ผู้เขียน หัวข้อ: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๑  (อ่าน 843 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๑
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 10:47:51 AM »
บทที่ ๑

   เช้าวันจันทร์ ถนนทุกสายในกรุงเทพมหานครคลาคล่ำไปด้วยยานยนตร์นานาชนิด ติดเรียงกันเป็นสายราวกับทุกคนทุกคันกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกันหมด รถที่ค่อยเคลื่อนไปได้ทีละเมตรสองเมตร ทำเอาทั้งสารถีและผู้โดยสารร่วมชะตากรรมส่วนใหญ่เหนื่อยหน่ายไปกับการจราจรอันแสนคับคั่ง แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ ‘ปุณิกา แสงสุรทิน’

เธอไม่ได้วิตกทุกข์ร้อนใจอะไรกับสภาพจราจร แสงเช้ากำลังอบอุ่นพอดี เป็นวันที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นอะไรใหม่...และความหวัง วันนี้เป็นวันแรกของการทำงาน งานที่เธอเฝ้าฝันมาตลอด ความตื่นเต้นกับสิ่งที่จะได้พบ ทำให้ลืมความวุ่นวายบนท้องถนนไปเลยทีเดียว

เธอออกจากบ้านย่านรามอินทราแต่เช้าตรู่ เผื่อเวลาสำหรับรถติด ความไม่คุ้นเคยกับการขับรถในกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้เดินทางได้ช้าลงเพราะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เป้าหมายของเธอคือตึกสำนักงานของมูลนิธิดร.บ๊อบบี้ผางที่ถนนสาทร หลังจากลงทางด่วน เลี้ยวเข้าถนนพระรามสี่ รถก็เริ่มเคลื่อนได้เร็วขึ้นจากทีละหนึ่งเมตร เป็นทีละสองเมตร กว่าจะเบี่ยงออกซ้ายเพื่อเลี้ยวเข้าสาทรได้ ก็ต้องลุ้นจนเหงื่อชุ่มมือ

การจราจรดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลายขึ้นบนถนนสาทร แต่โล่งใจได้ไม่เท่าไหร่ ปุณิกาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงดังปังพร้อมกับแรงกระเทือนมาจากด้านหลังรถ เช้าที่อบอุ่นแจ่มใสของเธอจากไปพร้อมการมาถึงของมอเตอร์ไซค์เจ้ากรรมที่วิ่งมาชนท้าย

หญิงสาวพารถเคลื่อนเข้าเทียบทางเท้า ก่อนจะลงจากรถไปตรวจสอบความเสียหาย มีรอยบุบและสีถลอกเล็กน้อย หันไปมองคู่กรณี ก็เห็นกำลังเคลื่อนมอเตอร์ไซค์มาจอดต่อท้าย คนขับเป็นชาย มีสาวนุ่งกระโปรงสั้นท่าทางเปรี้ยวจี๊ดนั่งซ้อนท้าย ถึงรถจะไม่ได้เสียหายหนัก และไม่อยากจะเอาเรื่องเพราะต้องรีบไปตามนัด แต่ก็เห็นว่าควรตักเตือนคนขี่รถไม่ระวังเสียหน่อย

พ่อหนุ่มนักบิดสวมเสื้อกล้ามดำกางเกงยีนส์ขาดเข่าก้าวลงจากมอเตอร์ไซค์ ถอดหมวกกันน็อคออกโชว์ใบหน้าเหี้ยมใต้แว่นกันแดดสีดำสนิท หนวดเคราครึ้มราวไม่ได้โกนมาสิบปี ผมหยิกดำฟูเป็นกระเซิงจนรังนกยังต้องอายที่ไม่รุงรังเท่า ปุณิกาลังเลนิดหนึ่ง หรือควรจะปล่อยเลยตามเลย ทางใครทางมันไปซะ

แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจหรืออ้าปากพูดอะไร เสียงแปร๋นของสาวที่ซ้อนท้ายก็ดังแทรกเข้ามา

“นี่!! คุณนาย!! ขับรถประสาอะไรยะ นึกจะหยุดก็หยุด คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าถนนหรือไง” ว่าพลางพาร่างอวบอิ่มในชุดกระโปรงสีบานเย็นสั้นแค่คลุมบั้นท้าย ก้าวมายืนเท้าสะเอวอยู่ต่อหน้าคู่กรณี “นี่ดีนะที่พี่เข้มของฉันขี่มาช้า ไม่งั้นชนกันเปิดเปิงไปแล้ว โอ๊ย เช้าๆ มาทำให้รมณ์เสีย นี่คุณนาย ถามหน่อยเถอะ ได้ใบขับขี่มายังไง จับสลากมาเหรอยะ”

ปุณิกามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างงงๆ ปากเคลือบลิปสติกสีแดงชาดขยับต่อว่าฉอดๆ เสื้อคอปาดสีขาวทำให้เห็นความอิ่มที่กระเพื่อมไปตามจังหวะขณะที่เธอออกท่าออกทางโวยวาย ดูแล้วไม่น่าสบายใจเท่าไหร่ หันไปทางนายสารถีกลับตรงกันข้าม ยืนเกาะมือจับรถมอเตอร์ไซค์ท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน มีรอยยิ้มยียวนติดบนริมฝีปากหนา ดูกวนประสาทเสียเหลือเกิน

“นี่ ไม่ต้องมามองพี่เข้มของฉันนะยะ เห็นคนหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะหล่อนเนี่ย” เธอว่าพลางก้าวมายืนขวางสายตา “แน่ะ ว่าแล้วยังมายืนตีหน้าซื่อ นี่ตกลงจะไม่ขอโทษกันเลยใช่ไหม หา”

แม้จะไม่เคยชกมวย แต่ปุณิกาก็คิดว่าเธอพอเข้าใจแล้วว่านักมวยที่โดนน็อคสลบกลางอากาศนั้นรู้สึกอย่างไร ขอโทษเหรอ ตกลงเธอกลายเป็นคนผิดไปได้อย่างไร แล้วนายหัวรังนกนั่นน่ะนะ...หล่อ?!?

“ฉันไม่ได้...”

“อย่ามาเถียง” เจ้าหล่อนชี้หน้า “ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าหล่อนหยุดรถกลางถนน ไม่งั้นจะชนกันได้ยังไง นี่ คุณนาย ตกลงกันง่ายๆ ดีกว่า แล้วต่างคนต่างไป จะจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่ว่ามา” ขู่เสียงเข้ม มือเท้าสะเอว ท่าทางนักเลงโต

ปุณิกาตั้งสติได้ ตอบกลับไปเสียงเข้มพอกัน “ฉันไม่จ่ายหรอกนะ เพราะฉันไม่ใช่ฝ่ายผิด พวกคุณต่างหากที่ขี่รถไม่ระวัง ถึงมาชนท้ายรถฉัน”

“ต๊ายๆๆ อีหน้าด้าน ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ เห็นชัดๆ ว่าหล่อนหยุดรถ ถึงได้ชนเข้าให้ หนอย ไม่รู้ฤทธิ์นังนกซะแล้ว มิน่าคันมือมาตั้งแต่เช้า วันนี้ขอตบอีคุณนายเมืองกรุงให้หายคันหน่อยเถอะวะ” คราวนี้ไม่ใช่เพียงเสียงเข้ม แต่ท่าทางคุกคามทำเอาปุณิกาต้องถอยสองก้าวไปตั้งหลัก ดีที่นายหน้าเข้มหัวฟูเข้ามายื้อแขนนักเลงสาวไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้มีการออกกำลังรับอรุณบนถนนเป็นแน่

ปุณิกาฉลาดพอที่จะไม่หลงกลมีเรื่องกับอันธพาลคู่นี้ ไม่แน่ทั้งสองอาจจะเป็นมิจฉาชีพที่คอยล่าคนดีๆ ในสังคมก็ได้ ถึงได้มายืนโวยวายกรรโชกทรัพย์ค่าเสียหายแบบนี้ เธอมองซ้ายขวา ไม่เห็นตำรวจที่พอจะพึ่งได้ จึงได้แต่ส่งสายตาตำหนิไปต่อว่านายหัวรังนกกับแม่นักเลงสาว ก่อนจะรีบถอยกลับไปขึ้นรถ ได้ยินเสียงโวยวายลั่นตามมาข้างหลัง

“นี่ๆ เดี๋ยวสิโว้ย จะหนีไปไหน อีคุณนาย ชนแล้วหนีเหรอ กลับมาคุยกันก่อนซี...โธ่เว้ย นึกว่าแน่”

ความตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาทำให้ปุณิกาขับรถเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว คอยมองแต่กระจกหลังระแวงว่าทั้งสองคนนั่นจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา ค่อยหายใจคล่องขึ้นเมื่อไม่เห็นว่าถูกตาม แต่การพะวงหลังก็ทำให้เธอขับรถเลยทางเลี้ยวเข้าตึกที่ทำการของมูลนิธิบีพีเอฟ หญิงสาวถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ก่อนย้ายรถเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถ

เสียเวลากับการกลับรถร่วมชั่วโมง เพราะการจราจรอีกฝั่งหนาแน่นกว่า ในที่สุดปุณิกาก็มาถึงเป้าหมายเสียที หญิงสาวสูดหายใจลึก มองอาคารสีเขียวตองอ่อนสูงห้าชั้นตรงหน้า ในที่สุดเธอก็กลับมาที่นี่อีกครั้ง มันไม่ได้ดูใหญ่โตเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน จะเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยไปปลูกตึกที่สูงกว่าขึ้นมาข่ม หรือเพราะวันนี้เธอไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

จะเป็นเพราะอะไรก็ช่างก่อนเถอะ ยังไม่ใช่เวลาหาคำตอบ วันนี้เป็นวันแรกของการทำงาน และเธอ...กำลังจะสาย

แม้จะแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าเป็นพนักงานใหม่ของที่นี่ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นตึก เธอจึงต้องเสียเวลาอีกสองสามนาทีในการแลกบัตร และอีกสองสามนาทีในการถามทาง รวมเวลาที่วิ่งกระหืดกระหอบไปจนถึงห้องปฐมนิเทศก็ทำให้เธอสายไปกว่ากำหนดนัดหมายถึงสิบห้านาที

“ขอโทษค่ะ เอ่อ...ที่นี่ใช่ห้องปฐมนิเทศพนักงานใหม่หรือเปล่าคะ” ปุณิกาถามหลังจากเปิดประตูห้องประชุมเข้าไป แต่กลับพบว่ามีเพียงหญิงสาวหน้าตาสดใสนั่งอยู่ลำพัง

“ใช่ค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม เธอคงเข้าใจในอาการลังเลของคนมาใหม่จึงเสริมขึ้น “พอดีเครื่องฉายมีปัญหานิดหน่อยค่ะ เจ้าหน้าที่เลยออกไปตามช่างมาดู”

ปุณิกาถอนใจโล่งอก อย่างน้อยโชว์ก็ยังไม่เริ่ม ถือว่าไม่สายเกินไปจนน่าเกลียด เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ถัดจากสาวสวยที่นั่งอยู่ก่อน กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสำรวจ ห้องประชุมสามเอที่อยู่บนชั้นสามแห่งนี้เป็นห้องประชุมแบบบอร์ดรูม คือมีโต๊ะวงรีสีน้ำตาลเข้มตัวเขื่องตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเก้าอี้สำนักงานสีส้มแสดประมาณสิบตัว ฝาผนังฝั่งตรงข้ามกับที่เธอนั่งอยู่ เป็นชั้นแขวนสามชั้นลดหลั่นกัน มีใบประกาศใส่กรอบตั้งอยู่เรียงราย สลับกับถ้วยและโล่รางวัลรูปร่างแปลกตา ที่หัวโต๊ะมีคอมพิวเตอร์แบบพกพาวางเปิดค้างอยู่เคียงข้างกับเครื่องโปรเจคเตอร์ หรือเครื่องฉายภาพที่สาดแสงสีฟ้าไปยังจอด้านหน้าห้อง เจ้าเครื่องนี้เองกระมังที่ช่วยซื้อเวลาให้เธอ

“เริ่มงานวันแรกเหมือนกันหรือคะ” เสียงสดใสดังมาจากข้างตัว

ปุณิกาหันไปก็พบรอยยิ้มของเจ้าของคำถาม “ค่ะ” พยักหน้าส่งยิ้มตอบไมตรี

“ดีใจจังเลย นึกว่าจะต้องนั่งโด่เด่อยู่คนเดียวซะแล้ว ชื่ออริสานะคะ”

ปุณิกานึกขำคำสารภาพซื่อๆ กับท่าทางโล่งใจของอีกฝ่าย แนะนำตัวกลับ “ปุณิกาค่ะ”

“สาอยู่ฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม คุณปุณิกาอยู่ฝ่ายไหนคะ”

