ผู้เขียน หัวข้อ: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๕  (อ่าน 293 ครั้ง)

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๕
« เมื่อ: กันยายน 12, 2014, 09:04:03 AM »
หลวงราชเสน่หานั่งเหม่อมองอยู่บนหลังม้า ด้านหน้าหมู่เรือนของอัครมหาเสนาบดีเป็นสวนไม้ประดับที่สวยราวกับสรวงสวรรค์ เมื่อคืนนี้เป็นเพลาค่ำแล้วและขุนอินทรเทพพาเขามาจากทางด้านคอกม้าหลังเรือน จึงไม่ได้เห็นแต่แรก

แดดยามเช้าเจิดจ้าแจ่มใส เกิดสูดอากาศเข้าเต็มปอด นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นแดดออกจัดจ้านเยี่ยงนี้ ขุนอินทรเทพสีหน้าบูดบึ้งเหยาะม้ามาหาเขา

“หน้าตาไม่สบายใจเลยนี่” เกิดทักก่อน

“มีเรื่องที่คุณหลวงต้องไม่ชอบใจแน่ขอรับ”

“เรื่องอันใด?” เขาถาม เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที เสียงกลุ่มคนเดินคุยกันมาด้านหลัง เกิดหันไปมอง เห็นชายฉกรรจ์สี่คนหามเสลี่ยงมา บนนั้นมีหญิงสาวรูปงามหนึ่งในสองคนบนเรือนใหญ่ของท่านสมุหพระกลาโหมนั่งมาด้วย หญิงสาวรับใช้อีกสองคนเดินเคียงมากับคนหาบ ส่งเสียงหัวร่อต่อกระซิกกันยกใหญ่

“เรื่องที่คุณหลวงไม่อยากได้ยินแน่ขอรับ ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องการให้เราไปพร้อมกับขบวนของลูกสาวของท่าน” หางเสียงที่กระแทกออกมาบ่งบอกความไม่พอใจอย่างชัดเจน แม้จะเป็นการแอบบ่นก็ตาม

“ลูกสาวท่านสมุหพระกลาโหมจะไปไหน?”

“ไปเมืองกำแพงเพชรขอรับ “

“ไปทำไม?”

ขุนอินทรเทพส่ายหน้า “ได้ยินมาว่าท่านอัครมหหาเสนาบดียกบุตรสาวคนโตให้ออกญารามณรงค์สงครามขอรับ ก็เลยให้เราคุมทัพไปพร้อมกันทีเดียวเพราะไหนๆ เราก็ต้องผ่านเมืองกำแพงเพชรอยู่แล้ว”

กลุ่มเสลี่ยงมาถึงลานหน้าบ้านแล้ว หลวงราชเสน่หาจึงลดเสียงเจรจาลง “ทำไมท่านสมุหพระกลาโหมต้องยกลูกสาวให้ท่านออกญารามณรงค์?”

นายทหารหนุ่มถอนหายใจ “ศึกครั้งเมืองตากเพิ่งจบไปโดยที่ทัพเชียงใหม่ยังตีเมืองไม่ได้ก็จริง แต่หมื่นนครผู้ชาญฉลาดแห่งล้านนาก็ยังไม่รามือง่ายแน่ ถ้าตีเมืองตากไม่สำเร็จ ทัพของหมื่นนครอาจจะบ่ายหน้าลงสู่กำแพงเพชรเพื่อยึดเมืองซ่องสุมกำลังและเสบียงรอเพลาสมทบกับพระเจ้าติโลกราชที่จะยกทัพลงมาจัดการกับสุโขทัยและพิษณุโลกสองแคว”

“ท่านสมุหพระกลาโหมก็เลยจะเอาใจออกญารามณรงค์ไว้ก่อนเพื่อมิให้แปรพักตร์ไปดังเช่นเจ้าเมืองเชลียงสินะ ช่างรักบ้านเมืองดีแท้”

