ผู้เขียน หัวข้อ: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๒  (อ่าน 873 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๒
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 10:53:50 AM »
บทที่ ๒

   มอเตอร์ไซค์สปอร์ตทัวริ่งสีเขียวใบไม้ชะลอเข้าเทียบจอดริมฟุตปาธ หญิงสาวซ้อนท้ายถอดหมวกกันน็อคกระโดดลงมายืนหน้ามุ่ย ก่อนสะบัดหน้าอย่างงอนๆ เดินหลบแดดไปยืนพิงกำแพงอิฐสูงระดับเอว ยกมือขึ้นพัดเร็วๆ อีกมือกระพือคอเสื้อพึ่บพั่บระบายความร้อน ดวงตาเรียวกรีดมาสคาร่าสีเข้มจิกมองตามชายหนุ่มคนขี่ที่ก้าวลงจากมอเตอร์ไซค์ เดินไปยังรถเข็นใกล้ๆ ก่อนจะกลับมายื่นถุงน้ำอัดลมให้

เธอรับมาดูดอย่างรวดเร็วด้วยความกระหาย รวดเดียวหมด ส่งถุงเปล่าคืนให้เขาเหมือนแกล้ง ชายหนุ่มมองถุงน้ำแข็งในมือ อมยิ้ม ส่ายหน้าน้อยๆ เดินกลับไปยังรถเข็นขายน้ำเจ้าเดิมอีกครั้ง

“นี่มันบ่ายแล้วนะ พี่เข้ม อะไรกัน ขี่วนไปวนมาอยู่แถวนี้แหละ ไหนว่าจะไปหาเพื่อนที่ทำสำนักพิมพ์ไง” เธอแหวใส่ทันทีที่เขาเดินกลับมา

“ก็จำได้ว่าอยู่แถวนี้” เขาตอบ เดินมายืนพิงกำแพงอิฐข้างๆ เธอ ดูดน้ำอัดลมสีดำอย่างสบายอารมณ์

“แล้วทำไมไม่โทรถามทางเขาเล่า เอาแต่ขี่มอเตอร์ไซค์หา มันจะได้เรื่องที่ไหน นี่ฉันร้อนจนหน้าจะลอกแล้วนะ” เธอโวย มีอย่างที่ไหน ปล่อยให้ ‘เจ๊นกน้อยแห่งบ้านบางโพระ’ นั่งตากแดดจนจะกลายเป็นนกย่างอยู่รอมร่อ

“ก็บอกแล้วให้รอที่โรงแรม ไม่เชื่อ”

ท่าทางเย็นใจไม่ทุกข์ไม่ร้อนของเขาดูน่าหมั่นไส้นัก คำพูดที่คล้ายตำหนิเธอว่าอยากตามมาเองทำไม ยิ่งฟังขัดหู แต่มันก็เป็นความจริงทั้งนั้น เธอเองที่ขอตามขึ้นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ขอตามมาหาเพื่อนเขาที่ทำสำนักพิมพ์ เพราะอยากรู้ให้ชัดว่าที่เขาหายขึ้นกรุงเทพฯ มาหลายๆ วันแล้วอ้างว่ามาติดต่อเรื่องพิมพ์หนังสือขาย มันจริงอย่างที่เขาอ้างหรือเปล่า เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นได้ออกหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ได้แต่เทียวไปเทียวมากรุงเทพฯ สงขลา

ความจริงแล้วเธอแอบสงสัยมากกว่าว่าเขาอาจมีเมียซ่อนไว้ที่กรุงเทพฯ เพราะเธอแสดงออกชัดเจนอยู่แล้วว่าชอบเขา แต่พ่อคุณกลับเล่นตัวทำไม่สนเธอเสียอย่างนั้น หกปีที่เขาอยู่กับเธอ หลายครั้งที่เธอพยายามเข้าหา พร้อมจะพลีร่างให้ แต่เขากลับบ่ายเบี่ยงตลอด ขนาดขึ้นมากรุงเทพฯ นอนห้องเดียวกันแท้ๆ เขายังไม่ยอมแตะต้องเธอสักนิดเดียว บางครั้งมันก็ทำให้เธอพอใจที่เขาไม่ปฏิบัติกับเธอเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่หลายครั้งมันก็ทำให้รำคาญใจ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเมียอยู่แล้ว เขาก็คงเป็นเกย์อย่างที่พวกเด็กๆ มันลือกัน

