ผู้เขียน หัวข้อ: Too Much 7  (อ่าน 272 ครั้ง)

นิรีย์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 48
  • เขียนทุกวัน จบสักวันแน่ๆ
    • ดูรายละเอียด
Too Much 7
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2014, 09:24:14 PM »
บทที่ 7


เสียงกระแอมของคุณโจทำให้ฉันรู้ตัวว่ากำลังอยู่ที่ไหน ทำอะไร และน่าอับอายเพียงใด

“ต้องขอขัดจังหวะคู่รักสักครู่ ที่นี่คงไม่เหมาะจะพลอดรักแล้ว เพราะนักข่าวกำลังแห่มาทางนี้ สองคนนี่คงไม่อยากมีรูปส่วนตัวว่อนทั่วเน็ตหรอกนะ” คำตำหนินั้นเหมือนคำล้อเลียนมากกว่าเพราะคุณโจยิ้มและหลิ่วตามาให้ฉันตลอด ส่วนฉันคอยหลบตาตลอดเช่นกัน

“ขอบคุณครับที่มาเตือน ถ้าอย่างนั้นผมรีบพาพราวไปที่ห้องรับรองดีกว่า”

นายหน้าจืดนี่เก็บอาการได้เก่งจริงๆ แถมยังทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของโอบไหล่ฉันไว้ให้อยู่ข้างตัว คอยดูนะฉันจะเอาคืนให้เจ็บเลย เล่นเกินขอบเขตไปแล้ว

ฉันแอบช้อนตาขึ้นมามองก็พบดวงตาใหญ่คมเข้มของคุณโจจ้องอยู่

ตอนนี้ฉันอยากทำอย่างที่หลายคนชอบพูดเวลาอับอายถึงขีดสุด... แทรกแผ่นดินหนี แต่เมื่อเรื่องจริงทำอย่างนั้นไม่ได้ ฉันจึงได้แต่ยืนสงบเสงี่ยมและร้อนผ่าวไปทั่วตัว ภาวนาให้ได้ออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว

คำภาวนาเป็นผลเร็วดังใจ และสะกิดใจด้วย

“ผมไปก่อนนะครับคุณโจ”

มีอะไรบางอย่างในคำพูดของนายหน้าจืดที่ไม่ธรรมดา เขาไม่เรียกคุณโจว่าพ่อสักคำ และคำพูดนั้นแสนสุภาพทว่าไร้ความสนิทชิดเชื้อ

พ่อฉันคงคิดว่าฉันมีปัญหาทางสมองแน่ถ้าขืนพูดแบบนั้น

“จักร ดีใจนะที่แกมีคนรักกับเขาเสียที และเป็นผู้หญิงที่โดดเด่นมากด้วย”

โดดเด่น ช่างเป็นคำชมที่ฉลาดเหลือเกินเวลาเจอผู้หญิงที่ไม่สามารถชมว่าสวยหรือน่ารักได้เต็มปาก และฉันควรพูดอะไรบ้างได้แล้ว ผู้หญิงโดดเด่นไม่ควรเป็นนางอายนานนัก ใช่ไหมคะ

“ข...ขอบคุณค่ะ”

ได้พูดอะไรบ้างค่อยรู้สึกกลับมาเป็นตัวเองหน่อย

“ยินดีที่พบครับพราว”

“ไปได้แล้ว”

นายหน้าจืดตัดบทดื้อๆ แล้วลากฉัน (อีกแล้ว) ไปที่ตึกสโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ข้างสนามแข่งขัน ตึกนั้นเป็นอาคารสองชั้นขนาดใหญ่ ชั้นล่างตบแต่งเหมือนล็อบบี้ตามโรงแรมห้าดาว โล่ง โอ่โถง ใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงใหญ่ๆ ได้สบาย ฉันเองเคยมางานแต่งงานของเพื่อนที่จัดที่นี่หลายครั้งแล้ว ส่วนชั้นสองซึ่งมีบันไดทางขึ้นอยู่ข้างในสุดของอาคารให้เฉพาะสมาชิกสโมสรฟุตบอลผ่านขึ้นไปได้เท่านั้น คงเป็นพวกคนใหญ่คนโตทั้งหลายนั่นแหละ เพราะเท่าที่ได้ยินมาค่าสมาชิกที่นี่แพงขนาดซื้อบ้านหลังย่อมได้ทั้งหลัง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาพาฉันผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อนขึ้นชั้นสองได้อย่างง่ายดาย ก็เขาเป็นระดับเจ้าของทีมฟุตบอลนี่

