายในใจนั้นเริ่มกรุ่นขึ้นมาแล้วเหมือนกันเมื่อถูกหาว่าใจแคบ

กานต์พิชชาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวคิ้วขมวดมุ่นบ่งบอกอารมณ์

“ถึงเขาจะเป็นหวานใจของกานต์ในอดีต...”

คราวนี้เธอหันมาจ้องเขาเขม็ง

“เอ่อ... พี่หมายถึงเป็นคนดีในสายตาของกานต์น่ะ” พงษ์พนัสเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ เขารู้สึกสะดุดเหมือนกันที่เลือกใช้คำตรงใจตัวเองมากเกินไป “แต่กานต์ก็ต้องเข้าใจว่าอะไรๆ มันก็เปลี่ยนคนไปได้ ด้วยเหตุผลสารพัดที่เราไม่มีทางรู้ใจใครได้ เพราะฉะนั้นพี่อยากให้กานต์มองทุกอย่างอย่างคนนอก ไม่ใช่คนเคยรู้จัก ไม่อย่างนั้นเราอาจจะวิเคราะห์อะไรๆ บิดเบี้ยวไป เพราะใกล้ชิดกับผู้ต้องสงสัยมากเกินไปก็ได้”

“พี่นัสหึง!” กานต์พิชชาพูดสั้นๆ คำเดียว แต่มันทำให้พงษ์พนัสร้อนวูบขึ้นมาทั้งตัว

“หึ... ไร้สาระ” ชายหนุ่มแค่นลมออกจมูก ความรู้สึกโกรธแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ แล้วในตอนนี้ “พี่ไม่ใช่เด็กๆ นะ ลองคิดดูให้ดีสิว่าเธอทำอะไรลงไปบ้างถึงร้อนตัวว่าพี่จะหึง” พงษ์พนัสเสียงดัง

“กานต์ทำอะไรไม่ทราบ” กานต์พิชชาสวนกลับมาทันที

“เธอแคร์ความรู้สึกของเขา เธอเจ็บปวดเมื่อคิดว่าเขาจะเกลียดเธอ สายตาของเธอมันฟ้อง” พงษ์พนัสโพล่งออกไป “กานต์ยังรักเขาอยู่หรือเปล่า” เสียงของพงษ์พนัสเบาลงเมื่อพูดประโยคที่เขากลัวคำตอบเหลือเกิน

กานต์พิชชาเงียบไป เธอเงียบจนเขากลัว เวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่งที่ต่างคนต่างเงียบจนชายหนุ่มคิดว่ากานต์พิชชาคงจะโกรธมากจนไม่ยอมพูดกับเขาแล้ว แต่ในที่สุดกานต์พิชชาก็พูดออกมา

“พี่นัสหึง กานต์รู้ เราอยู่กันมานานพอที่จะสัมผัสความรู้สึกกันได้ และอารมณ์อย่างนั้นก็ทำให้ตาชั่งของพี่นัสเอียงได้เหมือนกันนะคะ” กานต์พิชชาพูดออกไปตรงๆ ทั้งที่เธอรู้ว่าเขากำลังโกรธ

ก็กานต์พิชชายังโกรธตัวเองเลยที่เธอเป็นอย่างนี้ มันจริงอย่างที่พงษ์พนัสพูดทุกอย่าง เธอมีความเชื่อว่าคนอย่างรวิสุตเป็นคนดีที่ไม่มีทางจะทำเรื่องเลวร้ายได้เลย เธอโกรธตัวเองที่รู้สึกเหมือนคนอกหักเมื่อเห็นรวิสุตกอดชลีรัตน์ด้วยความรัก เธอตำหนิตัวเองที่เป็นคนต้นคิดส่งคนรักของเขาไปตรวจการตั้งครรภ์ และทำให้เขาโกรธ เธอแคร์ความรู้สึกของเขามากมาย เธอเสียใจ น้อยใจที่รวิสุตพูดจาไม่รักษาน้ำใจเธอ

นี่ล่ะคือสิ่งที่พงษ์พนัสกำลังบอกเธอ และกานต์พิชชาเองก็รู้ดีว่าเพราะพงษ์พนัสรักเธอ เขาเองจึงพลอยเสียศูนย์เกิดความหึงหวงไปด้วย ยิ่งกานต์พิชชามองรวิสุตเป็นบวกมากแค่ไหน พงษ์พนัสก็จะมองเขาเป็นลบมากแค่นั้น สุดท้ายทั้งเธอและสามีก็จะเอาตัวเองเข้าไปผูกกับอารมณ์และความรู้สึก จนการวินิจฉัยตัดสินใจผิดพลาดไปได้

