ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 1 หาดทราย สายลม และรักสองเรา  (อ่าน 1552 ครั้ง)

เอพริว

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 1 หาดทราย สายลม และรักสองเรา
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2014, 04:54:22 PM »

ท้องฟ้ายังมืดครึมฝนตกพรำ ตลอดทั้งวัน ฝนตกตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งวันนี้ ทั้งที่ยังไม่ใช่ฤดูของมันก็ตาม ถนนเต็มไปด้วยรถรามากมายติดยาวเหยียด รถยนต์บางคันจอดเสียเพราะนำที่สูงเกือบจะครึ่งล้อ อุบัติเหตุเฉียวชนมีให้เห็นตลอดทาง ทำให้รถที่ติดมากอยู่แล้วในยิ่งทวีมากขึ้นหลายเท่า

นี่ละน๊ากรุงเทพ “น่าเบื่อที่สุด” หญิงสาวบ่นพร้อมเอื้อมมือเปิดเพลงในรถ หมุนหาเคลื่อนเสียงไปมา จนเจอกับเสียงเพลงซอฟร๊อค ถึงจะมากับเคลื่นที่ชัดบ้างไม่ชัดบางที่บ่งบอกความเก่าของวิทยุในรถ แต่ก็พอช่วยแก้อาการเบื่อได้ไม่มากก็น้อย อากาศแบบนี้ทำให้พฤติกรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดที่เขาเรียกกันว่า ‘ไอ้ตัวขี้เกียจ’ เข้าสิง ว่าแล้วหญิงสาวก็ยกมือปิดปากหาวอัตโนมัติ

เมื่อเช้านาฬิกาปลุกส่งเสียงครวญครางหลายครั้งกว่าฉันจะลุกขึ้นมากดปิด ที่ต้องลุกมาปิดเพราะว่านาฬิกาปลุกของฉันไม่ได้อยู่ที่หัวนอนเหมือนคนอื่นแต่มันตั้งอยู่ที่ปลายเตียง แม่เคยบอกว่าถ้าวางไว้ที่หัวเตียงฉันก็จะกดปิดแล้วนอนต่อ ดังอีกก็ปิดแล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ จนทำให้เลยเวลาทุกครั้งไป

แม่ฉันป็นคนตรงต่อเวลา และมั่นสอนให้ลูกๆ เป็นคนตรงต่อเวลาเช่นกัน แม่เป็นนักเขียนที่มีวินัยในการเขียนคนหนึ่ง แม่จะตั้งเป้าหมายในการเขียนไว้ในแต่ละวัน ที่แอบดูเห็นมีเขียนขยุกขยิกในกระดาษเต็มโต๊ะร่วมทั้งข้างฝา มันรกจนฉันไม่สามารถเรียกว่าแผนการเขียนได้อย่างที่แม่เรียก มันน่าจะเป็นมหกรรมกระดาษโน้ตมากกว่า สมุดเล่มใหญ่แม่หวงมากในนั้นแม่เรียกมันว่า”พล๊อต” แม่บอกว่าจะทำให้เขียนง่ายขึ้น

การฟังแม่อธิบายฉันถึงเจ้าพล็อตที่ว่า ฉันยกโยกธงขาวยอมแพ้ สมองอย่างฉันไม่ต้องอธิบายให้มากความเพราะไม่อยากจำไม่ใช่สิ จำไม่ได้ต่างหาก อย่างแม่บอกว่าวันนี้ต้องเขียน สิบหน้าแม่ก็จะพยายามให้ได้สิบหน้าจริงๆ แม่จะลงมือเขียนทันทีโดยไม่สนใจใครโดยเฉพาะลูกๆ แต่ใช่ว่าแม่จะละเลยพวกเราแม่จัดหาทุกสิ่งอย่างที่จำเป็นให้เรียบร้อยก่อนเขียนต่างหาก ผลงานของแม่ ส่วนใหญ่จะเป็นนิยายรัก และที่ฉันชอบอ่านหรือแอบอ่านที่สุดเป็นแนวโรมานซ์

