ผู้เขียน หัวข้อ: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๐  (อ่าน 746 ครั้ง)

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๐
« เมื่อ: กันยายน 22, 2014, 10:29:40 PM »
แดดอ่อนจางฉายฉานแสงอุ่นละมุนตรงเส้นขอบฟ้าด้านขวามือของเขา เกิดค่อยๆ ปรับสายตาสู้กับแสงตะวันของวันใหม่
เช้าแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน

ม้ายังเดินเหยาะไปเรื่อยๆ อย่างอ่อนล้า คงเป็นเพราะไม่ได้นอนกันมาทั้งคืน ร่างระหงซบหลับลงบนแผ่นหลังของเขา เกิดพอจะจับจังหวะหายใจตามการเคลื่อนไหวของร่างบางๆ ที่อยู่ข้างหลังของเขาได้ ดูๆ ไปก็น่าสงสาร การเกิดเป็นบุตรีสาวสวยของอัครมหาเสนาบดีดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ถือว่าเพราะทำบุญเก่ามาดีเหลือล้น แต่กระนั้นก็เถอะ ใครเลยจะรู้ว่าการเกิดมาแล้วกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเองไม่ได้มันอาจเป็นเพราะกรรมเก่าที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนก็ได้

“เช้าแล้วหรือ?” คนที่อยู่ข้างหลังเขาขยับกายนั่งในท่าเดิมแล้ว น้ำเสียงงัวเงีย

“หลับสบายไหมขอรับ?” เกิดถามยิ้มๆ

“ไม่เลย แผ่นหลังคุณหลวงแข็งไปหน่อย”

เกิดหัวเราะ “น่าแปลกนะขอรับ กระผมก็คิดเหมือนกันกับท่านหญิงเลย”

กำปั้นกระแทกหลังเขาดังบึ้กพร้อมเสียงตวาดแหว “หมายความว่ากระไร หลวงราชเสน่หา!”

เขาไม่ได้โต้ตอบอะไรอีก ได้แต่หัวเราะ บุตรีสาวสวยของสมุหพระกลาโหมเองก็เงียบไปเช่นกัน ม้าเริ่มเดินช้าลง แดดเริ่มเปล่งแสงจ้าขึ้น สองข้างทางเป็นทุ่งนาโล่งกว้าง สีเขียวสดใสของต้นกล้าอ่อนๆ และลมที่พัดโชยมาทำให้เขาไม่รู้สึกง่วงสักนิดแต่กลับสดชื่นอย่างเต็มที่ เพียงแต่คนที่นั่งมามาด้วยกันคงไม่ได้คิดแบบเดียวกัน

“หิวไหมขอรับท่านหญิง?”

“มากเลยล่ะ ง่วงด้วย”

“กระผมนึกว่าท่านหญิงหลับเต็มอิ่มบนหลังม้าแล้วเสียอีก”

“ท่านคิดว่าแผ่นหลังของท่านกับม้าตัวนี้นุ่มเหมือนฟูกที่บ้านข้าหรือไง?”

“แต่ก็ยังหลับได้นี่”

นางค้อนใส่เขา “ถึงไหนแล้ว?”

เกิดมองไปรอบๆ ไม่มีผู้คนให้เห็นสักคนเดียว แต่กระนั้นเบื้องหน้าไกลลิบๆ นั่นก็พอมองเห็นควันไฟที่ลอยเอื่อยขึ้นท้องฟ้า

“อาจจะยังไม่ถึงวิเศษไชยชาญขอรับ”

“ม้าเดินช้าจัง”

เกิดถอนใจ “ม้าพันธุ์นี้ไม่ได้อึดทนขนาดวิ่งเต็มที่ตอนกลางคืนได้หรอกขอรับ แค่ให้มันเดินก็คงขี้เกียจจะแย่แล้วล่ะ ดูแต่ละก้าวของมันสิ”

“น่าสงสารม้าออก เราแวะพักกันก่อนไหม?”

