ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 1 [patr 1]  (อ่าน 1724 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 1 [patr 1]
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 10:04:04 PM »
แวะคุยกันก่อนค่ะ สาวสวนผักนี่ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะลงมาตั้งแต่แรลลี่ 10 มั้งคะ คงกระพันป่านนี้ยังไม่จบเลย
แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะได้อ่านของเก่านะคะ มะนออัตเดตข้อมูลใหม่หมดค่ะ ลงมาราธอนมาสี่รอบ บทหนึ่ง บทนำ ไม่เคยเหมือนกันสักที
จบเมื่อไรกก็เมื่อนั้นค่ะ เรื่องชุดนี้เน้นเขียนฮา สาระหาไม่ค่อยได้ อ่านสบายพอได้ขำ

ขอให้มีความสุขทุกครั้งที่เข้ามาอ่านนะคะ^^





บทที่ 1

   เมฆครึ้มเป็นกลุ่มใหญ่ลอยเข้ารวมกันยึดครองพื้นที่เกือบทั้งหมดของท้องฟ้า เสียงร้องคำรามและประกายสายฟ้าปรากฏวูบวาบ นั่นคือสัญญาณของฤดูฝนแต่ทว่ามันมิได้มีอิทธิพลต่อชาวบ้านตำบลร้อยบุญมากนัก เพราะต่อให้ฟ้าคะนอง ไอฝนโปรยปรายเย็นฉ่ำทั่วทั้งท้องทุ่งก็ยังไม่มีใครหวั่นไหว ฟ้าฝนรวนเรหรือจะสู้คำทำนายแม่นเป๊ะของเจ้าแม่ตะเพียนทองจอมขมังประจำตำบล

   ในเมื่อเจ้าแม่ฟังธงมาแล้วว่าวันนี้ฝนจะไม่ตก มันก็ต้องไม่ตก ต่อให้ฟ้าคำรามสะเทือนทุ่งได้ยินไปเจ็ดคุ้งน้ำมันก็ต้องไม่ตก เชื่อเจ้าแม่ได้ไว้คิดทำอะไรก็เจริญๆ เป็นอันสบายใจหายห่วงงานใหญ่ของบ้านร้อยบุญจึงดำเนินไปท่ามกลางไอฝนและเสียงฟ้า

   วันนี้บ้านร้อยบุญ จัดงานเลี้ยงอำลาให้กับเกษตรตำบลที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระเกษียณราชการ ลานปูนโล่งๆ ที่เคยใช้ตากข้าวเปลือกเพื่อใช้ทำพันธุ์ข้าวปลูกถูกเนรมิตให้กลายเป็นงานเลี้ยงสุดยิ่งใหญ่ด้วยไอเดียบรรเจิดของผู้นำหมู่บ้านคนเก่ง

   ผู้ใหญ่เบิ้ม ชื่อฮอตฮิตที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากจนเกือบจะลืมไปแล้วว่าในบัตรข้าราชการของผู้ใหญ่นั้นมีนามสุดแสนไพเราะพ่อตั้งให้ว่า นายเพิ่มบุญ สัญลักษณ์อันเป็นที่จดจำของผู้ใหญ่คือร่างอวบอ้วนคาดผ้าขาวม้าอำพรางพุ่งยื่นๆ ที่มาพร้อมกับเสียงดังเอะอะโวยวายชี้มือชี้ไม้บงการลูกบ้านของแก

   บัดนี้ร่างอวบที่ว่านั้นยืนบัญชาการลูกบ้านจัดการพื้นที่บนเวที ทุกคนรู้ดีว่าทุกอย่างสำหรับพ่อผู้ใหญ่ต้องไม่มีคำว่าผิดพลาด เหน็ดเหนื่อยเพียงใดผู้ใหญ่ไม่สน เพื่อหน้าเพื่อตาของหมู่บ้านผู้ใหญ่เบิ้มพร้อมทุ่มเต็มที่สุดกำลัง ให้สมกับสโลแกนเท่ๆ ของแกที่ว่า ‘เล็กๆ เบิ้มไม่ ใหญ่ๆ เบิ้มชอบ’ งานนี้ลูกพี่เบิ้มจึงจัดเต็มทั้งแสง สี เสียง มองไกลๆ ก็คล้ายกับงานฝังลูกนิมิตเลยทีเดียว

   “โอ้โฮ...มีงานอะไรเหรอจ๊ะพ่อผู้ใหญ่” เสียงเหน่อๆ ของคนช่างสงสัยตะโกนข้ามฟากมาจากริมถนน

   “งานเลี้ยงอำลาเล็กๆ น้อยๆ น่ะ” ผู้ใหญ่ยิ้มกว้าง ตะโกนตอบอย่างภูมิใจในความอลังการงานสร้างที่ตนกับลูกบ้านตั้งใจทำ ทว่านักการเมืองระดับหมู่บ้านก็ยังถ่อมตัวนิดหน่อยเพื่อเรียกคะแนนนิยมชมชอบ

   “ติดไฟยาวเป็นโยชน์สุดถนนแบบนี้ไม่เล็กแล้วมั้งผู้ใหญ่ ตอนแรกฉันนึกว่างานฝังลูกนิมิตเสียอีก”

   “แกก็พูดเกินจริง ฉันแค่อยากตอบแทนเกษตรก้านเขาเท่านั้นแหละ อุตสาห์อยู่ช่วยพัฒนาตำบลของเราจนเกษียณ ว่าแต่แกรีบไปธุระหรือเปล่า แวะมากินข้าวกินปลาก่อนไหม” พ่องานหัวเราะชอบอกชอบใจ กวักมือพลางตะโกนชวนชายคนนั้นให้เข้างาน

   “เห็นทีจะต้องขอตัวจ้ะพ่อผู้ใหญ่ พอดีฉันต้องพาแม่ยายไปหาหมอที่ตลาดจ้ะ”

   “เออ อย่างนั้นรีบไป เดี๋ยวคนเยอะคิวจะยาวโชคดีๆ แล้วกัน”

   “งั้นฉันไปก่อนนะจ๊ะ” รถกระบะสี่ประตูคันใหญ่แล่นไปไกลจนเห็นแค่ไฟท้ายลิบๆ ผู้ใหญ่เบิ้มซึ่งเก็บอาการอยู่นานก็ฉีกยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง ก็ขนาดชาวบ้านยังตะลึงตะลานกับความยิ่งใหญ่อลังการ เฮอะ! รอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอมาเห็นก่อนเถอะ รับรองประทับใจลืมไม่ลงเป็นแน่แท้ ก็แน่ละไม่รู้เสียแล้วว่าใครเป็นพ่องาน เล็กๆ เบิ้มไม่ ใหญ่ๆ เบิ้มชอบ....

