ผู้เขียน หัวข้อ: ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๖  (อ่าน 313 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 260
    • ดูรายละเอียด
ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๖
« เมื่อ: กันยายน 03, 2014, 08:16:05 AM »
บทที่ ๖

   สีเขียวของต้นไม้ใหญ่น้อยที่ขึ้นเบียดกันประดับสองข้างถนน กับแสงแดดยามบ่ายที่ไม่ร้อนจ้าเพราะถูกกรองด้วยม่านเมฆที่กระจายเต็มท้องฟ้า เพิ่มบรรยากาศน่ารื่นรมย์ให้กับการเดินทาง รถตู้ของทีมภาคสนามมูลนิธิบีพีเอฟแล่นไปตามถนนคอนกรีต มีแนวเทือกเขานครศรีธรรมราชหรืออีกชื่อว่าเทือกเขาบรรทัดทอดตัวยาวเป็นเพื่อนไปตลอดทาง ในขณะที่คณะเดินทางกำลังเพลินกับเสียงดนตรีขับกล่อมจากกีต้าร์โปร่งของเอกรินทร์ รถตู้ก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้แนวเทือกเขา แล้วที่สุดก็เลี้ยวเข้าซุ้มประตูทางเข้าข้างทาง ที่เหนือซุ้มประตูมีป้ายดินเผาแกะสลักชื่อว่า วัดท่าต้นสูง

   ภายในบริเวณวัดรกครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย เหมือนป่ามากกว่าศาสนสถาน ฝุ่นดินสีแดงฟุ้งกระจายตามล้อรถตู้ไปจนสุดทางที่ลานกว้าง รถกระบะสีน้ำเงินเปิดประทุนจอดดับเครื่องอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ที่ยืนต้นอยู่กลางลาน ถัดจากลานกว้างเข้าไปด้านในเป็นโบสถ์ก่ออิฐฉาบปูนไว้อย่างเรียบง่าย กาลเวลาทำให้ปูนบางส่วนกะเทาะจนมองเห็นอิฐแดงชั้นใน ไม้เลื้อยที่ขึ้นตามหลังคาบ้าง เกาะผนังโบสถ์บ้าง ทั้งเสียงหวีดหวิวของใบไม้ที่เสียดสีกันตามแรงลมโชยแผ่วชวนให้นึกถึงบรรยากาศวัดร้างเสียเหลือเกิน

   รถตู้เข้าจอดเทียบข้างกระบะ ผู้โดยสารทั้งหมดลงไปยืนบิดซ้ายบิดขวาแก้เมื่อย รัฐนันท์ออกคำสั่งให้ทุกคนขนของขึ้นรถกระบะ ส่วนตัวเองเดินเข้าไปในโบสถ์

   สักพักเขากลับออกมาพร้อมกับพระรูปหนึ่งและชายสูงวัยอีกคน ทีมงานที่เคยเดินทางมาก่อนหน้านี้พร้อมใจกันยกมือไหว้ผู้มาใหม่ และก้มกราบพระรูปนั้น ทั้งปุณิกาและอริสาก็ปฏิบัติตาม รัฐนันท์แนะนำพระสงฆ์รูปนั้นว่าเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าต้นสูง ส่วนชายอีกคนเป็นมัคนายกประจำวัดชื่อลุงสาย ปุณิกาสังเกตลุงสายน่าจะอายุราวห้าสิบเศษ พ้นจากกางเกงม่อฮ่อมสามส่วนลงมามีขาเพียงข้างเดียว ขาซ้ายของเขาน่าจะขาดถึงช่วงเข่าจึงต้องใช้ไม้ค้ำช่วยเดิน หากแต่ใบหน้าดูอิ่มเอิบยิ้มแย้มมิได้อาทรหรืออับอายกับความไม่ครบของตนสักนิด ทีมงานสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับพระครูเจ้าอาวาสอีกสักครู่ ก่อนจะกราบลาเพื่อขอเดินทางต่อ