ฉันก้าวท้าวตามนายหน้าจืดโดยไม่ลังเลขึ้นบันไดไม้ขัดมันวาวที่กว้างมากและยาวขนาดสี่คนเดินสวนกันได้ แม้นจะรู้สึกตงิดๆ ว่าการอยู่ตามลำพังกับนายหน้าจืดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่ดันเผลอไปรับปากเป็นผู้ช่วยเขาไปแล้ว และที่สำคัญดันยอมแสดงเป็นคนพิเศษของเขาอีก ทีนี้จะเลี่ยงไม่เข้าใกล้เขาได้ยังไง

ไอ้พราวเอ๊ย นิสัยใจร้อน ใจเร็ว พาความลำบากมาให้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ยังไม่รู้จักจำ

“ชั้นบนนี้เข้าได้เฉพาะสมาชิกกับแขกของสมาชิกเท่านั้น เราจะหลบพวกนักข่าวอยู่ที่นี่สักพัก ต่อไปคุณก็อย่าห้าวมากนักจะเป็นจุดเด่นเกินไป”

เขาหันกลับมาบอก ไม่ใช่ซิ น้ำเสียงเหมือนสั่งชัดๆ นี่เขาไม่รู้สึกรู้สมว่าทำให้ผู้หญิงอับอายขนาดนี้ก็ควรจะพูดจาให้มันดีๆ หน่อยหรือไง ฉันบีบหัวบันไดที่สลักเป็นลวดลายศิลปะพื้นบ้านอ่อนช้อยด้วยความหงุดหงิด  นี่ถ้าไม่อยู่ในอารมณ์อย่างตอนนี้ ฉันคงจะหยุดชื่นชมตามประสาคนรักงานด้านนี้

“ทำไมต้องมาหลบที่นี่ ให้ฉันกลับบ้านเสียก็สิ้นเรื่อง”

“เพราะเรายังไม่ได้คุยกัน”

“อะไรนะ! แล้วที่พูดจนคอแห้งนั่นไม่ใช่เราคุยกันหรือคุณจักร” ฉันเริ่มวีน

นายหน้าจืดไม่ตอบยังเดินนำต่อไป ฉันรีบตาม ปล่อยมือจากหัวบันได และเมื่อมายืนเต็มตัวอยู่บนชั้นสองของอาคารโดยไม่มีร่างสูงโย่งของคนช่างสั่งบดบังภาพเบื้องหน้า

อุแม่เจ้า!

ชั้นล่างว่าตบแต่งอลังการแล้วยังสู้ชั้นบนไม่ได้เลย เหมือนหลุดย้อนยุคเข้าไปในสมัยอยุธยา ชั้นนี้ตบแต่งด้วยไม้ทั้งชั้น เลียนแบบเรือนไทยโบราณ ประดับประดาด้วยเครื่องเงินเครื่องทองแวววาว ภาพวาดแสนวิจิตร แต่ประยุกต์ให้เข้ากับความสะดวกสบายในปัจจุบันได้อย่างลงตัว นอกจากนั้นยังมีนางรำหุ่นอวบอัดนุ่งซิ่นคาดผ้าแถบผืนน้อยคอยปรนนิบัติเหล่าเจ้านาย...เจ้านายที่มีแต่ผู้ชาย

มิน่าค่าสมาชิกถึงแพงหูฉี่อย่างนั้น

“นี่มันสโมสรฟุตบอล หรือโรงถ่ายหนังย้อนยุคกันแน่” ฉันพึมพำกับตัวเอง

นายหน้าจืดคงได้ยินบ้างแหละ แต่ทำเฉยพาฉันผ่านท้องพระโรงกลาง เอ๊ย! ห้องโถงกลางที่เป็นกึ่งๆ เลาจน์ ตั้งโซฟาสไตล์ย้อนยุคแต่ดูเท่และน่านั่งสบายกระจายเป็นกลุ่มๆ 
ด้านขวามือมีเคาน์เตอร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่ และโต๊ะอาหารว่างหลากหลายชนิดรวมทั้งแม่สาวหลงยุคหลายคนคอยให้บริการ แต่ตอนนี้มีสมาชิกนั่งอยู่ประปราย คงเพราะสมาชิกส่วนใหญ่กำลังดูการแข่งขันที่สนาม ฉันคาดว่าพอจบเกมห้องนี้ต้องเต็มจนล้นแน่