พงษ์พนัสนิ่งอึ้งไปเมื่อกานต์พิชชาพูดกับเขาอย่างนี้ มันตรงไปตรงมาตามแบบของเธอ มันทำให้ชายหนุ่มหันกลับมามองเข้าไปในหัวใจของตัวเอง แล้วเขาก็เห็นผู้ชายขี้หึงหน้าตาถมึงทึง ยืนกอดอกตั้งป้อมอยู่ภายในตัวเอง ภาพนั้นทำเอาพงษ์พนัสแทบจะหัวเราะออกมา จริงของเธอ!

“พี่ขอโทษ/กานต์ขอโทษ”

สองหนุ่มสาวหันมาพูดขึ้นพร้อมกัน แล้วก็อึ้งไป จากนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะออกมา

“ฮ่าๆๆ” พงษ์พนัสหัวเราะเสร็จก็ถอนหายใจยาวเหมือนโล่งอก

“เคลียร์กระดานแล้วนะ คราวนี้มาลุยกันต่อ” เขาเอื้อมมือมากุมมือของกานต์พิชชา

หญิงสาวจับมือแข็งแรงของเขาไว้ บีบกระชับมันแทนคำพูดและความเข้าใจ คดีฆาตกรรมเสี่ยรวีทำให้เขาและเธอเครียดกันมาก ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงหัวหินจนมาถึงนาทีนี้ เธอกับพงษ์พนัสยังไม่มีใครได้หัวเราะเลยสักครั้ง

สองหนุ่มสาวนั่งเงียบกันไปพักหนึ่ง จนกระทั่งกานต์พิชชาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ตอนที่รถกำลังเลี้ยวขึ้นถนนลูกรังเส้นเล็กที่นำขึ้นไปยังคฤหาสน์ริมผา

“ยังมีอะไรกวนใจอยู่เหรอ” พงษ์พนัสเอ่ยถาม

“กานต์ยอมรับนะคะ ว่าที่กานต์เป็นคนต้นเรื่องทำให้มีการตรวจการตั้งครรภ์ของคุณชาลีน่ะ เป็นอะไรที่กานต์อึดอัดใจ ในครั้งแรกกานต์คิดถึงแต่เรื่องผลลัพธ์ที่จะได้ในการสืบสวน แต่หลังจากที่ฟังพี่วีพูดแล้ว พอเวลาผ่านไป กานต์ย้อนคิดถึงเรื่องนี้ในแง่ใจเขาใจเราแล้ว ก็ไม่สบายใจเอามากๆ เลยค่ะ”

พงษ์พนัสหันมามอง เขาไม่ได้พูดอะไร

“ไม่ใช่กลัวว่าพี่วีจะโกรธหรืออะไรนะคะ” กานต์พิชชารีบอธิบาย “แต่กานต์คิดถึงใจของคุณชาลีมากกว่า นี่ถ้า... ถ้าคุณชาลีไม่ได้ตั้งครรภ์ กานต์คงรู้สึก...”

“กานต์พิชชา เธอกำลังทำงานในหน้าที่ ไม่ได้กำลังใส่ร้ายใคร จำข้อนี้ไว้ให้ดี” พงษ์พนัสพูดเรียบๆ ถึงมันจะเป็นความจริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวรู้สึกดีขึ้นเลย กานต์พิชชาได้แต่ถอนหายใจ




เช้านี้สารวัตรสหัสชัยมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อพงษ์พนัสและกานต์พิชชาก้าวเข้าไปในห้องรับแขกของคฤหาสน์ริมผา เขากำลังสั่งงานตำรวจนายหนึ่งอยู่ เมื่อเห็นทั้งสองคนเข้ามาสารวัตรก็พยักหน้ากับตำรวจผู้น้อยนายนั้น เขาจึงลุกขึ้นยืนทำความเคารพแล้วก็รีบออกจากห้องไป

“นายชาญยุทธหนีไปแล้ว” สารวัตรสหัสชัยเอ่ยขึ้นมาเป็นประโยคแรก

 “ทำไมฉันไม่แปลกใจเลยวะ”  พงษ์พนัสพูดอย่างใจเย็นขณะทรุดตัวลงนั่งที่โซฟา

“แล้วก็...” สารวัตรสหัสชัยพลิกปึกเอกสารที่อยู่ในมือไปที่หน้าถัดไป เขามีสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเมื่อเปิดเอกสารมาถึงหน้านี้ “ผลตรวจปัสสาวะของคุณชาลีออกมาแล้ว”

