ผู้เขียน หัวข้อ: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๔  (อ่าน 755 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๔
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 11:03:15 AM »
บทที่ ๔

   ไม่นานหลังจากรถตู้เคลื่อนออกนอกเขตกรุงเทพมหานคร นักดนตรีคณะบีพีเอฟก็เริ่มบรรเลงเพลงขับกล่อมเพื่อนร่วมทาง โดยมีแกนนำเป็นกีต้าร์โปร่งมือดีและนักร้องสาวเสียงหวานนั่งประจำเป็นคู่หูอยู่ที่เบาะท้าย ร้องเพลงไปก็เย้าแหย่กันไป สร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะให้ชาวคณะ

น้องใหม่สองคนนั่งแถวหน้า มีรัฐนันท์หัวหน้าทีมลงภาคสนามคุมอยู่ติดประตู “หนวกหูหน่อยนะครับคุณปุ่น” เขาตะโกนข้ามอริสาที่นั่งอยู่ตรงกลางไปคุยกับ ‘แขกพิเศษ’ อย่างเกรงใจ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ สนุกดี” เธอปรบมือตามจังหวะ สนุกสนานไปกับบรรยากาศครื้นเครง หลายเพลงไม่เคยได้ยินมาก่อน บางเพลงเป็นบทเพลงอมตะที่เคยผ่านหูร้องตามได้

“จริงด้วยค่ะ นึกถึงบรรยากาศตอนออกค่ายอาสาฯ สมัยเรียนหนังสือนะคะ” อริสาชวนคุยบ้าง   

“เคยไปออกค่ายกับเขาด้วยหรือ เราน่ะ” รัฐนันท์มองหญิงสาวที่นั่งข้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ท่าทางนุ่มนิ่มเป็นคุณหนูแบบนี้ พ่อแม่ยอมให้ออกมาจากบ้านก็เก่งแล้ว

“เคยสิคะ สนุกจะตาย สาน่ะคนสำคัญของค่ายเลยนะคะ”

“ผอมจนลมพัดปลิวแบบเธอน่ะนะคนสำคัญ”

“แน่นอนค่ะ ก็เป็นเหรัญญิกคอยกุมเงินไงคะ ไม่สำคัญเหรอ”

รัฐนันท์เบ้หน้า “ว่าแล้ว อย่างเราจะไปทำอะไรเป็น”

“แหม อย่ามาดูถูกกันหน่อยเลยพี่นันท์ ขุดดิน ปลูกป่า สร้างฝาย สาเคยทำมาหมดแล้วทั้งนั้น”

รัฐนันท์ส่ายหน้าไม่อยากจะเชื่อราคาคุย หันไปถามอีกคน “คุณปุ่นเคยไปออกค่ายบ้างไหมครับ”

“ไม่เคยค่ะ ตอนอยู่ที่โน่น เวลามีวันหยุดยาวก็จะพากันไปตั้งแคมป์เที่ยวเสียมากกว่า ไม่ค่อยทำตัวเป็นประโยชน์สักเท่าไหร่” ความสนุกในวัยเรียน แค่นึกถึงก็รู้สึกสนุกแล้ว

“ไปตั้งแคมป์ที่ไหนเหรอคะ” อริสาถามแทรกขึ้น

“ก็ตามภูเขา แม่น้ำ แล้วแต่เพื่อนชวนค่ะ ใครชวนไปไหนก็ไป ถ้าไม่ติดอะไร”

“น่าสนุกจังค่ะ สาก็อยากไปตั้งแคมป์นอนในป่าบ้างเหมือนกัน คงตื่นเต้นดีนะคะ”

“อะไรๆ ก็สนุกไปหมดเลยนะเรา” รัฐนันท์ค่อนอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดู

“ก็จริงนี่คะ” หันไปชวนเพื่อน “ไว้เราหาโอกาสไปเที่ยวป่ากันนะคะคุณปุ่น ไม่ให้พี่นันท์ไป” แอบกระซิบแต่คนโดนพาดพิงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ มีหรือจะไม่ได้ยิน