นกน้อยภาวนาขอให้เป็นอย่างแรกเถอะ จะให้ใช้สามีร่วมกับผู้หญิงคนอื่น เธอยอม แต่ถ้าต้องใช้สามีร่วมกับผู้ชาย ถึงจะรักพี่เข้มแค่ไหน เธอก็รับประทานไม่ลงล่ะ

“โทรศัพท์ดัง” เสียงพี่เข้มเตือน นกน้อยถึงได้ยินเสียงมือถือที่ดังอยู่ในกระเป๋า รีบหยิบออกมากดรับ

“จ๋าเฮียตง สบายดี” ส่งเสียงหวานเจี๊ยบไปทันทีที่รับสาย คนที่โทรมาเป็นทั้งลูกค้าและคู่ค้าที่สำคัญ “ใช่ อยู่กรุงเทพฯ จ้า แหม เฮียล่ะก็ นกน้อยก็มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างสิจ๊ะ จะให้อุดอู้อยู่แต่บ้านนอกก็ตามเขาไม่ทันกันพอดี” ยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อได้ฟังข่าวจากคนโทรมา “ต้าย จริงเหรอเฮีย ใหม่ๆ เพิ่งมาเลยเหรอ ได้จ้ะเฮีย ได้ แล้วนกน้อยจะแวะไปหานะ บายๆ” ปากอิ่มแดงยังคงยิ้มค้าง หายหงุดหงิดกับอากาศร้อนและคนใจเย็นเกินเหตุไปเลยทีเทียว

ชายหนุ่มหรี่ตามองอย่างจับผิด  “เฮียตงค้าเนื้อน่ะเหรอ”

นกน้อยหัวเราะคิกคัก “แหม พี่เข้ม ไปตั้งฉายาให้แกอย่างนั้น”

“ไหนว่าจะเลิกแล้วไง” เขาพูดเสียงเรียบ แต่คนฟังก็พอจับสำเนียงได้ว่ากำลังโดนตำหนิ

“โถ ไม่มีอะไรเลยพี่เข้ม เฮียแกก็แค่คิดถึง อยากให้แวะไปหาก็เท่านั้น ไม่เอาน่า อย่าหึงไปเลยนะจ๊ะ คนดี” แกล้งเบียดกระแซะหยอกเอาใจ แต่คนโดนหยอกยังวางท่าเฉย พูดเรียบๆ เหมือนเคย

“มันบาปนะนกน้อย เลิกได้ก็เลิกเถอะ”

หญิงสาวถอนหายใจหนัก “ฉันก็ว่าจะเลิกนั่นแหละ แต่ก็อดสงสารพวกเด็กๆ มันไม่ได้ มันไม่มีที่ไป ความรู้ก็ไม่มี มันก็เหมือนฉันตอนมาอยู่ใหม่ๆ ทั้งโง่ ทั้งไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ตัวคนเดียว ต้องผจญเวรผจญกรรมเท่าไหร่กว่าจะพอตั้งตัวได้”

ชายหนุ่มยืนดูดน้ำอัดลมเฉย เธอมักอ้างเหตุผลนี้เสมอ เขาเองไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่เพราะเห็นว่าเธอมีบุญคุณ จึงได้พยายามเตือนอยู่หลายครั้ง ไม่อยากให้ดำเนินชีวิตบนถนนโลกีย์อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองนั่นล่ะว่าจะเลือกเส้นทางไหน

“พี่เข้มไปส่งฉันที่บ้านเฮียตงหน่อยสิ” เธอชวน

“นั่งแท็กซี่ไปเองละกัน ฉันยังไม่เสร็จธุระ” เขาตอบ โยนถุงน้ำแข็งเปล่าไปลงถังขยะที่อยู่ข้างเสาไฟฟ้าตรงหน้าแม่นราวจับวาง

