ผู้เขียน หัวข้อ: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๓.๐  (อ่าน 268 ครั้ง)

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
มายาสวรรค์ ตอนที่ ๓.๐
« เมื่อ: กันยายน 15, 2014, 08:27:20 PM »
ฝนทำท่าจะตกลงมาอีกแล้ว ท้องฟ้าอุ้มน้ำฉ่ำไปหมดทั่วทั้งผืน ลมแรงกระโชกต้นมะพร้าวริมทางเอนลู่จนแทบหัก กระนั้นขุนอินทรเทพก็ไม่มีทีท่าจะสั่งให้ขบวนคุ้มกันเจ้าสาวหยุดพักเสียที ลมที่พัดหนักหน่วงทำให้กลุ่มคนหามเสลี่ยงเซหลายครั้ง ผ้าสไบของหญิงรับใช้ปลิวว่อนแล้วก็มีเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจตามมา

“นี่ ขุนอินทร์” เกิดเรียก “ฝนจะมาแล้วนะ ยังไม่พักอีกหรือ?”

ทหารหนุ่มแหงนมองท้องฟ้า “กระผมจะลองเสี่ยงดูขอรับ เลยหมู่บ้านนี้ไปก็ป่าโมกแล้ว กระผมกะว่าจะไปพักกันที่นั่นจะสะดวกกว่า”

เกิดอดแหงนมองเบื้องบนอีกครั้งไม่ได้ “แต่ข้าเกรงว่าเราจะพากันเปียกฝนก่อนจะถึงป่าโมกน่ะสิ ดูลมสิขุนอินทร์”

ทหารหนุ่มถอนหายใจ “ท่าทางคุณหลวงดูร้อนใจมากนะขอรับ คงเร่งอยากให้ถึงเมืองตากในเร็ววัน”

เกิดถอนใจตามอีกคน “ถึงจะเร่งให้ตายยังไง ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”

ขุนอินทรเทพหันมามองเขา “จะอย่างไรเสีย กระผมก็อยากให้คุณหลวงเข้าใจ ไม่ว่าเราจะเร่งกันเพียงใด ต่อให้คุณหลวงไปถึงเมืองตากพรุ่งนี้ ท่านพระยาจันทบูรก็มิอาจฟื้น”

“ข้ารู้ ที่ใจข้าร้อนก็เพราะอยากรู้สาเหตุการตายของพี่ชายของข้าให้เร็วที่สุด หลักฐานต่างๆ ยิ่งนานวันยิ่งเสื่อมสลายไปเรื่อยๆ คดีนี้เป็นคดีใหญ่ ทหารตายทั้งกองไม่ใช่เรื่องเล็กๆ พยานหลักฐานมากมายอาจสูญหายไป และนั่นจะทำให้เราสืบหาความจริงได้ยากมากขึ้น”

ขุนอิทรเทพถอนหายใจอีกครั้งแล้วก็เงียบไป ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกนอกจากเสียงบ่นของบุตรสาวของสมุหพระกลาโหมและเหล่าบ่าวรับใช้อันน่ารำคาญ ความโกรธมารบกวนจิตใจเขาตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มเดินทาง อันที่จริงในใจเกิดย่อมรู้ดีว่าสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมาล่าช้าเสียเวลาไม่ได้มาจากท่านหญิงบุตรสาวของอัครมหาเสนาบดี เพียงแต่เขาเป็นผู้น้อย เมื่อได้รับคำสั่งเช่นไรก็ต้องทำใจยอมรับ

แต่ว่าเป็นแบบนั้นแน่หรือ?

คนอย่างหลวงราชเสน่หา มีหรือจะมามัวติดอยู่ในกับดักวังวนแห่งลำดับขั้นอำนาจใดๆ สิ่งที่เขาทำเมื่อสี่ปีก่อนย่อมเป็นเครื่องบ่งบอกได้ดีว่าแม้แต่ผู้มีพระราชอำนาจมากที่สุดในแผ่นดินกรุงศรี หลวงราชเสน่หาก็มิเกรงกลัวมาแล้ว

ความถูกต้องเท่านั้น ที่ชักนำเส้นทางเดินของเขา ถึงแม้ว่าสี่ปีที่ผ่านมาเส้นทางนั้นจะชะงักงันอยู่กับที่