ซึ่งได้รับความนิยมในสังคมนักอ่านอย่างมก แฟนคลับแม่ให้กำลังใจมาทางจดหมาย สิ่งของตุ๊กตา ของที่ระลึกจากการเดินทางถูกส่งมากมากมาย สำหรับนักเขียนในดวงใจของพวกเขา แฟนคลับแม่น่ารักมาก ฉันแอบอ่านจดหมายที่เขียนมาหาแม่ จะเกิดอาการขนลุกเป็นบางครั้ง ไม่คิดว่าพวกเขาจะชื่นชมแม่มากขนาดนี้

งานส่วนใหญ่จะเป็นนิยายรักแนวโรมานซ์ ถือว่าเป็นโชคดีของที่มีนักเขียนติดบ้าน ฉันที่ชอบอ่านฝันนิยายรัก และฝันเฟื่องไปกับตัวละคร และบ่อยที่อยากเป็นเหมือนนางเอกในหนังสือ ฉันเป็นคนรักหนังสือทุกเล่ม ทะนุทะนอมอย่างดี แทบจะไม่ยอมพับขอบหนังสือ เล่มไหนที่ตรงกับความฝันของฉันละก้อ แทบจะทำหิ้งเก็บหนังสือเลยละ และยังหวังลึกๆ ว่าความรักของฉันในชีวิตจริงจะจบแบบมีความสุขเหมือนนิยายของแม่

รายได้ส่วนใหญ่ที่นำมาเลี้ยงครอบครัวก็มาจากงานและเงินเก็บของแม่ รวมของพวกเราสองคนพี่น้องนิดหน่อย ท่านจึงหัดให้พวกเราช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เด็ก หลังจากที่พ่อทิ้งพวกเราไปแต่งงานใหม่กับผู้หญิงต่างชาติที่ทำงานบริษัทเดียวกับพ่อ เวลานั้นไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงได้ทิ้งพวกเราได้ลงคอ พวกเราผิดอะไรเพราะทุกอย่างที่แม่ปฏิบัติกับพ่อดี

ภาพที่พ่อเหนื่อยกลับมาจากที่ทำงาน แม่จะมีอาหารอร่อยๆ เอาใจพ่อทุกครั้ง ฉันยังชอบปีนไปนั่งบนตักพ่อเวลาต้องการขอของเล่นอ้อนนิดหน่อยได้ผลทุกครั้ง พวกเรามีกิจกรรมด้วยกันทุกวันอาทิตย์ ซึ่งแม่กับพ่อบอกว่าเป็นวันครอบครัว ฉันจำได้ดีภาพวันวานแห่งความสุขและความหดหู่ของครอบครัว

เช้าวันหนึ่งฉันกับพี่ถามหาพ่อ คำตอบที่ได้ก็คือพ่อไปแล้ว คงจะไม่กลับมาอีกฉันจำได้ว่าฉันลงไปดิ้นร้องไห้ด้วยความเสียใจไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ชายที่ฉันคิดว่าเขาก็คงไม่เข้าใจเช่นกันแต่ก็ยังเข้ามาปลอบฉัน แม่เก็บตัวอยู่ในห้อง ฉันกับพี่แอบเห็นแม่ร้องไห้ แต่แม่ไม่เคยพูดให้พวกเราเกลียดพ่อแม้แต่สักครั้ง แม่บอกว่าทุกคนต่างมีทางเลือกเป็นของตัวเอง แม่กับพ่อก็เหมือนกัน ต่างคนต่างเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด

แต่ฉันว่าแม่คงมีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถให้อภัยพ่อได้ คือการโกหก ความเห็นแก่ตัว เห็นประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับมากว่าครอบครัว แม่บอกว่าถ้าแม่ไม่รักพ่อมากจนเกินไป ก็จะไม่มีคำว่าเสียใจ ความหดหู่ ว้าเหว่ สิ้นหวัง ที่เกิดขึ้นกับแม่มันมาจากการตั้งความหวังในสิ่งหนึ่งๆ คาดหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามที่หวัง ความภาคภูมิใจในตัวเองและครอบครัว เมื่อผิดหวังแม่ก็จะพยามทำใจ แม่สอนเสมอจะทำอะไรต้องมีความจริงใจเป็นตัวตั้ง อย่างน้อยสิ่งที่ทำให้แม่มีกำลังใจทุกวันนี้เพราะมีลูกๆ เป็นตัวแทนของความสุขที่เคยมีอย่างน้อยก็เคยมี   แม่จึงไม่ยอมให้พ่อเอาลูกคนใดคนหนึ่งไป