   ลุงสายเดินนำไปที่รถกระบะ เปิดประตูขึ้นนั่งในที่คนขับ ปุณิกาหันมองชาวคณะ ดูจะไม่มีใครเดือนร้อนใจที่ชายพิการจะเป็นสารถีขับรถขึ้นเขา ยกเว้นอริสาที่ยืนหน้าเหลอหลา มองมาทางเธอเช่นกัน เสียงรัฐนันท์ตะโกนเรียกให้รีบขึ้นรถ สองสาวจึงเดินไปยังรถกระบะอย่างไม่สบายใจนัก

    “คุณปุ่นไปนั่งหน้าสิครับ” รัฐนันท์เชิญ

    “ไม่เป็นไรค่ะ ปุ่นนั่งหลังบ้างก็ได้ ให้สาไปนั่งหน้าดีกว่า” ปฎิเสธเสียงนิ่ม

   อริสาสะดุ้ง “ไม่ ไม่เป็นไรค่ะ สาชอบนั่งหลัง สนุกดี” กระซิบเพื่อนร่วมรุ่น “คุณปุ่นน่ะ มาโยนให้สาทำไม สาไม่กล้านั่งหรอก หวาดเสียว”

   ปุณิกายิ้มแหย กระซิบตอบ “ปุ่นก็เสียวเหมือนกันนี่คะ นั่งหลังดีกว่า เพื่อนเยอะดี”

   รัฐนันท์เห็นท่าทีกระซิบกระซาบของสองสาวก็พอจะเดาได้ “เอาล่ะครับ งั้นคุณปุ่นนั่งหลัง สาไปนั่งหน้า”

   อริสาไม่ฟังเสียง รีบปีนขึ้นกระบะท้ายทันที “โห ดูสิคะ ที่กว้างเชียว” เบียดก้นนั่งแทรกระหว่างเอกรินทร์และจอมทัพ จนสองหนุ่มมองงงๆ

   อันที่จริงกระบะท้ายก็ยังมีที่นั่งพอ แต่ที่สั่งไปอย่างนั้นก็แค่อยากแกล้งคนเล่น รัฐนันท์ผงกหน้าให้จอมทัพไปนั่งหน้าคู่กับเดือนเพ็ญ ส่งปุณิกาขึ้นท้ายรถแล้วปีนขึ้นไปนั่งประกบ รถกระบะกระตุกในทีแรก ทำเอาสองสาวใจหายใจคว่ำ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนออกจากลาน อ้อมไปหลังโบสถ์ ตรงขึ้นไปตามทางที่ทำไว้พอให้รถเล็กวิ่งได้เพียงคันเดียว เส้นทางลาดชันเป็นบางช่วง บางตอนก็เป็นเพียงทางลาดที่ลดเลี้ยวไปมา ยอดเขาหินที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเยื้องไปทางขวาทีทางซ้ายทีสลับไปมา

    “ทางแคบจัง ถ้ามีรถสวนมาจะทำอย่างไรคะ” อริสาถาม

    “ไม่มีหรอก มีแต่ลุงสายกับรถคู่ใจของแกเท่านั้นแหละที่วิ่งขึ้นล่องจากวัดท่าต้นสูงถึงทางเดินเข้าหมู่บ้าน” รัฐนันท์อธิบาย

    “รถคู่ใจ แปลว่าลุงสายขับรถขึ้นเขาเป็นประจำหรือคะ” ปุณิกาถามอย่างทึ่งในความกล้าของชายขาพิการ

   รัฐนันท์พยักหน้า “ลุงสายเห็นแกขาด้วนแบบนั้น แกทำอะไรเองได้ทั้งนั้นครับ กวาดลานวัด ปีนต้นไม้ รวมทั้งขับรถ ขาขวาเหยียบคันเร่ง ไม้ค้ำใช้แทนขาซ้ายเลี้ยงครัตช์”

   ปุณิกาพยักหน้า ยิ่งทึ่งกับความไม่ยอมแพ้ของลุงพิการ คนที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาก็มีค่าไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว “แกมีครอบครัวไหมคะ”