   “อ้าว เร่งมือเข้าโว้ย สักประเดี๋ยวเกษตรอำเภอกับเกษตรก้านจะมาถึงกันแล้ว พวกเอ็งต้องท่องเอาไว้เลยว่างานนี้เป็นหน้าเป็นตาของตำบลเรา เพราะฉะนั้นห้ามผิดพลาดเด็ดขาด” ผู้ใหญ่ตะโกนสั่ง ลูกบ้านก็ขานรับนโยบายช่วยกันทำงานจ้าละหวั่น

   ถึงแม้จะดูวุ่นวายไปสักหน่อยแต่ใบหน้าทุกคนก็ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังทำร่วมกัรอยู่นั้นถือเป็นของขวัญส่งท้ายตอบแทนให้กับคุณก้านแก้ว เกษตรตำบลที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ



   เสียงโขลกพริกแกงของแม่ครัวและเสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดังสนั่นทุ่ง กลิ่นหอมน้ำพริกผัดโชยไปตามลมเล่นเอาพวกที่อยู่ใต้ลมส่งเสียงจามกันไม่หยุด พร้อมเสียงสรรเสริญเยินยอถึงกับข้าวว่าคงอร่อยเหาะ แต่คนนอกครัวคงไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังความอร่อยนั้นวุ่นวายสักเพียงใด นี่คืองานใหญ่ที่รวบรวมแม่ครัวตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นลายคราม พวกที่สาวๆ ที่ยังไม่ค่อยเป็นงานก็ถูกใช้ให้ปลอกกระเทียมหั่นผัน ส่วนแม่ครัวชั่วโมงบินสูงก็รับหน้าที่ปรุงรสไป

   ยามเมื่อลมเย็นพัดหอบไอฝนมากระทบผิวสาวรุ่นหุ่นเพรียวถึงกับสะท้าน บ่นหนาวกันยกใหญ่ ผิดกับพวกที่ข้ามผ่านวัยสาวและมีไขมันกันหนาวในตัวที่ชอบอกชอบใหญ่ลมพัดเย็นดี ทว่าแม่ครัวมือหนึ่งบ้านร้อยบุญชักกังวลกับเมฆฝนบนฟ้า

   “ฝนจะตกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูเมฆมันครึ้มๆ อยู่นา ฟ้าก็ทั้งแลบทั้งร้อง” ป้าศรีนวลเงยหน้ามองฟ้าแล้วบ่น ก่อนจะเดินไปคนหม้อแกงเขียวหวาน

   “ไม่หรอกป้า เจ้าแม่ตะเพียนทองบอกแล้วว่าไม่ตกแน่นอน” แม่ครัวฝึกหัดที่ง่วนอยู่กับการแกะกลีบกระเทียมเงยหน้าโชว์ยิ้มหวานบอกอย่างมั่นใจ

   “เออ ไม่ตกก็ดี ป้าอยากให้งานของเกษตรก้านราบรื่น พ่อคุณเอ๊ย...เกษตรคนใหม่จะได้แบบเกษตรก้านหรือเปล่าก็ไม่รู้สินะ ป้าละกลัวเหลือเกิน ปีนี้ฝนฟ้ายิ่งแปลกๆ อยู่ด้วย จะทำมาหากินอะไรได้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”

   “ถ้าตั้งใจทำมันก็ต้องได้กินสิป้า นี่ขนาดว่าเชื่อเกษตรก้านกันนะ วันหวยออกทีไรฉันเห็นไปออที่ตำหนักเจ้าแม่กันหน้าสลอน”

   ป้าศรีนวลหันไปย่นคิ้วใส่แม่สาวปากกล้าที่อาจหาญมาเหน็บแนมคอหวยซึ่งถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของตำบล
   
   "ชีวิตคนเรามันก็ต้องมีเรื่องให้ลุ้นบ้างสิเจ้าเพลิน ได้ตื่นเต้นเดือนละสองครั้งนี่เลือดลมเดินสะดวก" ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนพยายามอธิบายให้เข้าใจในเหตุผล ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ต่างพากันอมยิ้ม มองดูป้าหลานเชือดเฉือนวาทะ
   
   "แล้วเป็นไงล่ะป้า หลังเหตุการณ์ตื่นเต้นผ่านไปก็คงเหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งความหดหู่เพราะหวยกิน โถ...ขนาดเจ้าแม่ยังแพ้สลากกินแบ่งรัฐบาล"
   
   “เฮ้ยๆ เอ็งอย่ามาว่าเจ้าแม่ของป้านะเจ้าเพลิน เดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย” ป้าศรีนวลเหวี่ยงสายตาเขียวปัดใส่หลานสาว ก็เล่นลามปามไปถึงศูนย์รวมจิตใจคนทั้งตำบลขนาดนั้น
   
   ฝ่ายเจ้าหลานตัวแสบแทนที่จะสลดกลับหัวเราะคิกคัก ป้าศรีนวลทนไม่ไหวจึงส่งสายตาค้อนขวับเสียอีกวงใหญ่ กระนั้นรอยยิ้มก็ยังไม่จางจากใบหน้าของหลานสาว
   
   ลมเย็นพัดมาอีกคราพาให้เส้นผมยาวสลายที่เจ้าตัวรวบไว้หลวมๆ ล่วงลงมาประแก้ม หญิงสาวรีบเสยมันลวกๆ แล้วเริ่มต้นง้องอนป้าสุดที่รักที่ตอนนี้ทำท่าเหมือนจะเคืองเธอจริงๆ แล้ว
   
   “หนูขอโทษจ้ะป้านวลจ๋า แต่หนูยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ”
   
   “ยังไม่ได้ว่าที่ไหน ว่าไปแล้วต่างหาก” ผู้เป็นป้าสะบัดเสียง “เอ็งน่ะไม่รู้อะไร ที่พวกป้าไปตำหนักเจ้าแม่ก็เพราะว่าอยากได้ความมั่นใจ เลขท้งเลขท้ายมันก็แค่ผลพลอยได้ ใครมีโชคก็ตีถูกตรงๆ เจ้าแม่ท่านก็ไม่เคยบอกเลขสักที มีแต่เอาไปตีกันเองทั้งนั้น”
   
   “แล้วเป็นไงละจ๊ะ”
   
   "ก็..." ป้าศรีนวล อ้าปากค้าง เมื่อเสียงห้าวของชายหนุ่มหน้าตามีส่วนคล้ายกับเจ้าเพลินของท่านแย่งตอบเสียก่อน
   
   “จะเป็นไงล่ะ ก็เงิบทุกงวดนะสิ” ร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยเอ่ยแทรกเข้ามาทำเอาขำกันยกครัว ก่อนที่ร่างนั้นจะยิ้มประจบแล้วถลาเข้าไปโอบเอวหนาของแม่ครัวใหญ่ “โอ๋...จันทน์ล้อเล่นนะป้า อย่าโกรธจันทน์นะ นะๆๆ”
   