เมื่อเช้าตื่นมากดนาฬิกาปลุกแทบจะโกงตัวเอง ด้วยการกับไปนอนต่อแทบใจจะขาด ฉันตั้งใจแล้วว่าจะหัดให้เป็นนิสัย ตื่นเช้าๆ ข้อดีของการตื่นเช้ามีมากมายอย่างน้อยมันทำให้ฉันได้กินอาหารเช้า แต่วันนี้ออกจากบ้านมาแต่เช้าก็จริงแต่รถก็ยังติดอยู่ดี ไม่รู้เป็นไงกรุงเทพฯ ฝนตกรถติดทุกที ผู้คนในเมืองหลวงมีชีวิตเร่งรีบต่างคนต่างมีจุดหมายที่จะไปคล้ายกับต้องการไปทำเสียให้เสร็จ บางคนมีลูกหลานที่ต้องไปโรงเรียนแต่เช้านอนหลับอยู่ในรถบางก็กินข้าวเสียในรถ

เสียงแตรรถดังไปทั่วที่ ที่น่าปวดหัวสำหรับคนขับรถยนต์คงไม่พ้นมอเตอร์ไซด์ ที่ละเลี้ยวไปมาเป็นที่หน้าหวาดเสียว เจ้าของรถยนต์คอยลุ้นว่าจะสังเวยกระจกมองข้างด้านไหน หรือจะโดนครูดกันชนซ้ายหรือขวา ฉันน่าจะหัดขับมอเตอร์ไซด์ มากกว่าขับรถยนต์ จะได้ซอกแซก ไปถึงที่หมายเร็วทันใจ ไม่ก็ตายเร็วจนยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตแบบนางเอกในนิยาย แต่ไม่ใช่ว่าการหัดขับรถยนต์จะได้มาง่ายซะเมื่อไหร่ตอนหัดขับพี่ชายสุดที่รักของฉันหัดให้ สอนไปดุไปกลายเป็นทะเลาะกันแทบตาย

“ณดา ถ้าแก่ไม่ทำตาม ที่ฉันบอกละก็ ฉันจะไม่หัดให้แก่อีกเลย เสียเวลา”

นั้นเป็นคำพูดที่พี่ชายสุดที่รักของฉันขู่ในช่วงที่หัดขับรถให้ก่อนที่ฉันจะต้องไปสอบใบขับขี่ และทุกครั้งที่ไม่ได้อย่างใจคุณพี่สุดที่รักก็จะทั้งดุทั้งตะคอก จริงๆ แล้วฉันอยากมีชื่อเล่นเหมือนกันคนอื่น อย่างน้องเจนนี่ น้องพลอย ประมาณนั้นแต่ไม่สำคัญหรอก แค่เรียก”เฮ้ย” เฉยๆฉันยังหันเลย

วันนี้ต้องทำธุระส่วนตัวก่อนไปทำงาน เมื่อคืนฉันมานอนเกือบตีสาม เพราะต้องพยายามให้งานออกมาดีที่สุด อาชีพของฉันคงต้องทนกับการนอนดึกได้ ดึกของฉันก็คือเกือบสว่าง งานบริษัทที่ได้รับมอบหมายก็ต้องเสร็จตามกำหนด งานของตัวเองก็ต้องดำเนินไป

