ผู้เขียน หัวข้อ: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๓  (อ่าน 1167 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๓
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 10:58:21 AM »
บทที่ ๓

   เช้าวันเสาร์ ปุณิกาออกจากบ้านพร้อมแม่นมอุ่นตรงไปยังโรงพยาบาลที่แม่ของเธอรักษาตัวอยู่ ดำเนินการเรื่องเอกสารเสร็จสิ้น ก็เข้าไปรับตัวแม่ถึงเตียง ถึงแม้จะไม่พูดคุยอะไร แต่เธอก็รู้ว่าแม่ดีใจ สีหน้าของท่านสดชื่นขึ้นกว่าทุกๆ ครั้งที่เธอมาเยี่ยม

“กลับบ้านเรากันนะคะแม่” เธอกระซิบบอก ก่อนจะพยุงมารดาขึ้นจากรถเข็นเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังของรถ แม่อุ่นตามไปนั่งข้างๆ กอดประคองคนป่วยเอาไว้

ตลอดทางที่ขับรถกลับบ้าน หญิงสาวพยายามชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่เสียงตอบก็มาจากแม่นมอุ่นเท่านั้น พรรณรายนั่งเหม่อ มองไปนอกหน้าต่างเฉย โลกภายนอกกระจกรถที่วิ่งผ่านสายตาไปนั้น จะเข้าไปถึงการรับรู้ของสมองบ้างหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้

แต่พอขับรถเข้าจอดในบ้าน ทันทีที่ลงจากรถ พรรณรายก็มีอาการตื่นเต้น ร่างแข็งเกร็ง ตาลืมโพลง จนแม่อุ่นตกใจร้องเรียกปุณิกาเสียงหลง หญิงสาวรีบลงจากที่นั่งคนขับ วิ่งเข้าไปหา เนื้อตัวแม่เย็นเชียบ เธอจึงโอบแม่เข้ามากอดไว้ ลูบหลังแล้วตบเบาๆ หวังให้อาการหวาดผวานั้นบรรเทาลง

“ไม่ต้องกลัวนะคะแม่ นี่บ้านของเรา” หญิงสาวประคองใบหน้ามารดาให้มองมาที่เธอเท่านั้น “บ้านของครอบครัวเราไงคะ มีพ่อ มีแม่ มีหนูปุ่น บ้านที่เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แม่จำได้ใช่ไหมคะ” เธอพร่ำพูดซ้ำๆ จนอาการแข็งขืนของมารดาเริ่มผ่อนคลายลง จึงค่อยๆ ประคองพากันเดินเข้าบ้าน

ห้องรับแขกอันเป็นสถานที่เกิดเหตุตามคำบอกเล่าของแม่อุ่น ถูกปรับเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าเดิม ทั้งเฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่งทุกชิ้นถูกเปลี่ยนหมด แม้แต่สีผนังก็ทาใหม่ทั้งบ้าน เงินเก็บก้อนสุดท้ายของพ่อ หมดไปกับการเปลี่ยนโฉมบ้านใหม่ทั้งข้างนอกข้างใน แต่ก็นับว่าคุ้ม ปุณิกายิ้มพอใจ ที่แม่ยอมนั่งลงบนโซฟาผ้าสักหลาดสีตองอ่อนตัวใหม่โดยไม่มีท่าทางหวาดกลัวอีก

เธอหยิบอัลบั้มภาพเก่าของครอบครัวออกมาเปิดดู พร้อมกับชวนแม่คุย ในระหว่างที่รอแม่อุ่นเตรียมห้องพัก

“ภาพนี้ปุ่นอายุสามขวบ แม่จำได้ไหม เราไปปิกนิกกันที่น้ำตก ที่นั่นมีลิงด้วย พ่อเล่าว่ามันจับกระโปรงปุ่นเพราะจะแย่งขนมในมือ หนูก็เลยกลัวจนร้องไห้จ้าจนน้ำตกแทบแตกแน่ะ ขนาดลิงยังตกใจวิ่งหนีกระเจิงไปเลย”

“นี่งานฉลองวันเกิดพ่อที่ออฟฟิศ เราแอบวางแผนกับมาดามผางไปเซอร์ไพรส์พ่อกัน จำได้ไหมคะ พ่อบ่นอุบเลยว่าคราวหลังไม่เอาแล้ว พ่อไม่ชอบเซอร์ไพรส์ กลัวหัวใจวาย แต่เราก็แอบทำกันอีกบ่อยๆ เนอะ เพราะเราชอบ”