“เอาไว้พี่ค่อยมาหาเพื่อนพรุ่งนี้สิ วันนี้ตามหาจนทั่ว หมดไปครึ่งวันแล้ว นี่ฉันก็หิวไส้จะขาดแล้วด้วย” เธอต่อว่า

“พรุ่งนี้ก็จะกลับบ้านแล้วไม่ใช่เหรอ” เขาอ้าง

ก็จริงอย่างที่เข้มว่า แต่เธอไม่อยากยอมง่ายๆ ทำท่าสะบัดสะบิ้ง ราวเด็กที่โดนขัดใจ แต่อีกฝ่ายกลับยืนเฉย ไม่สนใจสักนิด เธอจึงได้แต่ถอนหายใจแรง ให้เขารู้ว่ากำลังไม่พอใจ สะบัดหน้าเชิดใส่

สายตาบังเอิญมองผ่านม่านต้นไม้ไปเห็นรถเก๋งสีขาวที่จอดอยู่หน้าตึกพอดี รอยครูดที่กันชนท้ายกับเลขทะเบียนเป็นพยาน เธอจำได้แม่น

“เฮ้ย! นั่นมันรถคันเมื่อเช้านี่นา พี่เข้มๆ ดูเร็ว”

ชายหนุ่มเหลือบไปมอง

“แหม อีคุณนาย ทำงานตึกใหญ่โต แต่ชนคนแล้วหนี เราขึ้นไปเอาเรื่องมันเลยดีไหมพี่” ชวนพร้อมลากแขน แต่ชายหนุ่มขืนตัวไว้

“ช่างมันเถอะน่า เราก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก” อันที่จริง เขาเองเป็นฝ่ายผิดที่ไปชนท้ายรถเธอ แถมยังยุให้นกน้อยไปหาเรื่องโวยวาย แม่คุณก็ช่างยุขึ้นเสียจริงเชียว

แม่นกน้อยหรี่ตามอง เรียกเสียงเฮี้ยบ “พี่เข้ม! นี่อย่าบอกนะว่า หลงเสน่ห์อีคุณนายหน้าสวยนั่น”

“จะบ้าไปใหญ่แล้ว อย่างนั้นน่ะนะสวย ต้องอย่างนกน้อยนี่สิถึงเรียกว่าสวยได้” เขาชมเอาใจ หวังให้เธอลืมเรื่อง ‘คุณนาย’ คนนั้น

“ฉันก็ว่า พี่เข้มคงไม่ตาต่ำแบบนั้นหรอก ผู้หญิงอะไร นมก็ไม่มี ก้นก็แฟบ อย่างกะไม้กระดาน แต่งตัวเชยกว่าฉันเป็นร้อยเท่า ไม่รู้หลุดมาจากโลกไหน”

ท่าทางจะไม่ชอบหน้าคุณนายคนนั้นเอาจริงๆ จังๆ เขารีบเตือนเพื่อเปลี่ยนประเด็น “จะรีบไปหาเฮียตงไม่ใช่เหรอ”

นกน้อยอ้อยอิ่งตื้อให้เขาไปส่งอีกรอบ แต่เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ยอมตามใจแน่แล้วก็ได้แต่ถอนใจ ตีหน้าเศร้าเดินไปเรียกแท็กซี่ เธอก็พอเข้าใจล่ะว่าเขาไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจของเธอ ถึงได้พยายามชวนให้เลิกอยู่บ่อยๆ แต่ใช่ว่ามันเริ่มแล้วจะเลิกได้ง่ายๆ เสียที่ไหน

ชายหนุ่มส่งเพื่อนสาวขึ้นรถแท็กซี่ ก่อนจะขึ้นมอเตอร์ไซค์ทะยานออกไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้สำหรับวันนี้ ต้องขอบใจเฮียเนื้อสดนั่นเหมือนกันที่ดึงนกน้อยออกไปจนได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาต้องขี่มอเตอร์ไซค์วนอยู่อีกกี่รอบ ในใจเขาประหวัดไปถึงเจ้าของรถเก๋งสีขาว เธอทำงานที่นั่นหรือนี่

