ผู้เขียน หัวข้อ: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๕  (อ่าน 811 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๕
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 11:08:59 AM »
บทที่ ๕

   ในระหว่างที่ชาวคณะบีพีเอฟกำลังเดินลุยสวนลงทุ่งเพื่อเยี่ยมตรวจสุขภาพให้ชาวบ้านในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญอย่างหมู่บ้านบางกะลา ผู้บริหารบีพีเอฟอย่างสวิตต์ก็กำลังเครียดหนัก ตลอดสองวันที่ผ่านมาเขาต้องขลุกอยู่กับวีรัชในห้องทำงานฝ่ายไอทีตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อสืบเรื่องบัญชีเงินบริจาคของมูลนิธิที่วีรัชบอกว่า ถูกถอนเงินออกไปจนหมด ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือ เจ้าแฮกเกอร์จอมป่วนที่ชักจะ ‘หยอก’ แรงขึ้นเรื่อยๆ

สวิตต์ไม่อยากจะเชื่ออีกต่อไปว่า แฮกเกอร์ที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้จะเป็นแค่มือสมัครเล่น เขาโทรไปสืบถามทางธนาคารด้วยความร้อนใจและหวังจะเอาผิดธนาคารเต็มที่ที่ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เจาะเข้าระบบถอนเงินของลูกค้าไปจนเกลี้ยง แต่ก็ต้องหงายหลังกลับมา เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าบัญชีของมูลนิธิยังอยู่ปกติ ยอดเงินไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

“ระบบของเรามีความปลอดภัยสูงสุด มีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการของธนาคารคอยดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีทางที่จะเกิดข้อผิดพลาดแบบนั้นได้หรอกครับ” ผู้จัดการธนาคารยืนยันหนักแน่น

แต่เมื่อเขาลองเข้าระบบเพื่อตรวจสอบด้วยตัวเอง กลับพบว่ายอดเงินในบัญชีเป็นศูนย์ วีรัชก็ดูเหมือนจะมึนไปเหมือนกันว่า จอมป่วนกำลังทำอะไรของมัน ถ้าเงินยังมีอยู่ในธนาคาร แล้วทำไมไม่สามารถตรวจสอบได้จากระบบอินเตอร์เน็ต วีรัชคงจนปัญญาแล้วจึงเสนอทางออกให้ติดต่อแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีช่วยสืบหาคนร้าย

“ไม่ได้” เขาปฏิเสธ “ฉันไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่มย่ามกิจการภายในของเรา”

“แต่คุณก็เห็นแล้วว่า...เอ่อ...มันอาจต้องใช้เวลานานกว่านี้ หากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมได้” เขาเลี่ยงที่จะสารภาพว่าจนปัญญา

“ไหนนายว่ามันเป็นแค่มือสมัครเล่นไม่ใช่เหรอ” สวิตต์คอด “แสดงว่านายก็มือสมัครเล่นเหมือนกันสินะ”

วีรัชนิ่วหน้า โดนปรามาสซึ่งๆ หน้าแบบนี้ถ้าเป็นเวลาปกติคงมีสวน แต่ยามนี้ต้องสงบเสงี่ยมลงหน่อย “ผมอาจจะประเมินมันต่ำไป เพราะอย่างนี้ไง เราถึงต้องแจ้งความ”

“ไม่” สวิตต์เสียงแข็งอีกครั้ง

หัวหน้าหน่วยไอทีส่ายหน้าอย่างรำคาญใจ “คุณกลัวอะไร กับอีแค่แจ้งความ”

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องการให้ใครมายุ่มย่ามเรื่องภายในของมูลนิธิ” สวิตต์บอกปัดด้วยเหตุผลเดิม

“หรือคุณกลัวตำรวจจะขุดคุ้ยเรื่องการตายของดร.ปณิธาน?” วีรัชถามลอยๆ น้ำเสียงกึ่งยั่วเย้า