“เอาเถอะ อย่างกับฉันอยากไปนักนี่  คุณปุ่นอย่าไปวางใจยัยเด็กต๊องนี่นะครับ เดี๋ยวพาหลงป่าล่ะแย่เลย เป็นภาระคุณปุ่นอีก”

“พี่นันท์น่ะสิต๊อง มาว่าสาแบบนั้นได้ไง” คนโดนว่าทำหน้าเง้าอย่างแสนงอน

“นี่เธอกล้าว่ารุ่นพี่ติงต๊องเหรอ” เขาชี้หน้าคาดโทษ

หญิงสาวยกมือปิดปาก สั่นหัวดิก “ปะ เปล่า เปล่านะคะ สาไม่ได้ตั้งใจ” เสียงอ่อยลงไปถนัด ยิ่งเห็นหัวหน้าทีมทำหน้าบูดยิ่งลนลาน “สาขอโทษค่ะ อย่าโกรธสานะคะ”

รัฐนันท์ไม่ได้โกรธจริงจังอะไร เพียงอยากจะแหย่น้องใหม่เล่นเท่านั้นเอง เห็นท่าทางหงอๆ แล้วมันขัดหูขัดตาชอบกล คอยดูเถอะ จะแกล้งให้หนักเชียว

หลังจากแวะพักทานมื้อเที่ยงที่ประจวบคีรีขันธ์ บทเพลงก็เริ่มเบาจังหวะลงและฟังสบายขึ้น จะเพราะท้องอิ่มหรือเพลงเย็นๆ ช่วยกล่อมก็ไม่ทราบได้ ไม่นานสมาชิกทั้งคันรวมทั้งนักร้องนักดนตรีก็พร้อมใจกันหลับผล็อย ยกเว้นคนขับที่ต้องหันไปเปิดวิทยุฟังเบาๆ เป็นเพื่อนคลายเหงา

ความครึกครื้นเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากแวะพักรถที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง เหล่าสมาชิกแยกย้ายกันทำธุระส่วนตัวแล้วกลับมารวมตัวกันที่รถอีกครั้ง ปุณิกาสังเกตเห็นว่าไม่มีใครกลับขึ้นรถตู้เลย จึงยืนรออยู่ใกล้ สิบนาที สิบห้านาทีก็แล้ว หัวหน้าทีมเองก็นั่งอ่านเอกสารเฉย ไม่เห็นเรียกคนขึ้นรถ ด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถามรัฐนันท์

“เราไม่ไปกันต่อหรือคะ”

รัฐนันท์เงยหน้า ส่งยิ้มให้ “ไปครับ รอรถมารับ”

“อ้าว เปลี่ยนรถเหรอคะ” อริสาถามแทรกขึ้น

“ใช่ รถตู้เข้าหมู่บ้านไม่ได้”

สองสาวมองหน้ากัน รัฐนันท์จึงอธิบายเพิ่ม “หมู่บ้านต้องขึ้นเขาไป และทางก็ค่อนข้างแคบ สวนกันลำบาก รถใหญ่อย่างรถตู้เข้าไม่ได้ คนขับก็ไม่ชำนาญทาง เลยต้องอาศัยรถท้องถิ่น”

“แล้วไปอีกไกลไหมคะ” ปุณิกาหวั่นใจนิดหน่อย เพราะตะวันก็เริ่มบ่ายคล้อยลงแล้ว

“ไม่ไกลหรอกครับ ประมาณสองสามชั่วโมงก็ถึง”

เสียงแตรรถเรียกความสนใจของทุกคน รถสองแถวสีแดงเก่าคร่ำสนิมเขรอะเข้ามาจอดเทียบ คนขับยิ้มกว้างเห็นฟันเหลืองเด่นอยู่บนใบหน้าคล้ำจัด ส่งเสียงห้าวสำเนียงถิ่นใต้มาทัก “โทดที มาแชไปหิด พร้อมไปแล้วม้าย”

