ผู้เขียน หัวข้อ: บุณยภู บทที่ 1-21  (อ่าน 730 ครั้ง)

นิรีย์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 48
  • เขียนทุกวัน จบสักวันแน่ๆ
    • ดูรายละเอียด
บุณยภู บทที่ 1-21
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 09:35:32 AM »

เรื่องบุณยภู ถือว่าเป็นนิยายยาวเรื่องแรกของนิรีย์ค่ะ พยายามมาเกือบสิบปีแล้วยังจบไม่ลงสักที
คราวนี้รวบรวมพลังภายในฮึดเขียนใหม่อีกครั้ง ต้องจบสักวันแน่ๆ

บุุณยภูเขียนมาได้ 21 ตอนแล้วค่ะ บทแรกจะลงให้อ่านที่นี่ด้วย บทเก่าที่เหลือตามไปอ่านตรงนี้นะคะ
http://hongsamut.com/readniyai.php?niyaiid=678

ส่วนบทใหม่ติดตามได้ที่นี่ค่ะ

ช่วยเป็นกำลังใจให้เขียนจบด้วยนะคะ รักและคิดถึงคนอ่านทุกคนค่ะ

นิรีย์







บทที่ 1       เจ้าสาว


“ภูสูงเสียดฟ้า      ราวลอยล่องกลาง   สายหมอกขาว
เจ้าดูเด่นพร่างพราว   แต่ยิ่งสูงยิ่งไกล      หนาวเหน็บหัวใจ
เกินเอื้อมมือไป      คว้าไขว่ไว้      เป็นของชาวดิน”

   
เสียงขับลำนำเก่าแก่ดังแว่วมาจากกองคาราวานร่อนเร่ภายใต้การนำของธาตรี  คืนแห่งเดือนเต็มดวง และบรรยากาศที่ตั้งกระโจมพักซึ่งติดชิดเชิงเขาแห่งตำนานรักในลำนำนั้น ประกอบเป็นประหนึ่งเวทมนตร์ประหลาดที่สามารถตรึงชายร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำรัดกุมให้ชะงักฟังเสียงทุ้มเศร้าแต่เจือหวานที่กำลังถ่ายทอดเรื่องรักข้ามชนชั้นอย่างเสียดแทงใจ
ร่างสูงนั้นมีผมที่ดำยาวสลวยเคลียไหล อ่อนนุ่มงดงามราวใยไหมที่สาวจากเนื้อในสุดซึ่งเจ้าตัวผูกมัดไว้ด้วยเชือกหลวม ๆ ให้ทิ้งตัวอยู่เบื้องหลัง สายลมเย็นของค่ำคืนพัดวูบแรงมาล้อเล่นกับผมส่วนที่หลุดจากพันธนาการอย่างเริงร่าจนปลิวกระจายระรานใบหน้ายาวคมคายที่ประกอบด้วยคิ้วหนาเข้ม ดวงตาใหญ่สีดำสนิทที่ล้อมไว้ด้วยแพยาวหนาของขนตางอนงาม จมูกเรียวเป็นสันตรง และริมฝีปากบางได้รูปที่มักแย้มยิ้มเป็นนิจ แต่ไม่ใช่ในขณะนี้ เขายืนนิ่งสงบไม่แสดงอาการใด ๆ  ชายหนุ่มแอบซุ่มรอเวลาที่กองคาราวานนี้จะเข้าสู่ห้วงนิทราได้พักใหญ่ และกำลังตัดสินใจจะเร้นกายเข้าไป  ใจอดสงสัยไม่ได้เจ้าหนุ่มชาวดินที่กำลังร้องลำนำบทนี้อยู่คงโดนความรักเล่นงานเอาหนัก ไม่ยอมหลับนอน และพาให้เขาต้องเสียเวลาคอยต่ออีกพัก

พวกรักไม่เป็น

คนร่างสูงสรุปอย่างผู้ที่ไม่เคยลิ้มรสร้ายของรัก อาจเป็นเพราะไม่เคยรักใครจริงแม้จะมีคนมารักมากมาย ผู้หญิงไม่เคยอยู่ในความสนใจของเขาได้นานนัก ธรรศคิดถึงงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเบื่อ ๆ เนื่องจากมันไม่พ้นจากเรื่องของผู้หญิง ทั้งยังเป็นผู้หญิงของคนอื่นอีกด้วย      

เจ้าสาวของธาตรี คืองานด่วนในคืนนี้ของเขา

“ไปพาคน ๆ หนึ่งออกมาจากกองคาราวานของธาตรี”

ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเขา ‘ท่านนายพลกุลิสร์’ สั่งทันทีที่ปรากฏตัวท่ามกลางสายหมอกเช้าของวันนี้ที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษประจำชายแดนเมืองพิชญะและคามินรัฐซึ่งเขาควบคุมอยู่โดยไม่มีการบอกล่วงหน้า และเป็นการลับเฉพาะเขาและท่านเท่านั้น

“ใครกันขอรับท่าน”

“เจ้าสาวของธาตรี”

“ขออภัย ถ้าจะเรียนถามท่านว่าทำไมขอรับ”

ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีแม้นว่าจะไม่ใช่ทหารเต็มตัว เขาควรที่จะรับฟังและทำตามคำสั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพิชญะเท่านั้น แต่งานนี้เป็นการกระทำที่ถือว่าผิดปกติมาก และเขาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนับรบที่ฝีมือดีที่สุดของพิชญะ และควบคุมหน่วยงานลับพิเศษที่มีอำนาจจัดการกับปัญหาหรือคิดว่าอาจจะเป็นปัญหาทุกอย่าง ณ ชายแดนแห่งนี้ควรจะทราบถึงเหตุผลของงานที่ค่อนข้างผิดธรรมดาครั้งนี้ แม้นว่าโดยภาระของหน่วยงานลับนี้จะทำการที่แหกคอกอยู่หลายครั้ง แต่เขามักจะมีเหตุผลที่เจ้านายไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ทุกครั้งนั่นแหละ ครั้งนี้ท่านสั่งให้ทำเองธรรศจึงอดสงสัยไม่ได้

“ธาตรีหลงผู้หญิงคนนี้มาก ถึงขั้นจะแต่งให้นางเป็นเมียเอกพรุ่งนี้”

“นี่พวกเราจะกลายเป็นกองโจรลักพาตัวแล้วหรือไงขอรับ”

ธรรศอดจะทำเสียงคล้าย ๆ ประชดไม่ได้ ซึ่งเขารู้ดีว่าท่านไม่ถือความห่ามเป็นบางครั้งของเขา พวกกองคาราวานของธาตรีเป็นปัญหาที่ทำให้มีการกระทบกระทั่งระหว่างสองเมืองมาตลอด ด้วยหัวหน้าใหญ่ของหมู่คนเร่ร่อนพวกนี้ถนัดนักในการสร้างเรื่องเพื่อยุแหย่ ยิ่งสองเมืองไม่ถูกกันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งชอบเพราะจะไม่มีใครมีเวลาพอจะติดตามกองคาราวานอิสระของมัน

“เราจะเป็นอะไรไม่สำคัญเท่าการหยุดยานรกจากคามินรัฐให้ได้ไม่ใช่หรือธรรศ”

“ท่านจะบีบไอ้ธาตรีให้มันหยุดส่งยาอุบาทว์เพราะไม่ได้พิศวาสหรือขอรับ”

นายพลกุลิสร์อมยิ้มนิด ๆ ด้วยขันในคำประชดเปรียบเปรยของนักรบหนุ่มเบื้องหน้า ท่านนายพลรู้ดีว่างานนี้มันไม่ค่อยจะมีศักดิ์ศรีนัก แต่มันจำเป็น และจำเป็นต้องใช้คนที่เขาไว้ใจที่สุด และแน่นอนต้องเป็นคนที่ฝีมือดีสุด

“จริง ๆ แล้วไม่ใช่เหตุนั้นหรอกธรรศ เหตุผลจริง ๆ คือนางมาจากเขตในของคามินรัฐ”

มีเสียงคล้ายถอดถอนใจอยู่ลึก ๆ เมื่อท่านเอ่ยถึงเขตในของคามินรัฐ หรือเคยเป็นเขตราชฐานชั้นในสำหรับอดีตกษัตริย์พระองค์ก่อนที่โดนลอบปลงพระชนม์โดยคณะผู้บริหารคามินรัฐในปัจจุบันภายใต้การนำของ อาคิราห์ เหล่าพระราชวงศ์ถูกกำจัดจนเกือบสิ้นเว้นไว้แต่ผู้สืบเชื้อสายของอดีตพระน้องนางเธอพระองค์เล็กที่ทรงปลิดพระชนม์ชีพตัวเองตามพระเชษฐา ทว่าผู้ที่ยังคงรอดชีวิตอยู่ถูกจำกัดให้อยู่ในเขตในเท่านั้น   และด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดที่สุดจากอาคิราห์

“กลิ่นไม่ดีจริง ๆ แต่ข้าไม่ค่อยแน่ใจแผนนี้เท่าไหร่ขอรับ”

“ทำไมหรือ”

“ผู้หญิงคนนี้จะมีค่าขนาดนั้นหรือเปล่า”

“นางต้องมีค่ามากพอแน่เมื่อไอ้ธาตรียอมตัดหัวเมียทุกคนของมันเพราะนางขอเป็นเมียแต่งและเป็นเมียเดียว”

“นางมารร้ายจริง ๆ” ธรรศครางออกมาเบา ๆ และชักไม่แน่ใจขึ้นมาแล้วว่างานที่คิดว่าง่ายจะง่ายอย่างที่คิดหรือไม่

“ฟังอย่างนี้แล้วข้าว่านางคนนี้คงเป็นคู่สร้างคู่สมของไอ้ธาตรีแน่ ๆ”

คำพูดของธรรศไม่ผิดผู้หญิงคนนี้สมเป็นคู่สร้างคู่สมทีเดียว แต่ไม่ใช่ของผู้ชายชื่อธาตรี ทว่ากลับกลายเป็นบางคนที่ธรรศไม่เคยคาดคิดมาก่อน   

“ตอนนี้พวกมันตั้งกองอยู่ปลายบุณยภู และจะทำพิธีแต่งงานในวันพรุ่งนี้บนภู เราต้องรีบลงมือคืนนี้เพราะถ้าพวกนั้นข้ามเขตแล้วเราจะทำอะไรลำบาก”