เกิดแหงนมองฟ้า ฝนคงยังไม่ตก อาจจะจนกว่าขบวนจะล่วงถึงป่าโมกก็เป็นได้ บางทีฟ้าก็พร้อมที่จะลงโทษใครได้ทุกเมื่อ แต่ในเวลาเดียวกันก็พร้อมจะให้โอกาสมนุษย์ด้วยเช่นกัน

คงเฉกเช่นเดียวกับชีวิตของไอ้เกิด หลวงราชเสน่หาคนนี้ ที่เคยกระทำการลบหลู่ฟ้า กระนั้นฟ้าก็ยังไม่ได้ลงโทษอันใด สี่ปีที่แล้วเขาถูกทัณฑ์ขั้นเนรเทศไปอยู่เพียงเมืองพระประแดงเท่านั้น หาได้ต้องอาญาหนักหนาไม่ แต่มาถึงยามนี้ หลวงราชเสน่หากลับถูกเรียกตัวมารับราชการอีก เคยได้ยินเสียงซุบซิบนินทาว่า เป็นเพราะพ่ออยู่หัวและสมเด็จพระมหาอุปราชาทรงโปรดปรานในตัวเขา อาญาลบหลู่เบื้องสูงถึงเพียงแค่เนรเทศ ถ้าเป็นผู้อื่นป่านนี้ชีวิตคงหาไม่ไปแล้ว

ล่วงเข้าเขตป่าโมกได้สักพักหนึ่ง ขุนอินทรเทพก็สั่งหยุดขบวนหน้าบ้านคหบดีหลังใหญ่โตหลังหนึ่ง ชายวัยกลางคนท่าทางแข็งแรงออกมาต้อนรับพร้อมบ่าวไพร่อีกจำนวนหนึ่ง คนนำขบวนและทหารทั้งหมดพากันลงจากหลังม้า เหลือแต่เพียงว่าที่เจ้าสาวผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่ยังนั่งอยู่บนเสลี่ยง เกิดหันไปมองแล้วแกล้งเบะปากจงใจให้นางเห็น หญิงสาวสูงศักดิ์ถลึงตาใส่เขาอีกระลอก เขาหมั่นไส้ผู้หญิงคนนี้เอาเสียจริงๆ ไม่คำนึงบ้างเลยหรือว่าคนแบกเสลี่ยงจะเมื่อยล้าขนาดไหน เมื่อถึงจุดหมายแล้วควรหรือไม่ที่จะให้พวกเขาพักบ้าง แต่ไม่เลย แม่คงจะรอให้เขาหามไปส่งถึงห้องนอนเลยกระมัง

“ยินดีต้อนรับท่านขุนอินทรเทพขอรับ” ชายวัยกลางคนที่ออกมาต้องรับกุลีกุจอเข้ามาทักทายพร้อมทั้งให้บ่าวไพร่นำม้าไปเข้าคอก “กระผมคิดว่าการเดินทางคงล่าช้าเป็นแน่เพราะฝนทำท่าตั้งเค้ามาน่ากลัวเหลือเกิน ไม่นึกเลยว่าพวกท่านจะมาถึงเรือนกระผมก่อนพลบค่ำ”

“ข้าลองเสี่ยงดูน่ะท่านบุญ ไม่อยากหยุดพักให้ชักช้าเพราะเกรงว่าเมื่อนั้นแล้วฝนกระหน่ำลงมาคงหนักทั้งคืนเป็นแน่ และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วคนที่ลำบากคงไม่ใช่ทหารอย่างข้าหรอก” ท้ายประโยค ขุนอินทรเทพปรายตามองไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเสลี่ยง

คนที่ชื่อบุญกุลีกุจอไปหาคนที่ถูกพาดพิงถึงอย่างอ่อนน้อมทันที “ท่านหญิงจันทร์ฉายนั่นเองขอรับ ไม่คิดไม่ฝันว่าเติบใหญ่เป็นสาวจะงดงามถึงเพียงนี้ คงเป็นวาสนาของท่านอัครมหาเสนาบดีที่เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างดีเป็นแน่แท้”

“ขอบใจท่านบุญที่ต้อนรับขับสู้ อย่ามัวแต่ช้าอยู่เลยข้าอยากพักผ่อนเต็มแก่แล้ว การเดินทางในวันนี้เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน”