“เหลวไหล นายหุบปาก แล้วก็ทำงานตามเงินเดือนที่ฉันจ่ายเถอะ” สวิตต์ตอกกลับ มองวีรัชที่ยักไหล่เบ้หน้าท่าทางกวนประสาทเหมือนเคย ก่อนจะกลับไปตั้งหน้าตั้งตารัวแป้นพิมพ์ ราวกับว่ายิ่งรัวเร็วเท่าไหร่ ปัญหาก็จะแก้ไขได้เร็วเท่านั้น

หากสวิตต์รู้ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดสองวันมานี้ เขาเห็นวีรัชก้มหน้าขะมักเขม้นอยู่กับการตรวจสอบ กินนอนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จะห่างจอก็เพียงเฉพาะเวลาต้องไปปลดทุกข์เท่านั้น เขาไม่อยากเชื่อนักหรอก ว่ามันจะเกินมือวีรัช เพราะหมอนี่ก็เป็นแฮกเกอร์มือฉมังคนหนึ่งเหมือนกัน ฉายา ‘เดอะโกส’ ผีร้ายที่เคยแฮกเข้าระบบของรัฐบาลจนต้องโทษจำคุกมาแล้ว พ้นโทษออกมาก็ยังไม่เข็ด แต่รู้วิธีไม่ให้โดนจับได้ง่ายๆ เหมือนก่อน แถมยังแอบเปิดเวบสอนวิธีการแฮกเวบไซต์ เรียกว่าถ้ามีการมอบปริญญา วีรัชก็คงได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ละมัง

เขาได้รู้จักวีรัชเมื่อสามปีที่แล้ว ผ่านการแนะนำจากพันเอกธีรยุทธ นายทหารนอกราชการที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน ขณะนั้นเขากำลังมองหาผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเก่งๆ สักคน แม้จะไม่ชอบท่าทางยั่วโทสะคนได้ตลอดเวลาของวีรัช แต่เพราะท่านธีรยุทธรับรอง เขาจึงตกลงรับไว้ แล้วนายคนนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาวางใจให้วีรัชช่วยงานได้หลายเรื่อง แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาไม่พร้อมจะให้ใครร่วมรับรู้ รวมทั้งเรื่องอุบัติเหตุนั่นด้วย

การเสียชีวิตของดร.ปณิธาน ตำรวจสรุปว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุ จากผลการชันสูตร พบว่าผู้ตายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง นั่นเองที่เป็นข้อสันนิษฐานว่าเป็นสาเหตุของการขับรถตกสะพาน สื่อมวลชนลงข่าวการตายของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเพียงฉาบฉวย แต่มุ่งประเด็นไปที่เรื่องความไม่ปลอดภัยของแยกที่มีลักษณะเหมือนตัววายบริเวณต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และการติดตั้ง crash cushion หรืออุปกรณ์ลดแรงปะทะในบริเวณจุดเสี่ยง

ข่าวการตายของดร.ปณิธานจึงเงียบหายไปจากความสนใจในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมกับความจริงที่ว่า ดอกเตอร์ปณิธานแพ้แอลกอฮอล์อย่างรุนแรง

สวิตต์เคยคะยั้นคะยอให้ดอกเตอร์ดื่มในงานเลี้ยงของมูลนิธิงานหนึ่งเพราะไม่รู้มาก่อน มารดาของเขาออกโรงปฏิเสธแทนและเล่าให้ฟังว่า ดอกเตอร์เคยลองดื่มเพียงครั้งเดียวเมื่อตอนแตกเนื้อหนุ่ม แล้วก็เกิดอาการแพ้หายใจไม่ออก จนถูกหามส่งโรงพยาบาล แทบเอาชีวิตไม่รอด หลังจากนั้นก็ไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวกับของมึนเมาใดๆ อีกเลย

เรื่องนี้รู้กันเฉพาะคนใกล้ชิด รวมทั้งคุณพรรณรายภรรยา แต่เธอก็หมดโอกาสที่จะอุทธรณ์เรื่องนี้ให้ใครได้ยิน เพราะเกิดเหตุการณ์โจรปล้นบ้านและทำร้ายเธอจนเสียสติไปเสียก่อน คนที่น่าสงสารที่สุดในเหตุการณ์นี้คือ ปุณิกา ลูกสาวคนเดียวที่ต้องกลายเป็นกำพร้าทั้งพ่อและแม่ภายในเวลาไม่ถึงเดือน