    “แกเคยเล่าว่า ตัวแกกับเมียเป็นคนหาดใหญ่ แกไปรบโดนระเบิดขาขาด เมียแกเบื่อคนพิการเลยหนีไปกับพ่อค้าชาวมาเลย์ แกเสียใจก็ซัดเซพเนจรไปเรื่อยจนมาถึงที่นี่ หลวงพ่อชวนให้แกอยู่ด้วยกัน เพราะเวทนาไม่อยากให้เร่ร่อนไปเรื่อย”

    “น่าจะหาขาเทียมให้แกสักอันนะคะ” อริสาเสนอ

    “เคยให้แล้ว แกส่งคืน บอกว่าใช้ไม่ถนัด” รัฐนันท์ว่ายิ้มๆ ตอนที่แกคืนขาเทียมมาให้ แกยังว่า ‘เก็บไว้ให้คนที่พิการจริงๆ เถอะ’

   เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถก็จอดลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สมาชิกทุกคนทยอยลงจากรถ คว้าสัมภาระของตนมาสะพาย สมบัติส่วนกลางที่เป็นยาและเครื่องยังชีพที่จะเอามาให้ชาวบ้านบนภูเขาร้อยผูกกับไม้คานหาม โดยเอกรินทร์และจอมทัพช่วยกันหาบคนละฝั่ง หนทางที่ต้องไปต่อข้างหน้ามองเห็นเป็นเส้นทางแคบแค่คนเดินสวนกันได้และชันมากขึ้น

   หลังจากล่ำลาลุงสาย ทุกคนก็เริ่มต้นการเดินเท้า สองลูกหาบเดินนำไปก่อน ตามด้วยสมาชิกหนุ่มอีกสองคน สามสาว และปิดท้ายด้วยรัฐนันท์หัวหน้าทีม การเดินทางช่วงแรกค่อนข้างทุลักทุเล เพราะทางเดินเป็นหินก้อนใหญ่ที่ค่อนข้างชัน โดยเฉพาะสำหรับลูกหาบ ซึ่งต้องอาศัยสมาชิกหนุ่มๆ อีกคนเป็นตัวช่วยส่งช่วยดัน กลุ่มที่เดินตามมา ก็เดินไปหยุดไป คอยลุ้นให้ลูกหาบปีนเขาขึ้นไปก่อน

   เสียงสรวลเสเฮฮาหยอกเย้ายังดังในช่วงแรกของการเดินทาง เพราะแต่ละคนยังมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม ผ่านไปสักสิบห้านาที ก็เริ่มเงียบลง อริสาหวุดหวิดจะล้มทับรัฐนันท์ที่ตามมาข้างหลังอยู่สองครั้ง โชคดีที่ชายหนุ่มรับไว้ทัน แต่ก็เจ็บตัว ทั้งโดนศอกถองเข้าที่ท้องตอนที่เข้าไปช่วยพยุง โดนกระเป๋าเป้ฟาดเข้าที่บ่าตอนเอนตัวรับหญิงสาวที่เสียหลัก

    “เดี๋ยวถ้าล้มอีกรอบ จะปล่อยให้ตกเขาเลย” เขาขู่ใส่ คนโดนขู่ได้แต่ทำหน้าแหย ยกมือไหว้ปลกๆ

    “ขอโทษค่ะ สาไม่ได้ตั้งใจ พี่นันท์เจ็บไหม”

    “ลองโดนบ้างไหมล่ะ จะได้รู้ว่าเจ็บหรือเปล่า” ชายหนุ่มประชด ถ้าไม่ใช่ท่าทางเหยาะแหยะที่เห็นเป็นประจำ เขาคงคิดว่าแม่น้องใหม่แกล้งร้ายบริสุทธิ์แอบประทุษร้ายเขาอย่างแนบเนียน

   ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ทีมงานยังเดินทางไม่ถึงหนึ่งในสี่ของเส้นทาง แต่ลูกหาบทั้งสองหมดแรงเสียแล้ว จึงสลับให้ทีมงานผู้ชายอีกสองคนรับหน้าที่ลูกหาบแทน เดือนเพ็ญแม้ร่างจะท้วม แต่ก็สามารถเดินขึ้นเขาได้อย่างกระฉับกระเฉง ในขณะที่ปุณิกากับอริสาเริ่มหอบหนัก เพิ่งเข้าใจตอนนี้เองที่เอกรินทร์บอกว่ามีแฮกส์แจก ไม่ได้หมายถึงขนมลูกอม แต่คงเป็นหอบแฮกๆ เสียมากกว่า โชคยังดีที่มีรัฐนันท์คอยกระตุ้นคอยให้กำลังใจ

    “พ้นเนินข้างหน้า เราจะถึงทางลาด เดี๋ยวไปพักกันที่นั่นนะครับ” เสียงตะโกนจากหัวหน้าทีมที่ด้านหลังทำให้ทุกคนฮึดสู้ รีบรุดขึ้นไปให้ถึงที่พักโดยไว

   ทางลาดที่รัฐนันท์หมายถึงนั้น ไม่ใช่ลาดเรียบเดินได้สะดวกสบาย เป็นเพียงเนินที่ชันน้อยลงต่างหาก แต่ก็ทำให้มีกำลังใจในการเดินเท้าต่อ

    “หมู่บ้านในป่าลึกขนาดนี้ เราค้นพบได้อย่างไรคะ” ปุณิกานั่งพักอยู่ใกล้หัวหน้าคณะ อริสานั่งถัดไปทุบขาสองข้างของตัวเองป้อยๆ

    “ลุงสายน่ะครับที่พาพวกเราขึ้นมาครั้งแรก”

    “ลุงสายน่ะหรือคะ” อุทานอย่างไม่อยากเชื่อ ขนาดคนสองเท้าครบยังเดินแทบไม่ไหว ลุงสายช่างเป็นนักสู้ตัวจริง

    “ตอนแรก แกก็ไม่อยากพาขึ้นมาหรอกครับ คงเพราะไม่รู้ว่าเรามาดีหรือร้าย แต่พอเราอธิบายว่าเราจะมาดี มาช่วยให้ชาวบ้านมีสุขอนามัยที่ดี แกก็ยอมพาขึ้นมา”

   ปุณิกาสุดจะจินตนาการว่าชาวบ้านในป่าลึกจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ในถิ่นฐานที่ห่างไกลถึงเพียงนี้ “มีเจ้าหน้าที่รัฐมาให้ความช่วยเหลือบ้างไหมคะ”

    “ผมเคยคุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน เห็นว่ามีนะครับ แต่ไม่ได้บ่อยคงเพราะเข้าถึงได้ลำบาก พวกชาวบ้านเองก็ไม่ต้องการจะอพยพลงไปที่พื้นราบ เพราะเคยชินกับการอยู่ในป่าในเขา อยู่กันมาหลายชั่วคน”

   พักกันพอคลายเหนื่อยรัฐนันท์ก็สั่งให้เดินทางต่อ “เราต้องรีบเดินทางครับ ขืนชักช้าจะค่ำเสียก่อน”

   ทางเดินที่ลาดชันน้อยลงทำให้สามารถทำเวลาได้เร็วขึ้น เสียงพูดคุยมีเพียงพึมพำกันเฉพาะตัวต่อตัว เพราะต่างต้องสงวนแรงไว้สำหรับการเดิน ผ่านไปร่วมสองชั่วโมงรัฐนันท์จึงยอมให้พักอีกรอบ แต่เหงื่อยังไม่ทันแห้ง ก็ต้องเดินทางต่ออีก

    “อีกนิดเดียว พวกเรา ช่วงสุดท้ายแล้ว”

   เสียงกระตุ้นของหัวหน้าทีมน่าจะทำให้คึกคัก แต่พอเห็นทางเดินช่วงสุดท้ายของการเดินทาง สองสาวน้องใหม่ก็แทบหมดแรง ทางเดินช่วงแรกที่ว่าชัน มาถึงช่วงนี้ชันกว่าหลายเท่า ลูกหาบต้องวางสัมภาระ แล้วยืนหลั่นกันตามชั้นหิน ส่งสัมภาระกันต่อเป็นทอดๆ พอคนล่างสุดส่งชิ้นสุดท้ายเสร็จ ก็ปีนขึ้นไปยืนต่อในชั้นที่สูงขึ้นไป เพราะความลำบากในการเคลื่อนย้ายสัมภาระ ทำให้เสียเวลามากในขณะที่ระยะทางคืบหน้าไปได้ช้า แต่ทีมงานทุกคนก็ไม่มีใครปริปากบ่น ต่างช่วยกันอย่างขยันขันแข็งเหมือนมดงานที่ช่วยกันขนน้ำตาลด้วยความมุ่งมั่น