ขุนอินทรเทพสบตาเขา แววตาของทหารหนุ่มดูเศร้าสร้อย “ใช่แล้วขอรับ บอกตรงๆ นะคุณหลวง กระผมน่ะเป็นนักรบ พวกเราหลายคนแม้กระทั่งพระยาจันทบูรญาติผู้พี่ของคุณหลวงก็เช่นกันที่ถูกฝึกมาให้รบทั้งซึ่งๆ หน้าและแบบกองโจร แต่สงครามที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมการทุรยศหักหลังแบบนี้ข้าเองไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน ยากจะรับมือยิ่งนัก”

เกิดเข้าใจดี ขุนอินทรเทพคงหมายถึงการทุรยศของพระยายุทธิษฐิรเจ้าเมืองเชลียง การศึกถ้าหากสามารถยึดเมืองหน้าด่านต่างๆ มาเป็นพวกได้ย่อมได้เปรียบมากกว่าไล่ตีไปทีละเมืองซึ่งกว่าจะถึงเมืองหลวงราชธานี ทัพที่รุกรานย่อมอ่อนกำลังลงจนแทบจะไม่มีอานุภาพเหลือพอจะตีเมืองหลวงให้แตกได้ ยามนี้ฝ่ายอโยธยาย่อมระส่ำระสายเป็นธรรมดาเมื่อรู้ว่าหัวเมืองชั้นโทเกิดการแปรเปลี่ยน ยามนี้ ความหวาดระแวงเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งนี้เองที่บั่นทอนกำลังใจการรบอย่างใหญ่หลวง เพราะภายในกองทัพเองก็ต้องคอยระแวงระวังเหล่าอุปนิขิตสายลับที่ข้าศึกส่งมาแทรกซึมอย่างแน่นอน ซึ่งการศึกในรูปแบบนี้ กรุงศรีอโยธยาหาได้ชำนิชำนาญไม่ ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่มีการแผ่พระราชอำนาจไปยังราชธานีอื่นๆ กรุงศรีอโยธยาใช้วิธีเจรจา ผูกไมตรีและการใช้กำลังหักเอาเมืองทั้งนั้น หาได้เชี่ยวชาญเรื่องการแทรกซึมบ่อนทำลายไม่ แม้เหล่าขุนศึกแม่ทัพนายกองจะต่างส่งสายลับของตนเองไปแฝงตัวอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ ก็ตาม แต่คนเหล่านี้ก็หาได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าเหล่าอุปนิขิตจากละโว้หรือพวกล้านช้าง

เกิดขยับม้าเข้าใกล้ขุนอินทรเทพ เอามือตบไหล่เขา “ไม่ว่าอย่างไรเสีย เชียงใหม่ก็ไม่สามารถหักเอาเมืองใดได้หรอก เจ้าจงเชื่อมั่นในพระมหาบารมีของพ่ออยู่หัวของเราเถิด”

“เจรจาพาทีอันใดกันนักหนา ข้าเบื่อแล้วนะ!” เสียงตวาดแหวดังมาจากเสลี่ยง ชายสี่คนนั้นยังยืนแบกกันอยู่โดยไม่ยอมวาง คงเพราะยังไม่ได้รับคำสั่ง ช่างน่าสงสารแท้

“เหตุใดท่านหญิงจึงไม่บอกให้บ่าววางเสลี่ยงลงเสีย?” เขาหันไปทางคนแบกเสลี่ยง “ไม่หนักกันรึพวกเอ็ง?”

ใบหน้ากลมงามดังพระจันทร์นวลและคิ้วโก่งดังคันศรนั้นเปลี่ยนไปเป็นบึ้งตึง ปากกระจับได้รูปนั้นสั่งให้วางเสลี่ยงลง หญิงสาวร่างบางอรชรเดินปรี่เข้ามาหาเขา “ให้มันน้อยๆ หน่อยนะคุณหลวง อย่าถือว่ามีหน้าที่สำคัญแล้วจะมาเอ่ยวาจาโสมมกับเราได้”

โสมมเลยหรือ? ผู้หญิงคนนี้วาจาช่างไม่สมกับใบหน้าเอาเสียเลย เกิดโกรธจัด แต่ก็ข่มโทสะตัวเองลงมาจนราบเรียบ เขากระดกยิ้มที่มุมปาก “ไม่รู้ว่าท่านหญิงหมายถึงสิ่งใดอันเป็นหน้าที่สำคัญของกระผม หมายถึงการที่ต้องเร่งไปไขคดีลึกลับที่เมืองตาก หรือการคุ้มกันขบวนเจ้าสาวอันไร้ประโยชน์ไปกำแพงเพชรกัน?”

