ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ ๑ ยัยซุ่มกะนายจอมซ่า  (อ่าน 347 ครั้ง)

แครอทสีส้ม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
    • ดูรายละเอียด
บทที่ ๑ ยัยซุ่มกะนายจอมซ่า
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2015, 02:48:09 PM »
บทที่ ๑ ยัยซุ่มกะนายจอมซ่า


          ตั้งแต่วันนั้นที่จบการศึกษามา มันก็ดูเหมือนอะไรๆมันก็ว่างเปล่า 

          เพื่อนๆต่าง ก็แยกย้ายไปเรียนยังที่ที่ตนใฝ่ฝัน

          ศศิตา... ที่เป็นที่รักที่สุดในกลุ่ม ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง

          สุวรี ... เพื่อนสนิทที่สุดเลย ได้เข้าเรียนยังมหาวิทยาลัยเอกชน ในคณะที่ชอบ และสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด…

          ก็เจ้าจอมแก่นของกลุ่ม ปิยะพร ไอ้พรก็ได้เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์

อย่างไม่มีใครคาดคิดว่า มันจะทำได้

          ใครจะไปเชื่อล่ะ คนที่วันๆเอาแต่นอนกินบ้านกินเมืองสัปหงกในห้องฟิสิกส์อย่างเป็นมืออาชีพได้ทุกที
จะทำได้ขนาดนี้นะ ต้องบอกว่า

นายแน่มาก

          แต่..เอาเถอะถือว่ามันได้ดีไปแล้ว ก็ดีไป
          จะว่าไปนี่มันก็เป็นเวลาได้ 3 ปีแล้วสินะ ที่เราไม่ได้เจอกันเลย ได้แต่คุยกันผ่านทางโทรศัพท์ หรือไม่
ก็อีเมล์หากันเสมอไม่เคยขาดถึงเราจะห่างกัน แต่หัวใจเรายังคงเชื่อมโยงกันด้วยความรัก ความห่วงใย ของเพื่อน
ที่มีให้กันไม่เคยมีวันหมด


          ไม่รู้มันจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้...


          นราวดีได้แต่นั่งถอนใจอยู่กับเรื่องเก่าๆ สมัยเรียนมัธยม เธอแอบควักกระเป๋าสตางค์ใบเก่าคร่ำคร่าขึ้นมา
เปิด เผยให้เห็นภาพถ่ายต่างๆที่สอดไว้ในกระเป๋ามากมาย ภาพใบใหญ่สุดเป็นภาพสมัยมัธยมต้น เธอมองภาพนั้น
ด้วยความรู้สึกถวิลหา รอยยิ้มจากคนในภาพมันช่างอบอุ่นจริงๆ ทำให้เธออยากจะย้อนกลับไปตอนนั้นอีกครั้ง
 
          สาวน้อยขยับแว่นขึ้นแล้วชำเลืองออกไปนอกหน้าต่างของห้องสมุดที่เธอมาใช้บริการและฝึกฝนงานใน
อนาคตตามที่เรียนมา ด้วยความคิดถึงวันคืนเก่าๆ ที่เคยร่วมเรียน ร่วมเล่นด้วยกันกับเพื่อนมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น
จนถึงมัธยมปลาย

          จากนั้นก็ก้มลงกวาดตามองภาพสีขาวดำที่แสดงถึงความเก่าของภาพได้อย่างชัดเจน เด็กหญิงตัวเล็กๆ
ยังยืนเกาะชายกระโปรงของหญิงชราที่นั่งอยู่ในภาพไม่ห่าง ถัดมามีเด็กชายตัวน้อยที่ดูอายุมากกว่าเด็กหญิง
ไม่กี่ปี ยืนอยู่ไม่ห่างกัน ทั้งหมดอยู่ท่ามกลางสวนที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวสะอาดตากำลังบานสะพรั่ง
ความทรงจำเก่าๆไม่เคยจางหายไปจากใจของเธอเลย แม้มันจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

          แต่ดูตอนนี้สิ ตัวเธอนะเหรอ วันๆก็อยู่แต่ห้องสมุด จนเริ่มเบื่อขึ้นมาจริงๆ แต่ตามจริงแล้ว เธอเองก็ไม่
ได้เบื่อห้องสมุดหรอก เพียงแต่เธอเบื่อกับสิ่งที่ต้องโดนเป็นประจำจากเจ้าแม่ห้องสมุดที่โหดร้ายหาเรื่องเธอ
ได้ทุกวี่ทุกวันมากกว่า นั่นเพราะเธอมีความจำเป็น ต้องมาอยู่ในห้องสมุดให้มากกว่าอยู่ที่หอพัก
เพื่อจะประหยัดค่าใช้จ่าย อย่างค่าไฟฟ้าที่หอพัก ซึ่งมันก็ช่วยเธอได้มากจริงๆ

          นอกจากนี้ เธอได้ยังได้อยู่กับสิ่งที่เธอรัก นั่นคือ หนังสือ มันทำให้เธอได้หลุดพ้นจากโลกแห่งความ
เป็นจริงที่โหดร้าย ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ครอบครัวของเธอต้องล้มละลาย เรื่องที่คุณยายของเธอเสียไป มันทำให้
เธอว้าเหว่ คุณยายคือสิ่งที่เธอรักที่สุด หญิงชราเป็นคนที่เปิดเธอให้รู้จักโลกของหนังสืออย่างแท้จริง
 