ไม่น่าเชื่อว่าสาวสวยใบหน้าจิ้มลิ้ม พูดจาเสียงนุ่มนิ่ม ท่าทางน่ารักคนนี้จะเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม น่าจะอยู่ฝ่ายต้อนรับประชาสัมพันธ์เสียมากกว่า แต่ยังไม่ทันที่เธอจะตอบคำถาม ประตูก็เปิด เจ้าหน้าที่ชายหญิงสองคนเดินเข้ามาและตรงไปยังเครื่องฉายภาพ เจ้าหน้าที่ชายในชุดช่างสีน้ำเงินกดปุ่มนั้นปุ่มนี้บนเครื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่หญิงสวมแว่นกรอบหนาสีดำยืนหน้านิ่วอยู่ใกล้ๆ และทันทีที่เจ้าหล่อนเหลือบมาเห็นพนักงานใหม่อีกคนในห้อง ก็รีบส่งยิ้มหวานให้ทันที

“อ้าว ด็อกเตอร์ มาถึงแล้วหรือคะ ดิฉันให้เด็กโทรหา นึกว่าจำวันผิดเสียอีก”

ปุณิกายกมือรับไหว้แทบไม่ทัน แค่ประเมินจากสายตา ก็ดูออกชัดว่าเจ้าหน้าที่สาวผู้นี้สูงวัยกว่าเธอแน่นอน “ขอโทษค่ะ พอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อย เลยมาช้า”

“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไม่ได้เริ่มกันเลย” ส่งค้อนให้ช่างที่กำลังซ่อมเครื่องอยู่อย่างขะมักเขม้น ก่อนจะหันมายิ้มแย้มแนะนำตัว “นี่เอมอรเองนะคะ จำได้ไหม เราคุยกันทางโทรศัพท์”

“จำได้สิคะ”  แม้เสียงแจ่มแจ๋วที่ได้ยินทางโทรศัพท์และหน้าตาที่จินตนาการไว้จะขัดกับความเป็นจริงก็ตามที แต่เธอก็จำเอมอรได้แน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ผู้นี้ประสานงานกับเธอตั้งแต่การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ครั้งแรก

ในที่สุดเครื่องฉายก็เลิกดื้อและเริ่มทำหน้าที่ของมัน เอมอรกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเปิดวีดีทัศน์เล่าเรื่องราวความเป็นมาของ ‘มูลนิธิดร.บ๊อบบี้ผาง’ หรือชื่อย่อว่า ‘บีพีเอฟ’ อันเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ก่อตั้งมาร่วมสามสิบปีโดยศัลยแพทย์ชาวฮ่องกง ดร.บ๊อบบี้ ผาง

ดร.ผางทำงานอาสาสมัครสาธารณสุขในถิ่นทุรกันดารของประเทศไทยร่วมกับดร.ปณิธานเพื่อนร่วมชั้นเรียนแพทยศาสตร์มาตั้งแต่เพิ่งศึกษาจบ การได้เห็นผู้คนในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญได้มีสุขอนามัยที่ดีขึ้นเป็นแรงบันดาลใจให้ดร.ผางก่อตั้งมูลนิธิขึ้นด้วยทุนส่วนตัว จากความมุ่งมั่นและการทำงานอย่างหนักของดร.ผาง ทำให้บีพีเอฟเป็นที่ยอมรับมากขึ้นและได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากทั้งภาคธุรกิจและองค์กรสาธารณกุศลที่ดำเนินงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขหลายแห่งทั่วโลก เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชนบทที่ยังด้อยพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘คนทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ล้วนมีสิทธิที่จะมีชีวิตอย่างสง่างาม มีความเป็นอยู่ที่ดี ปลอดภัยจากโรคร้าย นั่นคือความเชื่อของสามีของฉัน เราจึงเลือกดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์มาเป็นสัญลักษณ์ของเรา นกจากสรวงสวรรค์จะประทานความเป็นอยู่ที่ดีแก่มนุษยชาติ’

คำกล่าวทิ้งท้ายของมาดามผางภรรยาของดร.ผางก่อนจบวีดีทัศน์ทำเอาปุณิกาน้ำตาซึม มันทำให้เธอคิดถึงใครคนหนึ่งสุดหัวใจ เขาเคยบอกเธอไว้เมื่อนานมาแล้ว ‘ทุกชีวิตมีคุณค่าในตัวเอง’ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอต้องการกลับมาทำงานที่มูลนิธิแห่งนี้ หญิงสาวต้องรีบกรีดน้ำที่รื้นบนขอบตา เมื่อเอมอรลุกขึ้นยืน และเริ่มต้นอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของมูลนิธิในปัจจุบัน กฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของพนักงาน หลังจากนั้นก็เปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยจนสมควรแก่เวลา