เพลานี้คนงามตาถลึงใส่เขาราวกับช้างศึกยามตกมัน แต่กระนั้นเสียงที่เอ่ยออกมากลับราบเรียบและแฝงไปด้วยอำนาจผิดกับเมื่อครู่

“ขุนอินทร ข้าไม่ประสงค์จะร่วมทางไปกับหลวงราชเสน่หา ข้าจะต้องการให้เขาเดินทางไปเพียงลำพังไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่?”

เกิดชายตาไปที่ขุนอินทรเทพ เจ้านั่นก้มหน้านิ่ง ก่อนจะเอ่ย “หามิได้ขอรับ ท่านสมุหพระกลาโหมสั่งไว้เช่นนั้น เกรงว่าท่านหญิงคงต้องร่วมทางไปกับกระผมและคุณหลวงขอรับ”

หญิงสาวสะบัดด้วยท่าทางขัดใจ “ข้าจะไปเรียนท่านพ่อใหม่”

“เสียเวลาเปล่าขอรับ ท่านสมุหพระกลาโหมออกว่าราชการเดินทางมุ่งสู่เมืองทวายตั้งแต่เพลาเช้ามืดแล้วขอรับ” คราวนี้น้ำเสียงของขุนอินทรเทพฟังดูเหมือนเยาะเย้ยแฝงอยู่ในประโยคนั้น

“ข้าว่าเราสายมากแล้วนะขุนอินทร” เกิดขัดจังหวะขึ้น เขาชักรำคาญท่าทีมากความของบุตรีท่านสมุหพระกลาโหมเต็มทีแล้ว ผู้หญิงอะไรกันหนอ ช่างเอาแต่ใจตัวเองยิ่งนัก เพียงแค่เขาเอ่ยวาจาแข็งกร้าวไปบ้างก็เท่านั้น ถึงกับจะแยกทางกันเดินเลยเชียวหรือ? “เจ้าจันตอนที่มารับข้าบอกว่าใช้เวลาควบม้ามาจากเมืองตากถึงสี่วันเชียวนะ เหตุใดเจ้ายังช้าอยู่ เป็นแบบนี้จะไปถึงเมืองตากเมื่อใดกัน?”

“นั่นสิขอรับ ท่านหญิงขอรับ เชิญขึ้นเสลี่ยงเถิดขอรับ ประเดี๋ยวจะได้ออกเดินทางกัน” ขุนอินทรเทพหันมาทางเขา “น่าจะราวๆ เจ็ดถึงแปดวันโน่นแหละคุณหลวง ภาระของเราเป็นเยี่ยงนี้แล้ว”

“เหตุใดท่านสมุหพระกลาโหมถึงแยกแยะไม่ออกถึงเรื่องใดเร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วนกัน ทหารองครักษ์มีตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่แยกขบวนกันไป?”

ขุนอินทรเทพส่ายหน้า “ท่านหญิงที่ต้องยกให้เจ้าเมืองกำแพงเพชร การนี้ก็สำคัญไม่แพ้กันขอรับ ถ้าหากไม่เอาใจพระยารามณรงค์สงครามแล้วไซร้ เกิดกำแพงเพชรเปลี่ยนใจไปเข้ากับเชียงใหม่ เมืองตากก็จะไม่อาจต้านทานทัพของหมื่นนครได้ และเพลานั้นสุโขทัยและพิษณุโลกสองแควก็ไม่อาจพ้นเงื้อมมือของเชียงใหม่ไปได้”

“กำแพงเพชรสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?”