รัฐนันท์และชาวคณะพร้อมใจกันยกมือไหว้ “ไม่นานครับผู้ใหญ่ ไปกันเลยไหม”

“ไปๆ ขึ้นเลย” ผู้ใหญ่กวักมือเรียก

หัวหน้าทีมหันไปสั่งการ เหล่าสมาชิกจึงช่วยกันขนสัมภาระเปลี่ยนขึ้นรถสองแถว อริสามองสภาพรถสองแถวที่ผุจนสนิมขึ้นเต็มไปหมดตลอดตัวถัง หลังคาบุบบี้มีลังกระดาษสี่ห้าใบวางเทินคาดด้วยยางสีดำเส้นใหญ่ เครื่องยนต์ส่งเสียงครางหึ่งราวกับคนที่เหนื่อยจนแทบจะหมดแรง สภาพนี้จะพาไปถึงหมู่บ้านเป้าหมายหรือไม่ เธอไม่กล้าคิด

“เอ้า มัวยืนบื้ออะไรอยู่” เสียงเรียกของรัฐนันท์ทำเอาคนกำลังคิดเพลินๆ สะดุ้ง “เอานี่ไป” เขาส่งกล่องใบโตให้

หญิงสาวรับมาแล้วแทบทรุดลงไปกองเพราะไม่ได้เตรียมตั้งหลักกับความหนักของกล่อง คนยื่นให้ยังไม่สะใจ วางกระเป๋าใบย่อมอีกใบ เทินขึ้นไป สั่งสำทับเสียงเข้ม “เอาขึ้นรถเร็วสิ”

อริสาย่นหน้าใส่คนวางอำนาจ ยื่นของให้คนอื่น แต่ตัวเองกลับเดินตัวปลิวไปที่รถ กล่องและกระเป๋าน้อยใหญ่ถูกจัดเรียงขึ้นรถคันใหม่ เหลือพื้นที่ให้คนนั่งอยู่ครึ่งคัน รถสองแถวตอนนี้ไม่เหลือสักแถวเพราะกลายเป็นที่วางของหมด คนจึงต้องกระเด็นลงมานั่งที่พื้นรถแทน ปุณิกาถูกคะยั้นคะยอให้ไปนั่งหน้าคู่คนขับ จะได้ไม่ต้องเบียดกับสมาชิกคนอื่นๆ อริสาย่องจะตามไปด้วย แต่โดนดึงไว้

“จะไปไหน เราน่ะต้องมานั่งหลัง ขึ้นไปเลย” ว่าพลางโบกมือไล่ให้ขึ้นรถ ก่อนหันไปหาสาวร่างท้วมเพื่อนร่วมทีมอีกคน “พี่เดือนครับไปนั่งหน้ากับคุณปุ่นเถอะ นั่งหลังเดี๋ยวจะเมา”

“โธ่ พี่นันท์ สาก็เมารถเหมือนกันนะคะ” ตีหน้าเสียน่าสงสาร

“กลัวเมา?” ชายหนุ่มถาม เลิกคิ้วมองหยั่งเชิง เห็นน้องใหม่พยักหน้างึกงัก “กลัวเมาก็รออยู่ที่นี่ละกัน ดีไหมจ๊ะ” น้องใหม่รีบสั่นหน้า “งั้นจะขึ้นรถไปดีๆ หรืออยากโดนทิ้งไว้ที่นี่ เลือกเอา” รัฐนันท์ยื่นคำขาด ก่อนหันไปมองสำรวจความเรียบร้อยเป็นสุดท้าย หันไปโบกมือให้คนขับรถตู้ “ไปก่อนนะพี่แสง”

เมื่อลูกอ้อนไม่เป็นผล ขืนชักช้าอาจโดนทิ้งจริงๆ อริสาจึงจำใจต้องมุดลอดใต้แขนสองหนุ่มที่ยืนบังอยู่ท้ายรถเข้าไปแทรกตัวนั่งลงท่ามกลางกองสัมภาระ

