ผู้เขียน หัวข้อ: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๕.๕  (อ่าน 424 ครั้ง)

มายาสวรรค์

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 92
    • ดูรายละเอียด
มายาสวรรค์ ตอนที่ ๕.๕
« เมื่อ: ตุลาคม 05, 2014, 10:26:17 PM »
อีกนานกว่าจะสว่าง แสงดาวเริ่มกระจ่างขึ้นแข่งกับจันทร์ ไร้วี่แววเมฆบดบังบนท้องฟ้า คืนนี้ฝนคงไม่ตกแม้ว่าลมจะพัดมาแรงจนเขาได้ยินเสียงหญิงสาวที่นั่งอยู่บนอานม้าเบื้องหลังเขาพยายามขยับกายเพื่อรวบผมที่คงกระเซิงเพราะแรงลมหลายรอบแล้ว กลิ่นโคนและสาบควายโชยมาจากท้องทุ่งนา ม้าพาเขาผ่านเขตป่ามาแล้ว คาดว่าอีกไม่นานคงพบเถียงนาหรือกระท่อมชาวบ้านอีก แต่เกิดกะว่าจะไม่หยุดพักจนกว่าบุตรีสาวของอัครมหาเสนาบดีจะบ่นว่าง่วงนอน เพราะถ้านางง่วงในเวลาที่เขาพานางหยุดพัก นางจะได้ไม่ถามโน่นถามนี่เขาอีก เวลาอยู่บนหลังม้าเช่นนี้ ท่านหญิงจันทร์ฉายไม่รู้สึกง่วงเฉกเช่นเมื่อวานนี้สักนิด เขาภาวนาให้นางฟุบหลับลงบนแผ่นหลังเขา แต่ก็ไม่เลย

“ไม่ง่วงบ้างเลยหรือขอรับ ท่านหญิง?”

“ไม่เลย” นางคงส่ายหน้าด้วยเวลาตอบ เขาได้ยินเสียงผมสะบัด “ข้ารอฟังเรื่องราวของท่านอยู่ หลวงราชเสน่หา อย่าได้เฉไฉไปเลย เล่าให้ข้าฟังเถอะ”

เกิดถอนหายใจ “ไฉนท่านหญิงจึงอยากรู้นักหนาขอรับ?”

“ไม่รู้สิ สัญชาตญาณผู้หญิงกระมัง เชื่อไหม ถ้าท่านไม่เล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง คืนนี้จนสว่างข้าคงนอนไม่หลับเป็นแน่”

“เมื่อวานท่านหญิงก็เหมือนทำท่าจะอยากรู้นักหนา แต่ก็หลับฟุบคาหลังของกระผม”

“จะเล่าก็รีบเล่าได้ไหม อย่าลีลานัก คุณหลวง!” น้ำเสียงเหมือนจะเริ่มหงุดหงิดแล้ว ลูกคนรวยก็คงเป็นแบบนี้ทุกคน เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์

“เรื่องมันยาวขอรับ”

“ข้าไม่เชื่อว่าเรื่องเล่าของท่านจะยาวเกินกว่าระยะทางจากที่นี่ไปเมืองตากหรอก”

เกิดนิ่วหน้า ถ้าเรื่องต่อปากต่อคำแล้ว ท่านหญิงจันทร์ฉายมิได้เป็นรองเขาเลย “เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน ตอนนั้นกระผมรับราชการอยู่ในธรรมาธิกรณ์ซึ่งพระธรรมาธิกรณ์เจ้านายของกระผมมีหน้าที่ดูแลกิจการภายในราชสำนักและการศาล ครั้งนั้นมะละกาแต่งทูตมาเจรจาเพราะได้ข่าวว่ากรุงศรีจะแต่งทัพไปตีมะละกาเนื่องจากเห็นว่าพวกนั้นสมคบคิดกับพ่อค้าอินเดียและโปรตุเกสซึ่งพวกตะวันตก เดากันว่ามะละกาหยุดส่งบรรณาการมาให้เพราะพวกพ่อค้าต่างชาติยุยงว่าสามารถคุ้มครองภัยจากกรุงศรีได้ เหล่าขุนนางอำมาตย์ในกรุงศรีจึงต่างมีความเห็นตรงกันว่าในภายภาคหน้าจะสร้างปัญหาให้กรุงศรีเราเป็นแน่”

