ผู้เขียน หัวข้อ: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๕  (อ่าน 273 ครั้ง)

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๕
« เมื่อ: กันยายน 25, 2014, 10:33:05 PM »
แววตาตื่นตระหนกนั้นจ้องมองมาที่เขา ใบหน้าแดงระเรื่อก่อนจะค่อยๆ ซีดเผือด ร่างงามของท่านหญิงจันทร์ฉาย บุตรีของสมุหพระกลาโหมผู้สูงศักดิ์ค่อยๆ ถดถอยเข้าสู้ข้างฝากระท่อมโกโรโกโสของสองตายายในเขตวิเศษไชยชาญราวกับปักษาน้อยล่าถอยจอมอสรพิษบนคาคบไม้ ปักษาน้อยที่ยังปีกไม่กล้าและไร้ทางหนี

เกิดค่อยๆ เอื้อมมือหยิบห่อผ้าของตนเองวางไว้ริมข้างฝา ร่างของเขากับนางห่างกันเพียงคืบ ตาต่อตา ใบหน้าเกือบชิดกัน ความรู้สึกหวามไหวพลันจู่โจม

เขาดึงสติกลับมาก่อนที่จะทำอะไรโง่ๆ ลงไป ความงามช่างน่ารัญจวน กระนั้นก็เถอะ เขาไม่ควรหวั่นไหว ในเมื่ออิสตรีกับความใกล้ชิด เป็นสิ่งอันตรายในยามที่เขาโดดเดี่ยว

“ท่านจะทำกระไร คุณหลวง” น้ำเสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบต่างจากน้ำเสียงตระหนกตกใจในครั้งแรก นางดูสติสัมปชัญญะเลือนหายเช่นกัน เกิดถอนหายใจแรง แสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน

“ท่านหญิงคิดว่ากระผมจะทำกระไรรึขอรับ กระผมแค่จะเอาถุงผ้าแทนต่างหมอนให้ท่านหญิงพียงเท่านั้น”

เขาเห็นแววตาที่มองมานั้นเหมือนจะไม่เชื่อ นางมองเขาเหมือนเพิ่งจะได้ยินเขาเอ่ยเรื่องโกหกพกลมอะไรสักอย่าง ชายหนุ่มจึงล่าถอยออกมาแล้วเอนตัวลงใกล้กับปลายที่นอนของสองตายาย “นอนเสียเถิดขอรับ คืนนี้เราต้องออกเดินทางกันอีก”

สายตาระแวงระวังยังคงจ้องมาที่เขา เกิดอดยิ้มไม่ได้ ท่าทางบุตรีสาวของอัครมหาเสนาบดีจะไม่เคยเฉียดกรายใกล้ชายใดมาก่อนเป็นแน่ ดูไปก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกัน

“นอนสิขอรับ” เขาย้ำอีก หญิงงามค่อยๆ ทอดตัวลงนอนตะแคงบนหมอนที่ทำจากห่อผ้าของเขาโดยมีฝ่ามือข้างหนึ่งสอดรับไว้ เกิดกลัวว่านางจะอึดอัดแล้วพาลนอนไม่หลับก็เลยพลิกตัวหันหลังให้หญิงสาว

ความเงียบเข้าปกคลุม เสียงขุดดินดังเป็นจังหวะอันอ่อนล้าแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล เกิดค่อยๆ เคลิ้มและปิดเปลือกตาลง ขณะที่กำลังเข้าสู่ภวังค์นิทรา เสียงใสหวานก็ดังขึ้น

“เราจะใช้เวลาเดินทางกันกี่วัน คุณหลวง?”

เกิดรู้สึกหงุดหงิด พยายามข่มตาลงและแสร้งว่าไม่ได้ยิน แต่แล้วก็ทำไม่ได้ เขาตอบสั้นๆ กลับไปหวังจะให้หญิงสาวคลายสงสัยและไม่ถามกวนใจอีก เขาอยากนอนเต็มที่แล้วเนื่องด้วยเมื่อคืนนี้เขาไม่ได้หลับเลยตลอดคืน ต่างกับนางที่เอนฟุบบนแผ่นหลังของเขาอย่างสบาย

“สองวันขอรับ”

เงียบไปพักหนึ่ง แต่แล้วก็

“พรุ่งนี้เราจะไปถึงที่ไหนกันนะ?”