“น้องอริสานั่งข้างๆ พี่ก็ได้จ้ะ” เอกรินทร์มือกีต้าร์ผู้ร่าเริงตลอดเวลาขยับที่ให้ แต่ก็กว้างแค่พอหย่อนก้นลงได้เท่านั้น หญิงสาวต้องกอดเข่าเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็จะไปเกยเข่าของเอกรินทร์กับจอมใจที่นั่งขนาบอยู่สองข้างซ้ายขวา อีกสามหนุ่มยืนเกาะอยู่ท้ายรถ เสียงรัฐนันท์ตะโกนบอกคนขับให้ออกรถได้เลย ไม่นานเครื่องยนต์ก็เริ่มเดินและรถค่อยๆ เคลื่อนตัว

ผ้าใบที่ถูกดึงลงมาปิดสองข้าง และสามหนุ่มที่ยืนปิดท้ายรถ ทำให้บรรยากาศในช่องแคบที่คนห้าคนนั่งเบียดกันอยู่แสนจะอึดอัด อริสารู้สึกราวตัวเองเป็นพวกต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย พยายามมองลอดช่องผ้าใบออกไป ก็มองไม่เห็นชัด ทั้งๆ ที่สภาพรถแสนจะเก่า คนขับก็ยังตะบึงแบบไม่มีถนอมคันเร่ง หลายต่อหลายครั้งที่รถกระเด้งกระดอนอย่างแรงจนตัวแทบลอย เลี้ยวทีคนนั่งก็เอนเค้เก้ไปกองรวมกันแทบจะเป็นก้อนเดียว หญิงสาวนึกภาพรถกระเด้งจนล้อหลุดกระเด็นวิ่งนำไปก่อนแบบที่เคยเห็นในหนังตลก แล้วก็ต้องรีบสั่นหน้าโดยเร็วเพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์ที่จินตนาการขึ้นจริงๆ ประเมินจากสภาพรถแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากทีเดียวเสียด้วย

ผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้โดยสารแต่ละคนก็เริ่มขยับ หยิบผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ขึ้นมาคลุมปิดหน้าปิดตา อริสามองเหลียวซ้ายแลขวาไม่เข้าใจ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียว รถก็เลี้ยวเข้าเส้นทางที่เป็นทางลูกรัง ฝุ่นทางเล็ดลอดผ่านผ้าใบบังเข้ามาในรถคลุ้งจนแทบสำลัก อริสาได้แต่ยกคอเสื้อขึ้นมาปิดจมูกแก้ขัด หลับตาแน่นปี๋ น่าเจ็บใจจริงเชียว ไม่มีใครบอกให้เธอเตรียมตัวไว้บ้างเลยว่าจะเจอกับอะไร

ดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนลงต่ำ แสงสว่างก็ค่อยเลือนรางลงเรื่อยๆ แต่รถก็ยังเร่งรุดไปเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธอเดาเอาว่ารถคงกำลังไต่ขึ้นเนิน เพราะกระเป๋าที่วางเทินอยู่ข้างหลัง ไหลลงมากระแทกศีรษะอยู่หลายหน จนคอแทบเคล็ด ลมที่ลอดช่องผ้าใบเข้ามาเย็นขึ้นจนรู้สึกได้

ราวกับนานนับปีกว่าความทรมานจะจบสิ้นลง ในที่สุดรถก็ค่อยๆ ชะลอจนจอดสนิท ได้ยินเสียงพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะสนุกสนานอื้ออึงอยู่นอกรถ อริสาก้าวลงจากรถอย่างมึนๆ รู้สึกสะท้านไปกับอากาศเย็นภายนอก ไม่รู้ขึ้นเขามาสูงเท่าไร เหลือบไปเห็นพี่เดือนเดินหน้าซีด ไปหลบอาเจียนดมยาดมอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ มีดร.ปุณิกาคอยลูบหลังให้