เจ้าของรถเก๋งสีขาวกำลังฟังบรรยายสรุปจากทีมวิจัยของมูลนิธิอยู่ในห้องประชุมเล็กที่ติดกับห้องทำงานของสวิตต์อย่างตั้งใจ

“เราทราบกันดีว่า เชื้อไข้หวัดนกมีการพัฒนาตัวเองรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เชื้อที่แพร่ระบาดในปี ๒๕๔๗ นั้นรุนแรงกว่าที่ระบาดในฮ่องกง ปี ๒๕๔๐ และสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีความรุนแรงถึงระดับไฮลีท็อกซิก (highly toxic) มีการคาดการณ์ว่าไข้หวัดนกจะกลับมาระบาดในภูมิภาคเอเชียอีกครั้งในปีสองปีนี้ และเป็นไปได้มากว่าความรุนแรงของเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีก และที่น่ากลัวที่สุดคือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสจนสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คน ซึ่งนั่นถือได้ว่าเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงทีเดียว”

ภาพบนหน้าจอเปลี่ยนจากภาพวงจรการระบาดของเชื้อจากนกสู่คน ไปเป็นภาพผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก ‘พลวัฒน์’ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโสยังคงรายงานต่อ “ทุนวิจัยที่ได้รับจากอเมริกาเป็นทุนเฉพาะสำหรับการวิจัยการกลายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดนก เป้าหมายเพื่อหาทางป้องกันการกลายพันธุ์ รวมทั้งพัฒนายาที่จะใช้รักษาอาการของโรคได้อย่างรวดเร็ว อีกสองปีก็จะครบกำหนดที่เราต้องส่งมอบผลการวิจัยให้ทางอเมริกาแล้วครับ”

“นอกจากทุนของอเมริกาแล้ว เราได้รับเงินช่วยเหลือจากที่อื่นอีกบ้างไหมคะ” ปุณิกาถาม ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของมูลนิธิที่สวิตต์พาเธอไปทำความคุ้นเคยเมื่อสักครู่ กว้างขวางและมีมาตรฐานระดับโลกทีเดียว และนั่นย่อมหมายถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาล

“ก็ยังมีอีกหลายประเทศทางยุโรปที่ให้การสนับสนุนเราอยู่ แต่ผมคงต้องเรียนตามตรงว่าผมไม่ทราบในรายละเอียด” เขาตอบน้ำเสียงเย็นชาพอๆ กับใบหน้าซีดขาวเรียบเฉยไร้ความรู้สึก

“อันที่จริงเราได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเอกชนหลายหน่วยงานในเมืองไทยนะครับ” สวิตต์อธิบายเพิ่มเติม “แต่เงินทุนในส่วนนั้นจะมุ่งเน้นไปที่การออกภาคสนามเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจของคนในพื้นที่ชนบทห่างไกล การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ แต่การให้ความรู้กับชาวบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย”

“ดิฉันเห็นด้วยค่ะ หากคนเราไม่เรียนรู้ว่าจะอยู่อย่างปลอดภัยได้อย่างไร ต่อให้การพัฒนาทางการแพทย์ก้าวไกลไปสักแค่ไหน เราก็ยังตามหลังโรคอยู่ดี” ปุณิกาออกความเห็นบ้าง เธอเห็นชายหนุ่มมองเธอยิ้มๆ จึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม แต่เขาก็เพียงเสมองไปทางจอภาพ ตั้งใจฟังการบรรยายของพลวัฒน์ต่อ

หลังการบรรยายเสร็จสิ้น พลวัฒน์ก็ขอตัวไปทำงานของตัวเองต่อ สวิตต์ถามปุณิกาในระหว่างเดินไปยังห้องวิจัย

“สัปดาห์หน้าเราจะลงพื้นที่กันที่ภาคใต้ ด็อกเตอร์สนใจไหมครับ”

“จะดีหรือคะ ดิฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานภาคสนาม เกรงจะไปเกะกะเขาเปล่าๆ” เธอเอ่ยอย่างเกรงใจ

“คงไม่หรอกครับ ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับด็อกเตอร์มากกว่า อยู่ที่เมืองนอกมานาน ได้ร่วมทริปไปกับทีมสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านจริงๆ จะได้รู้ได้เห็นอะไรชัดเจนขึ้น แล้วค่อยกลับมาเริ่มงานเต็มตัว”