“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นแหละขอรับ เรากำลังหนีอยู่ เพราะฉะนั้นเดินทางในเวลากลางวันคงไม่เหมาะ ประเดี๋ยวถึงวิเศษไชยชาญแล้วคงต้องหาเรือนพักกัน”

เสียงหาวดังมาจากด้านหลังอีก เกิดถอนใจ “ไหนๆ กระผมก็ยอมพาท่านหญิงหนีมาด้วยกันแล้ว ไหนรับปากว่าจะบอกกระผมเรื่องเหตุผลที่ท่านอัครมหาเสนาบดีส่งท่านหญิงไปกำแพงเพชรล่ะขอรับ”

“จะรีบฟังความไปไหนคุณหลวง ระยะทางอีกยาวไกลนะ”

“แปลว่าท่านหญิงคิดจะเบี้ยวกระผมสินะขอรับ”

“นี่ หลวงราชเสน่หา ให้มันน้อยๆ หน่อยนะเวลาเอ่ยวาจากับข้า อย่างไรเสียข้าก็เป็นถึงบุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีแห่งอโยธยาศรีรามเทพนะ!”

“ก็แค่อยากให้ท่านหญิงรับรู้ว่าติดค้างกระผมอยู่นะขอรับ”

เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น “หลวงราชเสน่หา ท่านคิดว่าท่านมีบุญคุณกับข้ากระนั้นหรือ ถึงได้เอ่ยแบบนั้น ถ้าท่านไม่รับข้ามาด้วย คิดหรือว่าข้าจะปล่อยท่านไปง่ายๆ”

“ถ้ากระผมไม่พามาด้วย ท่านหญิงจะกระทำเช่นไรขอรับ?” เขาถามอย่างท้าทาย รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่โดนเอ่ยวาจาใส่เช่นนั้น นางขอตามเขามาทั้งๆ ที่เกิดไม่ได้อยากเพิ่มภาระให้ตัวเองเลยสักนิด

“ข้าก็จะไปปลุกขุนอินทรเทพ แล้วก็บอกเขาว่าท่านพยายามขืนใจข้าพอข้าดิ้นรนหนีรอดมาได้ท่านเกรงอาญาก็เลยรีบหนี เพียงเท่านี้คนทั้งกรุงศรีก็พากันตามล่าท่านแล้ว หลวงราชเสน่หา”

ผู้หญิงคนนี้ ลึกล้ำยิ่งนัก วูบหนึ่งที่เขารู้สึกกลัวนางขึ้นมา แต่แล้วเกิดก็พยายามไม่ใส่ใจ ผู้หญิงก็คือผู้หญิง เขาไม่คิดว่าบุตรีสาวของสมุหพระกลาโหมจะปราดเปรื่องมากเล่ห์ไปมากกว่านี้อีกแล้ว สิ่งที่นางคิดอาจจะแค่มารยาหญิงมากกว่า นางต้องการอยู่เหนือกว่าเขา ก็ฉลาดในระดับหนึ่งหรอกนะ แต่เอาเถอะ ก็ได้เท่านี้แหละ เขาคงห่างเหินเมืองหลวงมานาน ห่างหายจากการอยู่ท่ามกลางเล่ห์เหลี่ยมของผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ แต่คนอย่างเขาใช้เวลาไม่นานก็คงปรับสภาพได้เหมือนเดิม

ม้าพาทั้งสองเข้าเขตวิเศษไชยชาญแล้ว เขาบังคับม้าให้ออกนอกเส้นทางปกติ บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เริ่มมีผู้คนเดินออกสู่ไรนากันบ้างแล้ว เกิดเล็งบ้านหลังหนึ่งที่ดูค่อนข้างลับตาคนที่จะสัญจรมาตามทางเกวียน เขาลงจากม้าและเข้าไปลอบสังเกตอยู่ครู่ใหญ่ก็กลับไปหาหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าโดยไม่ยอมลง

“นี่ ท่านหญิงจันทร์ฉายขอรับ ไม่ลงจากหลังม้าเสียทีล่ะขอรับ”

นางนิ่วหน้าใส่เขา “จะขึ้นเสียงใส่ข้าทำไม?”

“กระผมเห็นท่านหญิงนั่งอยู่บนหลังม้าไม่ยอมลงก็เลยสงสารม้ามันน่ะขอรับ”

“ก็ท่านไม่บอกข้านี่”

เกิดทำหน้าเหลอเข้าใส่ “ต้องให้บอกด้วยหรือขอรับ ท่านหญิงไม่คำนึงสักนิดหรือขอรับว่าคนที่คอยหามเสลี่ยงหรือม้าที่ท่านหญิงขี่มันอยู่จะเหนื่อย?”