“ขอรับท่าน” ธรรศเห็นด้วย

บุณยภูถือเป็นดินแดนกันชนระหว่างขั้วอำนาจใหญ่สองฝ่ายบนคาบสมุทรมายาแห่งนี้ ฝ่ายหนึ่งคือคามินรัฐเมืองเล็กที่สุดบนฝั่งขวาของคาบสมุทรแต่สามารถสยายปีกครอบครองเมืองทางฝั่งขวาที่เหลืออีก 5 เมืองได้หมด ด้วยอำนาจแห่งการมอบเมาของสิ่งเสพติดที่ร้ายแรงที่สุด ่ยานรก ่ ส่วนอีกฝั่งซึ่งแม้นมีอยู่เพียงสามเมืองได้แก่ พิชญะ ดาวฟ้า และอัครมณี แต่ก็ใหญ่และมากมายด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แร่มีค่าต่าง ๆ โดยเฉพาะทองคำ และเพชร ซึ่งสามารถสนับสนุนอำนาจทางทหารมากพอที่จะต้านการครอบงำของคามินรัฐผ่านทางยานรก

บุณยภูคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคาบสมุทรมายา เป็นแหล่งเผยแพร่ศาสนาบุณยะที่เก่าแก่ที่สุด  ตั้งตระหง่านสูงลิบอยู่กี่งกลางระหว่างอริทั้งสองฝ่าย บุณยภูเป็นกลางและเป็นที่พักพิงแก่ทุกคนที่เดือดร้อน ทุกฝ่ายยอมสงบถ้าเพียงมีคำขอจากบุณยภูที่มีแค่วิหารหินกลางป่าบนเทือกเขาสูงที่แสนจะเหน็บหนาว

เสียงขับลำนำหยุดไปแล้ว แต่เสียงพิณหวานเจือเศร้ายังคงบรรเลงอ้อยอิ่งอยู่แผ่ว ๆ  คิ้วเข้มของธรรศขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบใจนักเพราะเวลาสำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้เหลือไม่มากแล้ว เห็นทีถ้าจะรอให้เจ้าหนุ่มติดบ่วงรักหยุดเล่นพิณเองคงต้องรอจนถึงเช้าแน่ ท่าทางเขาต้องเข้าไปจัดการให้หมอนั่นหลับได้แล้ว

ธรรศเร้นกายเข้าใกล้กระโจมใหญ่ที่เป็นที่มาแห่งเสียงเพลงพิณ ฟังจากเสียงสั่นพลิ้วที่ราวกับจังหวะเต้นรัวของหัวใจแล้ว เขาคิดว่าพิณที่เล่นนี้คงเป็นพิณโบราณที่หาผู้เล่นได้ยากเย็นนักเพราะจำกัดคนเล่นเฉพาะชายเนื่องจากต้องเปลือยเปล่าส่วนอกเพื่อให้เต้าพิณครอบทับบนอกข้างหนึ่ง ได้แนบชิดหัวใจของผู้เล่นที่สะท้อนเสียงเพลงจากหัวใจให้ผู้คนได้รับฟังความไพเราะยิ่งของดนตรี

เมื่อถึงหน้ากระโจมที่หมาย ธรรศต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะความไม่ชอบใจ แต่เป็นความงุนงงกับบรรยากาศของกระโจมของนักพิณคนนี้ซึ่งมืดสนิทไร้ผู้คน คงมีแต่เสียงพิณดังลอดออกมาจากกระโจม ตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าคนเล่นพิณจะเป็นแค่เด็กหนุ่มอย่างที่เขาคาดเดาแต่แรกหรือเปล่า ฝีมือระดับเล่นพิณในความมืดได้อย่างนี้คงเป็นครูเพลงเฒ่าเสียกระมัง แต่ต่อให้เป็นผู้เฒ่าจะละผ่านไปไม่ได้ คงต้องทำให้ท่านหลับสักพักอยู่ดี

ธรรศค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อที่ซ่อนช่องใส่ของเล็ก ๆ ไว้ สิ่งที่หยิบติดมือออกมาเป็นหลอดไม้ขนาดกว้างยาวประมาณนิ้วชี้ของชายฉกรรจ์ หัวท้ายของหลอดไม้นี้ปิดผนึกมิดชิด ธรรศแกะผนึกด้านหนึ่งออกอย่างเบามือ มีควันสีเหลืองระเหยออกมาบาง ๆ  ชายหนุ่มรีบกลั้นลมหายใจไว้ก่อนสอดหลอดไม้ที่บรรจุควันนิทราเข้าไปในกระโจมทางช่องที่ผ่าไว้เป็นทางเข้า   