ชายหนุ่มพยายามข่มใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ทำไม่ได้ “กำแพงเพชร”

เสียงพรวดพราดดังขึ้น เกิดเดาว่านางคงลุกขึ้นนั่ง และก็เป็นดังที่เขาคาด หญิงสาวเคลื่อนตัวมาหาเขา พลิกร่างของเขาให้หงายขึ้น

เกิดย่นคิ้ว “อะไรอีกล่ะขอรับ ท่านหญิง?”

“ท่านว่ากระไรเล่า?”

“ว่าอะไรหรือขอรับ?” เขาส่งเสียงรำคาญใส่

“ท่านโง่หรือว่าบ้ากันเล่า ที่บอกจะไปกำแพงเพชร?”

“แล้วจะให้ไปทางไหน?”

สีหน้าของบุตรีสาวของอัครมหาเสนาบดีบ่งบอกว่าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด “ท่านก็อ้อมไปทางใต้หรือไม่ก็ไปทางสุโขทัยก็ได้”

น้ำเสียงเหมือนนางจะกล่าวว่าเขาโง่เสียเต็มที เกิดได้แต่ยิ้ม ผุดลุกขึ้นนั่งประจันหน้ากับหญิงสาว ยามนี้ท่าทีประหม่าขวยอายเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย คงมีแต่ความโมโหงุ่นง่าน

“ท่านหญิงคิดอย่างไรจะให้กระผมไปทางสุโขทัยขอรับ กระผมจะไปเมืองตาก ผ่านกำแพงเพชรก็เหมาะแล้ว”

“ท่านก็รู้ว่าข้าต้องไปเป็นเจ้าสาวของพระยารามณรงค์สงคราม เราตั้งใจหนีเรื่องนี้กันออกมา เหตุใดท่านยังจะพาข้าไปกำแพงเพชรอีก?”

“เผื่อไปถึงเมืองกำแพงเพชรแล้วได้เจอท่านพระยารามณรงค์สงคราม ท่านหญิงอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ขอรับ”

“ไม่มีทาง!” หญิงสาวสวนทันควัน “ข้าไม่ใช่สิ่งของที่ท่านพ่อจะยกให้ใครก็ได้ ข้าจะออกเรือนกับผู้ชายที่ข้ารักเท่านั้น”

“ช่างไม่รู้หน้าที่เอาเสียเลย”

นางหันมาตวัดสายตาเข้าใส่เขา “หน้าที่คนเรามีอยู่หลายอย่าง ข้ายอมทำหน้าที่อื่นแม้จะหนักหนาสาหัสสักเพียงใดก็ตาม หลวงราชเสน่หา ท่านรับปากจะพาข้าไปเมืองตากด้วยแล้ว และเมื่อถึงที่นั่น ท่านจะทำอะไรก็เรื่องของท่าน ข้าจะไปตามทางของข้า แต่ขออย่างเดียว ระหว่างเดินทางไปเมืองตาก ท่านต้องไม่ส่งข้าไปให้เจ้าเมืองกำแพงเพชร”

“กระผมบอกตอนไหนหรือขอรับ ว่าจะส่งท่านหญิงให้พระยากำแพงเพชร?”

“ก็ท่านบอกว่าจะไปกำแพงเพชร ท่านบอกเองว่าเราจะถึงกำแพงเพชรในวันรุ่ง!” เสียงเจรจาเริ่มเป็นตวาดใส่

“กระผมจะแวะพักที่กำแพงเพชร รุ่งขึ้นจึงจะไปเมืองตากขอรับ ไม่ได้บอกว่าจะแวะส่งตัวท่านหญิงให้พระยารามณรงค์สงครามเสียหน่อย”

ใบหน้างามนั้นบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม “มันจะต่างกันตรงไหน ถึงกำแพงเพชรข้าก็เหมือนเนื้อเข้าปากเสืออยู่ดี มีหรือจะรอดพ้นมือของเจ้าเมืองที่นั่น” หญิงสาวส่งสายตาเหยียดเย้ยมาให้เขา ก่อนจะกล่าวต่อ “นี่นะหรือ ยอดนักไขคดีแห่งอโยธยาศรีรามเทพ พาข้าหนีจากขบวนส่งตัวข้าไปให้พระยากำแพงเพชร โดยการพาข้าไปแวะพักที่กำแพงเพชร”

“แล้วท่านหญิงคิดว่าการที่เราจะอ้อมไปสุโขทัยหรือเมืองพิษณุโลกสองแควจะปลอดภัยกระนั้นหรือขอรับ ตอนนี้เราหนีใครออกมากันแน่ขอรับ พระยารณรงค์สงครามหรือหนีเงื้อมมือของท่านสมุหพระกลาโหม?”