“เอาล่ะค่ะ ถ้าไม่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมแล้ว ต่อไปดิฉันจะพาคุณอริสาและดร.ปุณิกาเยี่ยมชมแผนกต่างๆ ของเรานะคะ”

เอมอรพาพนักงานใหม่ทั้งสองเยี่ยมชมชั้นสามก่อน นอกจากห้องประชุมแบบเดียวกับที่ใช้สำหรับการปฐมนิเทศ ก็ยังมีห้องประชุมขนาดใหญ่อยู่อีกสองห้องซึ่งบางโอกาสก็ใช้สำหรับอบรมพนักงานด้วย อีกด้านของตัวตึกเป็นออฟฟิศของแผนกทรัพยากรมนุษย์ มีห้องออกกำลังกายเล็กๆ เอาไว้สำหรับบริการพนักงาน

ลงมาชั้นสองเป็นที่ตั้งของส่วนงานบัญชี จัดซื้อและโลจิสติกส์ รวมทั้งฝ่ายประสานงานกลางและฝ่ายประชาสัมพันธ์ ส่วนชั้นล่างสุด

“และที่นี่ก็คือแผนกที่สำคัญที่สุดของบีพีเอฟค่ะ แผนกบริการปากและท้องนั่นเอง” เอมอรแนะนำอย่างติดตลกเมื่อพาทั้งสองสาวลงมาถึงชั้นล่างอันเป็นห้องอาหารบริการพนักงาน “ส่วนสาวสวยท่านนี้ก็คือพี่สุชาดาผู้อำนวยการฝ่ายค่ะ”

คนถูกแนะนำตัวอยู่ในชุดกุ๊กสีขาวสะอาดตา สวมหมวกคลุมผมไว้อย่างมิดชิด “แหม คุณเอม วันนี้แต่งตั้งพี่เป็นถึงผู้อำนวยการเชียวหรือคะ สงสัยต้องโยนตะหลิวกระทะทิ้ง ให้สมกับตำแหน่งเสียแล้ว” แล้วต่างก็หัวเราะกันครื้นเครง ก่อนเอมอรจะแนะนำเด็กใหม่ทั้งสอง ส่วนผู้อำนวยการฝ่ายปากท้องก็แนะนำเมนูเด็ดประจำวัน ที่อยู่บนเตาเตรียมพร้อมให้บริการมื้อเที่ยง

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มทักมาจากข้างหลัง เรียกทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ให้หันไปมอง

“อ้าว คุณสวิตต์ ดิฉันกำลังจะพาพนักงานใหม่ไปแนะนำพอดีเลยค่ะ” เอมอรเอ่ยเสียงหวาน ยกมือไหว้นอบน้อม ดูกิริยาแล้วก็พอทำให้ประเมินได้ว่า ชายหนุ่มอายุราวปลายสามสิบในชุดสูทสากลสีเทาผู้นี้ต้องมีตำแหน่งสูงในองค์กรเป็นแน่

“กำลังคุยอะไรกันสนุกเชียว” เขาถามยิ้มๆ

“ก็เหมือนเคยค่ะ พี่สุชาดากำลังอบรมวิชาสมุนไพรในอาหารให้น้องๆ ฟัง” เอมอรแซวแม่ครัวใหญ่ประจำห้องอาหารตามประสาคนคุ้นเคย ก่อนจะหันไปแนะนำสองสาวให้รู้จักผู้มาใหม่ “นี่คุณสวิตต์ ประธานบริหารมูลนิธิของเราค่ะ”

พนักงานใหม่พร้อมใจกันยกมือไหว้ เอมอรแนะนำต่อ “นี่คุณอริสา เจ้าหน้าที่ภาคสนามคนใหม่ค่ะ แล้วนี่ก็...”