“ภาพนี้ปุ่นเป็นคนถ่ายให้พ่อกับแม่เอง จำได้ไหมคะ ถ่ายเบี้ยวเสียไปตั้งหลายอัน แต่ก็ดื้อจะถ่ายใหม่ให้ได้ แต่จะว่าไปภาพนี้ก็ออกมาสวยนะคะ แสงสีพอดีเลย ปุ่นก็มีหัวทางการถ่ายภาพเหมือนกันนะคะ แม่ว่าไหม”

ปุณิกาเชื่อว่าในส่วนลึก มารดายังจำเรื่องราวของครอบครัวได้ เพราะบางครั้งท่านก็จะลูบมือผ่านภาพบางภาพ หากมีอาการตอบสนองเช่นนี้ เธอก็จะรีบชวนคุยเรื่องราวเกี่ยวกับภาพนั้นทันที

แต่อาการตอบสนองก็ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก ส่วนใหญ่แล้ว พรรณรายจะนั่งเหม่อลอย ดวงตาไร้จุดหมาย ไม่ว่าคนชวนคุยจะคุยจนเสียงแหบน้ำลายแห้ง ก็ไม่ได้รับการสนใจ

“พอก่อนเถอะลูก วันนี้คุณพรรณรายคงเหนื่อยมากแล้ว” แม่อุ่นติง เมื่อเห็นหญิงสาวขยับจะหยิบอัลบั้มภาพเล่มใหม่มาคุยกับแม่ “แม่อุ่นว่าพาเธอไปอาบน้ำนอนพักดีกว่านะคะ” ว่าพลางเข้ามาประคองแขนคนป่วยให้ลุกขึ้น

ปุณิกาช่วยประคองมารดาเดินขึ้นบันได ไปยังห้องพักชั้นสอง ห้องนอนใหญ่ของพ่อกับแม่ถูกปิดตาย ห้องนอนแขกได้รับการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องผู้ป่วย

“ปุ่นจะช่วยอาบน้ำแม่นะคะ” เธอกระซิบบอก พยุงมารดาเข้าไปในห้องอาบน้ำ

น้ำอุ่นผสมไว้พร้อมในอ่างอาบน้ำ แม่อุ่นจัดการเปลื้องชุดออกจากตัวผู้ป่วย พยุงพาไปนั่งในอ่าง แต่คนขันอาสาแต่แรกกลับนิ่งขึง ทั้งที่ตั้งใจจะอาบน้ำให้แม่ แต่ปุณิกากลับขยับไม่ออก เธอค่อยๆ คุกเข่าลงข้างอ่าง มือกำฟองน้ำแน่นจนสั่น น้ำตาค่อยๆ ไหลริน เมื่อไล่สายตาไปตามเนื้อตัวของมารดา บาดแผลที่โดนทำร้ายกลายเป็นรอยแผลเป็นน้อยใหญ่เต็มไปตลอดเนื้อตัว แผลใหญ่สุดเป็นเส้นยาวอยู่กลางหลัง เธอไม่เคยรู้เลยว่ารอยแผลที่หมอบอกว่าโดนของมีคมบาดทั่วทั้งตัว มันจะกลายเป็นแผลเป็นที่ตอกย้ำความเจ็บปวดมาได้จนถึงทุกวันนี้

“ทำไมต้องทำกับแม่ปุ่นขนาดนี้” เธอรำพึงเสียงเครือ สงสารมารดาจับจิต โจรชั่วอยากได้อะไรก็เอาไป ทำไมต้องทำร้ายกันจนปางตายเช่นนี้ แม่เป็นผู้หญิงอ่อนหวานและใจดี ไม่ควรต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายอย่างนี้เลย

“หนูปุ่น” แม่อุ่นผละมือที่ประคองคนป่วยมากอดปลอบอีกคนแทน “เข้มแข็งไว้นะลูก มามะ แม่อุ่นจะอาบน้ำให้คุณพรรณรายเอง หนูไปรอข้างนอกเถอะ”

หญิงสาวยื้อฟองน้ำกลับ ปาดน้ำตาทั้งสองข้างแก้ม “ไม่ค่ะ หนูจะอาบเอง” เธอค่อยๆ บรรจงลูบฟองน้ำไปบนผิวมารดาแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแผลที่เย็บไว้อย่างดีแล้วนั้น จะปริแตกให้แม่ของเธอต้องเจ็บปวดอีกครั้ง