คำถามนี้ทำให้หญิงสาวที่เพิ่งจะโหวกโวยใส่เขาเงียบไป

“เราหนีขบวนส่งตัวเจ้าสาว แน่นอนว่าทางขุนอินทรเทพต้องไล่ล่าเราและสั่งให้คนดักสกัดทุกทางไม่ว่าจะทางเมืองพิษณุโลกหรือสุโขทัยหรือแม้แต่เมืองอื่นๆ รวมไปทั้งกรุงศรีเองด้วย แต่เจ้าเมืองกำแพงเพชรสิขอรับ ที่จะไม่มีวันรู้ว่าว่าที่เจ้าสาวของเขาหนีไป กระผมเชื่อเหลือเกินว่าขุนอินทร์ไม่มีทางปล่อยให้ข่าวนี้ไปถึงหูของพระยารามณรงค์สงครามรู้ได้หรอกขอรับ เพราะฉะนั้น การที่เราไปแวะนอนที่กำแพงเพชรนั้นปลอดภัยที่สุดและถึงเมืองตากเร็วที่สุดด้วย”

หญิงสาวถอนหายใจยาว ถอยกลับไปยังที่นอนของตนเอง “จริงของท่าน หลวงราชเสน่หา ท่านนี่ล้ำลึกจริงๆ”

เกิดถอนหายใจบ้าง คราวนี้คงนอนได้เสียที เขาเห็นหญิงสาวค่อยๆ เอนกายลงนอน บางทีนางก็ไม่ได้เรื่องมากอย่างที่เขาเห็นที่เรือนของสมุหพระกลาโหม ท่านหญิงจันทร์ฉายกินง่ายนอนง่ายดีเหมือนกัน เขาทิ้งตัวลงที่เดิม พยายามข่มตาหลับท่ามกลางความเงียบ ไม่มีเสียงอื่นใดอีกนอกจากเสียงจอบกระทบดินที่ดังมาจากเวิ้งทุ่งนาด้านนอก ไม่นานนักห้วงนิทราก็กำลังจะมาพรากเขาให้ห่างจากสติอันรางเลือน



“คุณหลวง ตื่นเถิด”

เสียงปลุกแผ่วเบาดังขึ้น เป็นท่านหญิงจันทร์ฉายที่มาเขย่าตัวเขา เกิดจับดาบลุกพรวดขึ้น

“เกิดอะไรขึ้น!” เขาสบตานาง หญิงสาวมีสีหน้าประหลาดใจ

“ท่านคว้าดาบทำไม ข้าจะปลุกท่านมากินข้าว ข้าหิวแล้ว”

เขานิ่วหน้า “หิวทำไมไม่กินก่อนล่ะขอรับ กระผมง่วง”

“ข้าไม่อยากกินข้าวคนเดียว”

เกิดพ่นลมหายใจออกมาพรูใหญ่ “ก็ได้”

ทั้งคู่กินข้าวที่เหลือจากเมื่อเช้าด้วยกัน สองตายายยังไม่กลับมา ตาเขาสว่างขึ้นเมื่อเอาน้ำลูบหน้า ตั้งใจว่าหลังจากอิ่มแล้วจะออกไปสำรวจบริเวณรอบๆ แต่ก็ดันง่วงขึ้นมาอีกเขาจึงปล่อยให้หญิงสาวนั่งเล่นอยู่ลำพังคนเดียวส่วนตัวเองก็ทิ้งตัวลงนอนที่เดิมหมายเก็บแรงไว้เดินทางในยามค่ำคืนนี้


สองตายายกลับเรือนมาก็ในเวลาใกล้ค่ำแล้ว ยายเข้าไปทำครัวสำหรับมื้อเย็นส่วนตาก็นั่งคุยกับเขา ท่านหญิงจันทร์ฉายเดินเล่นรอบๆ บ้าน หลังจากมื้อเย็นผ่านไป เขาพยายามควักเบี้ยในถุงผ้ายื่นให้ แต่สองตายายก็ปฏิเสธเสียงแข็ง