สารวัตรสหัสชัยชำเลืองไปทางกานต์พิชชาแวบหนึ่ง หญิงสาวหันมาให้ความสนใจทันที

“เธอไม่ได้ตั้งครรภ์” ชายหนุ่มพูดเสียงขรึม “เป็นอันว่าเรื่องแรงจูงใจของคนที่เกี่ยวข้องกับเด็กในท้องทั้งหมดเป็นอันล้มกระดาน ไม่ว่าจะเป็นคุณรวิสุต คุณรัตนา และตัวคุณชาลีเอง ไม่มีใครที่มีแรงจูงใจให้ฆ่าเสี่ยรวี” สารวัตรสหัสชัยสรุป

“ช้าลงหน่อย” พงษ์พนัสส่ายหัว “อย่าเพิ่งสรุปว่าไม่มีแรงจูงใจ เพราะบางทีมันอาจจะไม่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของคุณชาลีก็เป็นได้”

ทั้งห้องเงียบไป แต่ในที่สุดสารวัตรสหัสชัยก็พยักหน้ายอมรับความเห็นของพงษ์พนัส จากนั้นเขาก็พูดต่อ

“คิดว่าทางตำรวจควรจะต้องขอโทษคุณชาลี”

คราวนี้เขาไม่ได้มองมาทางกานต์พิชชา แต่หญิงสาวกลับรู้สึกร้อนวูบไปทั้งใบหน้า เธอคิดว่าคนที่ต้องขอโทษชลีรัตน์น่าจะเป็นตัวเธอเองนั่นล่ะ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบน่าอึดอัดอีกครั้ง

“ขออนุญาตครับ”  ตำรวจที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่กลับเข้ามาใหม่

“คุณชลีรัตน์มาแล้วครับ”

เสียงฝีเท้าของชลีรัตน์ที่ก้าวเข้ามาในห้องทำให้กานต์พิชชาถอนหายใจยาว เธอรู้สึกเกลียดตัวเอง

“คุณชาลี เชิญครับ” สารวัตรสหัสชัยผายมือไปที่เก้าอี้อย่างสุภาพ และเมื่อชลีรัตน์ลงนั่งเรียบร้อยชายหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า “คือ... ผลการตรวจปัสสาวะออกมาแล้ว และทางตำรวจ...”

“ฉันขอโทษค่ะ...” กานต์พิชชาพูดแทรกขึ้นเบาๆ ก่อนที่สารวัตรสหัสชัยจะพูดจบประโยค “ฉันเองเป็นคนที่... เอ่อ... สงสัยว่าคุณตั้งท้อง” กานต์พิชชาตัดสินใจว่าเธอควรรับผิดชอบกับเรื่องนี้ด้วยการขอโทษชลีรัตน์อย่างจริงใจ

ชลีรัตน์จ้องมองกานต์พิชชาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง

“ฉันเสียใจจริงๆ ค่ะ” กานต์พิชชามองสบตาหญิงสาวร่างเล็กอย่างตรงไปตรงมา ในใจคิดว่าแม้จะถูกด่ากลับมาแรงๆ เธอก็จะยอมรับมัน

   สารวัตรสหัสชัยจ้องมองกานต์พิชชาอยู่เงียบ ๆ ผู้หญิงคนนี้ไม่จำเป็นจะต้องออกรับหรือเอ่ยคำขอโทษแทนเขา ถึงอย่างไรการขอตรวจปัสสาวะก็ต้องพูดในนามของตำรวจอยู่แล้ว หากเป็นคนอื่นคงทำเฉยเสียก็ได้

หลังจากนิ่งไปชั่วขณะ ชลีรัตน์จึงตอบกลับมาด้วยเสียงอ่อนๆ ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

“ฉันเข้าใจค่ะในสิ่งที่คุณทำค่ะคุณกานต์พิชชา ฉันเองก็ยินดีที่จะพิสูจน์ตัวเองให้กระจ่าง เคลียร์ข้อสงสัยของทีมสืบสวนได้ฉันก็ดีใจเหมือนกันค่ะ คุณอย่ากังวลเลย ว่าแต่... ทางตำรวจได้เบาะแสอะไรเพิ่มบ้างไหมคะ” ชลีรัตน์หันไปทางสารวัตรสหัสชัย

“กำลังพยายามทำงานกันอยู่ครับ ”

พงษ์พนัสเข้าใจสารวัตรสหัสชัยดีที่ไม่บอกเรื่องของชาญยุทธ หลักฐานต่างๆ ยังไม่พอที่จะฟันธงอะไรออกไป ดังนั้นจึงไม่มีใครพูดเรื่องนี้

“อ้อ คุณชาลีครับ...” สารวัตรสหัสชัยโน้มตัวมาข้างหน้าอย่างตั้งใจ “คุณรัตนาเป็นอย่างไรบ้างครับ?”