“ยินดีต้อนรับครับ ด็อกเตอร์ปุณิกา” หนุ่มใหญ่ยื่นมือมาทักทายตามธรรมเนียมฝรั่ง   

ปุณิกาเอ่ยขอบคุณ สัมผัสมือเขาตามมารยาท เธอจำมิสเตอร์สวิตต์ ผางได้ ลูกชายคนเดียวของดร. ผาง ผู้รับสืบทอดตำแหน่งประธานบริหารของบีพีเอฟต่อจากบิดาที่ล้มป่วย หลายครั้งที่ได้เห็นเขาจากภาพข่าวที่เฝ้าติดตามมาตลอด ไม่นึกว่าตัวจริงของเขาจะดูภูมิฐานและหนุ่มกว่าในภาพข่าวมากนัก

“เป็นเกียรติของบีพีเอฟที่ด็อกเตอร์ตอบรับข้อเสนอของเรา” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

“บีพีเอฟต่างหากล่ะคะที่ให้เกียรติดิฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” เธอยิ้มตอบ

“ผมยังระลึกถึงดร.ปณิธานเสมอ ท่านคงดีใจที่คุณมาร่วมงานกับเรา” 

หญิงสาวพยักหน้า “ดิฉันก็หวังเช่นนั้นค่ะ”

ชายหนุ่มส่งยิ้มหวานให้ ก่อนจะหันไปถามเอมอร “โปรแกรมของด็อกเตอร์เรียบร้อยหรือยังครับวันนี้”

“อ๋อ เหลือแค่พาชมชั้นสี่กับห้าค่ะ ดิฉันพามาข้างล่างก่อน เดี๋ยวว่าจะพาไปพบคุณสวิตต์ที่ห้องทำงาน”

“ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมรับช่วงต่อเอง เชิญครับ ทั้งสองท่านเลย” สวิตต์ว่าพลางเดินนำไปก่อน สองสาวพนักงานใหม่จึงลาเอมอรและสุชาดา ก้าวตามไปติดๆ

สวิตต์พาทั้งสองมาที่ชั้นสี่ ซึ่งทั้งชั้นเป็นของฝ่ายประสานงานโครงการและปฏิบัติการภาคสนาม รวมทั้งห้องเก็บเครื่องมือและอุปกรณ์ ส่งอริสาให้ทีมงานปฏิบัติการภาคสนาม ก่อนจะเดินตรงไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปชั้นห้า

“ออกกำลังหน่อยนะครับ ประหยัดพลังงาน” เขาชวนยิ้มๆ

สำนักงานผู้บริหารอยู่ที่ชั้นห้าหรือชั้นบนสุดของตึก ตรงข้ามกับห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และฝ่ายวิจัยและพัฒนา แทนที่จะตรงเข้าห้องทำงาน สวิตต์พาพนักงานใหม่เดินไปตามทางระหว่างสำนักงานผู้บริหารกับห้องวิจัยและพัฒนา ซึ่งตรงไปสุดทางที่สวนแบบเปิดโล่งนอกอาคาร

“พนักงานของเราทำงานกันอย่างหนักโดยเฉพาะแผนกวิจัย คุณพ่อเลยคิดสร้างสวนหย่อมเล็กๆ เอาไว้ให้เป็นที่ผ่อนคลาย” เขาแนะนำเมื่อเปิดประตูกระจกออกมาภายนอก 

ลานหญ้ากว้างประมาณ ๓๐ ตารางเมตร มีอิฐสีเทาปูเป็นทางเดินแยกไปยังชิงช้าที่ตั้งอยู่ริมกำแพงด้านซ้าย และม้านั่งเรียงเป็นแถวอยู่ริมกำแพงด้านขวา ด้านหน้าที่ติดกับถนนมีกระถางต้นไม้ปลูกสูงระดับศีรษะ แม้ไม่ได้ให้ร่มเงา แต่สีเขียวก็พอให้ดูชื่นตาสบายใจ หลังคาไม้ระแนงมีเถาวัลย์พันเกี่ยวพอบังแดดได้เล็กน้อย ตึกสูงขนาบสองข้างช่วยให้ร่มเงาและเป็นช่องให้ลมพัดผ่าน ทำให้บรรยากาศในสวนบนดาดฟ้าไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป

“ตอนผมยังเด็ก เวลามารอคุณพ่อทำงาน ก็มักจะมานั่งเล่นที่สวนนี้ประจำ แต่ก่อนยังไม่มีตึกสูงขนาบแบบนี้ แดดร้อนแทบตายแต่ก็ทนนั่งไปได้” เขาชวนคุย เดินไปนั่งยังม้าไม้ที่ใต้ร่มกันสาด มุมด้านในนี้มีลมโกรกตลอดเวลาเย็นสบาย

