ผู้เขียน หัวข้อ: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๐  (อ่าน 286 ครั้ง)

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๐
« เมื่อ: กันยายน 10, 2014, 12:06:40 PM »
“เหตุใดคนของพระยายุทธิษฐิรถึงมาหลอกนำตัวข้าไป?” เกิดตั้งคำถามขณะควบม้าเคียงคู่ไปกับขุนอินทรเทพ นายทหารรูปงามที่นำกำลังคนมารับตัวเขาตามคำสั่งของสมุหพระกลาโหม หวังว่าเจ้าคนพวกนี้คงไม่ได้โกหกเหมือนไอ้จันอีก วันนี้เขามึนไปหมดแล้วที่ไม่อาจแยกแยะเรื่องใดเท็จเรื่องใดแท้

สมแล้วที่ถูกเจ้าทหารหนุ่มคนนี้เยาะเย้ยด้วยวาจาเอา

“มิแปลกดอกคุณหลวง เกิดเหตุร้ายผิดปกติกับญาติสนิทของท่านเช่นนี้อย่างไรเสียจอมสืบอันดับหนึ่งอย่างหลวงราชเสน่หาต้องออกโรงแน่ และทางเดียวที่จะไม่ให้ความลึกลับทั้งหมดกระจ่างขึ้นมาก็คือกำจัดคุณหลวงไปซะ” ขุนอินทรเทพตอบหนักแน่น

เกิดหัวเราะ “คำตอบของเจ้าดูเหมือนจะยกยอปอปั้นข้าเกินไปแล้วนะ ขุนอินทรเทพ”

อีกฝ่ายไม่ตอบ เขาจึงถามย้ำอีกครั้ง

“ถามอีกที เหตุใด พระยายุทธิษฐิรต้องส่งคนมาพาตัวข้าไป พวกล้านนาต้องการฆ่าข้ากระนั้นหรือ?”

คราวนี้ขุนอินทรเทพหัวเราะลั่น “อะไรกันนี่ คุณหลวงยังไม่ชินอีกหรอกรึ กระผมได้ยินมาว่าไม่ว่าใครก็ต่างอยากฆ่าคุณหลวงราชเสน่หากันทั้งนั้น ตั้งแต่ครั้งกระนั้นตอนคุณหลวงยังรับราชการอยู่โน่นแล้ว”

เปลี่ยนสรรพนามเรียกตัวเองแล้ว เจ้าคนนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่นะ เกิดตั้งคำถามอยู่ในใจ นิสัยเขายังเหมือนเดิม ชอบวิเคราะห์คนอื่น แต่ไม่เคยเข้าใจตัวเองเลยแม้สักนิด

“เหตุการณ์เป็นอย่างที่ไอ้จันเล่าให้ข้าฟังหรือไม่ ที่ว่าทหารของพระยาจันทบูรเข่นฆ่ากันเองก่อนทัพล้านนาจะมาล้อมไว้?”

คราวนี้สีหน้าขุนอินทรเทพเครียดขรึมขึ้นมาทันที “ใช่ขอรับ เป็นเช่นนั้น”

“หมายความว่าเพลานี้เมืองตากตกอยู่ในมือพวกล้านนาแล้ว?”

“หามิได้ขอรับ พ่ออยู่หัวส่งพระราชวิชิตมารักษาเมืองไว้ทันท่วงทีก่อนทัพเชียงใหม่ยกมาประชิดเมือง ว่ากันว่าฉิวเฉียดถึงขนาดที่ทหารคนสุดท้ายปิดประตูเมืองเสร็จลูกธนูของพวกเชียงใหม่ก็ปักบานประตูทันทีเลยขอรับ”

เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ญาติผู้พี่ของเขาเสียไป แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยเมืองยังไม่แตก เม็ดฝนหยุดโปรยปราย แดดจากขอบฟ้าด้านตะวันตกกำลังโผล่พ้นเงาทะมึนของก้อนเมฆสีเทา ขุนอินทรเทพเร่งฝีเท้าม้าให้เร็วขึ้น เกิดรู้ได้ทันทีว่าหมดเวลาสนทนาแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างต้องทำเวลาให้ไปถึงกรุงศรีให้เร็วที่สุด

ทั้งหมดมาถึงเขตกำแพงพระนครในเวลาค่ำแล้ว ความมืดทำให้เกิดเริ่มมึนงง เขาจากที่นี่มานานจนหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด อโยธยาศรีรามเทพไม่ใช่ที่คุ้นเคยของเขาอีกต่อไป การศึกที่หัวเมืองทางเหนือทำให้เมืองหลวงต้องเตรียมการรับมือไว้แต่เนิ่นๆ หลายๆ อย่างภายในกำแพงพระนครแห่งนี้จึงแปลกหูแปลกตาไปหมด