“คุณหมอบอกว่าอาการดีขึ้นแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะไปรับคุณแม่กลับมาบ้านแล้วค่ะ” หญิงสาวยิ้ม

“ผมดีใจด้วยนะครับ คุณรัตนาคงแข็งแรงพอจะให้สอบปากคำได้แล้ว ผมคงต้องขอรบกวนล่ะครับ เพราะยังเหลือคุณรัตนาเพียงคนเดียว ที่ยังไม่ได้ให้การกับตำรวจ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวนะคะ”

“เชิญครับ”

ชลีรัตน์เดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศเครียดๆ เมื่อสักครู่ผ่อนคลายลง

     พงษ์พนัสมองกานต์พิชชาที่กำลังนั่งมองมือตัวเอง สายตาของเธอหลุบต่ำ เขาเข้าใจสถานการณ์แบบนี้ดี  บนเส้นทางของการสืบสวนมันต้องเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา เขายกมือขึ้นแตะเรือนผมนุ่ม โยกหัวเธอเบาๆ

“สบายใจขึ้นหรือยัง”

“ค่ะ” กานต์พิชชายิ้มตอบ “ใครอยากได้กาแฟบ้างคะ” หญิงสาวหาเรื่องหลบสายตาขำๆ ที่สองหนุ่มมองมา





ที่ตลาดฉัตรไชยแห่งนี้ในช่วงบ่าย ๆ เต็มไปด้วยผู้คนคึกคัก ที่นี่เป็นตลาดเก่าแก่มีหลังคาเป็นทรงโค้งเจ็ดอันเป็นเอกลักษณ์อยู่คู่หัวหินมานานถึงแปดสิบกว่าปี ภายในตลาดมีแผงขายสินค้าจำพวกของสดผักผลไม้ของแห้ง  และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ส่วนทางเข้าตลาดฝั่งทิศใต้ ก็มีร้านขายของกินอร่อยง่ายๆ จำพวกก๋วยเตี๋ยว อาหารจานเดียว ของกินเล่น ขนมไทยต่างๆ ตั้งขายเรียงรายอยู่หลายเจ้า ถูกใจของกานต์พิชชาเป็นอย่างมาก ถนนเส้นที่เดินอยู่นี้ก็สวยงามมีชีวิตชีวา หญิงสาวมองออกไปสุดปลายถนน ภาพที่เห็นคือทิวเขาสีเขียวทับซ้อนกันเหมือนกับฉากถนนในหนังคาวบอย

วันนี้หญิงสาวใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อแขนกุดสีขาว กระเป๋าผ้าใบโตกับรองเท้าผ้าใบพื้นนิ่ม ให้ความรู้สึกสบายๆ ในครั้งแรกเธอตั้งใจจะไปเดินเล่นริมทะเล แต่พอรู้สึกว่าแดดที่ชายหาดร้อนเกินไป จึงเปลี่ยนแผนมาเที่ยวตลาดแทน พอมาถึงตลาดแดดก็อ่อนแสงลงทำให้ไม่ร้อนนัก เธอจึงเดินเที่ยวได้อย่างไม่รู้เบื่อ น่าเสียดายที่พงษ์พนัสนัดกับสารวัตรสหัสชัยไว้ เขาจึงไม่ได้มาด้วย

หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ามีธนาคารตั้งอยู่ริมถนน จึงนึกขึ้นได้ว่าน่าจะกดเอทีเอ็มเอาเงินสดมาเพิ่มสักหน่อย ขณะกำลังเดินไปที่ตู้กดเงินสดนั่นเอง เธอก็เห็นมณีนุชเดินออกมาจากธนาคาร ด้วยท่าทีเหลียวซ้ายแลขวาอย่างมีพิรุธของมณีนุช ทำให้กานต์พิชชาซึ่งตั้งใจจะเข้าไปทัก กลับเปลี่ยนใจแอบมองนางอยู่ด้านหลังป้ายร้านขายของที่ระลึก แล้วตัดสินใจว่าจะลองสะกดรอยตามนางไป 