“ถ้าคุณสวิตต์เห็นว่าเหมาะ ดิฉันก็ไม่มีปัญหาค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะแจ้งคุณนันท์ แล้วให้เขาอธิบายรายละเอียดกับด็อกเตอร์อีกทีนะครับ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณคุณสวิตต์มากนะคะ อ้อ แล้วต่อไปกรุณาเรียกดิฉันด้วยชื่อเถอะค่ะ เรียกว่าด็อกเตอร์ตลอดแบบนี้ ดิฉันฟังแล้วเหมือนตัวเองผิดปกติ ไม่เหมือนชาวบ้านอย่างไรไม่รู้” เธอสารภาพอย่างเขินๆ

“ก็คุณไม่เหมือนใครจริงๆ” เขาพูดยิ้มๆ ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าร้อนเขินหนักกว่าเดิม พอเขาเปิดประตูห้องวิจัยให้ เธอจึงรีบเดินหนีเข้าห้องทำงานอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังโต๊ะทำงานของเธอ ทุกคนในทีมดูจะสนใจกับงานตัวเองจนไม่มีเวลาใส่ใจพนักงานใหม่ หญิงสาวจึงคว้าเอกสารที่วางกองบนโต๊ะมาอ่านเพื่อทำความคุ้นเคย

เวลาผ่านไปจนปุณิการู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าเหลือเธออยู่เพียงคนเดียวในห้องวิจัยเสียแล้ว ให้มันได้อย่างนี้สิ คนที่นี่มองไม่เห็นเธอหรืออย่างไร ไม่ทัก ไม่คุย แยกย้ายกันกลับบ้านก็ไม่มีใครบอกเธอเลยสักคำ อดนึกค่อนแคะให้ไม่ได้ว่า สงสัยจะมองกล้องเห็นแต่เชื้อโรคจนมองไม่เห็นคนเป็นๆ เสียแล้วกระมัง ก็ดีเหมือนกันที่ได้ไปออกภาคสนามสัปดาห์หน้า พวกนี้คงไม่ทันสังเกตหรอกว่าเธอหายไปไหน

หญิงสาวเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้านบ้างเหมือนกัน เปิดประตูออกไปก็เกือบชนเข้ากับคนที่สวนเข้ามา

“อ้าว คุณอริสา มีอะไรให้ช่วยคะ”

“เอ่อ พี่นันท์ให้สาเอารายละเอียดการเดินทางลงพื้นที่สัปดาห์หน้ามาให้ด็อกเตอร์ค่ะ” เธอบอกเสียงแผ่ว “ด็อกเตอร์จะกลับแล้วเหรอคะ ขอโทษนะคะ สามัวแต่แก้เอกสารจนช้าเลย”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อ้อ แล้วเรียกปุ่นเฉยๆ ก็ได้ค่ะ เราน่าจะรุ่นเดียวกัน” ปุณิกาตอบมองเอกสารในมือก่อนจะเก็บลงกระเป๋า เงยหน้าส่งยิ้มให้พนักงานเดินสาร “คุณสาเป็นอย่างไรบ้างคะวันแรก” ถามแล้วก็ต้องหัวเราะคิก เมื่อเห็นอีกคนทำท่าปาดเหงื่อ

“ยุ่งมากเลยค่ะ เพราะเขากำลังเตรียมงานลงพื้นที่กัน แต่ก็สนุกค่ะ สาดีใจมากเลยที่พี่นันท์ยอมให้ไปลงพื้นที่ด้วย นึกว่าจะโดนทิ้งให้เฝ้าออฟฟิศคนเดียวเสียแล้ว อ้อ แล้วสาก็ดีใจมากด้วยที่ด็อกเตอร์ เอ้ย ที่คุณปุ่นจะไปด้วยกัน เราไปเป็นเพื่อนกันนะคะ น้องใหม่สองคน”

“ เอ แล้วจะมีการรับน้องใหม่แบบโหดๆ ไหมล่ะคะเนี่ย” ปุณิกาถามเล่นๆ แต่ทำเอาคนโดนถามหน้าแหย