ปล่อยน้ำตาให้รินไหลปนไปกับน้ำที่ใช้อาบให้มารดา นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะต่อไปนี้ เธอจะพยายามฟื้นความทรงจำดีๆ มาลบภาพความโหดร้ายให้กับแม่ให้ได้ และคนชั่วที่ทำร้ายแม่เธอก็จะต้องได้รับกรรมที่มันก่อ หญิงสาวสัญญากับตัวเองในใจ

 
ค่ำคืนที่อบอุ่นของปุณิกา เพราะได้กลับมานอนข้างๆ มารดาอีกครั้ง หลังจากจากกันไปหลายปี กลับกลายเป็นค่ำคืนเหน็บหนาวของใครอีกคน

สวิตต์ยังเอนหลังบนเก้าอี้นุ่มที่ระเบียงคอนโดชั้นสามสิบของเขา วิวแม่น้ำเจ้าพระยาคืนนี้ ไม่น่ารื่นรมย์เหมือนเคย หนังสือในมือ ก็ไม่ได้ช่วยดึงจิตใจให้จดจ่ออยู่กับมัน แต่มักลอยไกลไปถึงคนที่ไม่ได้เห็นหน้าวันนี้

หนุ่มใหญ่ยกไวน์ขึ้นจิบ พยายามเพ่งสายตาสมาธิไปที่ตัวหนังสือแต่ก็ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน เสียงโทรศัพท์มือถือดังเป็นสัญญาณว่ามีข้อความเข้า สวิตต์หยิบขึ้นมากดดูด้วยความหวังลึกๆ บางทีเธออาจจะคิดถึงเขาเหมือนกัน แต่แล้วก็ต้องนิ่วหน้าขึ้นทันทีเมื่อเห็นข้อความ

‘ฉันจะตามล้างแก่ทุกชาติ จาก ภูตินรก’

พวกโรคจิตส่งข้อความมาตอนใกล้เที่ยงคืนอีกแล้ว มันน่ารำคาญใจเสียจริง เขากำลังจะกดลบทิ้งก็พอดีมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า จึงเปลี่ยนไปกดรับสายแทน

“มีอะไร วีรัช โทรมาซะดึกเชียว”

“คุณได้ข้อความแล้วใช่ไหม” เสียงถามเรื่อยๆ เหมือนเจ้าตัวไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร

“ใช่ นี่อย่าบอกนะว่านายเป็นคนส่ง”

คนฟังหัวเราะหึ “ถึงผมจะเพี้ยนแต่ผมไม่ขี้เล่นขนาดนั้น”

สวิตต์ขมวดคิ้ว “นายหมายความว่าไง”

“คุณลองดูสิว่าใครส่งมา” น้ำเสียงติดตลกตลอดเวลาของวีรัชบางครั้งก็กวนประสาทคนฟังอยู่เหมือนกัน

ชายหนุ่มกดดูข้อความอีกครั้ง เลขหมายที่โชว์ว่าเป็นผู้ส่งคือ เบอร์โทรศัพท์ของเขาเอง “บ้าฉิบ!! นี่มันอะไรกันวีรัช หรือว่า...”

“ใช่ เหมือนเดิม”   

คำตอบทำเอาสวิตต์หัวเสีย หลายครั้งแล้วที่มูลนิธิโดนพวกแฮกเกอร์ก่อกวน และคำอธิบายต่อมาของวีรัช ผู้จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของมูลนิธิยิ่งทำให้อยากบีบคอไอ้พวกนี้นัก

“มันลอบเข้าระบบโทรศัพท์ของเรา เปลี่ยนหมายเลขฉุกเฉินเป็นเบอร์โทรศัพท์ของคุณ แล้วก็ส่งข้อความบ้านั่นถึงเบอร์โทรศัพท์พนักงานมูลนิธิทุกคนที่มีอยู่ในฐานข้อมูล ไอ้นี่มันชอบลอบแทงข้างหลัง เผลอหน่อยเป็นไม่ได้” วีรัชหัวเราะราวกับเป็นเรื่องสนุก การเล่นไล่จับกับแฮกเกอร์จอมป่วนอาจเป็นเรื่องสนุกของไอทีมือหนึ่งอย่างวีรัช แต่สำหรับสวิตต์ มันน่ารำคาญเหมือนยุงที่บินวนตอมหน้าตอมตา แต่จับตัวไม่ได้สักที พอเผลอมันก็แอบเจาะดูดเลือดเรา แต่พอจะตบ มันก็บินหนีไปอีก