   หลังจากผ่านหินก้อนใหญ่ก้อนสุดท้าย ทั้งหมดก็ขึ้นมาถึงพื้นราบ รัฐนันท์ไม่ยอมให้หยุดพักเพราะฟ้าเริ่มหุบแสงลงมากแล้ว เดินนำมุ่งหน้าไปตามเส้นทาง เพียงไม่กี่เมตรก็พบชายผู้หนึ่งเดินสวนขึ้นมา รัฐนันท์ยกมือไหว้ ก่อนจะเข้าสวมกอดกันอย่างคนคุ้นเคย เสียงหัวเราะเฮฮากลับมาอีกครั้ง เมื่อทีมงานทั้งคณะมาถึงกันพร้อมหน้า

   ชายที่มารอรับเป็นลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านชื่อเก่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับรัฐนันท์แต่ใบหน้าคร้ามเข้มกว่า ลำตัวล่ำสันหนากว่ามาก ในมือมีหน้าไม้สะพายกระบอกไม้ไผ่ใส่ลูกดอกอยู่เต็ม น้ำเสียงแม้จะติดสำเนียงใต้ แต่ก็ถือว่าพูดภาษากลางได้ชัดถ้อยชัดคำพอสมควร

   เก่งช่วยแบกสัมภาระส่วนกลางแทนลูกหาบ เดินตัวปลิวนำหน้าไปก่อน ด้วยความชำนาญทำให้เขาเดินได้อย่างรวดเร็วจนคณะที่เดินตามซึ่งผ่านเส้นทางทรหดมาแล้วต้องพยายามงัดลูกฮึดก๊อกสุดท้ายออกมาใช้ เร่งฝีเท้าตามให้ทัน

   เส้นทางที่เดินสะดวกแต่ต้องทำเวลาให้ทันผู้นำทางใช้เวลาเพียงยี่สิบกว่านาที ก็เริ่มมองเห็นบ้านเรือนผู้คน ส่วนใหญ่เป็นเพิงผูกอย่างง่ายมุงด้วยใบไม้แห้ง มีบ้างที่ปลูกเป็นกระท่อมไม้ไผ่ผูกสานดูแข็งแรงและเป็นส่วนตัวมากกว่า ยิ่งเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้านทางเดินก็เริ่มขยายขึ้นจนเป็นลานกว้าง มีเสาตั้งอิงกันเป็นซุ้มอยู่กลางลาน

   ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านเดินนำไปยังกระท่อมไม้ไผ่หลังหนึ่ง ซึ่งมีผู้เฒ่าหนวดเครายาวนั่งรออยู่ที่แคร่ พอเห็นคณะเดินทางก็ฉีกยิ้มจนตาหยีรีบเดินเข้ามาทักทายอย่างยินดี

    “ยินดีต้อนรับสู่บ้านท่าต้นสูง”

   รัฐนันท์แนะนำสมาชิกใหม่ให้รู้จักกับหัวหน้าเกิดผู้นำของชุมชนเล็กๆ ในป่าลึกแห่งนี้ นายเกิดเป็นทั้งหมอสมุนไพรและหมอผีของหมู่บ้าน ไม่ว่าลูกบ้านคนใดเดือนร้อนเจ็บป่วยหรือบ้างว่าโดนผีเข้าก็จะมาขอให้เขาช่วยเหลือปัดเป่าทั้งโรคร้ายผีร้ายให้ หัวหน้าหมู่บ้านยกกระท่อมตนให้เป็นที่พักของทีมงานบีพีเอฟฝ่ายหญิง ส่วนผู้ชายให้นอนที่เพิงพักของเก่ง ส่วนพ่อลูกย้ายไปอาศัยนอนกับลูกบ้านชั่วคราวที่เพิงใกล้เคียงกัน