“นั่นสิคะ พี่นันท์ยิ่งดุๆ อยู่ด้วย”

ปุณิกาหัวเราะขำท่าทางเหมือนเด็กกลัวผู้ใหญ่ของเพื่อนร่วมรุ่น หรือเธอจะแก่รุ่นกว่าอริสาเสียก็ไม่รู้ อย่างไรก็ตาม เธอก็สบายใจขึ้นมากที่อย่างน้อยก็มี ‘เพื่อนใหม่’ แล้ว แม้จะไม่ได้ทำงานแผนกเดียวกัน แต่ก็ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวกับงานใหม่สถานที่ใหม่จนเกินไปนัก

เพราะบังเอิญว่าอริสากำลังจะกลับบ้านและมันก็เป็นทางผ่านของเธอพอดี ปุณิกาจึงแวะส่งเพื่อนใหม่ที่ใกล้หน้าปากซอยบ้าน ก่อนจะตรงขึ้นทางด่วนกลับบ้าน แม่อุ่นนั่งรอต้อนรับอยู่ที่ม้าหินในสวนหน้าบ้าน

“เป็นอย่างไรบ้างลูก งานวันแรก” ถามขึ้นทันทีที่เธอเปิดประตูลงจากรถ

“ก็ดีค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ยิ้มโรยๆ ส่งให้

“เหนื่อยเหรอ แหม วันแรก เขาก็ใช้งานเราหนักเลยหรือนี่ มิน่าตอนพ่อเราทำงาน ถึงได้ทำหามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง” แม่อุ่นบ่นอย่างกรุ่นๆ จนเธอต้องแก้ความเข้าใจผิด

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ แม่อุ่น” เพราะที่เหนื่อยนั้นไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องคนที่ร่วมงานด้วยมากกว่า พวกเขาอาจจะพอรู้ว่าเธอเป็นลูกใคร และอาจจะคิดสรุปไปด้วยว่า เธออาศัยเส้นสายเข้ามาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิจัย “พอดีวันนี้อ่านเอกสารเยอะน่ะค่ะ เลยเริ่มตาลาย” หัวเราะแก้เกี้ยวให้แม่นมสบายใจ

“งั้นเข้าบ้านก่อน แม่อุ่นเตรียมอาหารไว้รอแล้ว จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมลูก”

หญิงสาวพยักหน้า ยิ้มสดใส “ก็ดีค่ะ เหนื่อยปุ่นไม่กลัว แต่กลัวหิว”

แม่นมหัวเราะลูกสาวนอกไส้ เดินไปปิดประตูรั้วก่อนจะตามเข้าบ้าน จัดโต๊ะอาหารเรียบร้อยก็พอดีปุณิกาลงมาจากห้องพอดี

“โอ้โห น่าทานทั้งนั้นเลย”

“งั้นทานเยอะๆ นะ” แม่นมยิ้มภูมิใจ

“อุ้ย ทานเยอะไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวอ้วน อายุมากแล้วต้องคุมน้ำหนักหน่อย เดี๋ยวไม่สวยไม่มีใครมาขอ” เธอต่อปากต่อคำ แต่ก็ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ อย่างเอร็ดอร่อย

“ไม่มีใครมาขอก็ไม่เป็นไร แม่อุ่นดูแลหนูเอง ไม่เห็นง้อใครเลย”

ปุณิกายิ้มตาหยี ไม่ว่าอะไร กินข้าวต่ออย่างสบายใจ

“วันนี้แม่อุ่นไปทำเรื่องรับตัวคุณพรรณรายกลับบ้านแล้วนะ หมอเขานัดให้ไปรับได้วันเสาร์”

หญิงสาวพยักหน้ารับทราบ

“หนูปุ่นแน่ใจแล้วหรือลูก กลับมาที่สภาพแวดล้อมเดิมๆ แม่เขาอาจจะอาการทรุดลง” แม่นมอุ่นปรึกษาอย่างเป็นห่วง