          เธอมักโดนคุณยายให้หัดอ่านหนังสือวรรณคดีโบราณ อย่างรามเกียรติ์ พระอภัยมณี สังข์ทอง เป็นต้น
ถึงจะอ่านถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่เธอก็พยายามอ่านให้คุณยายฟังเสมอๆ และคุณยายก็มักจะแนะนำวิธีอ่านที่ถูกต้อง
และบางครั้งก็เล่านิทานสนุกๆให้เธอฟัง มันทำให้เธอไม่เคยเบื่อเลย
 
          มันอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอต้องเริ่มใส่แว่นตั้งแต่ยังเล็ก แต่เอาเถอะอย่างน้อยเธอก็ได้ทำ
ในสิ่งที่ตัวเองรักแหละ

          “ป่านนี้ เค้าจะเป็นยังไงแล้วนะ” นราวดีแอบพึมพำ
          รอยยิ้มของเด็กชายในภาพ แสดงถึงความอ่อนโยนและความจริงจังได้ชัดเจน เขาเป็นเด็กผู้ชายที่เธอ
รู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ แม้ว่า มันจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอเขา เพราะว่า
สถานการณ์การเงินของบ้านเธอที่ระส่ำระสาย ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้เจอเขาอีก แม้ว่า มันจะเป็นความหวัง
ลมๆแล้งๆของเธอก็ตาม

          มันอาจจะเป็นความฝันบ้าๆบอๆของเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง

          และมันก็คงจะเป็นเพียงแค่ฝันต่อไป…ล่ะมั้ง

          เธอได้แต่ถอนใจ
          เขาน่าจะเป็นรักครั้งแรกของเธอ
          มันเป็นรักของเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง
          หรือรักข้างเดียวของเธอ..

          แต่ มันไม่ใช่ความลับ อีกต่อไป เพราะเพื่อนสมัยมัธยมของเธอ ต่างรู้กันหมด ตอนสอบชั้นมัธยมปลาย
เสร็จ เธอไปเที่ยวกับเพื่อนสนิททั้งแก๊งค์ โดยมีไอ้พร เป็นผู้นำ ทุกคนต่างเห็นด้วย
โดยสถานที่คือ บนภูเขาสูงที่หนาวเหน็บ และความลับของเธอก็แตกออกดัง โพล๊ะ

                                                  ถ้าไม่ใช่เพราะ “สปายวายคูเลอร์” นั่น

          ที่พอกินเข้าไปแค่ขวดเดียว ด้วยความที่ไม่เคยกินเลยในชีวิตนี้

          ทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมาจากปากของเธอโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเค้นเลยแม้แต่น้อย
          ความลับของเธอจึงไม่ลับอีกต่อไป

          โดยมันก็คอยตามล้อเธอไม่เลิกไม่ราเสียที


          "นราวดี เดี๋ยวใกล้เวลาเข้ากะแล้วอย่าหลับล่ะ" เสียงหนึ่งตะโกนบอก มาจากห้องเก็บวัสดุอุปกรณ์
ด้านในสุดที่ใช้ในการซ่อมหนังสือ

          "ค่ะ รับทราบแล้วค่ะ" นราวดีรีบหยุดความคิดก่อนจะร้องตอบอย่างเสียไม่ได้ ก่อนกลับมายังโต๊ะ
ที่มีหนังสือมากมายกองไว้เป็นตั้ง

          "เออ เดี๋ยวเอาหนังสือที่เย็บเล่มเสร็จแล้ว ลงไปให้พี่ที่ตึก 1 หน่อย แล้วก็...อย่าทำหล่นน่ะ" เสียง
เดิมยังคงตะโกนย้ำออกมาอีกระลอก เหตุที่สามารถส่งเสียงดังได้ในห้องสมุดเช่นนี้ ก็เพราะมันอยู่ในโซนพื้นที่
ของเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ซึ่งถูกแบ่งออกจากห้องที่ให้บริการสำหรับผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน แน่นอนว่า
บริเวณนี้มีการเก็บเสียงไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นเสียงดังจากภายในโซนของเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถเล็ดลอด
ออกไปได้

          "ค่ะ" เธอขานตอบกลับทันที ดังนั้น หญิงสาวที่ถูกเรียกจึงรีบยกเอาหนังสือกองที่จัดเรียงไว้ซึ่งสูง
เกินหน้าเธอขึ้นมาไว้บนมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่ข้างฝากำแพงสีขาวนวล บอกเวลาใกล้เที่ยง
เป็นเวลาที่นราวดีจะต้องไปเข้าเปลี่ยนกะกับเจ้าหน้าที่ประจำแผนกยืม-คืน

          หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือที่มีการนำซ่อมหนังสือ เพราะมีสภาพชำรุดหลุดรุ่ยดูไม่ได้ ด้วยอายุหนังสือ
ที่มีอายุการใช้งานเป็นเวลาหลายปี บางเล่มอาจจะอายุมากกว่าเธอเสียอีก
          สาวแว่นก้าวขาพร้อมกับยกหนังสือตั้งใหญ่ที่สูงเกินหน้าอย่างชำนาญ ตรงไปที่ประตูพร้อมกับใช้หลัง
 ดันประตูที่กั้นระหว่างส่วนของเจ้าหน้าที่ให้บริการกับพื้นที่ให้บริการของห้องสมุดด้วยความเคยชิน ก่อนจะเอา
ตัวและหนังสือที่ยกไว้ออกมาพร้อมกันได้ เพื่อไปส่งที่ตึก 1 ตามที่พี่เจ้าหน้าที่บัญชามาก่อนจะไปเข้ากะยัง
แผนกยืม-คืนด้วย

          “เฮ้อ เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย ที่ฉันยกหนังสือออกมาโดยไม่หล่น” เธอนึกและยิ้มในใจ ก่อนจะก้าว
เดินจากตึก 2 ไปยังตึก 1 คราวก่อนเธอยังจำได้ดีว่า เธอยกหนังสือตั้งใหญ่ออกมา แล้วก็ลื่นล้มจนหนังสือ
ที่ซ่อมเสร็จเสียหายไปบางส่วน เลยทำให้เธอต้องซ่อมมันเองทั้งหมด ตามคำบัญชาของเจ้าแม่ห้องสมุด
ที่น่าเกรงขามที่สุดในห้องสมุด มันทำให้เธอจำไม่ลืมเลย

          ไม่รู้ทำไม? เจ้าแม่ห้องสมุดชอบจ้องจะหาเรื่องอยู่ตลอด หรือว่าเราจะดวงไม่ถูกกัน หรือว่า ความ
ซุ่มซ่ามที่มันติดเธอมาถ้าช้าจะโดนพี่เจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่จะไปเปลี่ยนเวรด้วยต่อว่าเอาได้ แถมเธออาจจะ
ต้องไปเข้าเรียนสายด้วยไม่ตรงตามที่นัดกับนายอำนาจกับวรินธรเพื่อนร่วมชั้นปีที่สนิทกันได้ คราวก่อน
เธอก็ต้องไหว้วานขอยืมสมุดของวรินธรมาจด

          ไม่งั้น คงไม่มีอะไรกลับไปอ่านตอนทำรายงานด้วยแน่

          ด้วยความที่มัวแต่คิดนู่นคิดนี่บวกความที่ไม่ระวังผสมความซุ่มซ่ามที่มีอยู่แล้วเป็นประจำ ส่งให้เธอ
รีบก้าวขาแบบกึ่งเดินกึ่งวิ่ง จนลืมสนใจทางเดินข้างหน้าว่า จะมีอะไรขวางอยู่หรือไม่ ด้วยความที่ ปรกติเวลา
ใกล้เที่ยงจะยังไม่ค่อยมีนักศึกษาเดินผ่านทางบริเวณนี้มากนัก เธอจึงเดินตรงไปอย่างไม่มองทาง จ้ำอ้าวๆ
จนไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง ที่ไม่รู้มาขวางอยู่ข้างหน้าตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร ทั้งที่ตรงนั้นเธอก็เดินอยู่เป็น
ประจำมันก็ไม่เคยมีเสาหรืออะไรมาขวางนี่นา ส่งผลให้หนังสือกองโตที่เธอยกมาเทหล่นลงมากองกับพื้น
กระจายไปทั่วบริเวณ

          "อุ้ย ตายแล้ว!! หล่นหมด เดี๋ยวพี่รู้เข้าต้องแย่แน่" นราวดี อุทานอย่างร้อนใจก่อนจะรีบย่อตัวลง
เก็บหนังสือเท่าที่จะทำได้อย่างรวดเร็วจนไม่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

          ด้วยความที่มัวแต่ห่วงเก็บหนังสือที่หล่นลงไปกองนั้น อย่างพัลวันจนไม่ได้สนใจสังเกตเห็น

          บางสิ่งที่กำลังจ้องมาที่เธออยู่.... จากเบื้องบน ด้วยอารมณ์คุกรุ่น
 

                              (ก็สิ่งที่เธอสะดุดก็ไม่ใช่ใครหรอก ก็คนน่ะแหละ!!!)




โปรดติดตามตอนต่อไป

แครอทสีส้ม



บินให้ถึงฝั่งจบ ไม่งั้นอาย...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 05, 2015, 06:08:23 PM โดย แครอทสีส้ม »

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ ๑ ยัยซุ่มกะนายจอมซ่า
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2015, 04:39:42 PM »
แวะมาส่งกำลังใจครับ จบๆๆๆๆๆ

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ ๑ ยัยซุ่มกะนายจอมซ่า
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2015, 03:16:58 PM »
โห คุณแครอท  มาโพส บทที่หนึ่งแล้ว

 ;D  บินไปเลยๆๆๆๆ
ฮ่าๆ บินนำไปเลยค่ะ คุณแครอท 
Licht und Schatten トーキョーグール-