อันที่จริง เขานับถือเธอมากทีเดียวที่อดทนต่อความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ฝ่าฟันจนเรียนจบปริญญาเอก เธอคงตั้งใจจะเดินตามรอยพ่อถึงได้กลับมาทำงานที่นี่ ตอนนี้ก็คงกำลังสนุกกับการลงภาคสนาม น่าเสียดาย ถ้าไม่ติดเรื่องยุ่งทางนี้ เขาคงได้ตามไปด้วย

มันก็น่าแปลกเหมือนกันที่เขารู้สึกประทับใจเธอตั้งแต่วันแรกที่กลับมาพบกัน จะว่าเพราะเคยเจอกันมาก่อนในสมัยเด็กก็ไม่น่าใช่ เพราะก่อนหน้านั้นเขาจำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ ต่อเมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งนั่นแหละ ความหลังจึงค่อยฟื้นตื่นจากการหลับใหล บุคลิกเงียบขรึมของเธอช่างแตกต่างจากความร่าเริงสมัยยังเยาว์ คงเป็นเพราะผ่านเรื่องเจ็บปวดใจมาอย่างสาหัส แต่ความนิ่งของเธอกลับดึงดูดให้เขารู้สึกอยากเข้าใกล้ เขาไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบหรอก แต่ความรู้สึกพิเศษที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี่คืออะไร เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ดูสิ แค่นึกถึงรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าหวาน เขาก็อดยิ้มตามไม่ได้ เมื่อไหร่หนอ เธอจะกลับมาเสียที

“เฮ้ย! มันกลับมาแล้ว!” เสียงร้องอย่างตื่นเต้น ดึงสวิตต์กลับมาที่ห้องทำงานของฝ่ายไอทีอีกครั้ง พอเห็นวีรัชยิ้มแฉ่งอยู่ ก็รีบเดินเข้าไปหาทันที ภาพบนจอคอมพิวเตอร์ทำให้รู้สึกโล่งอก

“นายทำยังไงให้เงินกลับมา” สวิตต์ถาม แต่คนถูกถามนั่งกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองจอคอมพิวเตอร์เฉย “เอ้า ทำอมภูมิอยู่ได้ บอกมาเร็ว”

วีรัชเหลือบตามองสวิตต์ ทำหน้าเหนื่อยหน่ายราวกับเขามาขัดอารมณ์สุนทรีย์ของตน “ผมก็...ไม่ได้ทำอะไร”

สวิตต์ยืดตัวตรง “หมายความว่าไง”

“ก็ตามนั้น ผมเข้าไปในระบบของธนาคารอีกรอบ ตรวจสอบดูอีกทีก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ แล้วพอออกมา มันก็บิงโก เงินกลับมาเหมือนเดิม”

“เป็นไปได้ไหมที่มันจะเป็นความผิดปกติของระบบธนาคาร” สวิตต์ตั้งข้อสังเกต

วีรัชส่ายหน้าช้าๆ ยกมือลูบคางตัวเองอย่างใช้ความคิด เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือว่ามีข้อความเข้า เขาจึงยกขึ้นดู ข้อความที่ได้รับทำให้เขาขมวดคิ้วยุ่ง

“อะไร” สวิตต์ถาม แต่แทนที่จะตอบวีรัชกลับส่งโทรศัพท์ให้เขาอ่านเอาเอง

‘คราวหน้าฉันจะเอาเงินสกปรกของพวกแกไปให้หมดจริงๆ ระวังไว้ให้ดี’

“นี่หมายความว่า ไอ้บ้านั่นมันยอมคืนเงินกลับมาให้เราเอง อย่างนั้นเหรอ” สวิตต์ถาม

“คุณบอกผมสิว่า มันหมายความว่ายังไง” วีรัชตอบกวนยวนประสาทตามสไตล์

“ฉันว่านายต้องรีบหาตัวแฮกเกอร์จอมป่วนนี่แล้ว มันชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน”

“นั่นสิ มันทำให้ผมสงสัยจริงๆ”

