ผู้เขียน หัวข้อ: พรซ่อนกล/ตอนที่ 1/2 (จบตอน)  (อ่าน 501 ครั้ง)

rayya gandy

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 28
    • ดูรายละเอียด
พรซ่อนกล/ตอนที่ 1/2 (จบตอน)
« เมื่อ: กันยายน 23, 2014, 10:32:55 PM »

           ในขณะที่เปลือกตากำลังปิดสนิท ดวงหน้าเล็กรู้สึกได้ถึงความเหนียวเหนอะนะ เปียกชื้นสัมผัสกับผิว พร้อมเสียงครืดคราดดังแว่วอยู่ข้างใบหูเล็ก การนิทราอันแสนหวาน พลันถูกรบกวน จนไม่สามารถนอนต่อไปได้อีก ฝ่ามือเล็กปัดป้องสิ่งรบกวนใจที่กำลังรุกราน บางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า เจ้าสิ่งนั้นต้องการอันใด จากสัมผัสของสิ่งแปลกปลอม สร้างความคลางแคลงใจให้แก่ปณาลีเป็นอย่างมาก พื้นผิวของมันมีลักษณะหยุ่นๆ และเปียกชื้น ขนาดไม่น่าจะใหญ่มาก คาดคะเนได้น่าจะประมาณลูกลำไย และเธอยังสัมผัสได้ว่า มีอะไรนิ่มๆ คล้ายเส้นไหม คลอเคลียอยู่ด้วย สิ่งนั้นกระทบกับพวงแก้ม พร้อมถูไถไปมา จากนั้นก็ลามไล่ไปยังใบหูเล็ก พร้อมส่งเสียงดัง                                                                                               

“ บ๊อกๆๆ...หงิ๋งๆ...” เจ้าสุนัขพันธุ์ชิสสุ สีเทา ตาโตบ้องแบ้ว ส่งเสียงเห่าเรียกเจ้าของที่นอนอุตตุ ไม่ยอมลุกเสียที
ปราสาทส่วนรับรู้ของเจ้าของร่างเล็ก ทำงานโดยอัตโนมัติในทันที ที่หูได้ยินเสียงปลุกของเจ้าพะโล้สัตว์เลี้ยงแสนรักขี้อ้อน เปลือกตาที่ปิดสนิทเริ่มขยุกขยิก ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างงัวเงีย เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนอนสี่เหลี่ยม เพื่อมองหาร่างหญิงชราในชุดโจงกระเบน ทว่าไร้ซึ่งร่างของคุณยายทวด ปณาลีเบี่ยงหน้าไปยังหัวเตียง เนื่องจากคาดหวังว่าอาจเจอกับกล่องไม้สีน้ำตาลดำแกะสลักกล่องนั้น ทว่าทุกอย่างว่างเปล่า หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อย                                                                                     

“ เฮ้อ...นี่เราฝันไปหรอกหรือ เอ...แต่ทำไมมันช่างเหมือนจริง โอ๊ย...พะโล้ นี่วันอาทิตย์นะ ไม่ต้องมาปลุกคนจะนอน “
หญิงสาวพยายามอุ้มเจ้าหมาน้อยตัวป่วน ที่กำลังทำท่าตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่บนตัวของปณาลีอย่างทุลักทุเล เพราะหุ่นอันอ้วนจนแทบจะไม่เหมือนลูกสุนัข ทว่ากลับจะเหมือนลูกหมู เข้าไปทุกที เสียงเหนื่อยหอบของเจ้าสุนัขตัวอ้วน ดังครืดคราด พร้อมร้องคราง หงิ๋งๆ ออดอ้อนให้เจ้านายพาออกไปด้านนอก เพราะอยากวิ่งเล่นซนอย่างเคย                                                                   

“ รอเดี๋ยวได้มั้ยพะโล้ ขอแม่อาบน้ำก่อน นอนรอเฉยๆ ไม่อย่างนั้นจะถูกจับขังไว้ในห้องทั้งวันนะ “

เจ้าพะโล้แสนรู้จึงหยุดเซ้าซี้ นอนตัวอ้วนกลมพุงพุ้ยหมอบราบกับที่นอนนิ่ง พร้อมทำตาละห้อยอย่างแสนรู้ ผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ร่างเล็กก็ออกจากห้องน้ำ จากนั้นก็แต่งตัวในชุดกางเกงขาห้าส่วนเสื้อยืดเข้ารูปคอวีดูเรียบร้อย พร้อมออกนอกห้อง เจ้าหมาน้อยแสนรู้จึงกระโดดลงจากเตียงไปยืนแหงนคอรอตรงประตูห้องอย่างจดจ่อ เมื่อมือเรียวบางจับลูกบิดประตูหมุนเปิดออก เจ้าพะโล้ตัวอ้วนกลมก็วิ่งทยานออกนอกห้องอย่างไม่รีรอ ประหนึ่งว่าไม่ได้ออกจากห้องมาเป็นเวลานานนม ดวงหน้าเล็กยิ้มขัน เจ้าสุนัขแสนรู้ ที่ดีใจเพราะได้ออกมาสู่โลกภายนอก เนื่องจากอยู่ในห้องนอนมาทั้งคืน