หญิงสาวส่ายหน้า เอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่เลย ข้าไม่เคยคิดเลย ข้าคงเคยชินมากไปหน่อยเลยไม่ค่อยได้สนใจ”

“ไม่ค่อยได้สนใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่เคยสนใจว่าคนอื่นหรือใครจะเป็นเยี่ยงไร คิดคำนึงแต่เรื่องของตัวเองเป็นพอ”

คราวนี้นางตาขวางใส่เขา “ให้มันน้อยๆ หน่อย หลวงราชเสน่หา!”

เกิดยักไหล่ หญิงสาวพยายามเลื่อนตัวลงจากหลังม้า ทีแรกเขากะจะมองดูเฉยๆ แต่แล้วก็อดใจไม่ได้เดินไปรับนางลง เมื่อกายใกล้ชิดและตาประสานเพียงชั่วครู่เดียว ความรู้สึกวูบวาบก็เกิดขึ้น เขาพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านและสิ่ง
แปลกปลอมที่อยู่ในใจให้หลุดออกด้วยการเบนสายตาไปทางชายทุ่งด้านหน้า

“บ้านหลังนั้นมีคนแก่สองตายายอยู่กันลำพัง เราจะเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่น พอพลบค่ำค่อยออกเดินทางกันต่อ”

หญิงสาวมองไปตามนิ้วมือที่เกิดชี้ ย่นคิ้วเข้าหากัน “นั่นน่ะหรือบ้าน กระท่อมชัดๆ”

เกิดถอนใจ “หวังว่าท่านหญิงคงไม่เรื่องมากนะขอรับ”

สีหน้าที่มองเขาดูเหมือนจะไม่พอใจ แต่ก็เก็บอาการอยู่ครู่ใหญ่จนสีหน้าเรียบเฉย ร่างระหงนั้นเดินนำหน้าเขาตรงไปยังกระท่อมของสองตายายที่เขาหมายตาเอาไว้ เกิดจูงม้าตามไปเรื่อยๆ จนถึงตัวบ้าน หญิงชราผมสีดอกเลาถือกระด้งฝัดข้าวลงจากบันไดเรือน พอมองเห็นเขาก็หันไปเรียกคนข้างใน ครู่หนึ่งชายชราคนหนึ่งก็เดินออกมาโดยมีผ้าขาวม้าพาดไหล่ปากเคี้ยวหมากอยู่

“ตากับยายขอรับ ข้าสองคนมาจากพระประแดงจะเดินทางไปผูกข้อไม้ข้อมือพี่ชายที่เมืองสรรค์ เดินทางมาทั้งคืนอยากจะขออาศัยนอนพักตอนกลางวันสักหน่อยแล้วก็ข้าวปลารองท้องสักมื้อสองมื้อ แล้วข้าจะจ่ายเบี้ยให้ขอรับ ขอความกรุณาด้วย”

สองตายายมองหน้ากันก่อนที่คนเป็นยายจะเอ่ย “บ้านข้าก็อย่างที่เห็นแหละพ่อหนุ่ม ไม่รู้ว่าเอ็งสองคนผัวเมียจะอยู่ได้หรือไม่ ข้าวปลาอาหารรึก็ไม่ได้ดิบดีอะไรมากมาย ข้ากับตาเกรงว่าจะดูแลพวกเอ็งไม่ดีเท่าไหร่”

เกิดสะดุดกับสิ่งที่ยายเข้าใจผิด เขาเหลือบหางตามองดูหญิงสาว เห็นแก้มของนางแดงระเรื่อ

“ข้าสองคนไม่เรื่องมากนักดอกขอรับ แค่วันเดียวไม่เป็นปัญหาเท่าใดนักหรอก”

“เอ่อ ข้าสองคนไม่...” เขารีบปิดปากก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ย ส่งสายตาปรามให้นางก่อนจะฉุดมือนางข้างหนึ่งและเชือกม้าอีกข้างหนึ่งเดินเข้าเขตลานบ้านหลังเล็กๆ ของสองตายาย