   ป้าศรีนวลเชิดหน้าใส่ งอนที่หลานๆ โจมตีจุดอ่อนของท่าน แล้วสมองอันชาญฉลาดก้นึกออกว่าจะต้องทำอย่างไรกับหลานชายตัวแสบ
   
   “พอกันทั้งพี่ทั้งน้อง คอยดูเถอะทำป้าอารมณ์เสียแล้วกับข้าวไม่อร่อยนะ ป้าจะให้ผู้ใหญ่จัดการทั้งคู่เลย เจ้าจันทน์เอ็งอยู่ใกล้ๆ เอานี้ไป” บอกเสร็จก็ส่งทัพพีให้ คนแกงแล้วคอยดูไว้พอเดือดก็ปิดแก๊สได้
   
   “แต่ป้าจ๋า นี่มันไม่ใช่แนวของจันทน์เลยนะจ๊ะ ยัยเพลินมานี่!”
   
   “ไม่ต้องเกี่ยงน้อง ยัยเพลินฉันมีหน้าที่ให้มันแล้ว เอ็งดูแกงเขียวหวานไป ถ้าไม่ทำฉันจะฟ้องลุงเอ็ง!”
   
    “ป้านวลจ๋า...อย่าฟ้องลุงผู้ใหญ่เลยนะ จันทน์กับน้องกลัวแล้ว ทีหลังจะไม่พูดอีกแล้วว่าป้านวลถูกหวยกินเงิบทุกงวด” เจ้าจันทน์ของป้ารีบกลับคำเมื่อป้านวลเหลือบมองอย่างเคือง “อุ๊ย! จันทน์พูดผิดไปจ้ะ”
   
   “เจ้าพวกนี้มันกวนประสาทฉันจริงๆ เอามานี้” แม่ครัวใหญ่ดึงทัพพีออกจากมือชายหนุ่มแล้วชี้ไล่ “ไปเลยทั้งสองคน พากันออกไปหน้างานเลยไม่ต้องมาเกะกะขวางลูกตาฉัน ขืนพวกเอ็งยังอยู่แกงเขียวหวานของฉันคงไม่อร่อยเหมือนเดิมแน่ๆ”
   
   “ป้าจะไล่พวกฉันจริงๆ เหรอ”
   
   เจ้าจันทน์ทำหน้าจ๋อยเสียงก็ละห้อย แต่กระนั้นศรีนวลก็ยังแอบเห็นมันยักคิ้วหลิ่วตากับน้องสาว จึงกระแทกเสียงตอบทันที
   
   “เออ ไปทั้งคู่เลย”
   
   “โธ่...งั้นเราไปกันเถอะน้องเพลินของพี่ ป้านวลผู้แสนใจดีไม่รักเราแล้ว กระซิกๆ” เจ้าจันทน์แกล้งทำเสียงสะอื้น
   
   คนใจดีที่ถูกค่อนขอดว่าไม่รัก แกล้งใช้ทัพพีเคาะหม้อขู่สองสามครั้ง เจ้าจันทน์จึงหุบปากแล้วฉุดข้อมือน้องสาวจากไป



   เพลินตะวันถูกพี่ชายลากมาบริเวณหน้างาน มือเล็กค่อนข้างสากกระด้างถูกปล่อยเป็นอิสระ หญิงสาวจึงถือโอกาสดึงหนังยางมัดผมที่มันยุ่งเหยิงออกมากำรวบมัดใหม่อีกครั้งจนดูเรียบร้อยกว่าเก่า ทว่าเสียงค่อนของพี่ชายกลับทำให้สองมือเล็กชะงัก

   “เจ้าเพลินหัดหาโลชั่นบำรุงมือบ้างนะ ผู้หญิงอะไรวะ มือสากชะมัด อย่าเที่ยวไปจับมือผู้ชายสุ่มสี่สุ่มห้าเชียวนะ เขาคงตกใจมือแกน่าดู หมดกันน้องสาวฉันชาตินี้จะมีแฟนกับเขาได้เหรอ”

   “กะแค่มือสากจะยากอะไรล่ะพี่ ฉันทำสวนผักนะไม่ใช่นางเอกลิเกจะได้มือนุ่มนิ้วเรียวอย่างกับรำเทียนน่ะ”

   “เฮ้ยๆ ไอ้น้องรัก ทำไมย้อนมาแขวะนางเอกลิเกด้วยล่ะ ปากแกนี่มันน่าให้ตะกายคานจนสิ้นอายุขัยซะจริงๆ” จันทน์กะพ้อเดือดร้อนราวไฟจี้ เมื่อน้องสาวตัวดีพาดพิงถึงอาชีพของนางในฝัน แล้วหางตาของเขาก็เห็นใครคนหนึ่งเดินผ่านตรงซุ้มประตูดอกไม้ นัยน์ตาของชายหนุ่มแวววาว ริมฝีปากได้รูปเหยียดยกเป็นรอยยิ้ม และเริ่มเอาคืนน้องสาวทันควัน “แต่เอ...ฉันว่าแกคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นคานหรอกว่ะเจ้าเพลินเอ๊ย โน่นแน่ะ...พี่ไก่ฟ้ายอดยาใจของแกเดินยิ้มหน้าบานเต็มทางเดินมาเชียว ไปต้อนรับเขาหน่อยสิน้อง”

    “เฮ้ย...พี่จันทน์จะไปก็ไปคนเดียวสิ มาผลักฉันทำไมล่ะ ไม่เอ๊า!” เพลินตะวันขืนร่างที่โดนพี่ชายผลัก หญิงสาวชักสีหน้าไม่พอใจ สุดท้ายก็ฟาดฝ่ามือลงบนท่อนแขนล่ำสันของพี่ชาย

   “อ้าว ตีฉันทำไมก็ไอ้ไก่มันชอบแกนี่หว่า ถ้ามันชอบฉันนะ โอ๊ย...ป่านนี้คงได้มีลูกเป็นครอกๆ ไปแล้ว” พี่ชายหัวเราะขำ

   "งั้นพี่ก็ไปหาทางสร้างลูกเป็นครอกๆ กับพี่ไก่เองก็แล้วกัน ฉันไม่เกี่ยว" ว่าแล้วก็สะบัดหน้าหนี เดินฉับๆ ไปอีกทาง ปล่อยผู้เป็นพี่รับมือไก่ฟ้าไปคนเดียวเถอะ