เพียงไม่นานควันนิทราได้ออกฤทธิ์ของมัน เสียงพิณหยุดร่ายจังหวะ เสียงเคลื่อนไหวภายในกระโจมนิ่งสงบ ธรรศหยุดกลั้นหายใจเมื่อแน่ใจว่าเจ้าควันนิทราจะไม่เล่นงานเขาด้วย ยืนนิ่งในเงามืดข้างกระโจมจนแน่ใจว่าผู้อยู่ด้านในไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก เขาแย้มทางเข้าแล้วรีบแทรกกายเข้าไปภายในอย่างเงียบกริบ สายตาที่เจนจัดในความมืดกวาดสำรวจรอบกระโจมอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดอยู่ภายในนี้นอกจากร่างที่นอนตะแคงหันหลังให้เขาอยู่บนฟูกกลางกระโจม ลักษณะเหมือนกำลังกอดบางสิ่งแนบอกอยู่ ร่างนั้นดูเล็กกระจ้อยร่อยเมื่ออยู่ท่ามกลางหมอนอิงมากมายบนฟูกใหญ่ โพกศีรษะมิดชิด แต่ท่อนบนเปล่าเปลือย ซึ่งธรรศไม่แปลกใจเลย เพราะคนที่จะเล่นพิณโบราณแบบนี้จำเป็นต้องเปลือยอกเล่นทุกคน

“ขอโทษนะผู้เฒ่าข้าขอใช้กระโจมท่านเป็นที่หลบดูลาดเลาสักพัก”

ผู้เฒ่าของธรรศได้แต่นอนนิ่งสงบเหมือนรับคำ เพราะสิ้นไร้สติใด ๆ ที่จะต่อต้าน ปล่อยให้ผู้บุกรุกยามวิการเดินสำรวจไปทั่วกระโจมเพื่อหาจุดที่จะลอบมองได้ทั่วกองคาราวานที่กำลังหลับใหล ธรรศหาจุดที่เหมาะสมได้ในไม่ช้า เขาพยายามสอดสายตาหาที่ตั้งของกระโจมที่น่าจะเป็นของว่าที่เจ้าสาวของธาตรี มีกระโจมใหญ่และดูหรูหราที่สุดเพียงสองกระโจมรวมทั้งกระโจมที่เขายึดครองอยู่ตอนนี้ แต่ทั่วทั้งคาราวานขณะนี้สงบเงียบ ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ  แม้นกระทั่งเวรงาม เงียบจนผิดปกติ...หรือว่านี่คือกับดัก

ชายหนุ่มหันควับไปยังร่างที่ยังคงนอนสลบไสลทันที

โดยไม่ต้องคิดซ้ำธรรศรีบก้าวเท้ายาว ๆ ไปประชิดฟูกใหญ่ สิ่งที่เขาเห็นทำให้ชายหนุ่มหวนคิดไปถึงคำสอนเก่าแก่คำหนึ่ง  'อย่าเชื่อจนกว่าจะได้เห็น' และเขาได้เห็นผู้ที่เขาเชื่อว่าเป็นชายชรา

แสงรำไรจากเดือนเต็มดวงที่สาดเข้ามาจากรอยเผยอของผ้าที่ปิดหน้ากระโจมทำให้เขาเห็นร่างที่นอนไร้สติในรายละเอียดชัดขึ้นกว่าแรกเจอ

และจะเป็นเพราะอาถรรพ์เดือนเพ็ญหรือไร จึงทำให้หัวใจเขากระตุกวูบกับภาพเบื้องหน้า

“นางไม้” ธรรศพึมพำบอกตัวเองด้วยความหวั่นไหวที่วูบวาบขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ผู้หญิงสำหรับเขาไม่ว่าจะงดงามเพียงใด ไม่เคยมีใครที่กระทบใจที่รักอิสระนี้ได้ แต่ร่างที่นอนนิ่งเบื้องหน้านั้นดูราวกับภาพนิรมิต ผิวขาวลออเปล่งปลั่งด้วยวัยสาวแรกแย้ม และยิ่งนางขยับตัวทำให้พิณที่กอดไว้กับอกหลุดล่วงไป อกอวบอิ่มผุดผาดตั้งตระหง่านออกมา

เหมือนเวลา………ได้หยุดนิ่งลง
เหมือนเขา………ที่แทบลืมหายใจ

“โอ้! บุณยภูอันศักดิ์สิทธิ์…ใจของข้าเป็นอะไร ทำไมถึงอ่อนไหวเช่นนี้”

ธรรศหลับตาลง เพื่อสลัดภาพอันเป็นเหตุแห่งใจที่อ่อนแอของเขาให้หมดไป แต่ภาพนั้นมิอาจเลือนรางหายไปได้แล้ว เพราะแม้นจะไม่ปรากฏแก่สายตาได้ ทว่ากลับไปปรากฏชัดในใจแทน

“ฮือ….อ” เสียงครางแผ่ว ๆ จากปากอิ่มยวนใจ ปลุกธรรศให้ตื่นขึ้นมาสู่ความจริง ชายหนุ่มเม้มปากแน่นด้วยความขัดเคืองใจที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ทำไมควันนิทราหมดฤทธิ์เร็วเช่นนี้

“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!” ร่างแบบบางกระตุกไหว และกรีดร้อง ธรรศรีบกระโดดเข้าไปหานางด้วยสัญชาติญาณของการเอาตัวรอด เสียงของนางอาจจะนำภัยที่ไม่คาดคิดมาสู่เขาได้  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ธรรศทาบทับร่างนั้นเพื่อตรึงการดิ้นรนนั้นด้วยร่างของเขา ปิดปากอิ่มที่กำลังจะเผยอร้องด้วยมือข้างหนึ่ง หญิงสาวดิ้นรนขัดขืนด้วยแรงทั้งหมด มือทั้งสองข้างที่ยังคงอิสระอยู่ของเจ้าหล่อนทุบตีเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ธรรศรวบมือทั้งสองด้วยอีกมือที่เหลือของเขาอย่างไม่ต้องออกแรงมากนัก เพราะเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายอ่อนล้าลงไปอย่างรวดเร็วด้วยสภาพร่างกายที่แสนบอบบาง และผ่านการรมยามา