หลังจากเกิดจัดการหาน้ำและหญ้าให้ม้าและจัดการผูกมันไว้ในร่มไม้เรียบร้อยแล้วเขาก็ย้อนกลับไปที่บ้านของสองตายายผู้ที่เขาจำเป็นต้องแวะมาพึ่งพาอาศัย

เรือนหลังนี้เล็กและแคบเสียจนเกิดอดเห็นด้วยกับบุตรีสาวของอัครมหาเสนาบดีไม่ได้ที่นางเรียกว่ากระท่อม ตัวเรือนทำจากไม้ไผ่สับฟากทั้งหลังไม่ว่าจะเป็นพื้นหรือข้างฝา พื้นมีระดับลดหลั่นลงมาชั้นหนึ่ง ด้านที่สูงกว่าเป็นที่นอนเพราะมีฟูกเก่าๆ ปูไว้กับผ้าผืนบางๆ เพียงผืนเดียวพร้อมกับหมอนอีกสองใบ บนหัวนอนมีกล่องไม้วางซ้อนกันสามใบและหิ้งพระ มีหน้าต่างเพียงบานเดียวอยู่ตรงฝาบ้านด้านที่พื้นต่ำกว่า ถัดไปด้านหลังเป็นครัว หญิงชรากำลังง่วนอยู่หน้าเตา ส่วนสามีของนางยืนล้างหน้าอยู่ที่ตุ่มนอกชานแคบๆ เกิดทรุดตัวลงนั่งข้างๆ หญิงสาวที่นั่งกระมิดกระเมี้ยนอยู่ใกล้หน้าต่างที่บานถูกยกขึ้นและเอาไม้ไผ่ที่เหลาเป็นง่ามค้ำไว้

“ทำไมถึงบอกพวกเขาว่าเราเป็น...” นางถลึงตาใส่เขาและกระซิบทันทีที่ก้นของเกิดหย่อนนั่งลงบนพื้น

“จะให้บอกว่าเป็นท่านหญิงจันทร์ฉายกับหลวงราชเสน่หาที่หนีขบวนเจ้าสาวของท่านพระยารามณรงค์หรือขอรับ?” เกิดตอบหน้าตาย เขาจงใจจะยั่วโมโหของนางเล่น ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยากจะทำแบบนี้ไปทำไม แต่เขาก็อยากทำ เพราะเวลาเขาเห็นหญิงสูงศักดิ์อย่างนางโกรธ เขารู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก

“นี่ คุณหลวง อย่ากวนโมโหข้านัก”

“กระผมไม่อยากให้ใครสงสัย บอกสองตายายแกไปแบบนั้นก็น่าจะดีแล้ว เพลาพวกขุนอินทร์ตามมาอาจมาแวะถามที่นี่ก็อาจเป็นได้ บางที พวกนั้นอาจจะไม่สงสัยอะไรถ้าสองตายายบอกเพียงว่ามีสองผัวเมียมาขอแวะอาศัยอยู่เพียงแค่คืนเดียว”

สีหน้าของนางเหมือนจะเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังอดบ่นไม่ได้ “ขุนอินทรเทพไม่ใช่คนโง่นะ”

“แต่บางทีขุนอินทร์อาจจะใช้คนอื่นมาสำรวจแถวนี้แทน และบางทีลูกน้องของเขาก็อาจจะไม่ได้เฉลียวใจนัก เอาเป็นว่า โกหกดีกว่าพูดตรงๆ ล่ะนะ”

หญิงสาวถอนหายใจยาวเหมือนจะเบื่อหน่ายต่อโชคชะตาตนเอง ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ยอะไรกันอีกเมื่อยายยกสำรับกับข้าวใส่กระด้งที่ใช้แทนถาดอาหารมาวางตรงหน้า ตาขึ้นบันไดมาแล้วทั้งสองคนก็เชื้อเชิญให้อาคันตุกะผู้ไม่รู้ที่มาที่ไปสองคนกินอาหารมื้อเช้าที่ทำขึ้นง่ายๆ