   เพลินตะวันเดินมาหยุดนั่งเงียบๆ สงบสติที่โต๊ะข้างเวที เพราะเล็งเห็นแล้วว่าไม่น่าจะมีใครสังเกตเห็นเธอได้ หญิงสาวกวาดตามองรอบลานปูน ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้ามืดครึ้ม เสียงถอนใจยาวดังออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ฝนมามืดฟ้ามัวดินขนาดนี้ลุงผู้ใหญ่กับกำนันไก่โต้งยังกล้าที่จะจัดงานต่อกันอีก ช่างไม่ได้กลัวงานล่มซะเลย ถึงเธอจะรู้ว่าเจ้าแม่ตะเพียนทองหยั่งรู้ฟ้าดิน แต่ใดๆ ในโลกมันเอาแน่ได้ซะที่ไหนกันเล่า

   แต่ก็นั่นแหละ ท้วงไปก็ไม่มีใครฟังต้องมานั่งถอนใจเฮือกๆ อยู่นี่ ถ้าฝนตกขึ้นมาก็คงได้ชุ่มฉ่ำอุรากันละ เบื่อที่จะนั่งถอนหายใจทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์ หญิงสาวจึงลุกขึ้นเดินอ้อมเวทีไปทางด้านหลัง พื้นที่หลังลานปูจะเป็นนาข้าวผืนยาวเหยียด มองเห็นสีเขียวขจีของต้นข้าวทอดยาวไกล

   ที่ดินตรงนี้เป็นของลุงผาด เมื่อหลายวันก่อนเธอได้ยินลุงแกไปบ่นที่ร้านค้าว่าในนามีเพลี้ยกระโดด ซึ่งตรงกับข่าวเกษตรกรรมที่เธอดู มีรายงานว่าขณะนี้จังหวัดใกล้เคียงกำลังมีเพลี้ยกระโดดระบาดหนักในนาข้าว และจังหวัดของเธอก็มีสิทธิที่จะโดนด้วย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นละก็มีหวังชาวนาได้ลำบากกันอีกแน่

   หญิงสาวเดินไปตามคันนาเล็ก และสังเกตข้าวที่กำลังแตกกอ ก่อนจะนั่งยองๆ บนหัวคันนา มือที่ถูกค่อนขอดเสมอว่าสากค่อยๆ แหวกกอข้าว

   คิ้วเข้มที่ไม่เคยผ่านคมมีดตัดแต่งขมวดเข้าหากัน บริเวณโคนต้นข้าวมีตัวเพลี้ยอยู่จริงในปริมาณที่มากพอทำให้เธอหวั่นวิตกได้ เพลินตะวันรีบลุกจากจุดนั้นไปสุ่มดูอีกจุด เพื่อสำรวจให้แน่ใจอีกครั้ง

   “สงสัยเกษตรคนใหม่จะโดนเพลี้ยกระโดดรับน้องเสียก็ไม่รู้” หญิงสาวบ่นกับเพลี้ยตัวหนึ่งที่เธอจับได้ ก่อนจะลงมือบี้เจ้าตัวปัญหานั้น “ขอโทษด้วยนะเจ้าเพลี้ยกระโดด แต่อาจารย์ฉันเคยบอกว่ายาฆ่าแมลงที่ได้ผลที่ที่สุดต้องตรามือบี้นี่แหละ”

   เพลินตะวันก้มแหวกกอข้าวดูเพลี้ยอย่างเพลิดเพลินอยู่กลางทุ่งจนลืมเวลา และไม่รู้ว่าตอนนี้บนหัวคันนาก็มีสาวสวย รูปร่างสูงโปร่งดูละมุนละไมน่าถนอมไปทั้งตัว หากแต่ใครจะคาดคิดว่าเธอผู้นี้คือของร่างทรงเจ้าแม่ตะเพียนทองผู้ศักดิ์สิทธิ์

   หญิงสาวผู้มีชื่อพ้องกับเจ้าแม่ราวฟ้ากำหนดให้เธอเกิดมาเพื่อเป็นร่างทรงยืนกอดอกมองเพื่อนยิ้มๆ ตะเพียนทองกับเพลินตะวันเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ พวกเธอเข้าเรียนด้วยกันและเรียนที่เดียวกันตลอดจนกระทั่งจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยและได้ใบปริญญามาประดับข้างฝาบ้านคนละใบ

   ตะเพียนทองรู้ดีว่านางสาวเพลินตะวันผู้บ้าอุดมการณ์คงกำลังงมหาอะไรสักอย่างในนา และอีกสักพักคุณเธอก็จะเอาข้อมูลดิบที่ได้ไปนำเสนอกับเกษตรอำเภอแน่ๆ

   ร่างทรงคนสวยยังยืนคอยเพื่อนอย่างใจเย็น ไม่มีวี่แววว่าแม่นางกลางนาจะเลิกราเสียที ฟ้าเริ่มสลัว แสงไฟในงานก็พลันสว่างไสวทั้งไฟหมุน ไฟประดับก็สวยสมฝีมือพ่องานนั่นแหละ เธอได้แต่นึกภาวนาอย่าให้ฝนตกลงมาเลย มิเช่นนั้นพรุ่งนี้เธอคงต้องนั่งแก้ต่างแทนเจ้าแม่จนคอแห้งเป็นผงแน่ๆ

   “วู้...เพลิน” ร่างทรงยืนจนเมื่อยจึงป้องปากตะโกนเรียกเพื่อน คนถูกเรียกเงยหน้ามอง ก่อนจะโบกไม้โบกมือซึ่งคนเรียกชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพลินตะวันหมายความอย่างไร ก็คงเข้าใจว่าเธอเรียกหรอก เพราะเห็นเจ้าหล่อนเลิกสนใจอะไรในนานั่นแล้ว

   ตะเพียนทองมองเพื่อนที่กำลังเดินใกล้เข้ามาอย่างชื่นชม ก็อย่างที่รู้เพลินตะวันสำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรของมหาวิทยาลัยมีชื่อของรัฐ ด้วยความที่ตั้งปณิธานอันแรงกล้าว่าจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เจ้าหล่อนก็กลับมาปลูกสารพัดผักขายจนถึงปัจจุบัน

   จากสาวน้อยด้อยประสบการณ์ในผ่านมาจนถึงวันนี้ ทุกอย่างสอนให้เพลินตะวันแข็งแกร่งและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด เจ้าหล่อนทุ่มเทแรงกายแรงใจขยับขยายพื้นที่สวนผักได้มากกว่าแต่ก่อนและยังเป็นตัวแทนของชาวบ้านนำผักไปส่งขายในตลาดอีกด้วย เรียกว่าได้บู๊สมใจอย่างที่เจ้าหล่อนต้องการนั่นแหละ

   แต่เธอนี่สิ อุตส่าห์เรียนมาก็มากพอๆ กัน แต่ดันต้องกลับมาเป็นร่างทรงให้เจ้าแม่ผู้เป็นปริศนา