“เอ้า อย่ามัวชักช้าอยู่ ช่วยกันขนของไปโรงนอนก่อน” เสียงร้องสั่งงานของรัฐนันท์ ดังมาพร้อมกับมือใหญ่คว้าแขนอริสาลากกลับไปที่ท้ายรถ ยกกระเป๋าสามใบมายื่นส่งให้ นี่คุณพี่เห็นเธอเป็นยอดหญิงจอมพลังหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่เป็นรุ่นน้องจะทำอะไรได้ นอกจากต้องยอมรับมาโดยดุษฎี แค่ไม่อยากขัดใจคนหน้าดุหรอก ถึงได้ยอม

“แล้วโรงนอนอยู่ไหนคะ”

“เดินตามเขาไป เดี๋ยวก็เจอเองล่ะ” บอกส่งๆ ก่อนก้าวขึ้นรถไปรื้อของออกมาอีก

อริสาเดินตามเอกรินทร์ไปจนถึงอาคารโปร่งชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องสีฟ้าซีดซึ่งครั้งหนึ่งคงเคยเป็นสีน้ำเงินสดใส กำแพงอิฐฉาบปูนสูงแค่เอวกั้นเป็นรั้วโดยรอบ เปิดช่องเป็นทางเข้าออกอาคารไว้สองข้าง ภายในตัวอาคาร นอกจากกองเก้าอี้ที่วางซ้อนกันอยู่ที่มุมหนึ่งแล้วก็ไม่มีอะไรอีก พื้นซีเมนต์ผิวเรียบมีร่องรอยว่าผ่านการใช้งานมานานจนเป็นสีเทาเข้ม

“เราจะนอนกันที่นี่หรือคะ” อริสาเอ่ยถามหลังจากวางกระเป๋าสามใบที่ถือมาลงบนพื้นข้างๆ กองสิ่งของที่พวกรุ่นพี่คนอื่นๆ ขนมา

“ใช่แล้วจ้ะ” เอกรินทร์ตอบ “นี่เป็นอาคารเอนกประสงค์ของหมู่บ้าน ใช้เป็นทั้งที่ประชุม เป็นโรงเรียน และตอนนี้ก็เป็นห้องนอนสำหรับแขกผู้มีเกียรติอย่างพวกเราด้วย” อธิบายต่อด้วยท่าทางภูมิใจ

อริสากำลังคิดว่าจะนอนกันเข้าไปได้อย่างไรบนพื้นซีเมนต์ ก็พอดีหญิงชาวบ้านสามสี่คนเดินหอบเสื่อและเครื่องนอนอื่นๆ เข้ามาให้

เธอจึงเข้าไปช่วยสาวชาวบ้านจัดการที่หลับที่นอนหมอนมุ้ง ได้ยินเสียงเอกรินทร์เจรจากับสาวๆ เป็นภาษาใต้ คล่องปรี๋อจนน่าเชื่อว่าจะเป็นคนใต้ ทั้งๆ ที่รูปร่างหน้าตาออกจะขาวเหมือนคนเหนือเสียมากกว่า

แม้จะฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พอจับใจความได้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บีพีเอฟมาลงพื้นที่ที่หมู่บ้านบางกะลาแห่งนี้ เอกรินทร์หันมาอธิบายเพิ่มเติมว่า

“เรามากันทุกปี ทำงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านหมู่นี้ เน้นให้พวกเขามีสุขอนามัยที่ดี และมีอาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้”

“มิน่า สาเห็นพวกพี่ๆ สนิทสนมกับชาวบ้านกันทั้งนั้น”

“ชาวบ้านเขาก็เห็นเราเป็นเหมือนลูกหลาน เขารู้ว่าเรามาช่วยพัฒนา เขาก็ต้อนรับอย่างดี” จอมใจเสริมยิ้มๆ