มื้อเช้าผ่านไปแล้ว ผิดคาดเหมือนกันที่ทีแรกเกิดคิดว่าบุตรีของสมุหพระกลาโหมจะเรื่องมากและรังเกียจต่ออาหารบ้านๆ ของสองตายาย ปรากฏว่าท่านหญิงจันทร์ฉายกินแบบว่าแทบไม่เหลือทิ้งให้นกกากินเศษบ้างเลย เขาเห็นนางนั่งพิงฝาสงบเสงี่ยมอยู่ริมหน้าต่าง เขาผินตัวมานั่งตรงข้ามกับนาง พิงเสากันคนละต้น เจ้าของบ้านขอตัวออกไปทำงานประจำวันกลางทุ่งนา ตาของเขาเริ่มปรือเมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง พลันนั้นเมื่อเขาลืมตาขึ้นก็สบตาเข้ากับหญิงสูงศักดิ์เข้า ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมภายในเรือนที่มีเพียงเขาและนาง ความรู้สึกบางอย่างบังเกิดขึ้นให้ความคิดเขาฟุ้งซ่านอย่างช่วยไม่ได้

“ง่วงไหมขอรับ ท่านหญิง?”

นางพยักหน้า “ข้าอยากจะหลับจะแย่แล้ว”

เขายิ้ม ขยับเข้าไปใกล้นาง หญิงสาวสบตาเขา แววตาตระหนกบังเกิดขึ้น นางขยับร่างถอยหนีจนติดฝา

“คุณหลวง ท่านจะทำอะไร!”

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๐
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 23, 2014, 10:12:43 AM »
"อ้าว ถามได้ คุณหญิงอย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย ในเมื่อเราบอกกับสองตายายนั้นแล้วว่าเราเป็นผัวเมีย เราก็ทำให้มันสมจริงไปซะเลย" เกิดบอก มองหญิงสาวดวยความเสน่หา ดวงตาสอดส่องไปที่ลำคอและเนินอกที่โผล่พ้นขึ้นมาจากอาภรณ์
"บ้าหรือไงเกิด ทำไมท่านคิดชั่วช้าเช่นนี้ ข้าเป็นถึงหญิงสูงศักดิ์ ท่านเป็นแค่ทหารต่ำต้อย" คุณหญิงจันฉายถลึงตาใส่ แล้วยิ้มขึ้น "เอาก็เอา อย่าชักช้านักเล่า เดี๋ยวตายายกลับมาเข้า จะบัดสีบัดเถลิงกันไปใหญ่" ว่าแล้วคุณหญิงก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าตัวเองออกหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อชั้นในสีขาวลายลูกไม้ หรือแม้แต่จีสตริง จนเหลือเเต่ตัวล่อนจ้อน เปลือยเปล่าจนไม่เหลืออะไรสักชิ้น บัวงามทั้งสองของนางชูชันออกมา
เกิดจดจ้องมองที่ทรวงอกชูชันของนางเป็นสิ่งแรก แล้วต้องตกตะลึงงันไปชั่วขณะ เพราะมันได้รูปงดงาม สะบึมละฮึ่มและมโหฬารยิ่งนัก เกิดมองไล่ลงไปที่หน้าท้องแบนราบเรียบและรูสะดือกลมกลึงยั่วยวนของนาง มองเลยลงไปจนถึงพื้นที่สามเหลี่ยมด้านล่าง ที่เต็มไปด้วยหญ้ารกคลึ้ม และนั่นทำให้เกิดตกใจจนตาค้างจนต้องร้องออกมาว่า
"ทำไมคุณหญิงมีตรงนั้นเหมือนกระผมเลยล่ะครับ"
ฮ่าๆ
รอบทต่อไปครับ บทนี้มาจบตรงให้ได้ลุ้นเลยล่ะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2014, 10:13:56 AM โดย บีเลิฟ »

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๐
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 23, 2014, 10:57:46 AM »
นั่นไง คุณหลวงชักจะหวั่นไหวแล้วสิ จะทำอะไร ระวังหน่อยน้า กระท่อมมันเล็ก แถมไม่เก็บเสียงด้วย ฮาๆๆๆ  ;D

คำว่า เบี้ยว นี่มันดูสมัยใหม่ไปหน่อยนะ

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๐
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 23, 2014, 07:06:03 PM »
ฮ่าๆ คุณบี แบบนี้ก็น่าลองเขียนดูเหมือนกันนะ
พี่ดี้ ไม่รู้จะใช้คำว่าไรแทนคำว่า เบี้ยวดีอ่ะ

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๐
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 24, 2014, 11:35:05 PM »
ใช้คำว่า โกง พอได้ไหม