   ตะเพียนทองถอนใจยาว ไม่อยากจะคิดให้จิตใจหดหู่ เธอควรกังวลกับฟ้าฝนมากกว่า การเป็นร่างทรงก็ใช่ว่าจะเลวร้าย มันก็มีทั้งคุณและโทษนั่นแหละ หญิงสาวยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนกระโดดข้ามคันนาคล่องแคล่ว ครู่เดียวเพลินตะวันก็มาถึง

   “ว่าไงเจ้าแม่ ฝนทำท่าจะตกนะ เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้ยัง”

   “เฮ้ย...อย่าทักสิ คนยิ่งกลัวอยู่ ฉันก็ว่าคำนวณอุณหภูมิกับความชื้นในอากาศไม่พลาดแล้วนะ” ร่างทรงอ้างด้วยเหตุผลที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ แม้จะหวั่นใจลึกๆ “คอยดูนะถ้าฝนตก ฉันจะบอกชาวบ้านว่าเจ้าแม่งดลงชั่วคราว ช่วงนี้ต้องไปจิบชากับฮองเฮาของท่านเง๊กเซียน”

   “แกนี่มันจริงๆ” เพลินตะวันส่ายหน้ากับเหตุผลบ้าบอของเพื่อน ก่อนจะวกกลับเข้าเรื่องด้วยสีหน้าจริงจัง “เมื่อไรชาวบ้านเขาถึงจะเลิกงมงายกันสักที”

   “ยาก” ตะเพียนทองตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด “แกควรสงสารฉันนะเพลิน เพราะฉันต้องเล่นบทร่างทรงเจ้าแม่ไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แล้วอย่างนี้ผู้ชายที่ไหนจะมารักลงวะ เฮ้อ...พูดแล้วอยากร้องไห้ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

   "อะไรของแก หิวก็บอกตรงๆ สิ ทำมาเรียกร้องความเห็นใจ เดินนำไปเลยค่ะเจ้าแม่"

   เพลินตะวันหัวเราะร่วน ดันหลังบอบบางของเพื่อนรักให้เดินนำหน้า ขณะที่สมองกำลังครุ่นคิดปัญหาใหม่และปัญหาเรื้อรังของหมู่บ้าน ศรัทธาและงมงายมีแค่สายใยบางๆ กางกั้น ต้องทำอย่างไรให้ชาวบ้านตาสว่างและเชื่อว่าเจ้าแม่ไม่ใช่เครื่องนำทางของชีวิตที่แท้จริง ไม่เคยได้ยินกันหรือไงนะว่าลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน



   สองสาวเดินเข้าไปนั่งโต๊ะพิเศษที่ลุงผู้ใหญ่จัดไว้สำหรับคนสำคัญ เพลินตะวันได้รับสิทธินั่งโต๊ะนี้ได้ในฐานะของหลานสาวคนจัดงานและรู้กันวงในว่าเธอควบตำแหน่งหวานใจลูกชายกำนันไก่โต้ง ส่วนตะเพียนทองนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะถ้าไม่มีเธอก็ไม่มีเจ้าแม่ผู้เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน

   เมื่อแขกมานั่งกันครบสองสาวก็แอบหันมายิ้มให้กันอย่างซุกซน ก็โต๊ะนี้มีแต่คนดังทั้งนั้น ตั้งแต่ลุงกำนันไก่โต้ง ลุงผู้ใหญ่เบิ้ม เกษตรอำเภอ เกษตรก้านแก้วเจ้าของงาน ไหนยังจะมีปลัดอำเภอ นายก อบต.อีก นี่ลุงเบิ้มแกเชิญแต่แขกระดับบิ๊กจริงๆ ก็ดีมีเรื่องสงสัยจะได้ถามกันเสียตรงนี้

   “เอ่อ...ลุงเกษตรคะ เพลินมีเรื่องอยากปรึกษานิดหน่อยค่ะ”

   “ว่ามาสิเพลิน ไปเดินซนเจออะไรเข้าอีกล่ะ” เกษตรก้านยิ้มอย่างเอ็นดู สาวสวยคนนี้เป็นทั้งรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยและยังเปรียบเสมือนลูกหลานของเขาคนหนึ่ง ความสนใจด้านการเกษตรของเธอทำให้เขาได้นำเสนอโครงการดีๆ ให้ชาวบ้านหลายโครงการ

   “คือเพลินไปเจอเพลี้ยกระโดดมาค่ะ ท่าทางจะเอาเรื่อง”

   คำตอบของเธอทำให้ผู้ใหญ่เบิ้มรีบตัดบท เพราะคิดว่านี่ไม่ใช่เวลมานั่งถกเรื่องเพลี้ยกระโดด

   “เฮ้ยๆ เจ้าเพลินแกนี่ไม่รู้กาลเทศะเลยนะ วันนี้มันงานเลี้ยงเกษียณอายุของเกษตรก้านใจคอ แกจะให้ท่านทำงานจนวินาทีสุดท้ายเลยหรือไงวะ”

   “ไม่เป็นไรผู้ใหญ่ อย่าดุหลานเลย พอดีผมก็เคยเปิดข่าวเจอเรื่องนี้เหมือนกัน” เกษตรก้านยิ้มและหันไปปรึกษาเกษตรอำเภอ “ผมได้ข่าวมาว่าเพลี้ยกระโดดกลับมาระบาดในจังหวัดข้างเคียงมาสักพักแล้วครับ ผลผลิตตกต่ำมาก เมล็ดข้าวลายแห้งลีบไม่ได้น้ำหนักเลย หากระบาดมาถึงบ้านเราจริงๆ ก็น่าห่วงทีเดียวเพราะอายุต้นข้าวของชาวบ้านกำลังอยู่ในช่วงตั้งท้องพอดี”

   “งานนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกษตรคนใหม่เขาจัดการนะ ผมได้ข่าวว่ายังหนุ่มแน่น น่าจะมาเป็นกำลังหลักให้ตำบลร้อยบุญได้ แล้วก็คงจะช่วยหนูเพลินได้อีกแรง ผมได้รับคำสั่งแล้วคิดว่าอีกสองสามวันก็น่าจะมารายงานตัวที่สำนักงานนะ” เกษตรอำเภอว่า

   “ดีค่ะ ช่วงนี้เพลินจะเก็บข้อมูลไว้รอ เผื่อเอาไปใช้ประกอบกับข้อมูลจากทางสำนักงานได้”

   ก้านแก้วฟังหลานสาวผู้ใหญ่บอกกับเกษตรอำเภออย่างกระตือรือร้นก็ถึงกับออกปากชมว่าหากหนุ่มสาวในชุมชนได้อย่างเพลินตะวันละก็รับรองว่าบ้านร้อยบุญจะต้องเป็นชุมชนการเกษตรที่ยากจะหาที่ใดเทียบได้

   ฝ่ายผู้ใหญ่บ้ายอที่ขัดหลานในตอนแรก เริ่มมีทีท่าเปลี่ยนไป ได้ยินคำชมผู้ใหญ่เบิ้มก็นั่งยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก เกษตรชมหลานมันก็เหมือนกับชมลุงนั่นแหละ แหม...ก็ไอ้หลานคนนี้เขาเลี้ยงมากับมือ ไม่เก่งเหมือนเขาได้ยังไง ลูกไม้มันย่อมหล่นไม่ไกลต้นอยู่แล้ว...