ฉันชอบวาดรูปเป็นงานอดิเรกที่ฉันทำอย่างสม่ำเสมอแม้รายได้ อาจจะไม่คุ้มแต่มันคือความสุข เวลาวาดรูปทำให้สมาธิดี เรื่องร้อนใจทั้งหลายจะหายไปฝั่งอยู่งานที่ฉันชอบ แต่ถ้าวันไหนไม่มีอารมณ์ก็จะไม่ได้วาดภาพ พี่ชายฉันเรียนมาสาขาเดียวกัน แต่เขารับเป็นงานอิสระ มีร้านขายงานจิปาถะที่เกี่ยวกับงานศิลปะอย่างภาพวาดเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็น รูปถ่าย และงานปั้น งานหลากหลายถึงจะเป็นร้านเล็กๆ แต่อยู่ในแหล่งที่มีชาวต่างชาติชอบมาเดินเที่ยวเล่น กลางคืนจะกลายเป็นแหล่งบันเทิงที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ฉันเองยังเคยเอางานไปขายตามข้างทางเลยสนุกดีเวลาขายของที่มีการต่อรองราคา ฉันแวะเอาภาพวาดของไปส่งที่ร้านพี่ชายเพื่อฝากขาย ซึ่งเป็นการหารายได้อีกทาง เฉพาะเงินเดือน มันน้อยนิดเหลือเกินทั้งค่าผ่อนคอนโด ค่าอาหาร ค่าเครื่องแต่งกาย จิปาถะ ฯลฯ ฉันใส่เครื่องหมายนี้ละเพราะเยอะเหลือเกินไหนจะค่าเรียนต่อโทอีก เลยไปถึงค่าเครื่องดื่ม.. แต่ก็ดีที่ฉันไม่ชอบออกไปเที่ยวเท่าไหร่ 

รถคันหน้าขยับ มือฉันเปลี่ยนเกียร์หนึ่ง และเหยียบเร่งขึ้น แต่ทำไมมันเหมือนกับยางรถมันลื่นละ

เอี๊ยด...โครม...เสียงกระแทกอย่างแรง ของเหล็กกับเหล็กดังสนั่น ด้วยความตกใจ ฉันนั่งตาค้างอยู่ในรถ เราขับรถใจลอยขนาดนี้เลยหรอ โอ๊ยทำไงดีละซวยแล้ว ใครเป็นอะไรหรือเปล่า เราขับชนรถใครสิ่งแรกที่คิดได้ รถยี่ห้ออะไร ตายแน่ฉันคราวนี้ ซวยจริงๆ ฉันมองไปรถคันหน้าที่รถฉันชนท้าย พระเจ้ารถยุโรปรุ่นใหม่ในฝันของใครหลายคนซึ่งก็รวมฉันด้วย ในฝันฉันยังอยากเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ขอลองขับดูบ้าง เป็นอะไรมากหรือเปล่านะ

ผู้ชายตัวสูงผิวขาวเปิดประตูลงมา ทามกลางสายฝนพร่ำท่าทางหัวเสียไม่น้อย ส่วนอารมณ์ไม่ต้องพูดถึง  เขาเดินตรงมายังรถของฉันพร้อมใช้มือทุบกระจกรถฉัน ปัง ปังๆๆๆ

ฉันรีบเปิดประตูลงไปอย่างนอบน้อมก็หวังว่าอย่างน้อยจะได้ตกลงกันง่ายหน่อย ฉันไม่กล้าสบตาผู้ชายตัวสูงเหมือนคนมีความผิด ทำไมต้องกลัวด้วยบอกไม่ได้เหมือนกัน ก็มันไม่เคย

“ขอโทษค่ะรถคุณเป็นอะไรมากไหม”

“นี่คุณ ไม่ได้ลืมตาขับรถหรือไง โธ่เว้ย คนยิ่งรีบอยู่ เรียกประกันซิ มีประกันไหม”

เขาถามน้ำเสียงตะคอก โถๆ ถามมาได้ไม่เห็นสภาพรถเต่าฉันหรอ เก่าขนาดนี้ฉันไม่คิดจะทำประกันด้วยซ้ำเพราะปกติฝีมือการขับของฉันค่อนข้างดี(เข้าข้างตัวเอง) ประกันชั้นสามยังไม่มี ถ้าวันนี้ไม่ต้องขนภาพมาส่งละก็ ไม่ต้องเอาน้องเต่าออกมาโลดแล่นบนถนนใหญ่แบบนี้นั่งรถไฟฟ้าสบายกว่าเป็นไหนๆๆ

“ไม่มีค่ะ แต่ยังไงฉันก็รับผิดชอบอยู่แล้ว”