โดยส่วนตัวของเกิดแล้วเขาคิดว่าถึงแม้องค์พระเจ้าติโลกราชาแห่งเชียงใหม่จะแข็งแกร่งผิดแผกจากรัชกาลที่ผ่านมาก็ตาม แต่กรุงศรีในยามนี้ก็มีพ่ออยู่หัวที่เข้มแข็งไม่แพ้กัน และเพราะทรงห่วงบ้านเมืองยิ่งกว่าการเสวยพระราชอำนาจและความสุขส่วนพระองค์ จึงได้ทรงตัดสินใจขึ้นมารั้งเมืองชั้นเอกอย่างพิษณุโลกสองแควไว้เพื่อป้องกันการรุกรานจากล้านนา แม้เชียงใหม่จะแข็งแกร่งในยามนี้ แต่ศึกภายในก็วุ่นวายมากเสียจนพระเจ้าลกพ่ออยู่หัวต้องทรงพะว้าพะวง ซึ่งนั่นเกิดคิดว่าเป็นการดีอย่างล้นเหลือ หาไม่แล้วกรุงศรีและหัวเมืองทางเหนือต้องลำบากสาหัสกว่านี้แน่

แต่จะมีอันใดจะหนักหนากว่านี้ไปอีกเล่า ในเมื่อศึกมาถึงหัวเมืองเหนือแล้ว และขุนศึกผู้แกล้วกล้าอย่างพระยาจันทบูรก็สิ้นไปแล้ว ว่ากันว่ากรุงศรีอโยธยามีขุนศึกที่เก่งกาจห้าคนเป็นเสาค้ำราชอาณาจักรไว้ หนึ่งคือสมเด็จพระมหาอุปราชาพระราชบุตรของพ่ออยู่หัวพระอินทรราชาผู้ทรงเป็นนักรบอย่างแท้จริง แข็งแกร่ง เยี่ยมยุทธ์หาที่เปรียบไม่ได้ สองคือเจ้าพระยาจักรี อัครมหาเสนาบดีตำแหน่งสมุหนายกผู้เป็นอาจารย์ของพระยาจันทบูรญาติผู้พี่ของเขาเอง สามคือพระยาไกรเสนแม่ทัพใหญ่ผู้สร้างชื่อเมื่อครั้งศึกกับมะละกา สี่คือเจ้าพระยาสีหราชเดโชชัยเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ศิษย์ผู้พี่ของพระยาจันทบูรซึ่งเป็นเสาหลักที่ห้าแห่งกรุงศรี

เพลานี้ อโยธยาศรีรามเทพเหลือเพียงสี่เสาเท่านั้น

“ไม่ลงจากม้าหรือขอรับ คุณหลวง?”

เสียงของขุนอินทรเทพปลุกเขาให้สะดุ้งจากภวังค์ เกิดกวาดสายตาไปรอบๆ พวกเขามาถึงลานหน้าคอกม้าที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง ร่มฉำฉาปกคลุมบริเวณนั้นจำทำให้ยามค่ำดูน่ากลัวไปหมด

“คอกม้าของใคร?” เกิดถามในขณะที่ทหารที่ติดตามขุนอินทรเทพพากันแยกย้ายไปหมดแล้ว ทหารหนุ่มจูงม้าตัวเองและของเกิดเข้าส่งให้ผู้ดูแลคอก จากนั้นก็พาเดินตัดสวนมะนาวเข้าไปทางกลุ่มเรือนหลังใหญ่

“ที่นี่เป็นเรือนของท่านสมุหพระกลาโหม”

เกิดมองหน้าชายหนุ่ม “เราจะเข้าพบท่านเจ้าพระยามหาเสนาบดีคืนนี้เลยหรือ?”

“ใช่ขอรับ เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน เราไม่อาจไว้วางใจให้คุณหลวงได้พบใครอื่นก่อนท่านสมุหพระกลาโหมได้ เนื่องจากเกรงว่าข้อมูลต่างๆ ที่คุณหลวงจะต้องใช้สืบหาความจริงอาจคลาดเคลื่อนได้”

เกิดยิ้มที่มุมปาก “พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ท่านสมุหพระกลาโหมต้องการชิงตัวข้ามาเพื่อคลี่คลายคดีก่อนที่คนอื่นจะมารับตัวข้าไปเพื่อสร้างความดีความชอบ”

ขุนอินทรเทพยิ้ม ท่ามกลางความมืดสลัว ฟันของเขาขาววับ เกิดเพิ่งเคยเห็นผู้ชายที่ไม่เคี้ยวหมากนอกจากเขาแล้ว “จะว่าเช่นนั้นก็ได้”

เกิดหัวเราะ “ถ้าข้าไขคดีได้สำเร็จน่ะนะ ไม่เช่นนั้น เจ้าก็พลาดเสียแล้วล่ะที่เอาข้ามาเป็นภาระ”