“ไม่จำเป็นเลยสักนิด เบี้ยของพวกเอ็งน่ะ”

“เถอะน่าขอรับยาย รับไว้เถิด” เกิดพยายามยัดเยียดเบี้ยใส่มือหญิงชรา สายตาของเขาเหลือบไปมองชายชราคู่ชีวิตของนางที่นั่งนิ่งพลางส่ายหน้า

“ไอ้หนุ่มเอ๋ย พวกเอ็งสองผัวเมียยังต้องเดินทางอีกไกล เก็บเบี้ยของพวกเอ็งไว้ใช้เถิด พวกข้าถึงจะยากจะจนแต่ก็ไม่ได้แร้นแค้นขนาดเลี้ยงคนมาพึ่งพิงไม่ได้ แม้พวกเราจะจนแต่ก็พอมีกินไม่ถึงกับอดตายดอก”

เกิดถอนหายใจ มองไปรอบๆ “แต่ดูๆ ไป ตากับยายก็ลำบากไม่ใช่น้อย ช่วงนี้เป็นยามศึกของบ้านเมือง เกรงว่าภายหน้าสงครามลามมาถึงที่นี่ ท่านตาท่านยายจะลำบากเอาได้”

“ไม่ดอกพ่อหนุ่มเอ๋ย” ชายชราส่ายหน้า “พ่ออยู่หัวของเราไม่เคยรีดนาทาเร้นไพร่ฟ้า ส่วยภาษีใดๆ ก็มิได้เก็บมานานหลายปีแล้วเพราะท้องพระคลังหารายได้เข้าอาณาจักรได้เป็นกอบเป็นกำ อีกอย่างพวกเราเชื่อว่าศึกเชียงใหม่ครานี้ไม่หนักหนาดอก อาจจะมีตึงไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้น่ากลัวเท่าใดนัก ถ้าจะกลัวก็กลัวแต่...”

ปลายประโยคชายชราหันมามองบุตรีสาวของอัครมหาเสนาบดี

“กลัวกระไรหรือขอรับ?”

สองตายายสบตากัน แต่แล้วยายก็เป็นคนเอ่ย “ลางที อโยธยาศรีรามเทพอาจจะมีภัยร้ายที่ใหญ่กว่าเชียงใหม่มากล้ำกรายก็เป็นได้ แต่กว่าจะถึงเพลานั้นพวกเราสองคนก็ไปสบายแล้ว เอาล่ะ ค่ำแล้ว ถ้าพวกเจ้าสองคนไม่รังเกียจก็พักกันต่ออีกก็ได้ไม่ต้องเกรงใจดอก พวกเรายินดี แต่ถ้าหากมีธุระจำเป็นนักก็ขอให้รีบเร่งเถิด ประเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์”

เขาค่อยๆ ลุกขึ้นพร้อมกับหญิงสาวแล้วประนมมือไหว้ขอบคุณสองตายายก่อนจะพาธิดาของสมุหพระกลาโหมจากมาพร้อมกับม้า แต่กระนั้น ในใจของเกิดก็พาลครุ่นคิดหนักหน่วง

สองตายายพูดจาแปลกๆ

ภัยร้ายอันใดจะยิ่งใหญ่สำหรับกรุงศรีอยุธยาไปกว่าเชียงใหม่ ณ เพลานี้

แล้วสองตายายรู้ได้เยี่ยงไร?

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๕
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 26, 2014, 01:57:36 PM »
เกิด เจ้าไม่ได้ดั่งใจข้าเลย

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 277
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๕
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 30, 2014, 10:08:37 AM »
ถดถอยเข้าสู้ข้างฝากระท่อม - ไปสู้กะฝาบ้านทำไมอ่ะ เดี๋ยวก็เจ็บมือหรอก อิอิ
อาถุงผ้าแทนต่างหมอน - ต่าง กับ แทน ในประโยคนี้ความหมายเหมือนกันอ่ะเปล่า

 ::)

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 360
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๔.๕
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2014, 05:39:04 PM »
บทนี้สั้นเนอะ