    “เดี๋ยวพักผ่อนให้หายเหนื่อยกันก่อน จะให้คนเตรียมข้าวปลาอาหารไว้ เดี๋ยวค่อยออกมากินกัน” หัวหน้าเกิดพูดพลางเชื้อเชิญให้เข้าที่พัก สมาชิกทุกคนจึงขนสัมภาระส่วนตัวขึ้นไว้ในกระท่อมและเพิงพักที่จัดไว้

   หญิงสาวแรกรุ่นสองนางมาคอยช่วยดูแลให้ความสะดวกสบายแก่ผู้มาเยือนฝ่ายหญิง พาไปอาบน้ำยังน้ำตกใกล้หมู่บ้านแถมขัดสีฉวีวรรณให้ด้วย ราวกับทั้งสามเป็นเจ้าหญิงแห่งพงไพร กว่าจะเสร็จ ฟ้าก็มืดจนเกือบมองไม่เห็นทาง ดีที่ได้แสงจากคบไฟที่ถือนำทางและไฟฉายกระบอกเล็กของเดือนเพ็ญ

   พอกลับมาถึงหมู่บ้านก็พอดีได้ยินเสียงกลองตีรัวเร็ว ชาวบ้านมารวมตัวกันรอบกองไฟที่จุดขึ้น ณ กลางลานหน้ากระท่อมพักของหัวหน้าเกิด เมื่อสิ้นเสียงกลอง หัวหน้าเกิดก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังได้ยินทั่ว

    “วันนี้ เป็นโอกาสดีอีกครั้ง ที่เราได้ต้อนรับมิตรผู้ประเสริฐ พวกเรายังจำได้ นับจากครั้งแรกที่ได้ต้อนรับ คุณรัฐนันท์กับพรรคพวก เมื่อสี่ปีก่อน มิตรอารีเหล่านี้ไม่เคยลืมพวกเรา ยังคงกลับมาเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอ นำน้ำใจดีงามมามอบให้ ช่วยดูแลสุขภาพอนามัยของพวกเรา สอนสั่งให้เรารู้จักดูแลตนเอง พวกเราจะไม่มีวันลืมน้ำใจของพวกคุณ วันนี้ พวกเราชาวท่าต้นสูง เกิดในป่า อยู่ในป่า ตายในป่า เงินทองพวกเราไม่มีจะตอบแทน เราขอตอบแทนน้ำใจด้วยอาหารแบบชาวป่า ที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมต้อนรับ หวังว่าจะถูกปากทุกๆ ท่าน”

   ทันทีที่หัวหน้าเกิดพูดจบ เด็กชายหญิงราวห้าหกขวบสิบคนเดินเรียงแถวมายืนที่ด้านหน้าเขา

    “และโอกาสนี้ ลูกหลานท่าต้นสูงก็มีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาให้มิตรของเราด้วย”

   เสียงกลองและปี่ค่อยๆ ดังขึ้นเป็นท่วงทำนองสนุกสนาน เด็กชายหญิงแต่ละคู่ขยับซ้ายหมุนขวาตามจังหวะ ยกมือขึ้นหมุนเหนือหัว แล้วก็ก้มโค้งโบกมือไปมา เป็นการเต้นระบำอย่างง่ายๆ เด็กๆ ทุกคนหน้าตายิ้มแย้ม บางคนลืมท่าเต้นก็หยุดมองเพื่อนก่อนจะค่อยๆ เก้ๆ กังๆ เต้นตาม แขกและชาวบ้านแต่ละคนพร้อมใจกันปรบมือให้จังหวะ และหัวเราะเฮฮากับความน่ารักน่าใคร่ของพวกหนูน้อย

    “พ่อเกิดได้ครูคนใหม่หรือยังครับ” รัฐนันท์เรียกหัวหน้าเกิดอย่างที่ทุกคนในหมู่บ้านเรียก