“อาการของด็อกเตอร์ผางเป็นอย่างไรบ้างคะ” ปุณิกาถาม ข่าวของด็อกเตอร์ผางที่โดนโจรทำร้ายตอนลงพื้นที่ในเขตจังหวัดหนึ่งทางชายแดนภาคตะวันตกของไทย โด่งดังจนขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แม้ตอนนั้นเธอจะยังเล็กอยู่ แต่ก็พอรู้ความ พ่อไปเยี่ยมอาการของด็อกเตอร์ผางแล้วถึงกับน้ำตาซึม หลังจากนั้นเธอก็ทราบเพียงว่าท่านกลายเป็นอัมพาตไม่สามารถมาทำงานในมูลนิธิที่ตนเองก่อตั้งไว้ได้อีก ปล่อยให้มาดามผางภรรยาดูแลมูลนิธิตามลำพัง จนกระทั่งลูกชายสำเร็จการศึกษาแล้วกลับมาช่วยบริหารงาน

“ท่านเสียแล้วครับ เมื่อปีกลาย” สวิตต์ตอบโดยไม่มองคนถาม

หญิงสาวจับกระแสในน้ำเสียงที่ยังบอกถึงความเศร้าได้อย่างชัดเจน “ดิฉันเสียใจด้วยนะคะ”

เขาตอบเสียงเรียบ “ดีแล้วครับ ท่านทรมานมานาน”

เธอไม่กล้าถามถึงมาดามผางต่อ เพราะเกรงว่าจะได้คำตอบเป็นเรื่องเศร้าอีก แต่เขาก็พูดขึ้นเองเหมือนรู้ใจ

“ตอนนี้คุณแม่ก็กลับไปอยู่บ้านคุณพ่อที่ฮ่องกง นานๆ ถึงจะมาเมืองไทยสักที” เขาเงยหน้ามองเธอ รอยยิ้มเศร้านั้นทำให้ใบหน้าเข้มดูอ่อนโยนขึ้น “แล้วคุณแม่ของด็อกเตอร์ล่ะครับ ผมไม่ได้ไปเยี่ยมท่านนานแล้ว”

เป็นฝ่ายปุณิกาบ้างที่เกิดอาการพูดไม่ออก อาชญากรรมที่เกิดกับแม่ของเธอก็เป็นข่าวดังไม่แพ้กัน และผลของมันก็ยังตามหลอกหลอนอยู่จนถึงทุกวันนี้ “ก็ยังเหมือนเดิมค่ะ โชคดีที่มีแม่อุ่นช่วยดูแล ดิฉันกำลังคิดว่าจะรับท่านกลับมาอยู่ที่บ้าน”

“ผมก็ต้องเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณพรรณรายด้วยนะครับ”

ปุณิกาอยากจะฝืนยิ้มขอบคุณแต่ก็ทำไม่ได้ นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่ทีไร ก็ปวดหัวใจแน่นในอกจนหายใจลำบากทุกครั้ง โชคชะตาเล่นตลก คนบนฟ้าช่างใจไม้ไส้ระกำ พ่อของเธอเสียชีวิตไปไม่ถึงเดือน กลิ่นควันธูปงานศพยังไม่จางหาย บ้านเธอก็โดนขโมยขึ้นและพวกมันทำร้ายมารดาของเธอจนเสียสติ เธอต้องกลายเป็นเหมือนลูกกำพร้า ทั้งที่แม่ยังมีชีวิต ยังจำภาพตัวเองนอนร้องไห้เกาะขอบเตียงมองแม่ที่เอาแต่นอนตาลอยได้ชัดเจน ช่วงชีวิตนั้นเธออาจจะเสียผู้เสียคนไปแล้ว หากไม่มีแม่นมที่ดูแลเธอมาตั้งแต่เล็กคอยให้กำลังใจและเตือนสติ

‘หนูปุ่นต้องกลับไปเรียนนะลูก ถ้าหนูปุ่นเลิกเรียน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดก็จะไร้ความหมาย’

‘แต่หนูห่วงแม่ค่ะ แม่อุ่น’

‘ไม่ต้องห่วงลูก แม่อุ่นรักแม่ของหนูเหมือนน้องสาวแท้ๆ เราโตมาด้วยกัน อย่างไรเสียแม่อุ่นก็ไม่ทิ้งแม่ของหนูหรอก นอกจากแม่อุ่นจะตายเสียก่อน’