คราวที่แล้ว ลอบเข้าระบบป้องกันอัคคีภัย เปิดเสียงเตือนภัยจนอลหม่านไปทั้งตึก อีกคราวก็แกล้งตัดน้ำตัดไฟ กว่าจะแก้ไขได้ พนักงานก็ต้องทำงานใต้แสงไฟฉุกเฉินอยู่ครึ่งค่อนวัน แล้วคราวนี้ถึงขนาดแกล้งส่งข้อความไปหาพนักงานโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ของเขาเลยทีเดียว ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน เขาพยายามบอกให้วีรัชจัดการมันให้เด็ดขาด แต่ถูกปฏิเสธด้วยข้ออ้างที่ว่า ถ้าจะให้เด็ดขาดก็ต้องแจ้งตำรวจ ซึ่งเขาไม่ต้องการแบบนั้น

“มันเป็นใคร นายรู้ตัวแล้วหรือยัง” สวิตต์ถาม พยายามรักษาโทนเสียงไม่ให้แสดงอารมณ์ที่กำลังเดือดอยู่ข้างใน

“พวกสมัครเล่นน่ะ น่าจะเจ้าเดิม สงสัยมันจะแค้นที่ผมเตะตูดมันออกไปจากระบบได้คราวที่แล้ว” วีรัชตอบเสียงร่าเริงเช่นเดิม

“อย่าประมาทนะ ฉันไม่อยากเสี่ยง”

“ไม่ต้องห่วงน่า ระบบสำคัญของเรามันแฮกเข้ามาไม่ได้อยู่แล้ว อันที่จริงผมก็ไม่เห็นมันจะสนใจด้วยซ้ำ มันชอบเข้ามาหยอกเล่นแบบนี้แหละ ผมถึงว่ามันน่าจะเป็นพวกชอบลองของ เดี๋ยวผมจัดการมันก่อน”

“นี่ แล้วส่งข้อความบอกทุกคนด้วย เดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดกันหมด คิดว่าฉันเป็นโรคจิต” สวิตต์สั่งก่อนที่วีรัชจะรีบตัดสายไป สองสามนาทีต่อจากนั้น ก็มีข้อความจากเบอร์ของเขาส่งมาอธิบายว่าข้อความแรกเป็นความเข้าใจผิด ให้ลบทิ้งเสีย วีรัชคงจัดการเตะไอ้เจ้าแฮกเกอร์นั่นกระเด็นออกจากระบบไปได้แล้ว

สวิตต์จัดการลบทั้งสองข้อความทิ้ง โยนมือถือลงไปบนเก้าอี้อย่างหงุดหงิด หนังสือที่กำลังอ่านค้างอยู่ก็หมดอารมณ์ที่จะอ่านต่อแล้ว หากเป็นพวกมือสมัครเล่นชอบลองของอย่างที่วีรัชว่า เขาก็ไม่ห่วงและเชื่อมั่นว่าคนของเขาจัดการได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ ความระแวงสั่งให้รีบเดินเข้าห้องไปเปิดคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเข้าระบบเพื่อตรวจสอบไฟล์สำคัญต่างๆ ด้วยตัวเอง โล่งใจขึ้นเมื่อมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ จึงปิดคอมพิวเตอร์และตั้งใจจะเข้านอน

หากทว่าเมื่อเอนกายลงบนเตียง ภาพของหัวหน้าทีมวิจัยคนใหม่ก็ผุดขึ้นในความคิดอีกครั้ง เขาจำได้ว่าสมัยเด็กคุณพ่อเรียกเธอว่าหนูปุ่น แต่เขาเรียกยัยขี้แงจอมขี้งอน เพราะเธอมักจะทำหน้าเง้าเวลาที่ ดร.ปณิธานเอาแต่ทำงานไม่สนใจเธอ หรือไม่ก็แอบไปร้องไห้คนเดียวในสวน เธอจะจำเรื่องราวเหล่านี้ได้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นเธอยังเล็กนัก อ่อนกว่าเขาร่วมสิบปี แต่เขาไม่ลืม ยิ่งพอได้พบเธออีกครั้ง ความทรงจำก็ราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล

เด็กขี้แงเติบโตขึ้นเป็นสาวสวย เพียบพร้อมทั้งรูปทรัพย์และสติปัญญา เธออาจจะเป็นคนที่เขากำลังเฝ้ารอ ตลอดสี่สิบปีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ผู้หญิงสวยระดับนางเอกนางงามที่เข้ามาติดพัน ไม่เคยมีคนไหนที่ทำให้หัวใจเขาเต้นรัวเร็วยามอยู่ใกล้ และรู้สึกรื่นรมย์ไปด้วยเพียงได้เห็นรอยยิ้มเธอ แค่นึกถึงใบหน้าสวยหวานก็ทำเอาเขาหุบยิ้มไม่ลงเสียแล้ว