พงษ์พนัสในชุดเสื้อยืดทีเชิ้ตสีเทาตุ่นๆ กับกางเกงยีนส์เก่าๆ สวมหมวกแก็บสีดำ กำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องออกไปจากร้านเหล้าปั่นไกลพอควร ชายหนุ่มค่อยๆ ลดหนังสือพิมพ์ในมือลง เขาเดินตามมณีนุชมาห่างๆ ตั้งแต่นางออกมาจากธนาคาร เดินลัดเลาะมาจนถึงร้านเหล้าปั่นแห่งนี้ ซึ่งกำลังมีลูกค้าพลุกพล่านเพราะใกล้ช่วงเวลาแดดร่มลมตก นางสั่งเครื่องดื่มมาดื่มอย่างกระหาย พลางหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังรอใครสักคน

ก่อนที่พงษ์พนัสจะยกหนังสือพิมพ์ขึ้นพรางใบหน้า ชายหนุ่มถึงกับหายใจสะดุด เมื่อเหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ที่แผงขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป
   “กานต์พิชชา! ไหนบอกว่าจะไปเดินชายหาด ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้วะ ปัดโธ่เว้ย!”  ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าแรงๆ อย่างขัดใจ

   “แม่... !!”

“ยุทธ..!!”  นางมณีนุชหันไปทางลูกชาย ที่แอบเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับนางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“แม่ผมมาลา ผมอยู่นานไม่ได้” ชาญยุทธยกมือไหว้มารดา นางกอดเขาไว้ แต่เพียงครู่ชาญยุทธก็ผละออกมาพลางมองหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง

เขาเกือบเตลิดขึ้นเหนือไปแล้ว ทว่าแม่ของเขาติดต่อมาทางเพื่อนที่กรุงเทพที่เขาไปอาศัยกบดานอยู่ ชาญยุทธจึงกลับมาลาแม่ของเขาก่อนจะหลบหนีไป อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่เขาจะได้พบกับแม่อีก

“ยุทธจะไปอยู่ที่ไหนลูก” มณีนุชถามเสียงสั่นด้วยความห่วงใยพลางสำรวจดูทั่วตัวชายหนุ่ม นางคิดว่าเขาดูผ่ายผอมลงไปทั้งที่หลบหนีไปเพียงไม่กี่วัน เขาคงทุกข์ใจอย่างมาก

“ผมจะขึ้นเหนือแม่ อาจจะข้ามชายแดนไปสักพัก”

นางรีบส่งห่อกระดาษสีน้ำตาลให้ชาญยุทธ “แม่เบิกเงินมาให้” 

“ขอบคุณแม่ ผมไปก่อนล่ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ”

ชาญยุทธเอื้อมมือมากุมมือแม่ของเขาแน่นก่อนจะรับห่อเงินไป เขาหันมามองมณีนุชด้วยสายตาห่วงใย  รู้สึกจุกแน่นในอกด้วยคำพูดมากมายที่อยากพูดแต่พูดไม่ออก ชาญยุทธตัดใจปล่อยมือจากมารดา แล้วเดินแฝงตัวออกไปกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่เดินผ่านบริเวณนั้นพอดี

กานต์พิชชาตามนางมณีนุชมาถึงร้านเหล้าปั่น เธอแอบดูอยู่ตรงแผงขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป นึกขอบคุณเจ้าของร้านที่แขวนโชว์เสื้อให้เป็นที่กำบังตัวได้อย่างดี กานต์พิชชาคิดอยู่เหมือนกันว่ามณีนุชจะต้องลอบมาพบกับลูกชายเพราะชาญยุทธกำลังหลบหนี เขาจึงต้องการเงินสักก้อน

นี่เป็นโอกาสทองที่จะจับชาญยุทธก่อนที่ชายหนุ่มจะหายเข้ากลีบเมฆ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า เธอกดหมายเลขของพงษ์พนัสแต่ยังไม่ทันจะกดปุ่มโทรออก โทรศัพท์ของเธอก็ดับไปเพราะแบ็ตเตอร์รี่หมดเสียก่อน

“วะ! ให้มันได้อย่างนี้สิ” หญิงสาวก้มลงมองโทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเศษพลาสติก

“อย่าร้อง! ตามมา” เสียงต่ำๆ ของชาญยุทธกระซิบอยู่ข้างหูหญิงสาว

กานต์พิชชารู้สึกถึงเนื้อโลหะเย็นๆ ของปากกระบอกปืนที่จ่ออยู่ที่เอว หญิงสาวได้แต่เดินไปกับชาญยุทธเงียบๆ เขาพาเธอเดินไกลออกมาจากความพลุกพล่านของตลาด บริเวณนี้เป็นซอยเปลี่ยว มีรถของชาญยุทธจอดอยู่เพียงคันเดียว