“คืนนี้จะมีงานเลี้ยงด้วย เมียผู้ใหญ่เกณฑ์สาวๆ ไปช่วยกันทำครัวอยู่” พี่สาวที่กำลังช่วยปูที่นอนให้ เจรจาภาษากลางชัดถ้อย

“แหม ลาภปาก แต่อย่าให้ถึงกับต้องล้มวัวเหมือนปีที่แล้วเลยนะจ๊ะแม่”

หญิงสาวที่เอกรินทร์เรียกแม่หัวเราะ ไม่รู้ว่าเขินหรือขันกับท่าทางก้อร่อก้อติกของเขากันแน่ เดือนเพ็ญกับปุณิกาเดินเข้ามาสมทบ ใบหน้าคนเมารถยังซีดเผือด เห็นที่นอนก็ล้มตัวลงนอนแผ่หมดสภาพ

“คืนนี้ให้พี่เดือนแกพักเอาแรงก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีแรงเปรี้ยวได้เหมือนเดิม” เอกรินทร์หันมาแซวคู่หูนักร้องเสียงทองที่นอนหายใจระรวย ไม่มีแรงจะตอบโต้ “ดร.น่าจะวิจัยยาที่ช่วยให้แกชินสักทีนะครับ ขึ้นมากี่รอบกี่รอบ แกก็เมาไม่สร่าง นางเมรีมาเจอนางเดือนเพ็ญหน่อยเถอะ ไม่ได้แอ้มพระสุธนหรอก”

“ฉันเมารถนะแก ไม่ได้เมาเหล้า แล้วพระสุธนน่ะคู่มโนราห์โว้ย ไม่ใช่นางเมรี มั่วจริงๆ”

“อ้าวเหรอเจ๊ แหม ตอนเรียนไอ้ผมมันก็ถนัดแต่วรรณคดีฝรั่งซะด้วย สามก๊กของเชคสเปียร์เนี่ย เล่มโปรดของผมเลย อ่านจนปรุแล้ว”

ทั้งที่รู้ว่าโดนยั่วประสาท แต่คนเพิ่งอาเจียนมา หมดแรงจะต่อกร มือข้างหนึ่งยังถือยาดมจ่อจมูก อีกมือเหวี่ยงเปะปะ “ไปมั่วที่อื่นเลยแก ชิ้วๆ คนจะพัก”

“แหม พี่เดือนผมไม่ใช่แมลงวัน มาโบกมือไล่อย่างนี้” เอกรินทร์ยังไม่ยอมเลิกแซว “จะให้ผมไปมั่วที่ไหนได้ ผมรักแต่พี่เดือนเพ็ญ แม่ดวงแขรัชนีกรยอดบุหลันของเอกรินทร์คนนี้คนเดียวเท่านั้น”

คนโดนแซวทำได้แค่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะให้รู้ว่ารำคาญ ไม่มีแรงจะเถียง ปล่อยให้อีกฝ่ายหัวเราะลงลูกคออย่างย่ามใจ
“มัวเล่นอะไรกันอยู่ เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง ผู้ใหญ่เขาเรียกชาวบ้านมาชุมนุมแล้วนะ” เสียงรัฐนันท์ร้องถามมาแต่ไกลหยุดเสียงเฮฮาของเอกรินทร์ได้ทันที

“จอม ชุดปฐมพยาบาลที่เตรียมมาให้เขาอยู่ไหนน่ะ อย่าลืมเอาไปด้วยนะ มอบกันคืนนี้เลย พรุ่งนี้ยังมีงานให้ทำอีกเยอะ”