เขาหยุดเล่าพักหนึ่งเพื่อรวบรวมอดีตให้กลับมาเป็นเรื่องเป็นราว อดีตที่เขาอยากลืมและเกิดพยายามลืมไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็เหมือนเขาอยากจะขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีกเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างบอกเขาว่า บางที การที่เขาจมอยู่ในอดีตก็มิอาจหลุดพ้นเรื่องราวเหล่านั้นไปได้ ถ้ามีใครสักคนที่เปิดใจรับฟังเขาและอาจจะเชื่อคำพูดของเขาบ้างก็คงจะทำให้ภาวะอันอื้ออึงของเขานั้นหายไปได้ เหล่าขุนนางอำมาตย์น้อยใหญ่ในกรุงศรีต่างหัวเราะเยาะเขาด้วยเห็นว่าหลักฐานที่เขาสืบสาวหาได้นั้นมีน้ำหนักน้อยนักและทฤษฎีของเขาช่างเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ กระนั้น บางทีถ้าเขาเล่าเรื่องราวแต่หนหลังให้หญิงสาวที่คิดนอกกรอบต่างจากคนอื่นเช่นท่านหญิงจันทร์ฉายผู้นี้ บางทีนางอาจจะเชื่อเขาบ้างก็ได้

“เล่าต่อสิคุณหลวง ท่านจะหลับแล้วหรือ?”

“ทูตมะละกาเพลานั้นมาพำนักที่เรือนท่านสมุหนายกซึ่งรับหน้าที่รับรองก่อนที่จะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพ่ออยู่หัว แต่จู่ๆ คืนแรกที่เขามาเยือนกรุงศรีก็มีคนลงมือฆ่าเขาเสียก่อน”

“จริงหรือนี่ แล้วท่านก็เลยถูกแต่งตั้งให้มาไขคดีนี้สินะ?”

“ขอรับ กระผมถูกส่งให้มาไขคดีนี้พร้อมผู้ช่วยคนสนิทที่ชื่อสิงห์ เพลานั้นเราต่างมืดมนไปหมดเพราะทูตมะละกาพำนักอยู่ในเรือนท่านสมุหนายก ตายในห้องนอนของตัวเองโดยไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลยสักนิด”

“อ้าว แล้วแบบนั้นจะว่ามีคนมาฆ่าได้อย่างไรกันเล่า?”

“เพราะกระผมกับสิงห์พบว่า ทูตมะละกาที่ดูเหมือนนอนตายอย่างสงบนั้นหาได้มีโรคประจำตัวอะไรไม่ ภรรยาของเขาที่มาด้วยพร้อมกับผู้ติดตามต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านทูตแห่งมะละกาเป็นคนสุขภาพแข็งแรงดี”

“แล้วเขาตายได้ยังไง?”

“ท่านหมอในราชสำนักเข้ามาตรวจศพพบว่า เขาขาดอากาศหายใจตายบนที่นอนของเขาเอง”

“เอ๊ะ เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร มีคนเข้ามาทำร้ายเขาแน่ๆ ใช่ไหม?”

เกิดส่ายหน้า “ยามเฝ้าประตูอย่างแน่นหนาไม่ปล่อยให้ใครเข้าออกได้เลยขอรับ และช่วงเวลาที่ท่านทูตมะละกาเสียนั้นยังเพลาหัวค่ำอยู่ ไม่มีใครเข้ามาได้เด็ดขาดขอรับ”

เสียงถอนหายใจดังมาจากด้านหลัง “ข้าไม่เดาแล้วล่ะ เชิญคุณหลวงเฉลยมาเถอะ”

เกิดอดยิ้มไม่ได้ วาจาช่างเจรจานัก ผู้หญิงคนนี้ “ทูตมะละกาเสียชีวิตเพราะกินอาหารบางอย่างที่มีส่วนผสมของสมุนไพรมีพิษบางชนิดที่ทำให้เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยแล้วจะเข้าไปปิดกั้นระบบทั้งหมดภายในร่างกาย ทั้งระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจรวมไปถึงการขับถ่าย ทุกอย่างหยุดทำงานทั้งหมด คล้ายๆ กับว่าท่อทางเดินหายใจที่เข้าสู่ปอดตีบตันกะทันหัน เขาจึงขาดอากาศตายอยู่บนเตียงนอนตัวเอง”

ทั้งคู่เงียบไป ครู่หนึ่งหญิงสาวก็ตั้งคำถามใหม่ “แล้วช่วงเวลานั้น เมียของเขาไปอยู่ไหน ทำไมปล่อยให้เขาตายอยู่เพียงลำพัง ท่านว่าเมียของทูตมะละกามาด้วยไม่ใช่หรือ?”

“ช่วงนั้น เมียของท่านทูตออกไปจากห้องนอน”

“หมายความว่าอย่างไร?”

“เมียของท่านทูตออกไปหาองครักษ์คนสนิทของเขาขอรับ”

“คุณหลวงคงไม่ได้จะบอกข้าว่า...”