“ข้าเองก็อยากพักผ่อนเช่นกันท่านบุญ นั่งบนหลังเสลี่ยง เอ๊ย...หลังม้ามาทั้งวัน เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด” เกิดอดเอ่ยประโยคเสียดแทงไม่ได้ บุตรีสาวของสมุหกลาโหมปรายหางตามองเขาแค่แวบเดียวก่อนจะสะบัดหน้าใส่ สั่งให้บ่าวเอาเสลี่ยงลงจากนั้นก็ก้าวนำเจ้าของบ้านเข้าไปด้านใน

ในที่สุดฝนก็โปรยลงมาอย่างหนักหน่วงในช่วงหัวค่ำ หลังอาหารมื้อค่ำ เกิดกับขุนอินทรเทพนั่งหารือเรื่องการเดินทางในวันรุ่งกับเจ้าของบ้านที่ชื่อบุญ เขารู้สึกสบายใจที่เมื่อมื้อเย็นผ่านพ้นไปแล้วบุตรีสาวของสมุหพระกลาโหมขอปลีกตัวไปพักผ่อนเสียก่อน เขาเบื่อความมากเรื่องของนาง ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร ไม่ว่ากิริยาการพูดการจาของคนเรื่องมากอย่างนางทำให้เขาหงุดหงิดได้ตลอดเพลา อาจจะเป็นเพราะธาตุหรือราศีเกิดของเขากับนางเป็นปรปักษ์กันก็ได้ ถึงทำให้เกิดรู้สึกเช่นนั้น

น้ำจันทน์หมดไปหลายไห เจ้าของบ้านขอตัวไปนอนแล้ว คงเหลือเพียงเขากับขุนอินทรเทพนั่งกันลำพังอยู่ชานเรือน ทั้งคู่เจรจากันเรื่องทั่วไป มีครั้งหนึ่งที่ทหารหนุ่มเอ่ยถึงเรื่องเมื่อสี่ปีก่อน แต่พอเขาแสร้งบ่ายเบี่ยงพูดเรื่องอื่นขุนอินทรเทพก็มีสีหน้าผิดหวังวูบหนึ่งก่อนจะชวนยกน้ำจันทน์แล้วชวนเจรจาเรื่องอื่นไปอีก

“คุณหลวง ท่านมีคนรักหรือไม่?”

เขามองหน้าคู่สนทนา “เจ้าไม่รู้หรอกหรือ ว่าเมื่อสี่ปีก่อนคนรักของข้าตายไปแล้ว?”

“กระผมขอโทษ กระผมหมายถึง ณ เพลานี้ ท่านมีรักใหม่แล้วหรือไม่?”

เขาแหงนมองฟ้าเนิ่นนานราวกับจะให้ใครบางคนบนนั้นตอบลงมา แต่สุดท้ายเขาก็เป็นคนตอบเอง “ข้ารักมะขามสุดหัวใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าในแผ่นดินนี้จะมีใครหรือไม่ที่สามารถแทนที่นางได้”

เสียงฝนกระทบกระเบื้องหลังคา อากาศเย็นเฉียบเข้าถึงร่างกายและหัวใจ ขุนอินทรเทพยกน้ำจันทน์ขึ้นอีกรอบ จากนั้นก็เอนตัวพิงกับเสาเรือน บนฟ้ามืดมิดไร้แสงจันทร์หรือดาราใดๆ มืดและหม่นเหมือนหัวใจเขายามนี้เหลือเกิน

“เจ้าเองเล่า ขุนอินทร์ มีคนรักอยู่หรือไม่? จากบ้านจากเมืองไปรบเยี่ยงนี้ เมียเจ้ามิแอบหนีไปคบชู้สู่ชายดอกหรือ?”

ทหารหนุ่มหัวเราะ “ข้าน่ะหรือคุณหลวง มิมีดอก”

เขาหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมสนทนา ขุนอินทรเทพเป็นคนหนุ่มใบหน้าคมสัน จมูกโด่งปากหนา ร่างกายกำยำ เป็นชายรูปงามคนหนึ่งเพียงแต่คงกรำศึกมาเป็นเวลานานถึงได้ดูไม่ใส่ใจกับร่างกายตัวเองเท่าใดนัก กระนั้นเขาก็ยังดูเป็นคนหน้าตาดี ไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะครองความโสดอยู่ได้จนอายุใกล้สามสิบเช่นนี้

“เป็นไปได้หรือ เหตุใดเจ้าไม่คิดหาเมียสวยๆ มานอนกอดสักคน?”