   วงดนตรีเริ่มแสดงด้วยการเต้นโชว์ของหางเครื่องเอวบางร่างเล็กส่ายสะโพกโยกย้ายไปตามจังหวะสามช่า งานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริง มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งออกมาวาดลวดลายกันหน้าเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและน่าประหลาดใจยิ่งนักที่แม้จะมีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกลงมาสักเม็ด อิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่ตะเพียนทองช่างแรงกล้าเหนือฟ้าดินจริงๆ


รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 1 [patr 2]
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 10:06:24 PM »
ต่อค่ะ





บ้านร้อยบุญมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มกันฟ้าฝนช่างแตกต่างจากลูกอีสานพลัดถิ่นที่ได้ดิบได้ในหน้าที่ข้าราชการอยู่ในเมืองกรุง ชายหนุ่มผู้ไม่เคยหม่นหมองด้วยความพร้อมทุกอย่างในชีวิต แม้จะไร้พ่อที่ด่วนลาจากโลกไปแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา แม่เติมเต็มทุกอย่างให้สมบูรณ์ ทั้งการศึกษาที่ดี งานที่กำลังเจริญก้าวหน้าและคนรักที่เหมาะสมคู่ควร

   เมืองฟ้าอมรเต็มไปด้วยแสงสีวับวาวราวกับจะแข่งกันส่องสว่างอวยพรให้เขา แน่นอนว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของเขากับการใช้ชีวิตวุ่นวายในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน พรุ่งนี้เขาจะมุ่งหน้าหวนคืนบ้านเกิดพร้อมรับตำแหน่งเกษตรตำบลที่นั่น คืนนี้เพื่อนร่วมสำนักงานจึงพากันมาเลี้ยงฉลองให้กับเขา

   หนุ่มหน้ามนคนรูปหล่อลูกชายคนเดียวของหมอลำชื่อดังแห่งเมืองอีสานออกลวดลายลีลาเร่าร้อนอยู่กลางฟลอร์ ด้วยรูปร่างสูงใหญ่อุดมไปด้วยมัดกล้ามช่วยเรียกแขกให้สักวาได้เป็นอย่างดีจึงไม่แปลกที่จะมีสาวน้อยสาวใหญ่เพียรมาหยอดมาหยอกไม่ได้หยุดหย่อน

   จนกระทั่งเจ้าตัวเริ่มรู้สึกเมื่อยจึงได้เอ่ยล่ำลาแม่สาวผีเสื้อราตรีหน้าแฉล่มแล้วเดินกลับโต๊ะ ไม่มีรักแท้ในค่ำคืนไร้ซึ่งความจริงใจ ทุกคนผ่านไปราวกับสาวลมและเขาก็ไม่คิดก้าวเท้าเดินบนสะพานที่รากฐานไม่มั่นคงหรอก หัวใจของสักวานั้นหนักแน่ดังแผ่นศิลา จินตหราวาตีเท่านั้นคือหญิงเดียวในดวงใจ ส่วนแม่สาวไฉไลเดินเฉี่ยวไปมาในผับแห่งนี้ก็เป็นเพียงผงชูรสที่ทำให้ชีวิตหนุ่มซาบซ่านขึ้นเท่านั้น

   จินตหราวาตีกับสาวๆ พวกนี้เปรียบแล้วก็เหมือนกับน้ำตาลกับขัณฑสกรที่แม้จะมีความหวานทดแทนกันได้ แต่ในเรื่องของพลังงานยังไงน้ำตาลก็ชนะขาด แถมสุดที่รักของเขายังเป็นดาวคณะหมอลำที่ยากนักจะให้ใครมาทาบรัศมีได้ แค่นี้ก็ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวแล้วละว่าสักวาจะเลือกใคร

   “นั่งซดเหล้าอย่างเดียวนี่มันเปลืองนะคิน ไม่คิดจะออกไปยืดเส้นยืดสายบ้างเหรอ” สักวาพูดเย้าเพื่อนรักที่เอาแต่นั่งซดเครื่องดื่มราวกับมันคือน้ำเปล่าไร้ดีกรี

   ภาคินเลื่อนแก้วเครื่องดื่มส่งให้เพื่อน แล้วบุ้ยใบ้ไปทางโต๊ะขวามือ สักวาแกล้งเนียนมองตามไปทางนั้น แล้วเขาก็ได้คำตอบ

   “แหม...ฉันก็นึกว่านั่งเฉยๆ ร้ายเหมือนกันนี่หว่าไอ้เพื่อนรัก”

   “ยังไงก็น้อยกว่าแกหรอกน่า” ภาคินว่าพลางยกแก้วขึ้นดื่ม “ถ้าแฟนแกรู้เข้าจะทำอย่างไร”

   “อย่าเอ่ยถึงจินนี่อย่างนี้สิวะ รู้เข้าก็มีแต่หายนะเท่านั้น” สักวาทำหน้าสยอง

   ภาคินชอบชักนำแต่เรื่องอัปมงคลมาให้ซะจริง จินตหราวาตีอยู่ตั้งไกลจะลากมาเกี่ยวกับเรื่องโลกีย์เมื่อตะกี้ทำไมเล่า

   “เฮ้ยๆ ไอ้เพื่อนยาก แฟนฉันอยู่ในนี้โว้ย” สักวาชี้ที่อกข้างซ้าย “นอกกายเป็นกำไรชีวิต แต่ไม่คิดนอกใจ ข้างในนี้มันรักเต็มร้อยไม่เปลี่ยนแปลง กลับบ้านคราวนี้ฉันว่าจะไปคุยกับพ่อกำนันเสียที เรื่องสินสอดไม่มีปัญหาพี่หวาสู้ไม่ถอยอยู่แล้ว”

   “แน่ใจเหรอว่าจะได้กลับ”

   “หะ! เมื่อกี้ว่าอะไรนะคิน ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัด” สักวาเอียงหนาไปใกล้เพื่อนเพราะเสียงเพลงดังเป็นอุปสรรคต่อการรับฟังอย่างยิ่ง