“นี่นายเพิ่งเริ่มสงสัยเหรอว่ามันเป็นใคร” สวิตต์ถามเสียงหยัน

“เปล่า” วีรัชปฏิเสธเสียงสูง “ผมสงสัยว่ามันหมายถึงอะไร ที่ว่า เงินสกปรก น่ะ” หรี่ตามองเจ้านายสุดหล่ออย่างประเมิน สวิตต์จ้องกลับอย่างไม่ลดละเช่นกัน จนวีรัชต้องเป็นฝ่ายเมินหนี “ผมคงไม่สามารถจับตัวมันได้หรอก คงต้องให้ตำรวจช่วย”

“นี่นายคิดว่าฉันกลัวตำรวจจริงๆ รึไง เอาสิ ถ้านายยอมประจานตัวเองว่าแฮกเกอร์มือหนึ่งอย่างเดอะโกสโดนลูบคม ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะให้ตำรวจเข้ามายุ่ง” สวิตต์ยิ้มเยาะ

วีรัชยืนขึ้นประจันหน้าอย่างท้าทาย “แหม ได้ยินคนเรียกชื่อเดอะโกสแล้วมันรู้สึกคันไม้คันมือ ตกลง ผมจะลากตัวมันมาให้คุณเอง แต่มีข้อแม้”

“ฉันไม่จำเป็นต้องรับข้อแม้อะไรทั้งนั้น นายคิดว่าฉันจ่ายเงินเดือนแสนแพงให้นายมานั่งกระดิกเท้าเล่นหรือไง” สวิตต์ว่าก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางประตูห้อง พอปัญหาคลี่คลาย ความเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้นอนมาตลอดสองวันสองคืนก็ส่งผล

วีรัชรีบเอ่ยขึ้น “จะเจอตัวมันได้ คุณต้องบอกผม เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการตายของดอกเตอร์ปณิธานใช่ไหม”

สวิตต์หันกลับมาช้าๆ “ดอกเตอร์เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ แทนที่จะผูกเรื่องเป็นนิยายฆาตกรรม นายควรจะใช้หัวสมองของนายคิดหาวิธีจับตัวมันให้ได้จะดีกว่า ก่อนที่ฉันจะหาคนมาทำงานนี้แทนนาย” เขาว่าเสียงเรียบแต่เฉียบขาดก่อนจะเดินออกจากห้องไป

เจ้าของห้องได้แต่หัวเราะหึกับตัวเอง สักวันเขาจะรู้ให้ได้ว่าสวิตต์กุมความลับอะไรเอาไว้ ส่วนไอ้เจ้าแฮกเกอร์จอมป่วนนั่นก็...ช่างมันปะไร เรื่องตามล่าตัวมันไม่ได้กวนใจเขาเลยสักนิด ในเมื่อเขารู้ดีอยู่แล้วว่ามันเป็นใคร


หลังจากเสร็จภารกิจที่หมู่บ้านบางกะลา ทีมงานบีพีเอฟก็บอกลาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดและชาวบ้านเพื่อเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านห่างไกลอีกแห่งในจังหวัดใกล้เคียง ผู้ใหญ่บ้านคนเดิมขับรถมาส่งสมาชิกทั้งหมดที่ปั๊มน้ำมันที่มารับ รถตู้ของมูลนิธิจอดรออยู่แล้ว แต่ละคนยังรู้สึกคึกคักครึกครื้นไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อย พูดคุยหยอกเย้ากันสนุกสนานตลอดเวลาเดินทาง

“ที่บางกะลานี่แค่เบาะๆ เดี๋ยวเราไปจัดหนักกันที่ท่าต้นสูง พี่เดือนหมดโควตาแล้วนะครับ ห้ามเมา” เอกรินทร์หยอกพลางหัวเราะรื่น

“ยังย่ะ ฉันยังเหลือโควตาของปีที่แล้ว ยังใช้ไม่หมด” คนโดนแซวย้อน ก็ปีที่แล้วเธอตั้งครรภ์ จึงไม่ได้ออกเดินทางลงภาคสนามกับทีมงาน