“ใช่ขอรับ” ทหารหนุ่มปรายตามองไปยังร่างงามที่นั่งอยู่บนเสลี่ยงที่ยังไม่ได้หาม บ่าวหญิงสาวสองคนเข้ามาปรนนิบัติพัดวีให้ ท่าทางขุนอินทรเทพเหมือนจะบอกเขาว่า คนเอาแต่ใจที่นั่งอยู่บนนั้นก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหัวเมืองทางเหนือแม้แต่น้อย

“ถ้าเช่นนั้น ให้ข้าล่วงหน้าไปก่อนดีไหม ข้าร้อนใจอยากไปกราบศพของพี่ข้า” เกิดเสนอ

ขุนอินทรเทพส่ายหน้าอีกครั้ง “มิได้หรอกขอรับ ท่านเองก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเกิดอันใดขึ้นกับท่านจนไม่สามารถไปไขคดีได้ หัวของข้าคงหลุดออกจากบ่า”

“ถ้าเจ้ากลัวก็ให้ทหารติดตามข้าไปด้วยก็ได้”

“ได้โปรดเห็นใจกระผมเถิดขอรับคุณหลวง อย่าได้ทำให้กระผมผู้เป็นทหารผู้ต่ำต้อยคนนี้ลำบากใจเลย”

ได้ยินถึงขนาดนี้เกิดจึงหุบปากตัวเองเงียบ ไม่นานนักทหารคุ้มกันก็มาตั้งขบวนจนครบ เกิดนับด้วยสายตาคร่าวๆ ก็ราวห้าสิบคน ท่าทางทะมัดทะแมงกันทั้งนั้น อันที่จริง ขบวนเจ้าสาวไม่น่าพร้อมรบกันได้ขนาดนี้ แต่ก็อย่างว่า เจ้าสาวคนนี้สำคัญต่อบ้านเมืองนัก หญิงงามผู้กอบกู้บ้านเมือง จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ถ้าผ่านวิกฤตศึกล้านนาคราวนี้ ลูกสาวของท่านสมุหพระกลาโหมคงได้เป็นวีรสตรีอีกคนเป็นแน่ ถ้าหากเจ้าเมืองกำแพงเพชรไม่เอากลับมาคืนเสียก่อนเพราะทนความเอาแต่ใจของนางไม่ไหว

“ออกเดินทางกันเถิดขอรับ” ขุนอินทรหันไปบอกกล่าวคนงามที่นั่งเชิดหน้าบนเสลี่ยง จากนั้นก็หันมาพยักหน้ากับเขา ก่อนที่จะส่งสัญญาณกับทหารนำทาง แล้วขบวนก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากหน้าเรือนของอัครมหาเสนบดี

การเดินทางกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 277
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๕
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2014, 10:28:37 AM »
บทที่แล้วจบที่วีรกรรมคุณหลวง ไขปริศนาของพ่ออยู่หัว มันคือคดีอะไรอ่ะ หย่อนไว้ให้คนอยากรู้ แต่พอต่อมาบทนี้แล้วตัดไปเลยมันออกงงๆ น่าจะเล่าหน่อยว่าคุณหลวงทำอะไรไว้ หรือถ้าจะทิ้งไว้ให้เป็นปมที่โยงไปถึงเหตุการณ์อื่น ก็ต้องหย่อนเบ็ดให้คนอ่านรู้ว่า อ่านต่อไปนะ เดี๋ยวจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เขียนเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์จะยากตรงนี้แหละมั้ง คนอ่าน(อย่างมะดี้)ที่ตกประวัติศาสตร์ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร คนเขียนก็ต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเพียงพอน่าจะดีกว่า  ;) 

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๕
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 16, 2014, 12:45:01 PM »
เดี๋ยวค่อยๆ เฉลยไปพร้อมกับคดีปัจจุบันครับ จบพร้อมกันพอดี อิอิ

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๕
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 20, 2014, 01:21:31 PM »
ไปๆ

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 372
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๒.๕
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 24, 2014, 10:55:49 PM »
มองหาเรื่องคดีที่ค้างจากบทก่อนเหมือนกันจ้ะ พอเห็นว่าไม่มีเลยไม่แน่ใจตัวเองว่าอ่านข้ามบทไปหรือเปล่า งงๆ  ??? ???