ตาจ้องตาในท่ามกลางลำแสงน้อยนิดของเดือนเพ็ญ ตาคู่งามของฝ่ายที่ถูกควบคุมเอ่อรื่นขึ้นมาด้วยหยาดน้ำใส ๆ  สะท้อนให้เห็นอารมณ์หวาดกลัว ตื่นตระหนกอย่างที่สุด ธรรศสะท้อนใจขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็น เขากำลังทำร้ายให้นางเจ็บอยู่หรือเปล่านะ ด้านที่อ่อนไหวที่สุดของเขาถามตัวเองขึ้นมา และนั่นเป็นเหตุให้เขาผ่อนแรงที่ใช้ควบคุมเธอลง

“ถ้าเจ้ารับปากข้าว่าจะหยุดร้อง หยุดดิ้น เจ้าจะเป็นอิสระ”

หญิงสาวหยุดดิ้นรนทันที เธอพยักหน้าตอบรับภายใต้อุ้งมือใหญ่ที่ปิดปากไว้  ธรรศค่อย ๆ  คลายมือที่ปิดปากนางออกเป็นการหยั่งเชิง เมื่อร่างนั้นยังคงสงบนิ่ง เขาจึงคลายมืออีกข้างที่รวบมือทั้งสองของเธอไว้ ร่างแบบบางภายใต้ร่างของเขายังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม แต่ขณะที่เขากำลังยกตัวออก กลางหว่างขาของเขาก็ถูกกระแทกวูบขึ้นมาอย่างแรง

นางว่องไวจนเขาไม่คาดคิด แต่ไม่ไวไปกว่าเขาได้

แม้นจะจุกจนแทบพูดไม่ออกจากฤทธิ์ของแม่ตัวดี แต่เขาก็สามารถคว้านางไว้ได้ และตรึงไว้ในสภาพเช่นเดิมอีกครั้ง โดยไม่คำนึงว่านางจะดิ้นรนอย่างไร  นางร้องและทุบตีเขาแรงขึ้น เขาต้องใช้ทั้งสองมือเพื่อตรึงมือทั้งสองนั้นไว้ด้านบนศีรษะของนาง แต่ปากอิ่ม ๆ  นั้นยังคงกรีดร้องอยู่

ธรรศชะงักไปชั่วครู่ อกอวบเปล่าเปลือยอัดแนบแน่นกับแผงอกหนาของเขา สร้างกระแสร้อนไหลวูบวาบไปทั่วร่างหนุ่มฉกรรจ์ เลือดหนุ่มร้อนรุ่มอย่างไม่อาจควบคุมและกว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ริมฝีปากของเขาได้ประกบลงบนปากอิ่มยวนใจอย่างไม่รู้ตัว เสียงร้องถูกสงบลงอย่างที่เขาตั้งใจ แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแทนโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจในใจที่เต้นรัวเร็วขณะนี้ และก่อนที่ธรรศจะรู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเขา เสียงบางอย่างได้ดังขึ้น และหยุดทุกอย่างไว้ ณ ตรงนั้น

“....”

เขาเงยหน้ามองนิ่งไปทางทางเข้าออกของกระโจมที่เป็นที่มาของเสียงและบังคับให้อีกคนสงบเสียงด้วยมือใหญ่ที่ตะปบปิดปากอิ่มนั้นไว้แน่น   

“แม่หญิง มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”

“ไล่ไป” ธรรศกระซิบเสียงกร้าว ใช้มืออีกข้างดึงมีดสั้นจากปลอกที่คาดอยู่ข้างเอวออกมาจ่อนิ่งที่คอระหง

ดวงตากลมโตคู่งามปรากฏแววตื่นตระหนกอยู่ครู่แล้วกลับสงบนิ่งเมื่อเจ้าของได้ข่มความกลัวลงได้ ร่างบางจึงนอนนิ่งไม่ต่อต้านใด ๆ อีก สถานการณ์ที่ดีที่สุดของนางตอนนี้คือการยินยอมทำตามเจ้าของมีดที่พร้อมจะแทงทะลุคอหอยเธอได้ทุกเมื่อ หญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ เพื่อบอกให้อีกฝ่ายรู้ถึงการตัดสินใจ

เขาคลี่ยิ้มอย่างพอใจ ค่อย ๆ คลายมือที่ปิดปากอวบอิ่มออก แต่มีดสั้นในมืออีกข้างยังคงกำกระชับอยู่ที่เดิม

“พูด” ธรรศเตือนเบา ๆ เมื่อเห็นเธอยังนิ่ง มีดถูกกดลงจนปลายเกือบจะสัมผัสถูกผิวเนื้อขาวนวล

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืนเต็มทนก่อนจะทำเสียงงัวเงียราวเพิ่งตื่นนอนขึ้นมา “ใครนะ”
   