ร่างเล็กเดินตรงเข้าไปในครัว เพื่อทำอาหารสำหรับตักบาตรหน้าบ้าน เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วันพิเศษอะไร ปณาลีก็มาตักบาตรกับมารดาของเธออยู่เป็นประจำ มือเล็กเรียวเปิดตู้เย็น หยิบอาหารสด ที่เตรียมเอาไว้ตั้งแต่ตอนเย็นของเมื่อวาน มาประกอบเป็นอาหารสำหรับตักบาตร เมนูที่ปณาลีคิดเอาไว้แล้วคือ แกงเลียงกุ้งสด ต้มยำปลาทู ไข่ต้มยางมะตูม ปลาสลิดทอด เพราะทั้งสี่เมนู เป็นอาหารจานโปรด ญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับ และคุณพ่อของเธอเมื่อทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็จัดแจง ตักแกงใส่ถุง ตักข้าวใส่ขันทองเหลืองที่เตรียมไว้

สักครู่มารดาของหญิงสาวก็เดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน หญิงวัยกลางคน เปิดยิ้มอบอุ่นเมื่อเห็นบุตรสาว                                                                 

 “ น้ำ...ตื่นเช้าจังลูก แล้วนี่หนูทำอาหารสำหรับตักบาตรเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วหรือลูก “ มองถาดอาหารที่วางบนโต๊ะ                                                   

 “เรียบร้อยทุกอย่างแล้วค่ะแม่ มีต้มยำปลาทู ที่คุณปู่คุณย่าชอบ ไข่ต้มยางมะตูมของโปรดของคุณพ่อ ปลาสลิดทอดที่คุณตาชอบกิน แล้วก็แกงเลียงกุ้งสดเมนูเด็ดสูตรต้นตำหรับของคุณยาย  รับรองค่ะแม่ ว่าฝีมือรุ่นเหลน อร่อยไม่แพ้ต้นตำรับค่ะ “                                                                     

“ อื้อ...ลูกสาวใครเนี่ย น่ารักที่สุดเลย แล้วนี่ตาสายชลยังไม่ตื่นอีกตามเคย ไหนเมื่อคืนบอกจะมาตักบาตรด้วยกัน “
ผู้เป็นมารดาเอ่ยถึงลูกชายคนเล็ก ที่ยังไม่ลงมาร่วมตักบาตรด้วย ตามที่ได้รับปากเอาไว้                                                                                               “ เมื่อกี้ ผมได้ยินว่า ใครกำลังนินทาผมอยู่เอ่ย “ หนุ่มน้อยวัยสิบแปด เดินมาสวมกอดมารดาเอาไว้                                                                                                     

“ ก็ใครกัน ที่รับปากกับแม่ว่า จะมาช่วยทำอาหารตักบาตรในวันเกิดพี่น้ำเขาล่ะ “                                                                                                                 

“ โธ่...แม่ครับ พี่น้ำเก่งจะตาย กับข้าวแค่ไม่กี่อย่าง พี่เค้าทำแค่แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ผมจะไปเกะกะพี่น้ำเปล่าๆ “                                                                   

“ ไม่ต้องมาหาทางเอาตัวรอดเลยเราน่ะ อย่างนี้ทุกที มาก็ดีแล้วยกถาดอาหาร แล้วก็ไปจัดโต๊ะรอหลวงพ่อกัน “
อากาศยามเช้าช่วงต้นปีในเมืองเย็นสบาย ทว่าพอสายสักหน่อย ก็จะรู้สึกอบอ้าว สามชีวิตช่วยกันคนละไม้คนละมือ ถืออาหาร น้ำดื่ม ธูปเทียน ดอกไม้ มายืนรอหลวงพ่อหน้าบ้าน พร้อมกับเจ้าพะโล้อ้วน ที่วิ่งตามเจ้านายต้อยๆ ไม่ห่าง ปณาลีนึกถึงความฝันของตนเองเมื่อคืนที่ผ่านมา หญิงสาวจึงเล่าให้มารดาฟัง                                                                                                                           

“ แม่คะ...เมื่อคืนน้ำฝันว่าคุณยายทวดเอาของขวัญมาให้น้ำในวันเกิด มันเหมือนจริงมากเลยนะคะแม่ “                                                                                                         