“จะทำอะไรฉัน” หญิงสาวหันไปถามชาญยุทธ

“เงียบ” ชายหนุ่มใช้ปืนดันให้เธอเดินไปข้างหน้าโดยไม่ตอบคำถามใดๆ กานต์พิชชาคิดว่าเขาอาจจะเก็บเธอไว้เป็นตัวประกันหากต้องเจอกับตำรวจ และอาจจะฆ่าเธอทิ้งเมื่อหนีข้ามชายแดนไปแล้ว ขณะที่ชาญยุทธกำลังเปิดประตูรถนั้นเอง

“เฮ้ย!”

พงษ์พนัสถลันเข้ามาจากด้านหลังด้วยความเร็ว ชายหนุ่มตั้งใจจะล็อกมือข้างที่ถือปืนของชาญยุทธ แต่ชาญยุทธหันไปเห็นพงษ์พนัสเสียก่อน เขาดึงแขนกานต์พิชชาหลบฉากออกมา ยกปืนจ่อไปที่ท้ายทอยของหญิงสาว  พงษ์พนัสจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ใกล้ๆ

“บ้าชะมัด!” พงษ์พนัสสบถด้วยความโกรธตัวเอง

“ถอยไป ไม่งั้นผมยิงนังนี่”

“ยิงเลย!”

“หา?!”

จังหวะที่ชาญยุทธเกิดอาการลังเลเพราะสงสัยคำที่พงษ์พนัสพูดนั่นเอง ชายหนุ่มก็พุ่งตัวเข้าหาชาญยุทธในทันที ทำให้ทั้งชาญยุทธและกานต์พิชชาเสียหลักล้มไปด้วยกัน จังหวะนั้นพงษ์พนัสเอื้อมมือมาผลักกานต์พิชชาอย่างแรงจนร่างเธอเซไปอีกทาง ชายหนุ่มยัดกำปั้นไม่มีรูเข้าที่กลางลูกกระเดือกของชาญยุทธอย่างถนัดถนี่ ความเจ็บปวดทำให้ปืนหลุดจากมือชาญยุทธ ชายหนุ่มเกาะกุมลำคอตัวเองส่งเสียงดังคร่อกๆ ออกมาอย่างน่ากลัว

พงษ์พนัสไม่ยอมให้ชาญยุทธตั้งหลักได้ เขาเหวี่ยงหมัดตรงเข้าที่เบ้าตาชาญยุทธอย่างเหมาะเหม็ง เสียงกำปั้นกระทบเนื้อฟังชัดดังฉาด ส่งให้ชาญยุทธเซไปปะทะกับประตูรถ

พงษ์พนัสตรงเข้าไปจะซ้ำแต่ก็ต้องกระเด็นออกมา ร่างสูงล้มหงายหลังลงกับพื้นถนน เพราะชาญยุทธกระแทกบานประตูรถเข้าใส่อย่างแรงจนกระจกแตกเปรื่อง แล้วร่างสูงใหญ่ของชาญยุทธก็กระโจนไปหยิบปืนที่พื้น ในเวลาเดียวกันกับที่พงษ์พนัสลุกขึ้นโดดเข้าใส่เช่นกัน ชายทั้งสองกอดปล้ำกันครู่หนึ่ง เสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัด

เปรี้ยง!

“กรี๊ดดดดดด” กานต์พิชชากรีดร้องเมื่อเห็นคนทั้งคู่นิ่งงันไปเหมือนโดนสาป

“พี่นัส!”

จากนั้นไม่นานร่างของชาญยุทธก็ล้มลงนอนนิ่งกับพื้น เลือดสีแดงทะลักออกมาจากบาดแผลบริเวณทรวงอก พงษ์พนัสลุกขึ้นนั่งข้างๆ ร่างของชายหนุ่ม กดนิ้วมือลงตรงชีพจรที่คอของเขา แล้วทรุดกายลงนั่งเปะกับพื้นข้างๆ ร่างที่ปราศจากลมหายใจของชาญยุทธ

รถตำรวจสองคันพุ่งมาเบรกใกล้ๆ จนฝุ่นตลบฟุ้งขึ้นมา เสียงไซเรนดังสองสามครั้งขณะที่สารวัตรสหัสชัยและตำรวจในเครื่องแบบสี่ห้าคนกระโดดลงมาจากรถ แล้วเริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง

“เฮ้ย เป็นอะไรหรือเปล่า” สารวัตรสหัสชัยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“เราไม่เป็นไร จัดการงานของแกเถอะ” พงษ์พนัสพยักหน้าให้เขา สารวัตรสหัสชัยจึงผละไป

“เจ็บไหมกานต์”

พงษ์พนัสเดินมาช่วยพยุงข้อศอกกานต์พิชชาขณะเธอค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างยากเย็นเพราะแผลถลอกปื้นใหญ่ที่หัวเข่า  มีเลือดไหลซึมออกมาจนหยดเป็นทางลงไปที่เท้าซ้าย

“ทำไมพี่นัสพูดอย่างนั้น”

ทันทีที่กานต์พิชชาลุกขึ้นยืนได้ถนัด เธอก็สะบัดข้อศอกออกจากมือใหญ่แข็งแรงของเขา หญิงสาวหันมาจ้องหน้าพงษ์พนัสด้วยดวงตาคมวาว

“พูดอะไร” พงษ์พนัสยอมปล่อยมือแต่โดยดี เขามองดูหญิงสาวพยายามกระโผลกกระเผลกไปเกาะที่รถคันของชาญยุทธ

“ก็บอกให้ชาญยุทธยิงกานต์เลยน่ะสิ” กานต์พิชชาชี้นิ้วแรงๆไปที่หัวยุ่งๆ ของตัวเองด้วยความโมโห ทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอยังสั่นเพราะความตกใจ “มันเรื่องอะไรถึงบอกให้คนร้ายยิงเมียตัวเองเนี่ย”

“ทำให้เป้าหมายลังเล แล้วเราก็เข้าชาร์จไง”

“แล้วถ้าเขาบ้าจี้ยิงกานต์ล่ะ” กานต์พิชชาจ้องหน้ารอคำตอบ

“พี่ไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก” พงษ์พนัสยักไหล่ ตอบเธอเสียงดังฟังชัด

“หา!” กานต์พิชชาอุทานเสียงหลง เธอคิดว่าได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า “ว่าไงนะ”

“ก็กานต์ยังไม่ห่วงตัวเองเลย แล้วพี่จะเป็นห่วงไปทำไมล่ะ” พงษ์พนัสยืนกอดอกมองหญิงสาวด้วยสีหน้าเฉยเมย หากแต่หญิงสาวจ้องเขากลับเหมือนดวงตาจะปะทุออกมาจากเบ้า

“กานต์พิชชา” พงษ์พนัสเสียงเข้ม “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ มันอันตรายขนาดไหนให้รู้เสียบ้าง ถ้ามันเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นมา พี่จะกลับไปบอกผู้การกริชวิทย์ยังไง พี่จะอยู่ยังไง เธอคิดบ้างหรือเปล่า” คราวนี้พงษ์พนัสเดินเข้ามาจนชิดกานต์พิชชาแล้วพูดเสียงดังใส่เธออย่างสุดกลั้นอารมณ์โกรธที่พยายามกดไว้

กานต์พิชชาอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอรู้ว่าเขาควรจะโกรธ สิ่งที่เธอทำวันนี้มันเสี่ยงอันตรายมาก และถ้าเขามาช่วยเธอไว้ไม่ทัน เธอเองยังไม่อยากจะคิดถึงผลลัพธ์ของมันเลย

“ก็กานต์พยายามจะโทร.บอกพี่นัสแล้ว แต่โทรศัพท์มันแบ็ตหมด จะให้ทำยังไงล่ะ”

หญิงสาวเหลือบมองพงษ์พนัส ก็เห็นว่าใบหน้าของเขายังเป็นสีเข้มด้วยความโกรธอยู่ ซ้ำชายหนุ่มยังยืนพิงรถหันหน้าไปทางอื่นไม่ยอมพูดด้วยอีกต่างหาก
“ก็แค่อยากจะช่วย...” เสียงของเธออ่อนลง หางเสียงสั่นพลิ้วด้วยอารมณ์น้อยใจที่อยู่ๆ ก็พลุ่งขึ้นมา

“เอาเถอะ...” พงษ์พนัสตัดบท ชายหนุ่มจับหางเสียงที่บ่งบอกถึงความน้อยใจได้ และนั่นทำให้อารมณ์ของเขาเย็นลงมาก

ชายหนุ่มมองดูขายาวๆ ของกานต์พิชชา รอยถลอกยังมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด เขาคิดว่าคืนนี้เธอคงจะเจ็บแผลแน่ๆ และพรุ่งนี้ก็คงจะระบมไปทั้งตัว