“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น แม้ว่าข้าจะไม่เคยร่วมงานกับท่าน แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกให้ข้าเชื่อในตัวท่าน” น้ำเสียงเฉียบขาดของนายทหารหนุ่มทำให้เกิดถึงกับเงียบไป ทั้งคู่มาจนถึงรั้วของเรือนใหญ่ ขุนอินทรเทพเจรจากับทหารยามก่อนจะปล่อยให้ทั้งสองคนเข้าสู่เขตตัวเรือน นี่เป็นอาณาจักรย่อมๆ ของผู้มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของกรุงศรีอโยธยา เกิดอดถอนหายใจออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงความยากลำบากแร้นแค้นของชาวพระประแดงที่เขาเคยได้ไปอาศัยอยู่ก่อนที่จะมาที่นี่

ในที่สุดก็ถึงเรือนหลังใหญ่ ขุนอินทรเทพพาเขาผ่านทหารยามอีกสามชั้นกว่าจะถึงบริเวณรับรองผู้มาเยือนของตัวเรือน ท่านอัครมหาเสนาบดีอยู่ในชุดลำลองนั่งอยู่บนแคร่ไม้กลางเรือน ซ้ายคือนายทหารองครักษ์คนสนิทกำลังนั่งจิบน้ำจันทน์อยู่กับใครอีกสองสามคน ซ้ายมือคือหญิงสาวรูปงามสองนาง เขาเคยได้ยินมาว่าลุกสาวสองคนของสมุหพระกลาโหมงามไม่แพ้ใครใครแผ่นดิน เพิ่งเห็นกับตาบัดเดี๋ยวนี้เอง ไม่แพ้คำร่ำลือจริงๆ

ขุนอินทรเทพสะกิดให้เขาละสายตาจากสาวงาม ก่อนจะพากันคลานเข่าเข้าไปหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ผู้รับผิดชอบหัวเมืองทางใต้ทั้งหมดแทนพระเจ้าแผ่นดินก่อนจะหมอบกราบ

“หลวงราชเสน่หามาถึงแล้วขอรับท่านเจ้าพระยา” ขุนอินทรเทพรายงาน

สมุหพระกลาโหมเป็นชายร่างเตี้ย มีหนวดไม่ยาวมากนัก ผิวสีคล้ำใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์น้ำจันทน์ สวมเสื้อสีเขียวลายดอก ท่าทางเหมือนขุนนางผู้มากบารมีทั่วไป เขายิ้มกริ่ม เพ่งพิศใบหน้าเขาเนิ่นนานเหมือนกำลังจ้องดูสาวงามก่อนจะหัวเราะเบาๆ  “นี่น่ะหรือ หลวงราชเสน่หา เพิ่งเคยเห็นตัวจริงวันนี้เอง?”

“ขอรับ” เกิดก้มหน้ารับ

“ได้ยินคำร่ำลือมานานแล้ว ถึงกิตติศัพท์ของเจ้า” อัครมหาเสนาบดีเอ่ย “ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบตัวจริง”

เกิดเริ่มประหม่า “ให้เกียรติเกินไปแล้วขอรับ กระผมไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น”

เจ้าของบ้านหัวเราะลั่น “ข้ามิได้ยกยอเจ้า และมิได้มีถ้อยคำใดเอ่ยชมความเก่งกาจของเจ้าแม้แต่น้อย คำร่ำลือที่ข้าได้ยินมานั้น เป็นความกล้าหาญเสียมากกว่าความเก่งกาจ เจ้ากล้าหาญมากในเรื่องเมื่อสี่ปีที่แล้ว”

ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดกระตุกป่านอดีตของเขามานานมากแล้ว ในที่สุดก็หนีมันไม่พ้น กับอดีตที่แสนน่าสมเพชของเขา ความอัปยศที่ทำให้เขาตกต่ำจนต้องออกจากราชการ แม้จะมีบางคนรู้ถึงข้อนี้ แต่ไม่เคยมีใครกล้าปริปากในยามอยู่ต่อหน้าเขา คงมีเพียงคนที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างอัครมหาเสนาบดีที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้เท่านั้น

“ความกล้าหาญ ท่านพ่อหมายถึงเรื่องใดหรือเจ้าคะ? ชายผู้นี้เป็นใคร แล้วเขาเคยกระทำการอันใดหรือเจ้าคะ?” เสียงหวานใสใคร่รู้ดังขึ้นจากหนึ่งในสองหญิงงามที่นั่งอยู่เบื้องซ้ายของชายสูงวัยที่ยังหัวเราะไม่หยุด

“พวกเจ้าไม่รู้หรอกรึ ลูกสาวของข้า ตรงหน้าพวกเจ้าตอนนี้ก็คือหลวงราชเสน่หา ผู้บังอาจไขคดีปรักปรำพ่ออยู่หัวว่าเป็นจำเลยผู้กระทำผิดอาญาแผ่นดินเมื่อสี่ปีก่อน!”


buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 277
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๐
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2014, 10:19:52 AM »
ทำไมใครๆ ก็อยากฆ่าคุณหลวง  ???

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๐
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 16, 2014, 12:43:37 PM »
เพราะพี่เขาเป็นพระเอก

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๐
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 20, 2014, 01:20:11 PM »
ว้าว สาวงาม ตั้งสองคนแน่ะ

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 360
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๐
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 24, 2014, 10:05:23 PM »
อยากรู้ๆๆ  :P