“แต่เราก็ปรับปรุงบ้านใหม่ ไม่เหมือนเดิมแล้วนี่คะ ปุ่นอยากอยู่ใกล้แม่ค่ะ อยากดูแลท่าน ทิ้งให้เป็นภาระแม่อุ่นมาตั้งนานแล้ว”

“ภารงภาระอะไรเล่าลูก คุณพรรณรายไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ ตัวแม่อุ่นเองก็ไม่มีใคร ดีใจเสียอีกที่ได้ดูแลเธอ”

“ขอบคุณนะคะ” ปุณิกาเอื้อมมือไปกุมมืออวบของแม่นมอุ่น อีกฝ่ายก็กระชับมือมั่น ยิ้มอ่อนโยน สำหรับผู้หญิงตัวเปล่าอย่างอุ่นทิพย์ นายจ้างเป็นครอบครัวเดียวที่เธอมี

“อ้อ สัปดาห์หน้าปุ่นจะต้องไปลงพื้นที่นะคะ”

“ไปหลายวันเลยหรือ”

“ห้าวันค่ะ ล่องใต้ไปหลายจังหวัดอยู่เหมือนกัน”

“อันตรายไหมลูก ทำไมเราเป็นนักวิจัยต้องไปลงพื้นที่ด้วยหรือ” แม่นมถามอย่างกังวล

“ไม่อันตรายหรอกค่ะ ไปกับทีมเป็นสิบคนเลย” ถึงจะไม่รู้สถานการณ์แต่ก็ต้องยืนยันความปลอดภัยไว้ก่อนเพื่อให้คนฟังสบายใจ “อีกอย่างการได้ลงไปศึกษาพื้นที่ก็เป็นประโยชน์นะคะ น่าสนุกด้วย”

“อย่ามัวแต่นึกสนุก ต้องดูแลตัวเองดีๆ รู้ไหม” แม่อุ่นเตือนอย่างเป็นห่วง

หญิงสาวรับคำมั่นเหมาะ ก้มหน้ากินข้าวต่ออย่างสบายใจ เสาร์นี้เธอก็จะได้รับแม่มาอยู่บ้านแล้ว เธอเชื่อว่าการดูแลอย่างใกล้ชิดจากลูกจะต้องทำให้แม่อาการดีขึ้น ถึงจะมีความทรงจำที่เลวร้ายที่บ้านหลังนี้ แต่ความทรงจำดีๆ ของแม่และเธอมีมากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า และมันจะช่วยเยียวยาให้แม่หายป่วยได้เร็วขึ้นแน่นอน

ปุณิกากลับขึ้นห้องพักอีกครั้งหลังอาหาร ว่าจะหยิบรายละเอียดลงพื้นที่มาอ่าน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เดินไปเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา

ปกหนังสีดำเก่าคร่ำไปตามกาลเวลา เธอเปิดไปหน้าที่มีรูปคู่ของเธอกับพ่อกอดคอกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสนุกและความสุข แม่เป็นคนถ่ายรูปนี้ ตอนที่พ่อพาเราไปเชียร์ฟุตบอลทีมโปรดที่สนามย่านรามคำแหง เธอยกรูปถ่ายขึ้นแนบอก รำพึงแผ่วเบา “หนูคิดถึงพ่อค่ะ”

เนิ่นนานกว่าเธอจะวางมันกลับลงไปในบันทึก พลิกต่อไปที่หน้าสุดท้าย

‘เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือจากพระเจ้าสู่ซาตาน โลกก็คงพินาศในไม่ช้า ฉันได้แต่หวังว่ามิมิคจะช่วยเราได้’

หากถ้อยคำเหล่านี้อยู่ในหนังสือนวนิยาย เธอคงไม่สนใจอะไร แต่การที่มันถูกบันทึกไว้ในบันทึกของพ่อ ในวันสุดท้ายก่อนที่ท่านจะประสบอุบัติเหตุ อะไรบางอย่างกระตุ้นเตือนให้เธอสนใจมัน...พ่อหมายถึงอะไรกันแน่


โปรดติดตามตอนต่อไป

mamae

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • ดูรายละเอียด
Re: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๒
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 04:43:30 PM »
เดานะว่า พี่เข้มเป็นพระเอกใช่เปล่าจ๊ะ