“เลือดออกเยอะเหมือนกันนะ ยืนรอตรงนี้  เดี๋ยวจะไปเอารถมา เราจะได้กลับโรงแรมกัน” พูดจบร่างสูงโปร่งก็เดินจ้ำพรวดๆ หายไปทางตลาด





มณีนุชนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องเก็บศพ เครื่องสำอางบนหน้าเหี่ยวย่นละลายเยิ้มด้วยความร้อนรุ่ม เหงื่อหยดเป็นทางสองข้างขมับ ผมเส้นบางเล็กหลุดลุ่ยหมดราศี
นางพยายามจะเข้าไปนั่งเฝ้าลูกชายในห้องเก็บศพ จึงอาละวาดสุดฤทธิ์ และเป็นลมล้มพับไปหลายรอบ แต่ก็ไม่ยอมกระดิกตัวไปไหนทั้งนั้น จนทั้งหมอและพยาบาลอ่อนใจต้องปล่อยให้นางนั่งอยู่ตรงนั้น สารวัตรสหัสชัยเองก็ทำได้เพียงทิ้งจ่าตำรวจเอาไว้นายหนึ่ง เพื่อขับรถพามณีนุชกลับคฤหาสน์ริมผา ถ้านางต้องการจะกลับ หรือถ้าต้องการอะไรก็ให้จ่าตำรวจรายงานมายังเขา

      “ยุทธ... ลูกเอ๊ย...”

ในเวลานี้มณีนุชได้แต่ร่ำไห้ ลูกชายคนเดียวของนางได้จากไปแล้ว หัวใจของแม่เหมือนจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่ว่าเขาจะทำความผิดหรือไม่ ชาญยุทธก็ไม่น่าจะต้องมาเจอชะตากรรมแบบนี้

นางไม่รู้ว่าชาญยุทธฆ่าเสี่ยรวีหรือเปล่า นางเพียงแต่เห็นเขาออกมาจากห้องของเสี่ยรวี และเมื่อคิดย้อนไปก็ทำให้นางใจเสีย เพราะพอจะรู้จักนิสัยโมโหร้ายของลูกชายดี

ชายหนุ่มเคยมีเรื่องกับพนักงานโรงพิมพ์ของเสี่ยรวี และทำร้ายร่างกายชายคนนั้นปางตายมาแล้ว มณีนุชต้องจ่ายค่าทำขวัญไปมากโขเรื่องจึงไม่ถึงตำรวจ ที่สำคัญในคดีฆาตกรรมนี้ ตำรวจบอกว่าฆาตกรที่ฆ่าเสี่ยรวีถนัดซ้าย มณีนุชได้แต่ส่ายหน้า ถึงยังไงนางก็ต้องบอกให้ชาญยุทธรีบหนีไปก่อนเพราะเขาถนัดซ้าย

      แต่มาคิดดูอีกที เพียงเพราะเขาถนัดซ้ายเท่านั้นน่ะหรือคือข้อพิสูจน์ว่าเขาฆ่าเสี่ยรวี ก็แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ มณีนุชนึกเสียใจที่นางด่วนตีตนไปก่อนไข้ บางทีหลักฐานแค่นี้อาจจะอ่อนไป บางทีอาจมีหนทางสู้คดีได้ บางทีชาญยุทธอาจไม่ใช่ฆาตกร ก็แล้วถ้าฆาตกรที่ฆ่าเสี่ยรวียังลอยนวลอยู่ข้างนอกนั่นล่ะ มันเป็นใครกันนะ?
จริงสิ... คืนนั้นนางเองก็ออกมาหาเครื่องดื่มร้อนๆ รองท้องก่อนนอน ยังมองไปทางห้องทำงานเสี่ยรวีและเห็นแสงไฟเปิดอยู่เลย 

“เอ๊ะ... เดี๋ยวก่อน!” มณีนุชนั่งตัวแข็งทื่อชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง เมื่อคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ตำรวจ คุณตำรวจ!! ฉันต้องการพบสารวัตรเดี๋ยวนี้” นางมณีนุชตะโกนเสียงลั่น



mamae

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • ดูรายละเอียด
Re: สืบสวนหมายเลข 12 บทที่ 10
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 02:21:40 PM »
โอ้มายกอด ลุงทอมค่ะ ลงรวดเดียว 4 บท สุดยอดค่ะ
มะแม ยังไม่ได้อ่านค่ะ แต่มาแซวก่อน ไว้รอบดึกมาเข้าใหม่