   “อ้อ ปะ เปล่าหรอก ฉันบอกว่าลุงกำนันไม่น่าจะมีปัญหาน่ะนายก็รักจินนี้มาตั้งหลายปีแล้ว” ภาคินรีบแก้ตัวด้วยการยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง สักวาไม่ติดใจสงสัยเสียงอาจจะดังไป หูของเขาเลยได้ยินอะไรแว่วๆ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แล้วจู่ๆ ภาคินก็เอ่ยขึ้นว่า “พรุ่งนี้จะเข้าสำนักงานก่อนไหมนะ”

   “เข้าสิ นี่ฉันยังไม่เห็นเอกสารตอบรับเลย มัวแต่ยุ่งเรื่องโครงการบำบัดน้ำ ก็คงไปเอาเอกสารก่อนแล้วค่อยนั่งรถกลับตอนเย็น นายไม่รอกลับพร้อมฉันเหรอคิน นั่งรถตอนกลางวันมันร้อนนะ”

   “ไม่ละ ฉันไม่ชอบนั่งรถตอนกลางคืน แต่ยังไงเราก็ต้องไปเจอกันที่โน่นอยู่ดีนั่นแหละ”

   “โชดดีจังนะที่เราได้ย้ายกลับบ้านพร้อมกัน ขอบใจว่ะเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเรื่องย้ายให้” สักวาตบบ่าเพื่อนรัก มองอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้ง

   “ตอบแทนที่แกรับโครงการบำบัดน้ำไปทำเสียเองไง” ภาคินหลุบตาลงมองก้มในมือก่อนจะยกกระดกรวดเดียวหมดแก้ว

   เวลาล่วงเข้าวันใหม่ลูกชายราชินีหมอลำจากแดนอีสานดูนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือ นี่คือของขวัญที่นางไหหวานใจเขาทุบกระปุกซื้อให้ในวันเกิดเห็นทีไรคิดถึงคนให้ทุกครั้ง

   “จะตีสองแล้ว เรากลับกันเถอะ คนอื่นๆ ต้องทำงานต่อพรุ่งนี้”

   “ดีเหมือนกัน” ภาคินคล้อยตามและบอกให้เพื่อนไปตามคนที่เหลือในฟลอร์กลับบ้าน ขณะที่เขากวักมือเรียกพนักงานมาคิดเงิน แต่สักวาชิงส่งบัตรเครดิตให้ก่อน

   “มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง กลับไปแกค่อยเลี้ยงฉัน รออยู่นี่แหละเดี๋ยวฉันไปเรียกพวกนั้นก่อน แกไปทิ้งท้ายกับแม่สาวโต๊ะนั้นเถอะ มาฟาล์วแท้ๆ นั่งจ้องกันอยู่ได้”

   “เก็บแรงไว้ทำอย่างอื่นที่บ้านเราดีกว่า” ภาคินปฏิเสธยิ้มๆ ไม่ยอมขยับจากที่นั่งแต่อย่างใด

   “พวกตายด้าน” สักวาว่าก่อนผละไปตามเพื่อนๆ

   ภาคินใจแข็งมาแต่ไหนแต่ไร สักวาไม่เคยเห็นเพื่อนคนนี้มีทีท่าสนใจใคร ไม่เคยนึกสานต่อความสัมพันธ์กับสาวไหน ตั้งแต่ทำงานกันมาสองปีกว่าภาคินยังรักษาความโสดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น น่าอิจฉาแฟนในอนาคตของหมอนี่จังที่จะได้ครอบครองผู้ชายซื้อสัตย์ ขนาดเขาเองที่ว่ารักมั่นบางทียังแอบมีเผลอกุ๊กกิ๊กสาวอื่นบ้างเลย



   เช้าอันแสนสดใสสักวารีบลุกอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดหล่อเดินยิ้มเข้าสำนักงานอย่างมีความสุข สักวาแวะล่ำลาเพื่อนร่วมงานอีกครั้งและเดินตรงไปยังห้องธุรการเพื่อเอาเอกสาร ชายหนุ่มชะโงกหน้าไปแอบดู เห็นข้าราชการสาววัยดึกที่เป็นรุ่นพี่นั่งใจลอยอยู่ เขาจึงแกล้งโผล่พรวดเข้าไป

   “จ๊ะเอ๋พี่หนิง”

   “ว้าย! ไอ้หวา ไอ้บ้า โผล่มาเงียบๆ เดี๋ยวแม่ก็เอากรรไกรเสียบพุงเลยนี่”

   “โห...โหดอย่างนี้นี่เองถึงได้...” ชายหนุ่มลากเสียงกวนโมโห

   “ได้อะไร พูดดีๆ นะไม่งั้นโดนแทงสองทีสี่รูแน่ๆ” สาวรุ่มพี่ยกกรรไกรขู่ฟ่อ

   “แหม พี่ก็...ผมจะบอกว่าโหดอย่างนี้นี่เองถึงได้มีแต่หนุ่มๆ รุมจีบแต่ไม่ยักกะมาขอ เขาคงกลัวพี่จิ้มพุงจนพรุนล่ะสิ”

   “นั่นมันเรื่องของฉันโว้ย ว่าแต่แกเถอะไหนว่าจะย้ายกลับบ้านไง ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจซะล่ะ”

   “หือ...เปลี่ยนใจที่ไหนล่ะพี่ ก็ขอย้ายกลับบ้านนั่นแหละ แหม...มุขนี้ไม่ขำนะพี่” สักวายังคงคิดว่าอีกฝ่ายล้อเล่น ขณะที่ใบหน้าของธุรการเริ่มมีความผิดปกติ “เฮ้ย...พี่หนิงอย่ามาทำหน้าเหมือนฟ้าถล่ม ไหนล่ะเอกสารผมของผมน่ะ เอามาดูเลยให้ชัดๆ ไปเลย”

   “เออ ฉันก็ชักจะไม่ตลกกับแกแล้วไอ้หวา แล้วทำไมถึงเพิ่งมาเอาเอกสารป่านนี้ ฉันบอกแกตั้งนานแล้วนะ” สาวรุ่นพี่ส่งเอกสารให้

   “ก็ยุ่งเรื่องเขียนโครงการ แล้วก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แม่ก็โทรมาบอกแล้วก็ทางนู้นส่งเรื่องมาแล้ว”
สักวารีบรับมาแกะซองอ่านอย่างรวดเร็วก่อนจะยิ้มหน้าบานเอานิ้วจิ้มข้อความอย่างมั่นใจ

   “นี่ไงพี่หนิง เขาส่งผมไปตำบลร้อยบุญ อำเภอสามสุข หะ! อำเภอสามสุข” สักวาทวนชื่ออำเภอด้วยเสียงสั่นๆ รีบชักเอกสารไปดูให้ชัดๆ ชายหนุ่มสะบัดหน้าไปมาแรงๆ หลับตานิ่งเพื่อตั้งสติแล้วลืมตาขึ้นตั้งใจอ่านข้อความในเอกสารเป็นรอบที่สาม

   “หวา!” สาววัยดึกผุดลุกมาจับมือหนุ่มรุ่นน้องอย่างตกใจที่เห็นร่างสูงใหญ่นั้นเซน้อยๆ “แกไหวไหม”

   “ตาผมต้องฝาดแน่ๆ พี่หนิงอ่านให้ฟังทีเถอะ”

   สาวรุ่นพี่สีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยอมทำตามที่ถูกขอร้อง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ตัวอักษรบนหน้ากระดาษฟ้องชัดเจนว่าเขาไม่ได้อ่านผิด ชื่อเจ้าของเอกสารก็ระบุว่าเป็นนายสักวา นรารักษ์ ไม่ผิดตัว แต่ผิดที่

   บ้านะสิ เขาทำเรื่องย้ายกลับโกสุมพิสัยนะไม่ใช่สามสุข!