“ไม่รู้สิคุณหลวง กระผมเองเคยคิดเช่นนั้นยามเปลี่ยวเหงา ท่านสมุหพระกลาโหมก็ยกบรรดาเมียเล็กเมียน้อยของท่านให้กระผมหลายครั้ง แต่ก็ไล่นางพวกนั้นกลับบ้านกันไปหมด หาได้มีใครต้องตาต้องใจสักคน”

ตะเกียงดับไปแล้ว คงเพราะน้ำมันละหุ่งด้านในแห้งหมดแล้ว เกิดยิ้มในความมืด “อย่าเลือกมากนักพ่อหนุ่ม ระวังเจ้าจะได้แม่ม่ายผัวตายพร้อมลูกติดมาเชยชมแทนเพราะไม่ถูกใจสาวโสดสักคนเดียว”

ไม่มีเสียงโต้ตอบจากคู่สนทนาอีกเนิ่นนาน เกิดคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ครู่หนึ่งก็หันมองขุนอินทรเทพ เห็นหมอนั่นหลับไปแล้ว ทีแรกเกิดพยายามปลุก แต่คนเมาเหล้าที่หลับคาวงเช่นนี้ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะเรียกสติกลับมาอีกครั้ง ในที่สุดเกิดก็ยอมแพ้ เขาลากเพื่อนรุ่นน้องให้ห่างจากชายคาของชานเรือนอีกสองศอกเพื่อป้องกันฝนสาดลงมา จากนั้นก็เดินไปหยิบผ้าห่มในห้องนอนและหมอนหนุนมาให้ จากนั้นก็เดินกลับห้องตัวเองที่เจ้าของบ้านจัดไว้ให้ตรงซีกตะวันตกของตัวเรือน นอนบิดไปบิดมาสักพักก็รู้ตัวว่านอนไม่หลับ เขาลุกออกจากห้องนอนแล้วย้อนกลับมาดูขุนอินทรเทพอีกครั้ง หมอนั่นยังอยู่ที่เดิม เกิดยืนพิงเสาครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ

 เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้หนอ เหตุใดเขาต้องมาจับเจ่าอยู่ในเรือนของคหบดีที่ป่าโมกนี่กัน เหตุใดเขาไม่รีบบึ่งม้าไปซึ่งอันที่จริงคืนนี้เขาต้องได้นอนอยู่แถบเมืองอู่ไทหรือไม่ก็เมืองสรรค์แล้ว

เขารู้ดีว่ายิ่งช้า การไขคดีก็จะยิ่งห่างไกลความจริงออกไปทุกที

คิดได้ดังนั้นหลวงราชเสน่หาก็มิได้รอช้า เขากลับไปที่ห้องนอนอีกครั้ง หยิบห่อผ้าและดาบคู่ใจย่องไปยังคอกม้าทันที

เขาย่องลงบันไดด้วยฝีเท้าเงียบกริบ จากนั้นก็เดินลอดไต้ถุนที่ค่อนข้างโ,งของเรือนคหบดีบุญ เดินอ้อมหูกทอผ้าด้านที่ติดกับห้องนอนจากนั้นก็เลี้ยวผ่านสวนมะพร้าว ก่อนจะตัดเข้าคอกม้า จู่ๆ ก็ชนกับร่างหนึ่งเข้า!

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 277
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๓.๐
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2014, 10:35:16 AM »
แน่ะ คุณหลวงจะหนีไปไหน แล้ว 'ร่าง' นั้นใครหว่า ผู้หญิงแหงๆ  ::)

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๓.๐
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 20, 2014, 01:31:05 PM »
สงสัยเป็นหญิงคนนั้นที่จะมาเป็นเจ้าสาว เกิดอยากจะหนีการแต่งงาน งั้นก็ไปเสียด้วยกันเลยคราวนี้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอิ้กๆๆ

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 372
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๓.๐
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 24, 2014, 11:11:53 PM »
ฮั่นแน่ อิอิ