พอคิดถึงเกม ฉันแทบอยากจะแล่นไปอยู่ข้างสนาม ไม่รู้ป่านนี้ทีมฝันฟ้าจะยิงลูกได้บ้างไหม

“สวัสดีค่ะท่าน”

หนึ่งในแม่นางรำปรี่เข้ามาไหว้นายหน้าจืดอย่างกระชดกระช้อย เจ้าหล่อนช่างสวยและยิ้มได้หยาดเยิ้มจนขนาดฉันเป็นผู้หญิงด้วยกันยังตะลึง ฉันเหลือบไปมองนายหน้าจืดอย่างไม่ตั้งใจและพบว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยกับผู้หญิงสวยเซ็กซี่ขนาดนี้

แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไร ผู้ชายคนนี้นิ่งสงบเหมือนเสือที่ซุ่มรอเหยื่อ เผลอเพียงวินาทีเดียวคุณก็โดนตะปบเข้าแล้ว อย่างฉันไง ถึงจะเป็นแค่เหยื่อหลอกๆ ก็เถอะ

“ขอใช้ห้องรับรองพิเศษ”

“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”

แม่นางรำคนสวยผายมือไปทางด้านซ้ายซึ่งฉันเพิ่งเห็นว่ามีการทำยกพื้นสูงและด้านในแบ่งเป็นห้องๆ  พอเห็นอย่างนั้นฉันถึงกับชะงัก นายหน้าจืดหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเมื่อฉันไม่ได้ตามเข้าไป

“ฉันว่าอยู่ข้างนอกดีกว่า อยากดูถ่ายทอดสด” จอพลาสม่าขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือศีรษะฉันกำลังถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพอดี ฉันเลยรีบเอามาเป็นข้ออ้างที่จะไม่เข้าไปอยู่สองต่อสองกับนายหน้าจืด

“ข้างในห้องก็มีโทรทัศน์ค่ะคุณผู้หญิง”

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะ หึ หึ จากนายหน้าจืด

“คุณผู้หญิงเขาชอบดูจอใหญ่ๆ  คง กลัว เห็นไม่ชัด”

เขาสบตาฉันตรงๆ ส่งยิ้มท้าทายที่ทำให้อารมณ์ฉันพุ่งปรี๊ด

“เครื่องข้างในก็ไม่เล็กนะคะ รับรองเห็นได้ชัดเหมือนกันค่ะคุณผู้หญิง”

“ขอบใจจ๊ะ” ฉันกัดฟันขอบใจในการให้ข้อมูลที่ไม่อยากรู้ ก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วเดินเชิดหน้าผ่านประตูที่เปิดกว้าง

คนอย่างนภาพราวไม่ใช่คนขี้กลัว และอาชีพนักสืบทำให้ฉันต้องคอยลืมๆ ความกลัวไปบ้าง ไม่อย่างนั้นคงสืบความลับไม่ได้สักเรื่อง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน นี่คืองานอีกชิ้น งานที่ท้าทายมากๆ และเงินค่าจ้างที่ยิ่งกว่ามาก

เงินที่ครอบครัวของฉันกำลังต้องการอย่างด่วนที่สุด

ฉันต้องการเงินเพื่อไปใช้หนี้ให้พ่อ หนี้ที่เกิดจากความใจอ่อนยอมเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับน้องชายคนเดียวหรืออาแท้ๆ คนเดียวของฉันเอง อาที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเสเพลแถมชอบเล่นการพนัน เงินที่พ่อคิดว่าอาจะนำไปลงทุนเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ แต่แล้วทั้งเงินและคนก็หายแวบไปอย่างรวดเร็ว โดยทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้คนค้ำประกัน

และนี่เป็นเหตุให้ฉันต้องกลับบ้านมาช่วยแก้ปัญหา เงินเก็บของฉันมีไม่มาก และขอบอกตามตรงว่าช่วงนี้สำนักงานนักสืบเอกชนที่ฉันประจำอยู่ไม่มีงานเข้าสักงานไม่ว่างานเล็กหรืองานเล็กกว่า ไม่ต้องพูดถึงงานใหญ่เลย ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำขนาดนี้คงไม่มีใครอยากจ้างนักสืบเอกชนให้สิ้นเปลืองหรอก