“ คุณยายทวดของหนูหรือ เอ๋...คุณยายทวดท่านเสียไปตั้งนานมากแล้ว แม่ว่าท่านคงไปเกิดแล้วกระมังลูก “
ดวงหน้าเล็กนิ่งนึกไปตามคำบอกเล่าของมารดา และคิดว่าตนเองคง กินมากนอนมาก เลยพลอยคิดมากไปด้วย                                                           

“ น้ำคงคิดมากไปเองนะคะแม่ อีกอย่างน้ำเองก็ไม่เคยเห็นคุณยายทวดเลย เห็นแต่รูปของท่านที่ติดอยู่ผนังห้องรับแขก “                                                         

 “ คุณยายท่านเป็นผู้หญิงที่สวยมาก คุณยายเกิดในตระกูลผู้ดีเก่า ตอนแม่เล็กๆ ท่านชอบเล่าเรื่องราวแต่หนหลังให้แม่ฟังเป็นประจำ แม่จำได้ว่าคุณยายชอบนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อผ้าลูกไม้ ผมยาวปะบ่า ท่านดูสวยและสง่า “                                                                                       

“ แม่คะ...ในฝันคุณยายทวดเอาของขวัญมามอบให้น้ำด้วยนะคะ มันเหมือนจริงมากเลยค่ะแม่ “
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของบุตรสาว แม่สายธารก็นึกย้อนไปถึงวันเกิดตนเองตอนอายุครบเบญจเพส คุณยายน้ำค้าง ซึ่งขณะนั้นยังมีชีวิตอยู่ได้มอบของขวัญให้เธอชิ้นหนึ่ง และสั่งเอาไว้ว่า ถ้าแม่สายธารมีลูกสาว ให้มอบของขวัญชิ้นนั้นต่อให้เธอ เมื่อลูกสาวอายุครบเบญจเพส นางจึงถามปณาลีถึงของขวัญชิ้นนั้นในฝัน                                                                                                           

“ แล้วในฝันคุณยายทวด มอบอะไรให้น้ำเป็นของขวัญหรือลูก “                                                                                                                                                         

“ เป็นกล่องไม้สีน้ำตาล มีลวดลายแกะสลักออกทางภาคเหนือค่ะแม่ แต่ในฝันเหมือนจริงมาก “

เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ปณาลีเล่า แม่สายธารก็ถึงกับตกตะลึง กล่องไม้แกะสลักสีน้ำตาลอย่างนั้นหรือ นี่มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญกระมัง วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบยี่สิบห้าปีของปณาลี บุตรสาวคนเดียวของเธอ                                                                                                 

 “ แม่ครับ...พี่น้ำ...หลวงพ่อมาแล้วครับ “ สายชลเรียกมารดากับพี่สาว ที่นั่งคุยกันอยู่ม้าหินอ่อนข้างรั้ว เมื่อหลวงพ่อมาถึง                                                                                   

“ เราไปตักบาตรกันเถอะลูก หลวงพ่อมาพอดี เราอธิษฐานอุทิศส่วนบุญให้คุณยายทวดท่าน “
ปณาลีใช้ทัพพี บรรจงตักข้าวสวยเม็ดสีขาวใส่ในบาตร แม่สายธารหยิบอาหารสี่ชนิดที่เตรียมไว้ ใส่ตามลงไป พร้อมกับน้ำดื่มที่บรรจุอยู่ในแก้วพลาสติก หลวงพ่อปิดฝาบาตร จากนั้นสายชลจึงหยิบดอกไม้สดวางบนฝาบาตร ทั้งสามทั้งลงพนมมือ หลวงพ่อสวดให้พร จากนั้นจึงเดินจากไป                                                                                                                                                                                       

“ ตักบาตรเสร็จแล้ว ตอนนี้ก็ถึงตาสายชลไปหม่ำแล้วนะครับแม่พี่น้ำไปกันเถอะครับ ไปเร็วเจ้าพะโล้อ้วน “                                                                 

 “ ดูสิเจ้าน้องคนนี้ ห่วงแต่เรื่องเล่นกับเรื่องกิน โตจนเป็นหนุ่มแล้วยังทำตัวเป็นเด็กประถม “

ปณาลีกับแม่สายธาร หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางลิงโลดของหนุ่มน้อย ที่แบกโต๊ะพร้อมวิ่งเข้าบ้านไป เมื่อเข้ามาในบ้านชั้นล่าง ที่เป็นบริเวณที่เป็นห้องรับแขก บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่สี่อย่าง พร้อมน้ำดื่มเรียบร้อย                                                                                     

 “ โอ้โห...นี่ท่าทางตาสายชลคงจะหิวมากนะคะแม่ เข้ามาก่อนเราไม่นาน ตักกับข้าวมาเรียบร้อย ว่าแต่ทำไมมาไว้ตรงนี้ล่ะ “                                                             