“โอ้ย ปีที่แล้วไม่นับครับ แหม ปีก่อนพี่ไม่เมารถก็จริง แต่เมารักจนอ้วกแตกอ้วกแตน หนักกว่านะนั่น เมานานเก้าเดือนเลย”

“ทะลึ่งแล้วนะ ไอ้น้องเอก” เดือนเพ็ญส่งกำปั้นมาเตือน เพราะนั่งไกล เลยเอื้อมไม่ถึงกบาลรุ่นน้อง

เอกรินทร์ยกมือไหว้ปลก ไม่ต่างกับลิงหลอกเจ้า ทำเอาชาวคณะขำในท่าทะเล้น “ขอโทษคร้าบ ผมผิดไปแล้ว”

“เออ สำนึกผิดก็ดี สังคมให้อภัย”

“ไม่เอา ผมมันพวกต่อต้านสังคม ให้อะไร ผมก็ไม่เอา” ว่าพลางทำหน้าเบ้ ยักไหล่

“เพี้ยนนะแก มิน่า เพื่อนๆ เขาถึงไม่อยากคบ ดูสิ ทั้งรถ มีฉันใจบุญยอมคุยกับแกคนเดียว” เดือนเพ็ญทวงบุญคุณ“จริงไหมจอม” พยายามหาพวก

“ไม่รู้สิครับ ไม่รู้ใจบุญ หรือเพี้ยนพอกัน” ตอบจบก็โดนมะเหงกเคาะไปกลางหน้าผากทันที

“นี่แน่ะ หลอกด่าฉัน” หันไปทางตัวต้นเรื่องก็เห็นหัวเราะสะใจจนตัวงอ ไม่รู้ขำจริงหรือแกล้ง แต่มันน่านัก “นันท์ยืมมะเหงกเขกไอ้ลิงนั่นที หมั้นไส้นัก”

“อย่าเลย ผมกลัวลิงกัด ไม่รู้ฉีดยาหรือยัง” รัฐนันท์ตอบยิ้มๆ

“แหม พี่นันท์ก็ ผมไม่ดุขนาดนั้น” เอกรินทร์เสียงอ่อย แต่พอรุ่นพี่หันไป ก็แยกเขี้ยวจนเห็นเหงือกเหมือนลิงขู่ใส่ กับเดือนเพ็ญที่อายุต่างแต่เข้าทำงานรุ่นเดียวกัน หยอกแรงได้ แต่กับหัวหน้าทีมอย่างรัฐนันท์...ลิงเกรงใจ

“เราต้องไปต่อรถอีกไหมคะ” ปุณิกาถาม เมื่อสงครามน้ำลายสงบลง

“ครับ แต่ไม่เกินสิบห้านาที”

“ดีจัง” อริสาร้องอย่างยินดี “ขากลับลงมาจากบ้านบางกะลา สากินฝุ่นมาจนอิ่มแล้ว”

“น้องสาไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะ รับรองไม่มีฝุ่นให้กินแล้ว” เดือนเต็มว่า

“จริงจ้ะ” เอกรินทร์รีบเสริม “เดี๋ยวเขามีแฮ้กส์แจก”

“ลูกอมน่ะเหรอคะ” อริสาถาม แต่ทั้งรถหัวเราะครืน

“เดี๋ยวถึงก็รู้เองน่า” รัฐนันท์ตัดบท ปล่อยให้สองสาวน้องใหม่มองหน้ากันอย่างสงสัย มันต้องมีความนัยอะไรแน่หรือจะโดนรับน้องแบบโหดๆ เหมือนอย่างที่เคยคุยเล่นกันก่อนออกเดินทางเสียก็ไม่รู้


โปรดติดตามตอนต่อไป


ช่วงแรกนี่เป็นของเก่า เอามาเล่าใหม่ ตั้งแต่สมัยลงแรลลี่เมื่อสองสามแรลลี่ก่อน เผื่อคนที่ลืมไปแล้ว ก็จะได้ทวนกันใหม่ พยายามเขียนให้สนุก หวังว่าคนอ่านจะสนุกไปด้วยนะคะ  ;D