    “ได้แล้วครับ ไอ้โย่งที่มันลงไปเรียนในเมือง มันกลับมาเป็นครูสอนเด็กๆ มันเองก็ไม่ได้เรียนสูงอะไร แต่ก็ขอบใจมันที่มีใจคิดถึงบ้านเกิด”

    “ดีจริง คนไหนครับโย่ง” รัฐนันท์ถามพลางมองหา แต่ก็เจอแต่ใบหน้าที่คุ้นเคยทั้งนั้น

    “เอ มันหายไปไหนล่ะเนี่ย ไอ้เก่ง ไปตามเพื่อนเอ็งมาที คุณรัฐนันท์เขาอยากเจอ” หัวหน้าเกิดตะโกนสั่งลูกชาย ซึ่งรีบรุดลุกขึ้นทำตามคำสั่ง ไม่มีอิดออด

    “ถ้าพ่อเกิดมีปัญหาเรื่องอุปกรณ์การเรียนการสอนอะไร ก็บอกพวกเราได้นะครับ จะจัดส่งมาให้”

    “ขอบคุณครับ มันก็ขาดๆ อยู่หลายอย่าง พวกสมุดหนังสือนี่ก็ไม่ค่อยพอ เพราะมีเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้น เดี๋ยวให้ไอ้โย่งมันมาคุยกัน” ว่าพลางชะเง้อชะแง้มองไปทางที่ลูกชายเดินไปตามเพื่อน

   ปัง!!!

   เสียงปืนดังแทรกเสียงกลองและปี่ ทำเอานักระบำตัวน้อยหยุดยืนนิ่งด้วยความตกใจ พวกพ่อแม่พากันวิ่งมาคว้าตัวลูกสาวลูกชายของตนไปกอด หัวหน้าเกิดผุดลุกขึ้นสั่งการทันที

    “เฮ้ย อีต้อยพาพวกคุณรัฐนันท์กลับไปอยู่ข้างใน ให้รวมอยู่ด้วยกันนั่นแหละ อย่าลงมา” สั่งเสร็จก็เผ่นขึ้นกระท่อม ไม่กี่วินาทีให้หลังก็กลับลงมาพร้อมปืนยาวและหน้าไม้สะพายหลัง ชาวบ้านผู้ชายหลายคนยืนรออยู่แล้ว แต่ละคนมีอาวุธครบมือ

    “เสียงมาจากทางนั้นพ่อ” หนึ่งในนั่นเอ่ยขึ้น ชี้คบเพลิงในมือไปด้านหลังเพิงพักของเก่งที่สละให้ทีมภาคสนามฝ่ายชาย

    “ไอ้จอน เอ็งดูแลทางนี้ดีๆ ที่เหลือไปกับข้า”

   หัวหน้าเกิดและชายฉกรรจ์ลูกบ้านอีกห้าคนวิ่งไปทางต้นเสียงปืน รัฐนันท์ยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสงสัยเต็มที่

    “นี่มันอะไรกันพี่จอน เกิดอะไรขึ้น เสียงปืนเหมือนอยู่ใกล้ๆ นี่เอง” เขาถามชายร่างเล็กที่ถือปืนยืนจังก้าอารักขาอยู่หน้ากระท่อม

    “คุณรัฐนันท์ขึ้นไปข้างบนครับ อย่าลงมา” คนถูกถามร้องสั่ง สายตาสอดส่ายอย่างระแวงระวัง แต่ใช่ว่าคนถูกสั่งจะปฏิบัติตามโดยดี ทีมภาคสนามบีพีเอฟต่างยกโขยงลงมายืนรวมกลุ่มกัน “โธ่ พวกคุณนี่ยังไง กลับขึ้นไป พ่อสั่งไว้”

    “พี่จอน บอกพวกเราเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไร เราจะได้ช่วยกัน” รัฐนันท์ขอร้องอีกครั้ง

    “นั่นสิครับ เสียงปืนนั่นมาจากไหนน่ะ” เอกรินทร์ถามขึ้นบ้าง

   เดือนเพ็ญมายืนขนาบอีกข้างของจอน “พวกไหนมายิงปืนในป่ากลางคืนแบบนี้ ไม่ใช่พวกเราใช่ไหมคะ”