ฉันเดินไปมองที่หน้ารถ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ท้ายรถของเขาก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงอารมณ์เสียนักฉันเงยหน้าสบตาเขาเต็มๆ ผู้ชายคนนี้มีนัยน์ตาสีเขียว โห หน้าตาถึงขั้นดี ถึงดีมาก ผมยุ่งสีน้ำตาลเข้ม ทำให้ฉันมองตาค้าง ใจเต้นตึกตัก ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากตกใจหรือ มาจากคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าหรือเปล่า

สิ่งที่คิดจะพูดกับเขา เริ่มไม่ปะติดประต่อ เหมือนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนรู้แต่ว่าอย่างน้อยคนผิดสมควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบถือว่าเป็นคุณสมบัติของฉันอย่างหนึ่ง แววตาเขียวเข้มบ่งบอกได้ถึงอารมณ์ มือหนาเสยผมที่ปรกหน้าขึ้น ดูดีชะมัด ฉันเริ่มไล่มองจากเบื้องล่าง ตั้งแต่ เท้าขาวๆ ที่คีบอยู่ในรองเท้าแตะเลยขึ้นมายังกางเกงยีนส์สีซีด เสื้อยืดสีขาวยับๆ รถหรูขนาดนี้ แต่งตัวแบบนี้ขโมยรถใครมาขับหรือเปล่า แต่หน้าตาคุ้นๆ ฉันเคยเห็นเขาที่ไหนนะ 

“ขับรถแย่แบบนี้แล้วยังไม่ทำประกันอีก เหอะ”

อีกแล้วน้ำเสียงงุดหงิด เยาะเย้ย ทำให้ฉันเริ่มมีอารมณ์โกรธขึ้นมาบ้าง ถึงจะหล่อก็เถอะ แบบนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะอภัยให้ได้หรือเปล่า เขาไม่มีสิทธิมาทำน้ำเสียงอย่างนี้กับฉัน เขาล้วงมือหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงมาโทร โทรศัพท์ที่เขาใช้รุ่นใหม่เสียด้วย วิธีการพูดกับบริษัทประกันก็เหมือนกับคนทีมีการศึกษาดีนี่ ฉันแอบมองหน้าด้านข้างของเขาอีกครั้ง รู้สึกคุ้นๆ นะว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อนรูปร่างหน้าตาแบบนี้

“คนดังนี่น่า”

ฉันอุทานเสียงเบามาก คล้ายจะพูดกับตัวเองมากกว่า เขาหันมามองฉันทันทีพร้อม คิ้วหนาขมวดเข้าหน้ากัน มองฉันหัวจรดเท้า ดวงตาเขียวเข้มเปลี่ยนเป็นเข้มจัดจนออกดำแสดงอารมณ์ว่าไม่ชอบขี้หน้าฉันเท่าไร คนอะไรดวงตาเปลี่ยนสีได้ด้วยน่ากลัวจัง

“อะไรนะ”

“ขอโทษค่ะ บางทีฉันอาจจะจำคนผิด” ฉันยิ้มให้เขาแบบสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้ รู้สึกได้เลยว่าริมฝีปากตัวเองสั่น

“คงใช่ผมว่าผมไม่เคยรู้จักคุณด้วยซ้ำ”

ไม่รู้ก็ไม่รู้จัก ก็มันจริงฉันแค่จำเขาได้ว่าเป็นนักดนตรีดังมาก ช่วงหลังเห็นว่าหันไปเป็นเบื้องหลังแทน ตั้งแต่มีข่าวฉาวกับผู้จัดการส่วนตัว เรื่องรักๆใคร่ ผู้จัดการส่วนตัวฆ่าตัวตาย ตอนที่ช่วงดัง ทุกคนในวงการรู้ดีว่าเขาไม่ชอบให้สัมภาษณ์ และมาดนิ่งหยิ่งทะนงในตัวเองแบบไม่ง้อใคร ถึงเป็นแบบนั้นเขาก็มีงานเขาไม่ขาดสาย ท่าทางหยิ่งแบบนี้คงจริงอย่างที่เขาลื่อกัน หึ! ถึงจะเป็นคนดังก็เถอะ ไม่ใช่จะต้องมามองกันแบบนี้

“ถ้าคุณมีประกันก็เรียกมาสิ ฉันรีบ”