“ขอประทานอภัยเจ้าคะ ข้าน้อยเอง ได้ยินเสียงแปลก ๆ ในกระโจมท่าน เลยเป็นห่วง”

“ไม่มีอะไรนี่ ข้าคงเผลอทำพิณหล่นพื้น”

“แม่หญิงเจ้าคะ ทุกคนโดนเราวางยาจนหลับหมดแล้วเจ้าคะ เราจะรีบหนีตอนนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ”

“ด...ดี...เจ้ารีบไปเตรียมม้ากับเสบียงไว้ ข้ามีเรื่องต้องทำก่อน เดี๋ยวจะตามไป”

“เจ้าคะ แม่หญิงรีบไปนะเจ้าคะ ข้ากลัว”

“รีบ..ซิ...ข้าจะรีบ...เจ้ารีบไปก่อน” หญิงสาวอยากจะร้องบอกให้คนสนิทรีบหนีไปให้ไกล ๆ มากกว่า แต่สายตาเข้มที่เกือบดุดันและคมมีดที่สัมผัสผิวเนื้อแล้วบังคับให้เธอต้องกล้ำกลืนคำพูดไว้

มีเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างไปจากหน้ากระโจม จนเหลือทิ้งไว้แต่ความเงียบงันแห่งราตรี

“ปล่อยข้าได้แล้วไอ้โจรชั่ว”

“คงไม่ได้หรอกแม่หญิง”

“เจ้าต้องการอะไร”

“เจ้าสาวสักคน”

“พูดบ้าอะไร ข้าไม่เข้าใจ”

“ไม่พูดบ้าอย่างเจ้าว่าก็ได้ ทีนี้เป็นของจริงละนะ....” ธรรศจงใจทิ้งค้างคำพูดไปเฉย ๆ แต่ร่างกายของชายหนุ่มไม่ได้อยู่เฉย ท่อนล่างของเขากำลังบดเบียดอยู่บนสะโพกของนางอย่างเนิบนาบ ทว่าหนักหน่วงราวจงใจจะเอาคืนที่ต้องเจ็บปวดเมื่อครู่

“รู้มั้ยตอนเจ้ากระแทกข้าเมื่อครู่มันเจ็บมาก ข้าอยากให้เจ้ารักษาให้”    ชายหนุ่มกระซิบข้างหูเธอด้วยเสียงแหบกระเส่า ก่อนเงยหน้ามองลึกลงมาในดวงตาของหญิงสาวแววตาดุดันเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นร้อนแรงจากไฟอารมณ์ที่กำลังถูกกระพือลุกโชนขึ้นเรื่อย ๆ

“ไอ้ชั่ว ไอ้บ้......” เธอกรีดร้อง

แต่เสียงที่เริ่มจะกรีดร้องด่าทอของหญิงสาวดังได้เพียงชั่วอึดใจต้องหยุดลงด้วยริมฝีปากบางที่ประกบลงมาบนริมฝีปากเธออีกครั้ง ลมหายใจแทบจะโดนสูบไปสิ้นด้วยลิ้นร้อนที่แทรกเข้ามากวาดกว้าง ดูดดึง กระหวัดเกี่ยวกับลิ้นของนาง

“หวานเหลือเกิน เจ้าช่างหวานนัก” เขาพึมพำทั้งที่ยังไล้เล็มอยู่บนริมฝีปากแสนหวานคู่นั้น แต่ทันใดเขาก็หยุดการจาบจ้วงที่เลวทรามที่สุดในความรู้สึกของหญิงสาว

“พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ แล้วค่อยต่อกันใหม่ตอนข้าว่าง” เสียงกระเส่ากระซิบข้างหูก่อนเจ้าตัวจะลุกออกจากร่างเกือบเปลือยอย่างแสนเสียดาย

เธอลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเมื่อเป็นอิสระ  คว้าหมอนอิงใบเล็กข้างกายมากอดเพื่อปกปิดทรวงอกสล้างไว้ ใจจริงอย่างจะแผดเสียงร้องด่าทอไอ้โจรชั่วคนนี้เป็นที่สุด แต่มีดสั้นที่สะท้อนคมวาววับในความมืดตรงหน้าทำให้เธอต้องคิดอย่างหนัก

“ต้องการอะไร”   เธอถามอีกด้วยคำถามเดิม แต่ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นลงอย่างผู้ที่ครองสติไว้ได้แล้ว

“เจ้าสาวที่คิดหนีของธาตรี”

“ทำไม”

“ไม่จำเป็นต้องรู้ ลุกขึ้นไปกับข้าได้แล้ว”

“ไม่ไป”

“ฮึ...เจ้าขัดขืนได้หรือไง”

“ได้ เพราะข้าไม่ใช่เจ้าสาวของธาตรี”

“โกหกให้รอดตัวหรือแม่นาง ข้าไม่โง่เชื่อเจ้าหรอก”

“อย่าเพิ่งแน่ใจว่าเจ้าไม่โง่”

ธรรศไม่โกรธกับถ้อยคำประชดประชันเสียดแทงใจของนาง ความรู้สึกขณะนี้คือขบขันกับลูกเล่นตื้น ๆ เพื่อเอาตัวรอดของหญิงสาว

“ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกให้ข้าหายโง่หน่อยซิว่าเจ้าคือใคร ทำไมถึงได้อยู่ในกระโจมหรูหรา มีคนรับใช้คอยเฝ้า ใส่แพรพรรณงดงาม แม้จะเพียงครึ่งตัวก็เถอะนะ”

“หยุดได้เลย... ข้าเป็นน้องสาวของนาง”

“อ้อ...แล้วตอนนี้พี่สาวเจ้าอยู่ที่ไหนกันเล่า”

“อยู่ที่กระโจมของท่านธาตรี นางนัดให้ข้าไปรับตอนทุกคนหลับหมดแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ไปแอบดูซิโจรบ้าตัณหา”

“จุ๊ จุ๊ พูดอย่างนี้เสี่ยงโดนโจรบ้าตัณหาของเจ้าปล้ำเอาจริง ๆ นะ”

คนปากเก่งจำต้องกัดปากแน่นเพื่อสกัดกั้นคำพูดร้าย ๆ ที่เตรียมจะพรั่งพรูออกมาอีก ทางเดียวที่แสดงออกได้ตอนนี้คือสายตาที่จ้องมายังผู้อุกอาจอย่างกราดเกรี้ยว ซึ่งถ้ามันสามารถคมดังดาบและฟาดฟันได้จริง ร่างผู้ที่นำราคีมาแปดเปื้อนคงขาดสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจายไปทั่วกระโจมนี้แล้ว แต่ได้แค่คิดเพราะในเวลาไม่นานข้างหน้าอาจจะเป็นเธอเองที่ต้องดาวดิ้นไปด้วยความประมาทที่คิดว่าจะคุ้มครองตนเองได้โดยลำพัง   

“เจ้าฉลาดนะที่ยอมสงบปากสงบคำ ลุกขึ้นแล้วพาข้าไปแอบดูพี่สาวเจ้าหน่อยคนสวย”

ร่างบางลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ มือทั้งสองยังคงกอดหมอนอิงใบน้อยแนบอกไว้แน่น ขณะที่สอดส่ายสายตาหาเสื้อที่ปลดออกก่อนจะเล่นเพลงพิณโบราณ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอต้องการอยู่ตามลำพังเพื่อเปลือยอกดีดพิณด้วยเสียงจากหัวใจตามคำขอร้องจากท่านธาตรี เพื่อกล่อมห่อก่อนการวิวาห์พรุ่งนี้

หญิงสาวคิดว่าเธอคงไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือคนเบื้องหน้าไปได้ เพราะดูเจ้าโจรที่ดูเหมือนบ้าตัณหาผู้นั้นไม่มีทีท่าเชื่อถือคำพูดใด ๆ ของเธอทั้งสิ้น แต่คงพอประวิงเวลาออกไปได้เผื่อว่าจะมีโอกาสรอดแม้นเพียงน้อยนิดก็ตาม

“เสื้อของเจ้า”

คนที่เธอเรียกว่าโจรชั่วยื่นสิ่งที่ต้องการให้เหมือนรู้ใจ หญิงสาวนิ่งมองเสื้อที่อยู่ในมือใหญ่เรียวอย่างชั่งใจ แปลกใจกับพฤติกรรมที่ปะปนทั้งร้ายและดีของคนผู้นี้  จริง ๆ แล้วเขาเป็นใครกันแน่  เธอแอบปรายตาพินิจร่างสูงใหญ่ที่เด่นตระหง่านในแสงสลัวจากจันทร์เพ็ญที่เล็ดรอดเข้ามา ไม่สามารถเห็นหน้าผู้บุกรุกได้ชัดแต่รู้ได้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่จากเงาขาวของฟัน จึงตัดสินใจคว้าเสื้อจากมือนั้นมาแล้วหันหลังใส่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้พ้นสายตาเร่าร้อนที่จ้องเขม็ง แต่อย่างนั้นเธอยังรู้สึกเหมือนหนีไม่พ้นเพราะราวกับว่ายังมีไอร้อนผ่าวคอยลามเลียอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา  หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าเต็มที่ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้าผู้บุกรุกโดยไม่คิดหวาดกลัวอีกต่อไป   

“เจ้าต้องการอะไรจากพี่สาวข้า”

“ผู้ชายเขาต้องการผู้หญิงไปทำอะไรเล่า”

“เจ้า...” หญิงสาวพยายามสงบใจอีกครั้ง นึกหาคำพูด ดี ๆ ที่จะหว่านล้อมอีกฝ่าย แม้นว่าอยากจะเข้าไปข่วนหน้าที่ระบายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั้นให้เลือดซิบเพียงใด

“ถ้าเจ้าแค้นเคืองธาตรีก็ไปจัดการมันตอนนี้ซิ พี่สาวข้าไม่ได้ยินยอมวิวาห์ครั้งนี้ เจ้าเห็นแล้วนี่ว่าเราพยายามหนี”

“ความคิดเจ้าเข้าท่าดี ข้าขอบใจที่เจ้าช่วยข้าให้จับไอ้ธาตรีได้ง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังต้องการเจ้า”

“ไอ้โจรเลว”

“เงียบได้แล้ว นำไป หรืออยากจะให้ข้าว่างตอนนี้”