   “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง พี่หนิง พี่หนิงต่อสายเจ้านายให้หน่อย ผมอยากคุยกับท่านด่วนเลยนะ” ชายหนุ่มละล่ำละลักปากคอสั่น

   “เจ้านายเพิ่งไปดูงานที่ฟิลิปปินส์เมื่อเช้านี้เองกลับมาอีกทีก็เดือนหน้า ไอ้หวาตกลงว่าแกตั้งใจย้ายไปไหนกันแน่”

   “ผมก็ทำเรื่องย้ายไปโกสุมพิสัยบ้านผมนะสิพี่ แล้วสามสุขอะไรนี่มาจากไหนไม่รู้ อยู่ส่วนไหนของประเทศไทยผมยังไม่รู้เลย ของคินล่ะมีอะไรผิดพลาดไหม”

   “ไม่นะ พอหนังสือตอบรับมาเขาก็มาเอาไปแล้วก็ไม่เห็นมาแจ้งว่าผิดพลาดอะไร เอกสารราชการนะไอ้หวามันไม่ได้ผิดพลาดกันง่ายๆ นะ แกเมาแล้วเขียนผิดหรือเปล่า”

    “ไม่มีทาง ผมยิ่งเมายิ่งแม่นพี่จำไม่ได้เหรอ” ชายหนุ่มหน้าเครียดจัด “แล้วทำผมต้องทำไงล่ะพี่ นี่เขาก็ให้ไปรายงานตัวที่สำนักงานได้แล้วด้วย พี่หนิง...” ชายหนุ่มเขย่าร่างรุ่นพี่จนหัวคลอน “ช่วยผมคิดหน่อย ผมอยากกลับบ้าน ไม่อยากไปสามสุข สามทุกข์อะไรนั่นเลย ทำไงดี ทำไงดี”

   “เบาโว้ย หัวฉันจะหลุด”

   ข้าราชการสาวรุ่นพี่ผู้คร่ำหวอดกับงานธุรการมากว่ายี่สิบปีคิดหาทางออกให้หนุ่มรุ่นน้อง ต้องยอมรับว่าเป็นคราวซวยของสักวาจริงๆ เพราะตั้งแต่เธอทำงานมาเพิ่งมีเขานั่นแหละที่มีปัญหาเรื่องการย้ายแถมพ่อคุณยังมารู้ตัวเอาวันที่ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว แบบนี้เธอจะช่วยแก้ไขอย่างไรได้

   “นี่แหละผลของการไม่ตรวจทานเอกสาร ฉันบอกตรงๆ เลยนะว่าตอนนี้แกยังทำอะไรไม่ได้หรอกนอกจากทำใจแล้วไปรายงานตัวที่สำนักงานเกษตรสามสุข”

   “แล้วแฟนผมล่ะพี่” ชายหนุ่มทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

   “ก็ต้องให้รอไปก่อนสิวะ หรือแกจะลาออกไปแต่งงานให้เขาดีดไหเลี้ยงแกล่ะ” สาวรุ่นพี่ย้อนถาม ก่อนตบบ่าหนา “เอาน่าหวาตอนนี้ทำอะไรไม่ได้จริงๆ คำสั่งก็มีมาแล้วแกก็อธิบายให้แฟนเข้าใจ ให้เขารอไปก่อน พอมีจังหวะค่อยทำเรื่องขอย้ายใหม่ ทางนี้ฉันจะสืบให้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเรื่องของแกถึงผิดพลาดได้ ปกติเอกสารพวกนี้ไม่เคยพลาดหรอกนะยกเว้นเสียแต่ว่าแกเองนั่นแหละที่ทำเรื่องย้ายผิด”

   “โธ่พี่ ผมไม่ได้บ้าขนาดจำที่อยู่ตัวเองไม่ได้หรอกนะ หรือว่าใครมันเล่นตลกอะไรกับผม”

   “ก็นี่ไง ฉันถึงได้บอกว่าจะสืบให้ แกน่ะฉันก็รักเหมือนน้องชาย ใครทำน้องพี่มีเจ็บ!”

   “สรุปว่าผมต้องไปสามสุขจริงๆ เหรอพี่” น้ำตาลูกชายราชินีหมอลำแทบหลั่งไหล เมื่อสาวรุ่นพี่ตอกย้ำตรงกลางใจว่าอย่างไรเขาก็ต้องไปสามสุข

   ให้ตายเถอะ เขาอยากจะบ้า!!!

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 240
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 1 [patr 1]
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 11:46:55 PM »
มาดู การตัดริบบิ้น 

มะนอแน่ อย่าคิดว่า
เป็นคนพิเศษ
ที่
มีแรลลี่ 10 ไม่จบ คนเดียวเซ่  ;D

พี่ก็มีลุงบัฟ เหมือนกันนะครัช ฮ่าๆ
 8)  แต่ ของพี่ เกินครึ่งเรื่อง
จะต่างตรงไหน ก็ไม่จบ เหมือนกัน ฮ่าๆ

ขอให้มีผักสดๆ สะอาดๆ ปลอดสารเคมี มาเสิร์ฟเรื่อยๆ ล่ะ
Licht und Schatten トーキョーグール-

เอพริว

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 1 [patr 1]
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2014, 04:56:12 PM »
โห เครื่องร้อนเจงๆๆ สู้ๆๆ มะนอแน่  ;D

คุณพีทคุง

  • นักข่าว
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 47
    • ดูรายละเอียด
    • คนเขียนฝัน พิธันดร
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 1 [patr 1]
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 07:38:19 PM »

เปิดมาก็ฮาสมยี่ห้อมะนอแน่นะฮะ เอาล่ะสินายหวา ย้ายฟ้าผ่าไปลงผิดอำเภอซะแล้ว คงไม่เป็นไรมั้ง เดี๋ยวเพลินตะวันดูแลเอ๊ง