ดีกรีปริญญาเอกทางด้านชีววิทยาประยุกต์และเทคโนโลยีชีวภาพจากออสเตรเลียอย่างเธอ จะหางานทำที่อื่นที่ได้เงินเดือนสูงกว่านี้ก็ย่อมทำได้ แต่เธอก็เลือกทำงานกับมูลนิธิของเขา ‘อุดมการณ์’ ของดร.ปณิธานอาจจะเป็นยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปสู่ลูกสาว แต่เธอจะเหมือนหรือแตกต่างจากพ่อของเธอล่ะ จะเป็นอย่างที่เธอว่าไหม เธอเป็น...ลูกไม้ที่กลายพันธุ์ 

บางทีเขาน่าจะตามไปลงพื้นที่กับเธอด้วย เขาไม่ได้ลงพื้นที่นานมากแล้ว เพราะอายุที่มากขึ้นและภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลจัดการ มันคงสนุกที่ได้ร่วมเดินทางไปกับเธอตลอดห้าวัน สวิตต์นึกขำตัวเองในใจ นี่เขากลายเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าที่เพิ่งตกหลุมรักครั้งแรกในชีวิตไปแล้วหรือนี่

แต่ความตั้งใจของสวิตต์ก็มีอันต้องพับไป วันจันทร์มาถึง และเขาทำได้เพียงส่งทีมงานขึ้นรถตู้ก่อนออกเดินทางในเวลาเช้ามืดที่หน้าสำนักงานมูลนิธิ

“น่าเสียดายนะครับที่คุณสวิตต์ไปกับพวกเราไม่ได้” รัฐนันท์หัวหน้าทีมภาคสนามเอ่ย

“ผมก็เสียดาย อุตส่าห์ตั้งใจไว้แล้วเชียว นี่ถ้าไม่ติดว่ากลุ่มทุนที่เราเคยติดต่อไปขอเข้ามาเยี่ยมชมมูลนิธิของเราแล้วละก็ ผมไม่พลาดแน่งานนี้” เขาคุยกับคนตรงหน้า แต่สายตากลับมองเลยไปยังสาวสวยที่อยู่ข้างหลัง “เดินทางปลอดภัยกันนะครับ ฝากดูแลพนักงานใหม่ของเราด้วย”

รัฐนันท์พยักหน้ารับคำหนักแน่น สายตาผู้ชายเหมือนกันพอจะดูออกหรอกว่าประธานบีพีเอฟหมายความเฉพาะเจาะจงถึงใครเป็นพิเศษ “ไม่ต้องห่วงครับ ไปสามสิบสองกลับสามสิบสองครับ”

สวิตต์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปลาคนที่เขาจะไม่เห็นหน้าไปอีกหนึ่งสัปดาห์

“น่าเสียดายนะคะที่คุณสวิตต์ไปด้วยไม่ได้” ปุณิกาเอ่ยจากใจจริง

“ครับ ผมก็เสียดาย คุณปุ่นดูแลตัวเองดีๆ นะครับ มีปัญหาอะไรก็โทรหาผมได้ตลอดเวลา” เขาต้องห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปคว้ามือเธอไว้

หญิงสาวพยักหน้ารับ ยกมือไหว้ลาเขาก่อนจะเดินตามกลุ่มไปขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่แล้ว มีสายตาห่วงใยของอีกคนคอยส่งจนรถตู้ลับหายไปในหมู่ยานยนต์บนท้องถนน สวิตต์อาจจะยังอ้อยอิ่งอาลัยอยู่ตรงนั้นอีกครู่ ถ้าไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาขัดจังหวะ

“มีอะไร วีรัช” กรอกเสียงใส่โทรศัพท์ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าตึก

“มีเรื่องนิดหน่อย”

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ ไอ้แฮกเกอร์มือสมัครเล่นของนายทำอะไรให้ปวดหัวอีกแล้ว” เขาถามอย่างเซ็งๆ และคำตอบที่ได้รับหยุดอาการเซ็งได้ชะงัด อันที่จริงมันทำให้โลกของสวิตต์หยุดหมุนไปชั่วอึดใจหนึ่งเลยทีเดียว

“เงินในบัญชีบริจาคหายไป...”


โปรดติดตามตอนต่อไป

mamae

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • ดูรายละเอียด
Re: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๓
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 04:56:10 PM »
น่าลุ้น น่าติดตาม ไปต่อบทที่ 4 ดีกว่า