“ใช่ขอรับ กระผมกับสิงห์สืบรู้ทีหลังว่าเมียของท่านทูตกับองครักษ์ของเขาเป็นคนรักกันมาก่อน”

เสียงถอนใจครั้งที่สองดังขึ้นอีก ท่าทางนางฟังเรื่องนี้แล้วดูหนักใจมาก เขาไม่รู้ว่าตนเองคิดถูกหรือผิดที่เล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง
“เป็นไปได้ไหม ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของมะละกาเอง?”

“ทีแรกกระผมก็มองไปที่ประเด็นนั้นขอรับ แต่...”

“แต่...”

“ถึงเมียท่านทูตจะไม่ได้รักเขาเลย แต่นางก็รักลูกที่มีกับเขาถึงสองคน และที่สำคัญ การที่อยู่กับเขาย่อมสุขสบายกว่า หากสิ้นท่านทูตไปแล้ว คนที่ลำบากมากที่สุดก็คือนาง เพราะธรรมเนียมของที่นั่น หากสิ้นสามีไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะตกเป็นของราชสำนักทั้งหมด และนางจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น”

“แล้วท่านรู้ไหม ว่าใครผสมสมุนไพรอันตรายนั่นลงในอาหาร?”

“อาหารที่รับรองบุคคลระดับทูตนั้นพิถีพิถันเรื่องรสชาติเพียงอย่างเดียวแต่ไมได้เน้นเรื่องความปลอดภัยเท่าไรนัก เพราะทูตก็แค่ผู้ส่งข่าว หาได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมืองเท่าใดไม่ ทางผู้ติดตามจากมะละกาจึงละเลยเรื่องนี้เพราะถือเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่าคนวางยาในอาหาร อาจเป็นคนของกรุงศรีเอง”

“ใครกัน?”

“ก็อย่างที่ท่านหญิงทราบ เรื่องที่กระผมบังอาจดูหมิ่นฟ้า...”

“คุณหลวงกล่าวหาว่าพ่ออยู่หัวเป็นคนวางยาทูตจากมะละกา?”

“ไม่ถึงขนาดนั้นขอรับ กระผมเพียงแค่บอกว่า คนสั่งคือ...” เขาเงียบไป

“ท่านมีหลักฐานอันใดหรือ ถึงได้บังอาจกล่าวหาต่อเบื้องสูงเช่นนั้น?”

เกิดเงียบไปนาน นานจนคนนั่งด้านหลังต้องกระทุ้งเรียกสติให้เขากลับมา ดาวบนฟ้าเริ่มกระจ่างกว่าเก่า ลมรำเพยหยุดโชยและสรรพเสียงแมลงต่างๆ รอบกายเงียบหยุดลงราวกับจะรอฟังคำตอบจากเขาเช่นเดียวกับหญิงสาว ชายหนุ่มพยายามลดความปั่นป่วนลงในสมอง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ความสงบยามนี้ดึงให้เขากลับเข้าสู่ภวังค์ความคิดอีกครั้ง นี่คือโลกของเขา บ่อยครั้งที่เกิดสับสนเขาจะใช้วิธีนี้ ดึงตัวเองตกสู่สมาธิ ออกจากโลกแห่งความเป็นจริงสักพัก หรืออันที่จริง เขาอยากจะออกนานกว่านั้น อาจจะตลอดไปก็ได้

“หลวงราชเสน่หา...” เสียงเรียกดังมาแผ่วเบา กระนั้นเกิดก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขายังจมอยู่ในห้วงนั้นอยู่นาน พอตั้งสติได้ก็ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันไปเช่นเดิม เกิดเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของนาง เพราะขืนพูดไป ก็ไม่มีประโยชน์อันใด

“เรื่องมันผ่านไปนานแล้วขอรับท่านหญิง ปล่อยให้มันเป็นอดีตน่ะดีแล้วขอรับ เราอย่าไปรื้อฟื้นมันอีกเลยนะ กระผมขอร้อง”

อาจเป็นเพราะน้ำเสียงวิงวอน  ประโยคสุดท้ายที่เขาเอ่ย หรืออาจเป็นเพราะความเงียบของบรรยากาศยามนี้ มันช่างดูอ้างว้างวังเวงอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวจึงไม่ได้เอ่ยถามเรื่องราวที่คนส่วนหนึ่งในแผ่นดินอยากรู้อีก ทั้งคู่ต่างปล่อยให้ความเงียบครอบงำ ไม่มีใครพูดอะไรอีกจนกระทั่งม้าพาทั้งสองล่วงเข้าสู่เขตเมืองปากน้ำโพในยามรุ่ง เกิดพาหญิงสาวพักในบ้านของชาวบ้าน เขาเลือกเรือนที่ลับสายตาคนผ่านทาง อย่างไรเสียเกิดก็ยังแน่ใจว่าทางคนของสมุหพระกลาโหมไม่มีทางละความพยายามที่จะติดตามล่าทั้งตัวเขาและนำตัวหญิงสาวกลับไป แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดเชื่อก็คือ อย่างไรเสียคนฉลาดอย่างขุนอินทรเทพก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร

แน่นอนว่าพวกนั้นต้องไปดักรอจับตัวเขาอยู่ที่เมืองตากเป็นแน่ เพราะรู้ดีว่าลองเกิดคดีสำคัญขึ้นกับญาติของเขาเอง มีหรือที่นักไขคดีผู้นี้จะละทิ้งไปเสีย แต่กระนั้น ขุนอินทรเทพก็ต้องส่งคนเร่งออกตามหาเช่นกัน เพราะพวกนั้นย่อมไม่อยากให้ข่าวคราวเรื่องว่าที่เจ้าสาวของออกญารามณรงค์สงครามหนีไปกับนักไขคดีรั่วไหลไปเป็นแน่ ยิ่งได้ตัวนางคืนเท่าไหร่ ก็คงจะยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น

อันที่จริง หากเขาเดินทางไปเพียงลำพังและถูกจับได้ อย่างไรเสียโทษที่หนีมาอาจจะถูกยกเลิกหรือผ่อนผันไปก่อนก็ได้ เพราะเจตนาแรกเขาก็ต้องมาไขคดีที่นั่นอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาไปถูกจับพร้อมบุตรีสาวของอัครมหาเสนาบดี เรื่องคงไม่ได้จบแบบนั้นเป็นแน่

สิ่งใดหนอ ที่ทำให้เขาเลือกที่จะพานางมาด้วย?

ถ้าคืนนั้นเขาไม่คล้อยตามท่านหญิงจันทร์ฉาย เกิดก็คงไม่มีเรื่องให้ต้องมานั่งกลัดกลุ้มเช่นนี้

บางครั้ง คนเราก็ตัดสินใจผิดพลาดเอาง่ายๆ ทั้งที่เรื่องอื่นถึงขนาดต้องไตร่ตรองแล้วไตร่ตรองอีก


ทั้งคู่พักอยู่ที่เรือนของชาวบ้านจนค่ำก็ทิ้งเบี้ยไว้ให้เจ้าของเรือน พอห่อเสบียงและเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว เกิดก็พาท่านหญิงสาวและม้าออกจากปากน้ำโพ คืนนี้ฟ้ากระจ่างการเดินทางค่อนข้างง่าย ลมก็พัดเย็นชื่นใจ สองข้างทางเป็นทุ่งนาสลับกับป่าละเมาะ ต้นไม้ต้นเตี้ยผุดขึ้นสลับกับหญ้าคา แต่พอผ่านครึ่งคืนไปม้าก็พาเข้าสู่เขตป่าทึบ เกิดพักม้าและนอนงีบเอาแรงไม่นานนักก็พาหญิงสาวเดินทางต่อ

หญิงสาวไม่หลับเลยตลอดคืน ท่าทางเหมือนร่างกายเริ่มปรับสภาพได้แล้วโดยใช้เวลานอนส่วนใหญ่ตอนกลางวัน ทั้งคู่คุยกันบ้างในเรื่องทั่วไป แต่แล้วค่อนรุ่ง บุตรีสาวของสมุหพระกลาโหมก็เอ่ยขึ้นในเรื่องที่เขาอยากรู้


lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 343
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๕.๕
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2014, 06:18:19 PM »
อ้าว ทิ้งไว้ให้อยากรู้อีกแล้ว 5555

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๕.๕
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2014, 11:19:49 AM »
"ข้าไม่ได้อยากรู้นักหรอกว่าผู้ใดเป็นผู้ปรุงยาพิษให้ท่านทูตกิน ข้าเพียงแต่มีเรื่องหนึ่งอยากขอร้องท่านเท่านั้น" ท่านหญิงกล่าวราวกับอ้อนวอน สายตาของนางนั้นยั่วยวนยั่วใจเหลือเกิน นางปลดเสื้อผ้าของนางออก เผยบัวงามอร่ามออกมา
เกิดเงยหน้าขึ้นจากอกอิ่มของนางอย่างตะลึงตึ่งตึง แล้วมองเข้าไปในดวงตาของนางอย่างลึกซึ้ง ราวกับจะจ้องลึกให้ถึงหัวใจทีเดียว เอ่ยด้วยเสียงที่สั่นพร่าว่า
"ท่านหญิงมีเรื่องอันใดหรือขอรับ"
"เกิด...หาน้ำแข็งมาถูหลังให้ฉันหน่อยซิ"

กำลังสนุก รีบนำบทต่อไปมาลงนะครับ

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 260
    • ดูรายละเอียด
Re: มายาสวรรค์ ตอนที่ ๕.๕
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2014, 11:45:57 PM »
อ้าว จบแบบนี้ เดี๋ยวมีเรื่อง  >:(