ฉันถึงรับปากทำงานแสนพิลึกงานนี้ภายในสิบวินาทีไง

แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้ว เพราะ...จูบบ้าๆ นั่น

“จะรับเครื่องดื่มอะไรค่ะท่าน คุณผู้หญิง”

นายหน้าจืดสั่งเบียร์ ส่วนฉันสั่งน้ำมะนาวเพราะอยากดื่มอะไรที่เปรี้ยวจี๊ดจนขึ้นหัวเผื่อสมองจะได้แล่นคิดอะไรได้คล่องๆ

ระหว่างรอเครื่องดื่มฉันก็เดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโดยไม่พูดอะไรกับนายหน้าจืดสักคำ ห้องรับรองที่นี่ค่อนข้างใหญ่ แต่การตบแต่งเรียบง่ายกว่าข้างนอก มีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็นแต่ยังคงความย้อนยุคอลังการ โต๊ะกลมใหญ่พร้อมเก้าอี้บุผ้าหกตัวตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง รอบๆ มีโซฟายาววางอยู่ตามมุมพร้อมโต๊ะเล็กวางไว้ข้างๆ เหมือนมีไว้ให้คนนั่งรอ นั่งรอพวกที่ล้อมวงอยู่กลางห้อง

ใช่แล้ว! ห้องนี้ต้องเป็นห้องเล่นการพนันแน่ๆ

“ห้องนี้เราใช้เล่นไพ่ แต่ไม่ได้เล่นพนัน”

อยู่ๆ นายหน้าจืดซึ่งพอเข้ามาถึงก็ไปนั่งเอกเขนกบนโซฟาริมหน้าต่างที่สามารถเห็นวิวสนามฟุตบอลได้ทั้งสนามพูดขึ้นมาราวกับอ่านความคิดฉันออก

“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”

ฉันขึ้นเสียงสูง กำลังจะแสดงความคิดเห็นที่ไม่ค่อยดีต่อสถานที่ก็พอดีแม่นางรำแสนเซ็กซี่คนเดิมถือถาดเครื่องดื่มเข้ามา นายหน้าจืดยื่นเงินเป็นค่าทิปให้แม่นางรำ ฉันไม่รู้หรอกว่าเท่าไหร่แต่คงมากโขจากรอยยิ้มที่หยาดเยิ้มขึ้นอีกของเจ้าหล่อน

รอจนร่างในชุดนางรำล่อแหลมออกไปจากห้อง และประตูปิดลง ฉันถึงพูดต่อแต่ไม่ใช่ประเด็นเดิม

“ฉันอยากถอนตัว”

ประเด็นใหม่ของฉันทำให้นายหน้าจืดหรี่ตาลงจนเกือบเป็นเส้นตรง

“ที่อยากถอนตัวเพราะผมจูบแรงไปเหรอ”

เขาพูดได้อย่างหน้าตาย

ส่วนฉันอยากฆ่าเขาให้ตาย

“ทุเรศ ผู้ชายทุเรศ ทำอะไรตามอำเภอใจอย่างนั้นแล้วยังไม่ยอมขอโทษสักคำ ยังมีหน้ามาพูดอย่างนี้ได้ยังไง คนเฮงซวย ฉันขอถอนตัว” เสียงฉันคงดังไปถึงสนามฟุตบอลแน่ถ้าไม่อยู่ในห้องเก็บเสียงได้อย่างนี้

นายหน้าจืดลุกขึ้นเดินมาหาฉันที่เต้นเร่าๆ อยู่กลางห้องด้วยท่าทางสุภาพเยือกเย็นแล้วส่ายหน้าช้าๆ

“ผมไม่ได้ทำตามอำเภอใจเพราะคุณเป็นฝ่ายกอดผมก่อน ผมคิดว่าคุณคงไม่ถือถ้าเราจะแสดงให้สมจริงเพื่อที่พ่อของผมจะได้เชื่อสนิทใจ และคุณจำไม่ได้หรือว่าผมขอโทษคุณแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้เป็นผู้ชายทุเรศ เฮงซวย ส่วนคุณไม่มีข้ออ้างพอที่จะถอนตัว”

ยายเป๋อเอ้ย! ฉันปล่อยเสียงครางอยู่ในใจเมื่อความจำเริ่มกลับมาและทุกอย่างเป็นจริงอย่างที่เขาพูด