ตามกำหนดการ ทีมแพทย์สาธารณสุขจังหวัดจะมาร่วมสมทบในวันพรุ่งนี้ และออกเยี่ยมตรวจสุขภาพของชาวบ้านแต่ละหลัง โดยแบ่งเป็นสามทีม แยกกันไปสามสาย หลังจากตรวจสุขภาพครบทุกครัวแล้ว คณะของบีพีเอฟจะจัดอบรมเรื่องการดูแลสุขอนามัยพื้นฐาน ซึ่งเคยอบรมไปแล้วตอนที่มาเยือนหมู่บ้านบางกะลาแห่งนี้เมื่อปีก่อน ครั้งนี้จึงเป็นการติดตามผลว่าชาวบ้านได้เรียนรู้ที่จะดูแลอนามัยของตัวเองหรือไม่

รัฐนันท์มองหาไม่เห็นพนักงานภาคสนามคนใหม่ “อริสาไปไหน”

เหล่าสมาชิกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่แน่ใจว่าเด็กใหม่หายไปไหน เมื่อครู่ยังเห็นนั่งหัวเราะคิกคักอยู่เลย เผลอแวบเดียว หายตัวไปไวอย่างกับล่องหน

“เห็นเดินออกไปทางด้านหลังน่ะค่ะ” ปุณิกาชี้ไปทางด้านหลังของอาคาร เธอบังเอิญสังเกตเห็นอริสาเดินตามหญิงชาวบ้านที่มาช่วยปูที่นอนออกไป ที่ไม่ได้ถามเพราะคิดว่าอาจจะไปห้องน้ำ

รัฐนันท์ก้าวยาวๆ ไปตามทางที่ด็อกเตอร์สาวชี้ ด้านหลังอาคารอเนกประสงค์เป็นป่าที่อยู่ใกล้หน้าผาเพียงนิดเดียว ทะเล่อทะล่าซุ่มซ่ามอย่างยัยบ๊องนั่น เดินร่วงตกหน้าผาไปไม่รู้ตัวจะยุ่ง เขาส่งเสียงเรียกเมื่อมองหาไม่เจอตัว สักพักจึงได้ยินเสียงขานรับ พอตามเสียงไปจนเจอตัวก็อดไม่ไหว ปล่อยเสียงหัวเราะดังลั่น

“พี่นันท์ช่วยสาขึ้นไปก่อนสิคะ มัวแต่หัวเราะอยู่ได้”

รัฐนันท์เดินไปยืนใกล้หลุมที่อริสานั่งจุมปุ๊กอยู่ ถามเสียงเจือขัน “ลงไปทำอะไรในนั้น”

“สาจะไปห้องน้ำ แต่มันสะดุดอะไรไม่รู้ลื่นลงมาอยู่ในนี้น่ะ”

ชายหนุ่มส่ายหน้า ท่าทางนุ่มนิ่มเป็นคุณหนูแบบนี้ เขาดูออกตั้งแต่มาทำงานวันแรกแล้วว่า คงเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรไม่เป็นแน่ๆ แล้วก็จริงเสียด้วย อันที่จริงหลุมนั้นไม่ได้ลึกมาก สูงแค่เลยเอวของหญิงสาวมาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แค่จะดึงตัวเองขึ้นมายังทำไม่ได้ อย่างนี้มันต้องสั่งสอนให้ช่วยตัวเองเสียหน่อย “จะไปห้องน้ำเหรอ ก็มาถึงแล้วไง หลุมเนี่ยชาวบ้านเขาเคยใช้เป็นส้วมสมัยก่อน”

“อี๋!!! เอาสาขึ้นไปนะ เร็วสิ” หญิงสาวโวยวายร้อนรน “มิน่าล่ะ เหม็นชะมัดเลย พี่นันท์เร็วสิ เอาสาขึ้นไป”

“เรื่องอะไร ตัวเราเหม็นขนาดนี้ พี่ไม่กล้าจับหรอก” รัฐนันท์หยิบท่อมไม้ใกล้มือยื่นส่งให้ “เอ้า จับนี่ละกัน”