เสียงฉันเริ่มออกจะหงุดหงิด ทำให้เขาเห็นไปเลยว่าไม่สนพวกหล่อแต่หน้าและไม่กลัวด้วย(แต่ฉันกลัวนะ) มือเรียวกดตัดโทรศัพท์แล้วจองหน้าฉัน ก็ดีคุยกับประกันเสร็จจะได้ต่างคนต่างไปสักทีเพราะรถติดมาก ยิ่งเป็นช่วงสายแบบนี้ เป็นชั่วโมงเร่งรีบ สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกฉัน เขาเลิกคิ้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ชี้นิ้วเขาหาตัวเอง

“ผมผิด”

“ก็ไม่ใช่แต่”

“ไม่ละ ผมก็รีบเหมือนกัน เรื่องค่าเสียหายผมจะให้ที่อู่ตีราคาแล้วจะโทรบอก”เขาเดินกลับไปที่รถเปิดประตูพูดคุยกับคนในรถสักพัก

“ผมขอเบอร์คุณด้วย” ฉันกลับไปทีรถรื้อค้นของในกระเป๋ากว่าเจอโทรศัพท์เตรียมจะกดหาเบอร์เจ้าของเครื่องเพราะจำไม่ได้เนื่องจากฉันเปลี่ยนเบอร์ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า จนเขาคงทนไม่ไหวจึงแย่งโทรศัพท์ไปจากมือฉันและกดเบอร์ตัวเองแล้วโทรออก

“เอาละ หวังว่าคุณคงไม่เปลี่ยนเบอร์หนีนะ”

“จะเอาบัตรประชาชน หรือว่าคุณจะเรียกตำรวจก็ได้นะ” ไม่รู้ว่าพูดออกไปได้อย่างไง แต่ก็พูดไปแล้วคำพูดของฉันคงไปสะกิดตอมความหลังอะไรเขาสักอย่าง เขาหรี่ตา มองจองฉัน เหมือนมีอะไรไม่พอใจ

“แล้วผมจะโทรไป” ประตูด้านข้างคนขับเปิดออก

“อัยย์ค่ะ เดี๋ยวไม่ทันนะ”
หญิงสาวรูปร่างสูงโปรงผิวขาวลูกครึ่ง หน้าบึ้งไม่ยิ้มแย้ม ให้ตายผู้หญิงคนนี้สวยมาก คงเป็นแฟนของเขาละสิ ทำไมคนหน้าตาดีส่วนใหญ่ต้องมีแฟนหน้าตาดีด้วยแล้วพวกธรรมดาอย่างฉัน จะไปหาจากไหน คิดแล้วปวดใจถ้าหาไม่ได้ก็ เอาแบบพอใช้ก็แล้วกัน นึกแล้วก็ขำตัวเอง นอกเรื่องจนได้ฉันแล้วต้องไปยุ่งอะไรกับชาวบ้านเค้าด้วย

“เสร็จแล้วครับไปกันเลย”

เขาเดินขึ้นรถแล้วขับออกไปแถมล้อหลังรีดน้ำกระเด็นใส่ฉันอย่างไม่ปราณี ค่อยดูจะหักค่าสักผ้าด้วยซะเลย ลาก็ไม่ลากันสักคำ แล้วนี้ค่าซ่อมมันจะเท่าไร คิดแล้วปวดหัวตุบๆ คิดหาทางแก้ไขไปต่างๆ นา ทำไงดีฉันไม่กล้าพอจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเช้านี้ให้พี่ชายสุดที่รักฟังแน่นนอน ฉันอาจถูกฆ่าตายได้ ดีไม่ดีอาจถูกซ้ำเติม บางทีพี่ฉันอาจจะฟ้องแม่ด้วย ตายแน่

“อะไรกันนักหนา ไอ้บ้าเอย ”

คุณพีทคุง

  • นักข่าว
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 47
    • ดูรายละเอียด
    • คนเขียนฝัน พิธันดร
Re: บทที่ 1 หาดทราย สายลม และรักสองเรา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 07:24:22 PM »

หักค่าซักผ้าไม่พอนะฮะ หล่อแบบนี้ ต้องจับทำ...โทษซะให้เข็ด

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 1 หาดทราย สายลม และรักสองเรา
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2014, 12:47:39 PM »
มาตามให้ลงบทที่สองค่ะพี่ คิกๆ