    “โว้ยยย! พวกคุณนี่มันยังไงนะ” คนโดนกระหน่ำด้วยคำถามถึงกับน็อตหลุด “บอกให้ขึ้นไป” ส่ายปืนชี้กราดไปทั่วจนทั้งคณะถอยกราด

    “ใจเย็นครับพี่ ปืนผาหน้าไม้เล่นแบบนี้ไม่ดีครับ” จอมทัพเอ่ยเสียงสั่น

   จอนมองแต่ละคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ก็เพราะใจเย็นน่ะสิ มันถึงเป็นอย่างนี้ ข้าน่าจะยิงพวกเอ็งให้หมดตั้งแต่วันนั้นแล้ว”

   รัฐนันท์มองตอบ แม้แสงจันทร์จะไม่ทำให้เห็นใบหน้าคร้ามนั้นชัดนัก แต่เขาก็รู้ว่าความเคียดแค้นยังฝังอยู่ในนั้น ในแววตากร้าวที่มองมายังพวกเขาทุกครั้งที่มาเยือน

    “พี่จอน ผมรู้ว่าพี่รู้สึกยังไง”

    “ไม่ พวกแกไม่รู้หรอก ตั้งแต่พวกแกเข้ามา บ้านท่าต้นสูงก็มีแต่ความซวย” ยิ่งพูด อารมณ์ก็ดูจะยิ่งเดือด “ถ้าพ่อไม่ห้ามไว้นะ ข้า...”

    “ไอ้จอน หยุด!” เสียงเข้มเฉียบขาด หยุดคนเลือดขึ้นหน้าได้ถนัด หัวหน้าเกิดเดินออกมาจากเงามืดพร้อมลูกบ้านที่หายไปด้วยกัน มีร่างโชกเลือดของใครคนหนึ่ง

   จอนหันมามอง อุทาน “ตายห่า ไอ้เก่ง!”

    “ยังไม่ตายโว้ย” พ่อไอ้เก่งประกาศ “แต่มันโดนยิง”

   นายจอนหันขวับไปทางรัฐนันท์ทันที “เพราะพวกแก มันน่านัก” ปลายกระบอกปืนยกขึ้นชี้หน้าอีกครั้ง หนุ่มสาวชาวกรุงพากันหลบหวือ

    “ไอ้จอน ถ้ายังไม่เลิกบ้า ปืนข้าจะยิงเอ็งก่อน” หัวหน้าเกิดว่าเสียงเด็ดขาด “ไปเตรียมตัว ข้าจะรักษาลูกข้า”

   ฮึดฮัดขัดใจแต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบเดินหลบไปเตรียมที่ทางให้พ่อหมอ รัฐนันท์เดินเข้ามาดูอาการนายเก่งที่สลบเหมือดถูกหิ้วปีกอยู่

    “ไม่ต้องห่วง ไม่ได้โดนที่สำคัญ” น้ำเสียงนายเกิดนิ่ง ราวกับคนที่โดนยิงไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตน

    “ใครทำครับ” รัฐนันท์ถาม

   พ่อเกิดนิ่งไปอึดใจก่อนตอบ “ไม่รู้ คงต้องรอให้มันฟื้นก่อนแล้วค่อยซักถามกัน พวกคุณไปพักผ่อนเถอะ ขอโทษทีที่งานเลี้ยงต้องล้มกลางครัน เดี๋ยวผมขอตัวก่อน”

   นายเกิดเดินจากไปพร้อมกับร่างแน่นิ่งของลูกชายในอ้อมแขนของลูกบ้านท่าต้นสูง ทิ้งความสงสัยไว้เต็มหัวใจของทีมภาคสนามบีพีเอฟทุกดวง รัฐนันท์เฝ้ามองภาพนั้นด้วยใจหวาดหวั่น หวังว่าเหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยจนชาวบ้านท่าต้นสูงต้องหันหลังให้บีพีเอฟจริงๆ


โปรดติดตามตอนต่อไป