ใบหน้างามสะบัดหนีไปทันที เธอก้าวเร็ว ๆ ไปที่หน้าประตูกระโจม แอบมีความหวังว่าอาจจะใช้ช่วงที่ชายหนุ่มเผลอวิ่งออกไปหาคนสนิทที่รออยู่พร้อมม้า แต่อีกฝ่ายไม่เผลอ เขาก้าวออกไปดักหน้าก่อนที่หญิงสาวจะถึงทางเข้าออกของกระโจม ดึงเธอเข้ามาเบียดชิดอกกว้าง โน้มหน้าใกล้จนลมหายใจอุ่นจนเกือบร้อนเป่ารดข้างแก้ม แล้วกระซิบบอกด้วยเสียงเยียบเย็นพอ ๆ กับปลายมีดที่มาแตะแผ่ว ๆ ที่อีกข้างแก้ม

“อย่าทำอย่างที่คิด”

เธอจ้องประสานตาดำสนิทนั้นโดยไม่พูดอะไร ยืนนิ่งสงบเหมือนจำนน

“ดวงตาเจ้าคมเสียยิ่งกว่ามีดเล่มนี้นะ และตอนนี้ข้าคิดว่าเจ้ากำลังใช้มันแล่เนื้อข้าออกมาเป็นชิ้น ๆ อยู่”

“บอกให้ข้าเงียบ แล้วเจ้ามามัวพูดมากอยู่ทำไม”

ธรรศอดที่จะหัวเราะอยู่ในลำคอไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ช่างกล้าหาญนัก เขาแสดงบทบาทโจรชั่วร้ายแบบสุด ๆ แล้ว นางยังไม่มีทีท่าจะกลัว สายตาของนางเหมือนคมมีดจริง ๆ  แม้นจะไม่สามารถกรีดเนื้อเขาได้แต่มันกรีดใจเขาเข้าไปแล้ว

“ขอโทษนะแม่นาง” เขาทำเสียงกระเซ้านิด ๆ เมื่อดึงผ้าโพกผมของนางออกเพื่อจะได้ใช้ปิดปากที่ช่างกรีดร้องให้รำคาญหู
“ผมสั้น” ธรรศพึมพำอย่างแปลกใจเมื่อเห็นสภาพผมตัดสั้นราวหนุ่มน้อยของเธอ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขามองสบสายตาที่จ้องมาอย่างจะกินเลือดกินด้วยแววตายิ้ม ๆ ก่อนจะทำอย่างที่ตั้งใจไว้อย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวใด ๆ และนอกจากผูกปากอิ่มนั่น ชายหนุ่มยังจัดการหมุนตัวนางและจับมือไขว้ไว้เบื้องหลังก่อนมัดไว้ด้วยเชือกเส้นยาวประจำตัว หลังจากพันธนาการเธอแล้วเขายังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังร่างบางนั้น

หญิงสาวรู้สึกถึงเส้นประสาทที่ตึงเครียดไปทั่วร่าง เธอแทบสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือใหญ่เรียวคู่นั้นโอบกอด และจงใจแนบชิดร่างกายส่วนหน้าของเขากับแผ่นหลังของเธอ

“เราคงไม่ต้องเสียเวลาไปดูพี่สาวของเจ้าที่กระโจมของไอ้ธาตรีแล้ว เพราะข้าไม่คิดว่าข้าโง่พอที่จะไปหาคนที่ไม่มีตัวตนที่นั่นคนเดียวหรอก และอีกเรื่องนะคนสวย จุดแต้มสีสำหรับเจ้าสาวบนหน้าผากเจ้ายังลบออกไม่หมดนะ” เขากระซิบเบา ๆ ข้างหู

แต่หญิงสาวรู้สึกว่ามันดังก้องจนเหมือนโลกกำลังจะถล่มลงมาตรงหน้า







 
เที่ยวนี้ต้องจบนะ นิรีย์

pannapat

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 55
    • ดูรายละเอียด
Re: บุณยภู บทที่ 1-21
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 04:31:41 PM »
มาเป็นกำลังใจให้พี่ปูค่ะ  8)

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
Re: บุณยภู บทที่ 1-21
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 11:56:06 PM »
  :o  ข้าพเจ้ามีนามว่า นักข่าวมะกอก
อยากจะทราบว่า
ต้อง รอนแรม ไปต่างเมือง(อ่านที่อื่น) ด้วยฤาพะยะคะ

แบบนี้ นักเขียนตอบแทนค่าเดินทาง
                                           ด้วยการให้จบ ณ ที่นี้เลย ให้สิ้นเรื่องเถิดหนา
Licht und Schatten トーキョーグール-

moolar

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
    • ดูรายละเอียด
Re: บุณยภู บทที่ 1-21
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2014, 07:34:02 PM »
ต้องหาเวลาเิริ่มอ่านตั้งแต่ต้นใหม่...รอมานานแล้ว  ;)

buddy

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 244
    • ดูรายละเอียด
Re: บุณยภู บทที่ 1-21
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2014, 09:42:05 PM »
สู้ๆ ค่ะ พี่ปู รออ่านๆๆๆ
รอนานพอๆกะรอเขียนเรื่องตัวเองเลย อิอิ  :-*