เด็กหญิงปุณิกาในเวลานั้นถึงกับใจหาย โผเข้ากอดแม่นมแน่น ‘ไม่นะคะ แม่อุ่นอย่าตายนะ หนูไม่เหลือใครแล้ว’ สะอื้นไห้จนตัวโยน

‘โถ แม่คุณ นิ่งซะนะ แม่อุ่นไม่ตายหรอก จะอยู่รอร่วมงานรับปริญญาหนูปุ่น แทนคุณพ่อคุณแม่นะลูก’ 

และแม่อุ่นก็ทำตามสัญญาจริงๆ แม้จะไม่มีพ่อกับแม่ แต่การมีแม่นมอุ่นไปร่วมในงานสำเร็จการศึกษาก็ทำให้เธอมีความสุขและอบอุ่นใจ เสียงของชายหนุ่มคู่สนทนาดึงเธอกลับมาที่ตึกบีพีเอฟอีกครั้ง เขาคงเห็นเธอนิ่งเงียบไปนาน ถึงได้พยายามทำเสียงร่าเริง ให้เธอคลายเศร้า

“น่าเสียดาย ผมเลยอดกินชีสเค้กอร่อยๆ อีกเลย ผมจำได้นะด็อกเตอร์ ตอนเด็กๆ คุณพรรณรายมักจะอบขนมเค้กมาฝากพนักงานที่นี่ประจำ แล้วผมก็มักเป็นคนประเดิมเสมอ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นพนักงานกับเขาหรอก”

หญิงสาวขันกับท่าทางเขินๆ ของอีกฝ่าย “คุณสวิตต์คงผูกพันกับที่นี่มาก”

"อาจจะเพราะผมโตมาพร้อมๆ กับตึกหลังนี้และมูลนิธิแห่งนี้ละมังครับ” ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ยิ้มกว้าง “ด็อกเตอร์ปณิธานคุณพ่อของคุณเป็นตัวอย่างของนักพัฒนาจริงๆ ตอนที่ผมเริ่มทำงานที่นี่ใหม่ๆ ก็ได้ท่านล่ะครับที่ช่วยสอนทุกอย่าง ผมเป็นผมได้ในวันนี้ก็เพราะท่าน ตอนที่ท่านเสีย ผมรู้สึกเหมือนเสียเสาหลักของมูลนิธิเลยทีเดียว ผมถึงดีใจมาก ที่เราได้ร่วมงานกัน”

หญิงสาวตระหนักดีว่าพ่อทำงานหนักขนาดไหน ท่านเข้าร่วมงานของมูลนิธิตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโดยการชักนำของด็อกเตอร์ผาง เวลาส่วนใหญ่ของพ่อก็จะคลุกอยู่แต่ในห้องวิจัยที่มูลนิธิ หลายครั้งที่เธอยังนึกน้อยใจที่พ่อเหมือนจะรักทุกคนบนโลก เป็นห่วงทุกคนบนโลก...ยกเว้นเธอ แม้ตั้งใจว่าจะกลับมาสานงานต่อจากพ่อ แต่เธอจะสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจได้เท่าท่านหรือไม่ก็ไม่รู้ “ดิฉันอาจจะทำให้คุณสวิตต์ผิดหวัง”

“ไม่มีทางหรอกครับ ผมเชื่อว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น” เขาพยักหน้าอย่างเชื่อมั่นเต็มที่

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “ใครๆ ก็มักจะบอกว่าดิฉันเป็นลูกไม้ที่กลายพันธุ์ไปแล้วค่ะ”

ทั้งสองหนุ่มสาวหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ปุณิกาสบสายตามั่นคงของหนุ่มใหญ่ตรงหน้า ดวงตาเรียวบนใบหน้าหล่อเข้มตามสมัยนิยมของสวิตต์ คงทำเอาสาวๆ หัวใจละลายได้ง่ายๆ แต่ต้องไม่ใช่สำหรับเธอ การกลับมาที่บีพีเอฟสำคัญเกินกว่าจะวอกแวกไปเรื่องอื่นใด

ยังมีปัญหาที่ต้องสะสาง ยังมีปริศนาที่ต้องแก้ และเธอก็ตั้งใจแล้วว่าจะทำให้สำเร็จจงได้


โปรดติดตามตอนต่อไป

mamae

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • ดูรายละเอียด
Re: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๑
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 04:28:03 PM »
อ่านดร.ปุณิกา แล้วนึกหน้าออกได้คนเดียวเลยอ่ะ คนที่ขับรถพาไปบ้านพี่ฟีอ่ะ อิอิ