อริสาขยับเข้ามาใกล้ขอบหลุม ไม่ยอมแตะพื้นดิน “มาใกล้ๆ หน่อยสิคะ” ปล่อยมือที่บีบจมูก ยืดตัวยึดปลายไม้ที่คนส่งให้ยื่นรอไว้เสียห่างเหมือนแกล้ง แต่แม้จะยึดไม้ได้แล้ว พยายามใช้เท้าไต่ขอบดึงตัวขึ้น แต่ก็ร่วงกลับลงไปเพราะดินผนังหลุมร่วน ยึดได้ลำบาก

อริสายิ่งโวยวาย “สาไม่ไหวแล้วนะพี่นันท์ เจ็บมือแล้ว” ครางเสียงเครือเหมือนคนร้องไห้ แล้วจู่ๆ เธอก็ปล่อยมือที่ยึดไม้ไว้ ทำให้รัฐนันท์ที่ดึงอยู่อีกด้านถึงกับหงายหลัง ดีที่ยั้งทัน ไม่ก้นจ้ำพื้น

“นี่!” ชายหนุ่มตั้งท่าจะโวยแต่พอเห็นคนที่นั่งอยู่ในหลุมร้องไห้กระซิกๆ ก็เปลี่ยนใจ ‘โธ่เอ้ย ทั้งซุ่มซ่าม ทั้งขี้แง’

“เอ้า ไม่ขึ้นมาแล้วหรือไง จะนอนในหลุมส้วมนี่เหรอ” ยัยขี้แงร้องเสียงดังขึ้นไปอีก “ก็ได้ๆ ส่งมือมา เดี๋ยวดึงขึ้นให้” แต่สาวเจ้าไม่ยอมขยับ ฟ้าเริ่มมืดลงทุกที คงหมดเวลาเล่นสนุกล่ะ ชายหนุ่มกระโดดลงไปในหลุม พยุงน้องใหม่ให้ยืนขึ้น

“สาไม่ไหวแล้ว ไม่มีแรงแล้ว” หญิงสาวโอดครวญน่าสงสาร “มันเหม็นน่ะ หายใจไม่ออกแล้ว”

“เหม็นอะไรเล่า อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า นี่มันใช่หลุมส้วมที่ไหน พี่แค่หลอกเล่น เชื่อคนง่ายจริง ไม่ได้เรื่องเลยเรานี่ ขึ้นไปได้แล้ว เร็วเข้า ฟ้าจะมืดแล้วนะ” อริสาหยุดสะอื้น แต่ก็ยังยักแย่ยักยันอยู่ รัฐนันท์รำคาญตาจึงถือวิสาสะอุ้มหญิงสาวจนตัวลอย

“ว้าย! พี่นันท์ จะทำอะไรสา”

“ร้องอย่างกับจะโดนปล้ำ ขึ้นไปเร็วๆ” สั่งเสียงเข้ม

อริสาตะกายออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่งปีนขึ้นหลุมได้สำเร็จ พริบตาเดียวชายหนุ่มก็ดึงตัวเองขึ้นจากหลุมอย่างง่ายดายขึ้นมายืนเคียงข้างกัน

“คราวหลังจะไปไหนก็เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างนะ ดูสิ เสียเวลาคนอื่นต้องมาตาม” รัฐนันท์เอ็ด ยกมะเหงกดันหน้าผากเด็กใหม่เบาๆ ก่อนจะเดินหนีกลับไปที่อาคารอเนกประสงค์

คนโดนเอ็ดยืนพูดไม่ออก ยกมือลูบหน้าผาก ขณะสำรวจความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำไมใจหวิวๆ เกิดมาในชีวิตไม่เคยโดนผู้ชายคนไหนอุ้มแนบอก นางเอกในละครคงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แบบนี้เองเวลาโดนพระเอกอุ้ม

‘เดี๋ยวนะ! อีตารัฐนันท์จอมโหดเนี่ยนะพระเอก ไม่มีทาง หนอย แกล้งหลอกให้ตกใจนึกว่าเป็นหลุมส้วมจริงๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าให้ถึงทีฉันบ้างละกัน’   


โปรดติดตามตอนต่อไป