“แต่คุณฉวยโอกาสทำเกินกว่าเหตุ” เรื่องอะไรฉันจะยอมแพ้ง่ายๆ ตอนนั้นแค่กอดตอบก็พอแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดจูบ “ถึงฉันจะไม่ถือเรื่องกอดกันนิดๆ หน่อยๆ แต่เกินกว่านั้นห้าม ห้ามเด็ดขาด”

“เอาล่ะๆ ผมเข้าใจแล้ว ผมขอโทษที่จูบคุณ ผมไม่ควรทำเกินกว่าเหตุ ยกโทษให้ผมนะพราว”

“จริงใจ?”

“ครับ ผมจริงใจ ตกลงว่าคุณยังคงช่วยผมอยู่ใช่ไหม ผมต้องการความช่วยเหลือจริงๆ”

น้ำเสียงที่อ่อนลง และสายตาจริงจังของเขาทำให้ฉันเย็นลง

“ก็ได้แต่ด้วยข้อแม้นว่าคุณจะไม่จูบฉันอย่างนั้นอีก”

“ครับ ผมจะไม่จูบคุณอย่างวันนี้อีก”

ฉันทำเป็นคิดหนัก แม้นจะรู้ดีว่าผลของมันมีอย่างเดียว

“ฉันจะช่วยงานคุณต่อ”

ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะมีงานนี้งานเดียวที่ให้ค่าจ้างพอใช้หนี้พ่อของฉันได้ และเป็นงานเดียวที่เข้ามา

“ตอนนี้คุณพร้อมคุยเรื่องรายละเอียดของงานหรือยัง”

“พร้อมค่ะ”

“สิ่งที่คุณต้องทำอย่างแรกคือแสดงเป็นคนพิเศษของผมซึ่งคงหนีไม่พ้นการสัมผัสกันแบบคู่รักต่อหน้าคนอื่นบ้าง แต่จากสถานการณ์วันนี้ผมขอเคลียร์ว่าคุณจะอนุญาตให้สัมผัสได้แค่ไหนจะได้ไม่มาโกรธกันอีก”

นายหน้าจืดพูดเรื่องนี้เหมือนเจรจาธุรกิจได้อย่างหน้าเฉย เหลือเชื่อจริงๆ ฉันเลยบอกตัวเองบ้างว่าไม่ต้องอายแล้วตกลงกับพ่อเจ้าประคุณให้ชัดๆ ไปเลย

“กอดได้ แต่เท่าที่จำเป็น ครั้งละไม่เกินหนึ่งนาที ไม่ให้จูบอย่างวันนี้”

เขากลั้นหัวเราะภายใต้สีหน้าเอาการเอางาน “นั่นเขาแสดงกับญาติผู้ใหญ่มั้งครับ ไม่ใช่แฟน”

ฉันขึงตาใส่

“โอ้ ไม่ต้องทำตาดุขนาดนั้นหรอก ผมจะทำตามที่พราวบอกอย่างเคร่งครัด”

“งานต่อไปคืออะไรคะ” ฉันไม่อยากวนอยู่กับเงื่อนไขกอดๆ จูบๆ นานนัก เพราะทุกครั้งที่นึกถึงภาพ ความรู้สึกร้อนวูบวาบน่าละอายคอยจะแล่นพล่านป่วนสมาธิให้กระเจิดกระเจิง

“ผมสงสัยว่าจะมีคนในทีม KY อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ผมอยากให้คุณช่วยสืบโดยอาศัยความเป็นคู่รักผม เข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ในทีม”

“คุณมีใครที่สงสัยเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“มี พ่อผมเอง”



เที่ยวนี้ต้องจบนะ นิรีย์

นิรีย์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 48
  • เขียนทุกวัน จบสักวันแน่ๆ
    • ดูรายละเอียด
Re: Too Much 7
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2014, 09:30:41 PM »

เรื่องนี้แม้นเขียนไม่จบในแรลลี่สามเดือน
แต่อยากจบค่ะ เลยตั้งใจจะลงต่อไปเรื่อยๆ ที่นี่ค่ะ
ช่วยเป็นกำลังใจให้จบด้วยนะจ้า

พี่ปู
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 08, 2014, 12:39:35 PM โดย นิรีย์ »
เที่ยวนี้ต้องจบนะ นิรีย์