“ เปลี่ยนบรรยากาศบ้างครับพี่น้ำ กินตรงนี้แหละ พอดีห้องกินข้าวผมฉีดยากันยุงไว้ “                                                                                                         

“ อะไรกัน มาฉีดทำไมตอนนี้ตาสายชล ป่านนี้ยาฆ่าแมลงไม่ลงกับข้าวหมดแล้วเหรอ เดี๋ยวก็ได้เมาไปพร้อมกับยุงพอดี “
หญิงสาวบ่นน้องชาย เพราะไม่ชอบให้ฉีดยาฆ่าแมลงในบ้าน เนื่องจากเกรงจะเป็นอันตราย                                                                               

“ โธ่...พี่น้ำผมฉีดแค่นิดเดียว แล้วก็ฉีดเฉพาะตรงพื้น ก็มันมีมดคันไฟเข้ามา แถมมันยังไม่มาเปล่า กัดเท้าผมด้วย “                                                                                   

“ เดี๋ยวมันก็ไป มันไม่อยู่ถาวรหรอกน่า สงสัยเมื่อเช้าพี่คงทำเศษอาหารหล่นแถวนั้น แล้วไม่เห็นแน่เลย “                                                                     

 “ พี่น้ำก็ ใจดีแม้กระทั่งกับมด ก็ถ้ามันไม่กัดผม มันก็ไม่โดนยาฆ่าแมลงตายยกฝูงหรอกครับ “                                                                                               

“ เอาล่ะๆ เลิกคุยกันแล้วกินข้าวกันได้แล้วลูก เดี๋ยวจะเปิดร้านสาย วันนี้วันอาทิตย์ ลูกค้าชอบมาตัดเสื้อวันนี้เยอะ “

บ้านไม้สองชั้น ในบริเวณห้าสิบตารางวา ด้านหน้าปลูกเป็นบ้านชั้นเดียว และเปิดเป็นร้านตัดเสื้อ ตั้งแต่เรียนจบ ปณาลี ก็ช่วยงานที่ร้านของแม่สายธารมาโดยตลอด เพราะร้านตัดเสื้อของแม่สายธารมีลูกค้าประจำอยู่เยอะพอสมควร และลำพังแม่สายธารก็ทำคนเดียวไม่ทัน ปณาลีจึงต้องอยู่ช่วยแม่ทำงานที่ร้าน เพราะเธอเองก็เรียนจบมาด้านออกแบบเสื้อผ้า เพื่อนๆหลายคนที่เรียนจบพร้อมกับเธอ ต่างทำงานเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าให้กับห้องเสื้อดังหลายราย บางคนก็เปิดร้านเสื้อเป็นของตัวเอง ทว่าปณาลีมีความพอใจที่จะอยู่ช่วยมารดาทำงานที่ร้านตัดเสื้อเล็กๆของแม่เธอ

แม้วัยของปณาลี จะพ้นช่วงของวัยรุ่นมาหลายปีแล้ว ทว่าเธอกลับไม่เคยมีคนรักเหมือนเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกัน อาจเป็นเพราะปณาลีมีบุคลิกภาพที่ไม่โดดเด่น อันเป็นที่หมายตาของหนุ่มๆ ด้วยส่วนสูงเพียงแค่ร้อยห้าสิบห้า ปณาลีจึงมีสมญานามจากเพื่อนผู้ชายสมัยเรียนว่า ยัยเตี้ย พร้อมกันนั้นปณาลีก็เป็นคนที่ไม่ชอบแต่งตัวสักเท่าไหร่ ผมเผ้าก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแค่มัดรวบเอาไว้ไม่ให้เกะกะเวลาทำงาน การแต่งตัวก็สวมใส่แต่เสื้อยืดกางเกงสบายๆ จนหลายครั้ง แม่สายธารและเพื่อนๆต้องแนะนำให้ปณาลีแต่งตัวให้เหมือนสาวๆรุ่นราวคราวเดียวกันบ้าง
******************************************************************************************************
มาแล้วค่า ต่อกว่าจะจบตอนแบบมึนๆ ว้า...พระเอกเรญ่ายังไม่มาเลย สงสัยอยู่ไกล ตอนนี้สงสัยมีคำผิดเยอะกว่าคราวที่แล้วแน่เลย เรญ่าออกจะบ๊องๆค่ะ ตาลาย

*******************************************************************************************************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 23, 2014, 10:43:24 PM โดย rayya gandy »

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
Re: พรซ่อนกล/ตอนที่ 1/2 (จบตอน)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 30, 2014, 01:59:07 PM »
แรงอ่ะ เพื่อนเรียกยัยเตี้ย

มะมาว

  • นักข่าว
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 38
    • ดูรายละเอียด
Re: พรซ่อนกล/ตอนที่ 1/2 (จบตอน)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2014, 10:05:54 PM »
สู้ๆ ค่ะ ตามมาเชียร์ ^^